Connect with us

Beartai Live

แบไต๋ไลฟ์ ดราม่า Huawei เกิดยังไง แล้วจะดับอย่างไร?

(อัปเดท 25 เม.ย. เพิ่มแถลงการณ์จากหัวเว่ยประเทศไทย)

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดราม่าร้อนแรงในโลกออนไลน์หนีไม่พ้นเรื่อง Huawei กับปัญหาหน่วยความจำในเครื่องที่ดันมีคนไปเจอว่าความเร็วในการวัดประสิทธิภาพนั้นแตกต่างกัน ซึ่งงานนี้หนุ่ย-พงศ์สุข ก็ได้ขออาสามาเปิดเผย – เจาะลึกเรื่องราวดราม่าในครั้งนี้ให้ฟังกันพร้อม ๆ กับพูดคุยกับแขกรับเชิญพิเศษผ่าน แบไต๋ไลฟ์ สดทันทีที่มีเรื่อง

ต้นเรื่องนี้มาจากเว็บ Gizmochina ที่เผยแพร่ผลทดสอบจากแอป AndroBench เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่พบว่า Huawei P10 ให้ประสิทธิภาพในการอ่านเขียนข้อมูลแตกต่างกันมาก ชนิดที่น่าจะเป็นเทคโนโลยีหน่วยความจำคนละตัวกันเลย คือ eMMC และ UFS

  • เครื่องที่ได้ความเร็วประมาณ 700 MB/s ใช้เทคโนโลยี UFS 2.1
  • เครื่องที่ได้ความเร็วประมาณ 500 MB/s ใช้เทคโนโลยี UFS 2.0
  • เครื่องที่ได้ความเร็วประมาณ 300 MB/s ใช้เทคโนโลยี eMMC 5.1

ดราม่า Huawei P10 เริ่มหนักขึ้นจากแถลงของ CEO

หลังจากที่ Gizmochina ได้เผยแพร่ผลการทดสอบออกไป Richard Yu ผู้บริหารของหัวเว่ยก็โพสต์ข้อความใน Weibo เครือข่ายสังคมของจีนในวันที่ 20 เมษายนว่า

Huawei P10 และ P10 Plus นั้นมีการใช้หน่วยความจำสองชนิดได้แก่ UFS และ eMMC เนื่องจากบริษัทประสบปัญหาด้านการผลิต เพื่อผลิต P10 และ P10 Plus ให้ทันความต้องการต่อตลาด Huawei จึงจำเป็นต้องใช้หน่วยความจำชนิด eMMC ซึ่งช้ากว่า UFS เข้ามาร่วมด้วย

ซึ่ง Yu ยืนยันว่า จากประสบการณ์การใช้งาน Huawei P10 Plus ซึ่งใช้หน่วยความจำ eMMC เปรียบเทียบกับ Mate 9 ซึ่งใช้หน่วยความจำแบบ UFS ก็ไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานใดๆ ทั้งสิ้น

จากการแถลงของ Yu (ที่ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันว่าเป็น Yu ตัวจริง เพราะการโพสต์แบบนี้ถือว่าผิดวิสัยบริษัทใหญ่ๆ ที่เรื่องสำคัญจะเป็นแถลงการณ์มาจาก PR เท่านั้น) ก็ทำให้เกิดกระแสด้านลบต่อแบรนด์ Huawei อย่างหนัก กระทบกับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ เพราะไม่มีวิธีแยก P10 ที่ประสิทธิภาพต่ำด้วยสายตาได้เลย ต้องใช้แอปทดสอบประสิทธิภาพอย่างเดียว

แถลงการณ์จากบริษัทก็ยิ่งทำให้แย่

ในวันที่ 21 เมษายนเว็บไซต์ชื่อดัง ​Android Authority ได้รับข้อมูลจากตัวแทนของ Huawei เผยว่า บริษัทใช้แรมและหน่วยความจำ (storage)ใน P10 และ P10 Plus แบบคละประสิทธิภาพจริงๆ โดย P10 และ P10 Plus ที่วางจำหน่ายนั้น ผู้ซื้ออาจจะได้ทั้งเครื่องที่มีใช้แรม LPDDR3 หรือ LPDDR4 และหน่วยความจำทั้ง UFS 2.0, UFS 2.1, หรือ eMMC 5.1 ซึ่งไม่สามารถทราบได้เลย

ทั้งนี้ Huawei ปฏิเสธเรื่องการหลอกลวงผู้บริโภค เนื่องจากตั้งแต่เปิดตัวนั้น Huawei ไม่ได้ระบุสเปกที่ใช้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าใช้ชิปแรมหรือหน่วยความจำประเภทไหน ซึ่งแตกต่างจากตอน Mate 9 ซึ่งบริษัทบอกชัดเจนในหน้าเว็บ นอกจากนี้ Huawei ยังบอกเพิ่มเติมว่า ชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียวไม่อาจส่งผลกระทบกับระบบโดยรวมของเครื่องได้

