Connect with us

feature

แค่ facebook ส่วนตัว ก็สร้างโลก สร้างงาน สร้างชีวิต

ผู้ชม 1,680 ครั้ง!

บทความของผมทั้งหมดในเว็บ “แบไต๋ hitech” มุ่งเน้นส่งสารไปยังคนทำเพลง , คนฟังเพลง หรือทุกคนที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวงจร “ธุรกิจเพลง” เป็นหลัก  นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวของผม  ที่ลงสัมผัสจริง  ทั้งในมุมของคนสร้างเพลง และคนเสพเพลง – ในเวลาเดียวกัน  .. ได้สาระน้อยมากอย่างไร ก็โปรดนำไปคิดต่อ  พิจารณาซ้ำกันอีกที  ได้ความอย่างไร  นำกลับมาบอกเล่ากันบ้าง  โต้แย้งกันได้  เขียนแสดงความคิดเห็นกลับมาตรงๆได้ตลอด ..ผมยินดีเปิดใจรับฟังในทุกกรณีที่สร้างสรรค์

เรื่องราวในบทความนี้ ผมเคยพูดกับน้องๆศิลปินในค่าย Classy Records มาตลอด 2 ปีเต็ม   หากเราเริ่มมีผลงาน  และเปิดใช้ facebook ของเราเอง   และหวังจะใช้ให้มัน  เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการนำเสนอผลงาน  อย่างแรกเลยที่เราต้องปรับเปลี่ยนก่อน  คือ “ทัศนคติ” ในการเล่น facebook  นี่เองที่สำคัญที่สุด

ทำไมต้องทำเช่นนั้น ?

เอาเป็นว่า  ถ้าใครไม่ได้ตั้งใจจะใช้ facebook ส่วนตัว  เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานเพลงของตน  มั่นใจว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่า ถนัดกว่า  หรือไม่ใช้มันในการนี้  ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม  ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอ่านเนื้อหาต่อจากนี้  มันจะเสียเวลาของคุณ  แต่ถ้าอยากจะเปิดใจลองอ่านดู  .. ก็ไม่ว่ากัน

ลำดับแรก  ต้องเข้าใจก่อนว่า  คนส่วนใหญ่ เปิด facebook เล่นด้วยอารมณ์สนุก ไม่จริงจังใยดีกับมันมาก  แค่ทักทายเพื่อน  เขียนข้อความบ้าๆบอๆ  ลงรูปสวยๆของตัวเอง  หรือเพียงมีเอาไว้เล่นเกมส์แก้เซ็ง  ก็ตามที   .. แต่หากเราหวังจะใช้ facebook ส่วนตัว  เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ผลงานเพลงของเราด้วย  อยากให้ผลงานของเรา  เป็นที่รู้จักมากขึ้น .. มีกลุ่มแฟนเพลงติดตาม ถามหา  และ สนับสนุน  ..เจ้า facebook นี้ ก็สามารถตอบสนองได้มากเท่าที่คุณต้องการได้  หรืออาจจะมากกว่าที่คุณคาดหวัง  สำคัญคือ  คุณจะเอาจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ถ้าเอาจริง จงเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้  เป็นที่รู้กันว่า facebook ส่วนตัวของทุกคน  ถูกระบบตั้งไว้ให้รองรับเพื่อนได้จำกัดเพียง 5,000 คน  .. จริงๆต้องเขียนว่า  รับได้ตั้ง 5,000 คน  มันมากกมายพอที่เราจะให้สังคมคน 5,000 คน  ที่มาอยู่เป็นเพื่อนร่วมความคิดกับเรา  เข้าใจ สนใจ และ เห็นคล้อยไปในรสนิยมเดียวกับเรา  .. แต่การจะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้  ต้องใช้เวลาในการจัดสรร  บริหารจัดการ  องค์กร facebook ของเราให้ดี  ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ ใส่ใจพฤติกรรมของเพื่อนสมาชิก อย่างรอบคอบ – รัดกุม

บางคนเรียก facebook ส่วนตัวว่า “บ้าน” แท้จริงแล้วจะเรียกใช้คำไหน ก็ย่อมได้ทั้งนั้น  สำคัญที่สุด คือเราต้องรับคนเข้าบ้าน หรือไปเชิญใครมาเข้าบ้าน  ให้ไปในแนวทางความคิด และรสนิยมเดียวกัน   .. หรืออย่างน้อย  จงอย่านำคนเข้าบ้าน  ที่เต็มไปด้วย “ทัศนคติที่เป็นพิษ” ต่อกัน  หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น  จะนำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิด  จะไม่เป็นผลดีต่อการประชาสัมพันธ์ผลงานของเราเอง

นอกเสียจากคุณจะทดลองใช้ “ความคิด”  จงใจเขียนสะท้อนไปให้เกิดความ “ขัดแย้ง”  เพื่อจะส่องดูว่า ใครกันที่ผิดแผก ไม่ใช่สิ่งที่คุณเป็น .. เขาจะเปิดเผยตัวออกมาทางความคิด และการเขียนแสดงความคิดเห็น  แล้วคุณก็สามารถนำเขาออกจากความเป็นเพื่อนได้ (.. หรือไม่ก็เขาก็เอาคุณออกไปก่อนแล้ว 555 .. ) นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง

หากเราต้องการให้คนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับเรา  เป็นเพื่อนเป็นสมาชิกของเรา   มีความคิดเห็น  รสนิยม  ไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด  เรียกว่า “ทั้งหน้า ทั้งหลัง” มัดกันไปตลอด ไม่มีบิดเบี้ยว แปลกปลอม  กรณีเช่นนี้ อาจจะหายากสักหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่ มองว่า ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ที่ต้องเฟ้นหาแต่สมาชิกที่เป็น “เนื้อเดียวกัน” แบบนี้ทั้งหมด   และมันก็ยาก และเสียเวลามากเกินไป

แต่เคยมีนักดนตรี และ ศิลปินในแนวทาง แร็พ และ “เดท ร็อก” อยู่บางวง  ที่รับเฉพาะคนแบบเดียวกันเข้า facebook  ทั้งความนึกคิด และการกระทำ ?! .. สังคมในบ้าน “เดท ร็อก” เช่นนี้ คุณจะเห็นว่าเหนียวแน่น  เหมือนกันหมดแม้กระทั่งการแต่งตัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

10150018_834818289865174_917493947_n

เราจำเป็นต้องมีเพื่อน หรือจะเรียกว่าสมาชิกก็ได้  เพิ่มใหม่ขึ้นเรื่อยๆ นี่คือเรื่องสำคัญ และจำเป็นมาก  การที่ต้องการใช้ facebook เป็นอาวุธในการประชาสัมพันธ์ผลงานเพลงด้วยแล้ว  การมีสมาชิกหยุดนิ่งอยู่เท่าเดิม  ย่อมไม่ใช่ผลดี

แม้จะมีสมาชิกครบ 5,000 แล้วก็ตาม   ก็ต้องคอยติดตามวิเคราะห์ดูว่า  มีสมาชิกใด  ที่เป็น “สมาชิกเงา”  คือมีแต่ชื่อเป็นเพื่อน แต่ตัวและใจได้เปลี่ยนและหายไปจากเราแล้ว ไร้การปฏิสัมพันธ์ต่อกัน  ก็สามารถส่งข้อความไปถามความ  หรือตัดสินใจนำออกจากความเป็นเพื่อน(ไปก่อน)ได้เลย   .. เพื่อให้พื้นที่ที่เหลือ  รับสมาชิกใหม่ ที่พร้อมจะไปกับเรา  ย่อมมีคุณประโยชน์มากกว่าในทุกฝ่าย

และ ต้องตระหนักไว้ว่า  การเปิด facebook ส่วนตัวของคุณ  คุณต้องเข้าใจก่อนว่า  นี่เป็นสังคมเปิด  เป็นเรื่องสาธารณะ เพียงแต่คุณเป็นคนขับเคลื่อน  ถือบังเหียนบังคับให้ไปซ้ายไปขวาได้  แต่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของคุณคนเดียว

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเป็นสังคมเปิด  ก็อาจมีความคิดเห็นที่คล้อยตาม หรือขัดแย้งกันบ้าง คุณต้องใจกว้างรับให้ได้  กล้ารับฟังความเห็นต่าง..  ถ้าทัศนคติของคุณเข้าใจได้ถึงเรื่องตรงนี้  ที่เหลือก็ง่าย  ในการจะปรับรูปแบบไปตามสิ่งที่คุณเป็น   คุณเปิดเผยตัวตนของคุณเป็นแบบใด  ให้จำไว้ว่า คุณก็จะได้คนแบบนั้นมาเป็นเพื่อน มาเป็นสมาชิก  เรื่องนี้จริงที่สุด  .. หรืออย่างน้อยก็เป็นเปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในระดับที่มากเลยทีเดียว  เพราะคนทุกคน  ย่อมตามหาคนในแบบที่เขาเชื่อ  ตามความรู้สึกนิยมชมชอบ..ของเขาเอง

ถ้าคุณไม่ใส่ใจผลงานของคุณ  คุณก็อย่าหวังจะให้สมาชิกของคุณใส่ใจ  หรือเชื่อว่าคุณใส่ใจผลงานของคุณจริงๆ  ความถี่ในการลงผลงาน  แปะลิ้งเพลง  ร้อยเข้ากับงานเขียนสั้นๆ  ที่อ่านแล้วเกิดมุมมองความรัก  ความใส่ใจ  รวมกันเป็นทัศนคติ  ที่มีต่อเรื่องราวของคุณ  ผลงานของคุณ  หรือแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานต่างๆ  .. อาจสอดรับ หรือเปรียบเทียบเข้ากับสภาพสังคมต่างๆ   แม้แต่จะโยงเข้ากับการเมืองในเชิงวิพากษ์วิจารณ์  หากสะท้อนถึงความจริงที่เกิดขึ้น   ก็สามารถกระทำได้  และเป็นสิ่งที่จะบ่งบอก ว่าคุณเป็นคนลักษณะใด  ตรงนี้สำคัญมากๆ ต่อการประชาสัมพันธ์งาน

ทั้งหมดล้วนเรียกว่าเป็นการ “ขายความคิด” แสดงว่าคุณเป็นคนมีอุดมคติ  มีความละเอียดอ่อน  ช่างสังเกต  มีความแยบคายในทุกสถานการณ์  ย่อมเป็นที่ดึงดูดและได้รับความสนใจจากเพื่อนสมาชิกมากว่า  รวมถึงผู้พบเห็น  ในกรณีที่ผลงาน หรือข้อความเชิงทัศนคติของคุณ ถูกแชร์ไปยังที่ต่างๆ  ก็อาจจะมีคนตามมาขอเป็นเพื่อนได้เสมอๆ

ความจริงเกี่ยวกับตัวคุณ  ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้น  ก็จะยิ่งสร้างพื้นที่ของคุณเองให้มั่นคงมากขึ้น  คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไป  ว่าจะยืนอยู่ลำบาก  คุณผ่านช่วงเวลา “งงๆกับชีวิต” มาไกลมากแล้ว  ตอนนี้คุณกำลังยืนอยู่บนสนามหญ้านิ่มๆที่หน้าบ้านของคุณ  หันไปทางไหน  ก็มีแต่คนที่พร้อมจะเดินไปกับคุณ  แม้อาจไม่ทั้งหมด  แต่พิสูจน์แล้ว ว่าคือคนส่วนใหญ่

ในทางกลับกัน คนที่ไม่ใช่ ไม่ชอบ ไม่เชื่อ  ไม่อยากข้องแวะกับสิ่งที่คุณเป็น  เขาจะไม่ทนอยู่ ทนดู ทนอ่าน ทนเห็นสิ่งที่คุณแสดง เพราะมันแสลงใจ ?!  .. เขาจะเปิดเผยความคิดในใจของเขาให้คุณได้เห็น ในรูปแบบต่างๆ  ทั้งข้อเขียน หรือการค่อยๆหายหน้าจากคุณไป ทีละน้อย  จนคุณรู้สึกได้เอง  .. เรื่องเช่นนี้  ก็ยังถือเป็นข้อดีที่ได้จากการสร้างตัวตน  อย่างน้อยความชัดเจนในตัวของคุณเอง  ก็คือ “เครื่องกรองของเสีย” ที่คุณไม่ต้องการ  ให้ออกไปจาก “โลก งาน ชีวิต” ของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องลงมือกำจัดเขาออกไป