ความแตกต่างระหว่าง eMMC กับ UFS

eMMC หรือ embedded MultiMediaCard เป็นเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบเก่า ที่สมาร์ทโฟนแท็บเล็ตใช้มาตลอด ก็ปรับปรุงกันมาเรื่อยๆ จนมาถึง eMMC 5.1 ในปี 2015 ที่ให้ความเร็วในการอ่านต่อเนื่องได้สูงสุดราว 250 MB/s และเขียนต่อเนื่องได้สูงสุดราวๆ 125 MB/s ซึ่งก็ถือว่าเร็ว แต่ถ้าเทียบกับ UFS 2.0 เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ก็ต่างกันเยอะ

UFS หรือ Universal Flash Storage นั้นเริ่มต้นใช้ใน Samsung Galaxy S6 เป็นรุ่นแรก โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาเป็นเวอร์ชั่น 2.0 ในปี 2014 ซึ่งทำความเร็วในการอ่านต่อเนื่องได้ 350 MB/s และเขียนต่อเนื่องได้ 150 MB/s ซึ่งซัมซุงก็อ้างว่าสามารถทำความเร็วได้สุงสุดราว 1.2 GB/s

ส่วน UFS 2.1 ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2016 ก็ยิ่งทำให้มีความเร็วสูงขึ้นไปอีก ข้อมูลจากซัมซุงบอกว่าน่าจะได้ความเร็ว 2.4 GB/s ในปี 2018

เรื่องลามมาถึง Huawei Mate 9

จากที่มีคนอ้างอิงว่าในหน้าเว็บของ Mate 9 นั้นมีการระบุชัดเจนว่าใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.1 แต่ปรากฏว่าหลังจากเกิดเรื่อง หน้าเว็บของ Mate 9 มีการแก้ไขโดยนำข้อมูลว่าเป็นหน่วยความจำ UFS 2.1 ออกไปในจังหวะนี้ ก็ทำให้มีคนสงสัยว่าแท้จริงแล้วหน่วยความจำของ Mate 9 เป็นอะไรกันแน่

ซึ่งต่อมาก็มีคนแกะดูชิปใน Mate 9 ก็ปรากฎว่าบางส่วนเป็น UFS 2.0 ที่อาจจะไม่แย่เท่า eMMC 5.1 แต่ก็ทำให้แบรนด์ติดภาพลบกันพอสมควร

ซึ่งจากกรณีของ Mate 9 นี้เอง ทำให้ผู้ใช้ชาวไทยมีการนัดรวมพลในวันที่ 26 เมษายนที่ สคบ.แจ้งวัฒนะ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบเครื่องที่จำหน่ายในไทย ถ้าหากไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ ก็ขอคืนเครื่อง พร้อมขอให้คืนเงินเต็มจำนวน

ปัจจุบันกับ Huawei ประเทศไทย

(อัปเดท 25 เม.ย.) ล่าสุด Huawei ประเทศไทยได้แถลงผ่านทางหน้าเฟซบุ๊ก โดยระบุ Huawei Mate 9 ได้ความเร็วตามมาตรฐาน UFS 2.1 ส่วน P10 นั้นใช้ชิ้นส่วนหลากหลายจากผู้ผลิต (แปลว่ามีการคละกันจริง) และหัวเว่ยประเทศไทยระบุว่า Mate 9 และ P10 นั้นใช้แรม DDR4

และสำหรับใครที่กังวลกับสินค้า ก็สามารถติดต่อที่ศูนย์บริการสาขา MBK Center ได้

เรียน ลูกค้าคนสำคัญของหัวเว่ยทุกท่าน

หัวเว่ยได้ทราบถึงการพูดถึงเรื่องหน่วยความจำของ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series จึงขอเรียนชี้แจง ดังนี้

UFS 2.1 เป็นมาตรฐานอินเทอร์เฟสที่กำหนด โดยสมาพันธ์ร่วมด้านวิศวกรรมชิ้นส่วนอิเลคตรอน (JEDEC) โดยทั้งมาตรฐาน UFS 2.1 (JEDEC Standard No.220C) และ UFS 2.0 (JEDEC Standard No.220 B) มีอัตราความเร็วเท่าเทียมกัน ระหว่าง 249.6 – 583.04 MB/วินาที หรือ 2496 – 5830.4 Mb/วินาที และ Huawei Mate 9 Series เป็นไปตามมาตรฐานอินเทอร์เฟสของ UFS 2.1

สำหรับ Huawei P10 Series หัวเว่ยมีมาตรฐานในการจัดหาชิ้นส่วนและเลือกใช้โซลูชั่นจากผู้ผลิตหลากหลายที่น่าเชื่อถือทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าหัวเว่ยจะสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคควบคู่ไปกับการมีปริมาณการผลิตที่พอเพียงต่อความต้องการของผู้บริโภค

ในส่วนของเรื่อง DDR4 RAM บริษัทขอยืนยันว่า Huawei Mate9 Series และ P10 Series ใช้ DDR4 RAM

สำหรับคุณลูกค้าที่ใช้ Huawei Mate 9 Series และ P10 Series อยู่และมีความกังวลเกี่ยวกับสินค้า สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าหัวเว่ย สาขา เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (เวลาให้บริการ 10.30 – 19.30 น.)

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ขอยืนยันว่าเราดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงมาตรฐานสินค้าและความพึงพอใจของลูกค้าคนไทยทุกท่านเป็นสำคัญ

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

สรุปดราม่าใหญ่ระดับโลก เพราะกระบวนการไม่ชัดเจน

ในวงการอิเล็กทรอนิกส์ เรามีกรณีอุปกรณ์เดียวกันแต่ใช้ไส้ในแตกต่างกันมากมาย เช่นกรณี iPhone 7 ที่ใช้ชิปโมเด็มของ Qualcomm และ Intel หรือกรณีของ Galaxy S7 และ S8 ที่มีการใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon และ Samsung Exynos และเซนเซอร์กล้องของ Sony และ Samsung

แต่ที่ iPhone และ Samsung ไม่ดราม่าเพราะ iPhone ใช้ชิปต่างกันแบบทั้งประเทศ เพื่อให้เหมาะกับเครือข่ายในประเทศต่างๆ เช่นเครื่องที่ขายในไทยทั้งหมดเป็นชิป intel (ถึงเราจะช้ำใจว่าชิป Intel ไม่ได้ดีเท่า Qualcomm ก็เถอะ แต่แอปเปิ้ลก็เขียนซอฟต์แวร์กดให้ประสิทธิภาพของ Qualcomm ลดลง)

ส่วนของซัมซุง ก็มีการระบุชัดเจนว่าเครื่องที่ขายในประเทศไหนจะเป็นชิปอะไร และเซนเซอร์กล้องคุณภาพก็ไม่ได้แตกต่างกันมากด้วย

แต่กรณีของหัวเว่ยคือ ลูกค้าไม่รู้มาก่อน และดันแถลงว่าใส่ชิปความเร็วต่างๆ แบบสุ่มอีก ลูกค้าจึงรู้สึกว่าเสียเงินเท่ากัน ทำไมเราได้ของที่ดีไม่เท่าคนอื่น

แนวทางดับดราม่าครั้งนี้

คุณโดม เจริญยศ โปรแกรมเมอร์ตัวกลั่นของวงการ แฟนหัวเหว่ยจากจังหวัดชลบุรีแนะนำว่า

ถ้าสินค้าในไทยมีประสิทธิภาพหลายระดับ ก็ควรเสนอแผนราคาขายที่ไม่เท่ากัน เช่น 3 ระดับราคา ต่างกัน 1 พันบาท ไล่ลงมา ให้เป็นตัวเลือกของผู้บริโภค

ส่วนด้านคุณผรินทร์ สงค์ประชา ผู้คร่ำหวอดในวงการอีคอมเมิร์ซ

มองว่าหัวเหว่ยควรประกาศชดเชยลูกค้าที่ตรวจสอบแล้วว่าได้เครื่องประสิทธิภาพต่ำกว่าให้ออกมารับเงิน Rebate ส่วนต่างคืน ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบของ Voucher หรือ Accessories ก็ได้

และสำหรับสถานการณ์ในไทยคงไม่มีอะไรบานปลายถ้าผู้บริหารออกมาชี้แจงด้วยการขอโทษ ซึ่งในวันพุธที่ 26 นี้ที่ผู้บริโภคนัดหมายกันที่ ส.ค.บ. แจ้งวัฒนะ ตนมองว่าควรไปแสดงตัว ไม่ควรให้ลูกค้าไปด่าเราต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ อารมณ์โกรธและผิดหวังจะได้ทุเลาลงบ้าง

วิเคราะห์ผลกระทบ

เรื่องนี้อาจจะไม่ได้กระทบคนทั่วไปที่ซื้อโทรศัพท์ตามห้างร้านต่างๆ มากนัก เพราะจุดแข็งของหัวเว่ยเรื่องกล้องและประสิทธิภาพในราคาที่คุ้มค่านั้นเป็นของจริง คนส่วนหนึ่งก็ยังหาซื้อโทรศัพท์โดยไม่มาสนใจเรื่อง UFS, eMMC หรือความเชื่อมั่นอื่นๆ อยู่

แต่สำหรับกลุ่มที่สนใจเทคโนโลยี ก็ถือว่า Huawei เสียรังวัดและความน่าเชื่อถือไปมาก ชนิดที่น่าจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นฟูได้ ซึ่งแตกต่างจากเคส Note 7 ระเบิดที่เกิดจากความผิดพลาด ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เคสของ Huawei เกิดจากความตั้งใจของฝ่ายผลิต ทำให้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่า

ทางออกของหัวเว่ยคือ ถ้าผิดพลาดจริง ก็ต้องยอมรับ และสร้างการตรวจสอบในสมาร์ทโฟนรุ่นต่อๆ ไปสร้างความเชื่อมั่นกลับมา

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!