 

10173348_834818346531835_1369346847_n

แฟนเพจ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น  หากคุณใส่ใจบริหารจัดการ facebook ส่วนตัวของคุณให้ดี  ละเอียดอ่อน และตั้งใจในการใช้งาน  ตั้งใจคิด  ตั้งใจเขียน  จริงใจกับทุกเรื่องราว  ที่คุณลงเกี่ยวกับผลงานของคุณ  ให้คนได้สัมผัสกับมันอย่างลึกซึ้ง  และมั่นคง

เมื่อคุณเต็มที่กับสิ่งที่คุณทำแล้ว  คนดู  คนพบเห็น ก็จะเชื่อตาม  แพ้ใจคุณ  ยอมรับคุณ  คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งในการสร้างผลงานมากก็ได้  แต่คุณก็สามารถข้ามผ่านความยากต่างๆในระดับแรกไปได้  อย่างไม่ยาก  ขอแค่คุณเต็มที่กับบ้านหลังนี้  บ้าน facebook ของคุณเอง

ถึงเวลานั้น เมื่อ facebook ของคุณเติบโต  ค่อยคิดเปิด แฟนเพจ ก็ย่อมได้  ในมิติที่กว้างขวางขึ้น  แต่ตราบที่ทัศนคติต่อ facebook   และ พฤติกรรมของคุณยังคับแคบ  ปิดใจ ไม่จริงจังต่อการประชาสัมพันธ์ผลงานของคุณเอง  ผ่านหน้า facebook ส่วนตัว การเปิด แฟนเพจ ก็ย่อมจะเป็นการเสียเวลา เพราะผลลัพธ์และคุณประโยชน์ที่ได้  ย่อมไม่ต่างกัน  ..กลับจะเป็นผลเสีย  เพราะทัศนคติของคุณยังไม่ถูกจัดการ ก็ยากจะจัดการในเรื่องอื่นๆ ที่ต้องใช้ความขยันและอดทนเพิ่มมากขึ้นตามมา

ลืมแฟนเพจไปเสียเถิด  อย่าไปสนใจมัน  มันเป็นเรื่องแค่ภาพสวยๆ  ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหรอก  ขืนคุณเปิดแฟนเพจ  แต่หาก “หัวใจของคุณ” ยังไม่พร้อมจะใส่ใจเข้าไปดูแลมัน  .. การไหว้วานให้ แอดมิน เป็นคนจัดการให้  ทำอย่างไรก็ไม่ขลังเท่ากับตัวคุณลงสนามเล่นเอง  มันดูน่าเชื่อถือและจริงใจกว่า  เพราะ แฟนเพจ ที่มันร้าง  มันก็เหมือน หน้าตาบริษัทของเรา ทั้งรก ทั้งเก่า  ดูไม่มีชีวิตชีวา เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย  ตรงนี้ที่เขาเรียกว่า เป็นดาบสองคม  หากยังไม่มีความเข้าใจ และความกระตือรือร้นที่จะดูแล  จำไว้ว่า  อย่าริเปิดแฟนเพจของตัวเอง

10168340_834818136531856_1833965184_n

รีบหันมาดู facebook ส่วนตัว  บ้านน้อยๆหลังเล็กๆของคุณหลังนี้ดีกว่า  คุณปัดกวาดเช็ดถู  ทำความสะอาด  ต้อนรับขับสู้ใส่ใจคนในบ้านดีพอหรือยัง ?!  .. รักและกล้าหาญในการนำผลงานของคุณให้สมาชิกในบ้าน  ร่วมรับรู้  ตื่นเต้นดีใจไปกับคุณหรือยัง ?!  ถ้ายัง..ก็อย่าหวังว่าจะได้อะไรจาก facebook  , ถ้ายัง.. ก็อย่าหวังว่าสมาชิกจะซาบซึ้งไปกับผลงานของคุณ  และ ถ้ายัง..ก็อย่าไปบอกใครว่า จะใช้ facebook ในการประชาสัมพันธ์ผลงานของคุณเอง

หันกลับไปเล่นเกมส์ และอยู่กับโลกส่วนตัวของคุณแบบเดิมดีกว่า  ลืมประโยชน์นานานับประการที่จะได้จากมันไปเสีย  คุณสมบัติในตัวคุณยังมีไม่มากพอ  ที่จะได้รับสิ่งดีดีจากมันในเชิงลึก

แฟนเพลงของผมท่านหนึ่ง  โทรเข้ามาที่ Classy เพื่อจะสั่งซื้อผลงานอัลบั้มชุดล่าสุด less is more” ผลงานลำดับที่ 10 ของค่าย โปรดิวซ์โดย คุณโจ้ (นรินทร์พันธุ์ ปัณฑรวงศ์)  ผมเป็นคนรับสาย และต้นทางไม่รู้มาก่อนว่าผมเป็นใคร  สิ่งที่เขาพูด จับใจความได้ประมาณนี้… “……  เอ่อ สวัสดีครับ  ผมโทรมาก็แค่อยากขอชื่นชมหน่อย  ผมเป็นเพื่อน facebook กับคุณ แจ็ค รัสเซล ตามอ่านที่เขาเขียนเรื่องการเมืองเป็นหลัก เพราะชอบใจ  และกด Like แฟนเพจ Classy และศิลปินหลายๆคนในเวลาต่อมา  .. เชื่อไหม  ผมไม่เคยซื้อ CD เพลงไทยฟังนานมากๆแล้ว  แต่เห็นคุณแจ็ค เขาลงเพลงของ Classy บ่อยๆ  ลงจนผมสงสัย  ว่ามีดีอะไรวะ  .. วันหนึ่งก็เลยคลิกฟัง  ฟังแล้วก็ชอบ จึงหาฟังเรื่อยๆ หลายๆชุด  ที่สุดก็ออกไปซื้อ CD มาฟัง  นี่เป็นครั้งแรกนะครับ  ที่โทรมาขอสั่งซื้อ  อยากขอบคุณ Classy ที่ทำเพลงดีดีออกมา  ให้คนฟังที่ถอดใจกับเพลงไทยไปแล้วแบบผม  ได้ฟังนะครับ   จะขอสนับสนุนตลอดไป …..”

แค่หนึ่งในหลายตัวอย่าง  ที่ faceboook ส่วนตัว  บวกกับความ “จริงจังต่อเนื่อง” ของผม  ในการประชาสัมพันธ์ผลงานเพลงของตัวเอง  ซึ่งผมไม่มี แฟนเพจ (และไม่เคยคิดจะมี) ด้วยซ้ำ ?! ..ให้ผลลัพ์ที่ดี  ที่มีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก

โลกสร้างเครื่องมือประชาสัมพันธ์ราคาถูกมาให้  คุณจะเอามันไว้แค่ลงรูป เล่นเกมส์  ทักทายผู้คน  เขียนภาษาบ้าๆบอๆปัญญาอ่อน – เท่านั้น  หรือจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน ต่อยอดผลงานการสร้างสรรค์ของคุณให้เกิดประโยชน์  เหมือนที่คุณวาดฝันเอาไว้  เหมือนที่คุณบอกว่าคุณรักผลงานของคุณ   ก็ต้องคิดให้เร็ว  ไม่เลือกวิธีนี้  ก็ควรมีวิธีอื่น  ที่สามารถทำให้เห็นผลได้จริง  ในโมเดลที่ไม่ต้องลงทุนเช่นเดียวกัน  ..ซึ่งส่วนตัว ผมยังมองไม่เห็นวิธีไหน ?!

นอกจาก facebook ครับ
(โดย แจ็ค รัสเซล)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

บัตรแพงไหม? #beartai สรุปมาให้แล้ว..ค่าขึ้นชม “Mahanakhon Skywalk”

Published

on

MAHANAKHON SKYWALK จุดชมเมืองกรุงเทพฯแบบ 360 องศา ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 314 เมตร ที่อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร (King Power Mahanakhon) หรือที่หลายคนอาจเคยได้ยินในชื่อ “ตึกข้าวโพด” นั่นเองค่ะ เรียกซะน่ารักเชียวอะ!!

บัตรขึ้นชม Mahanakhon Skywalk  มี 2 ประเภท ได้แก่

  • ขึ้นชมเฉพาะชั้น 74 สัมผัสวิวผ่านกระจกในตัวอาคาร ราคาคนละ 850 บาท
    • **เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคาคนละ 250 บาท
  • The Peak (ขึ้นลิฟต์ต่อไปยังชั้น 78) สัมผัสอากาศบนดาดฟ้า ราคา 1,050 บาท (ได้เดินเสียวขาบน Sky Glass ด้วย และมี Rooftop Bar)
    • **เด็กต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ราคาคนละ 450 บาท

**แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ ตั้งแต่วันเปิดตัวนี้จนถึง วันที่ 31 มกราคม 2019 จากราคา 1,050 บาท จะเหลือเพียง 765 บาท ซื้อบัตรได้ที่จุดจำหน่ายที่ชั้น 1 ของอาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร

การเดินทาง : ติดกับ BTS ช่องนนทรี

Mahanakhon Skywalk ประกอบด้วย 

  1. ชั้น 1 : ล็อบบี้ ทางเข้าหลัก และเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม MAHANAKHON SKYWALK มีลิฟท์ความเร็วสูงที่จะนำคุณขึ้นไปยังชั้น 74 ภายใน 50 วินาที
  2. ชั้น 74 : จุดชมวิวภายในอาคาร (Indoor Observation Deck) พร้อมโชว์ความงามของสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ผ่านระบบเทคโนโลยี AR กับมุมมองแบบ 360 องศา
  3. ชั้น 75 : บริเวณชั้นลอย ห้องน้ำ และจุดขึ้นลิฟท์แก้ว
  4. ชั้น 78 : ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) และจุดชมวิวภายนอกอาคาร (Outdoor Observation Deck)

MAHANAKHON SKYWALK (มหานคร สกายวอล์ค) ตั้งอยู่บนชั้น 74 และ 78 ที่อาคาร คิง เพาเวอร์ มหานคร ไฮไลท์จึงอยู่ที่จุดชมวิวชั้นดาดฟ้าแบบ 360 องศา มองเห็นได้รอบทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตื่นเต้นและหวาดเสียวไปกับพื้นกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่ และ รูฟ ท็อปบาร์ (Rooftop Bar) พร้อมโดยสารลิฟท์ความเร็วสูงที่สามารถพาขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าโดยใช้เวลาเพียงแค่ 50 วินาทีเท่านั้น กระพริบตา 2 ครั้ง ก็ถึงแล้วอะคิดดู!! (แอบเว่อร์ไปนี๊สสส)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartai พาแกะกล่อง OnePlus 6T นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นยังไง!!

Published

on

#beartai พาแกะกล่อง OnePlus 6T นักฆ่าเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นยังไง!!

OnePlus 6T มาพร้อมกับคอนเซปต์ “Unlock The Speed” สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์รุ่นใหม่ล่าสุดจาก OnePlus ที่มีคนพูดถึงจำนวนมากในด้านสเปคที่ใช่บนราคาที่คุ้มค่า มาดูสเปคกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง?

  • CPU Qualcomm Snapdragon 845 ตัวล่าสุดความเร็ว 2.8 GHz
  • ใช้ OS OxygenOS บน Android Pie 9.0 ที่มาโหมด Gaming และ Smart Boost สำหรับการเล่นเกมโดยเฉพาะ ทำให้โหลดเกมไวขึ้น 15 – 20%
  • Ram 6 GB Rom 128 GB และอีกรุ่น Ram 8 GB Rom 256 GB
  • หน้าจอ AMOLED ทรงหยดน้ำขนาด 6.41 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ 2340 x 1080 อัตราส่วน 19.5:9 ใหญ่ที่สุดของ OnePlus ในปัจจุบัน ใช้กระจก Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด
  • กล้องหลัง 16 + 20 ล้านพิกเซล (Dual Camera) รูรับแสง ƒ/1.7 พร้อมไฟแฟลช Dual LED ระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS และ EIS มาพร้อมฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio สามารถถ่ายวีดีโอ 4k ได้
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 ล้าน ƒ/2.0
  • มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อปลดล็อค ซึ่งใช้เวลาสแกนเพียง 0.34 วินาที
  • แบตเตอรี่ 3700 mAh รองรับ Dash Charge ชาร์จเร็ว 30 นาทีใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
  • ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • รองรับ 2 ซิมแบบ Nano Sim

ทดสอบ

  • ถ่ายภาพกล้องหลัง / กล้องหน้า โหมดต่าง ๆ
  • ถ่ายวิดีโอ ทดสอบกันสั่น
  • ทดสอบ Benchmark
  • ทดสอบเสียงลำโพง
  • ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อ WIFI

เปรียบเทียบกับ OnePlus 6

  • CPU ตัวเดียวกัน ทำให้คนซื้อ OnePlus 6 มาใช้ก่อนหน้านี้ไม่ต้องเสียใจว่าเครื่องเราจะช้ากว่าแต่อย่างใด
  • ไม่มีช่องหูฟังแล้ว เพิ่งตัดออกในรุ่นนี้
  • เพิ่มความจุแบตจาก 3300 mAh เป็น 3700 mAh
  • กระจกกันรอยดีกว่าเดิม เพราะ OnePlus 6 ใช้ Gorilla Glass 5
  • หน้าจอกว้างกว่าเดิมเพราะเปลี่ยนกล้องหน้าเป็นทรงหยดน้ำ
  • ฟีเจอร์ Nightscape ที่เก็บทุกรายละเอียดในการถ่ายภาพตอนกลางคืน และโหมด Lighting Studio ไม่มีใน OnePlus 6
  • สแกนลายนิ้วมือบนจอได้เลย ทำให้รอบเครื่องดูสวยงาม และไม่ต้องมีปุ่มบนหน้าจอ
  • Smart boost mode เก็บข้อมูลแอปไว้ในเมมเพื่อเร่งเวลาบูตให้เร็วขึ้น แอปเปิดเร็วขึ้น

จุดเด่น

  • จอสวย จอใหญ่
  • กล้องปรับปรุงขึ้นจากรุ่นเดิมในด้านซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง
  • สแกนนิ้วเร็วมาก
  • ประสิทธิภาพระดับท็อป
  • ใช้ Android 9 แล้ว

จุดสังเกต

  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรจาก OnePlus 6 มากนัก (รวมไปถึงราคาก็ต่างกันไม่มาก)
  • ไม่มีชาร์จไร้สาย
  • ไม่มีช่องหูฟัง
  • ใส่ microsd ไม่ได้
  • ไม่กันน้ำ

ปิดท้ายด้วยราคา

  • OnePlus 6T สี Midnight Black รุ่น 6GB + ROM 128GB วางจำหน่ายในราคา 18,999 บาท
  • และสี MirrorBlack มาพร้อม RAM 8 GB + ROM 256GB วางจำหน่ายในราคา 22,999 บาท
  • วางจำหน่าย 16 พฤศจิกายนนี้ที่ AIS, JD Central และ Power Buy 15 สาขาที่ร่วมรายการ
  • และมี สีม่วง purple thunder ออกมาแล้ว แต่ไม่รู้จะขายในไทยเมื่อไหร่น้า!!
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

#beartaiกระป๋องกล่องขวด ศึกแห่งศักดิ์ศรี เยลลี่หมี 2 ซีกโลก!!

Published

on

#beartaiกระป๋องกล่องขวด ศึกแห่งศักดิ์ศรี เยลลี่หมี 2 ซีกโลก เจาะส่วนผสม หมีไทย (Jolly Bear) ปะทะ หมีเยอรมัน (Haribo) สมัยก่อนตอนยังมีขนมไม่หลากหลายเท่าปัจจุบัน เราตอนเด็กๆ แยกขนมได้ 2 อย่าง อย่างแรกซื้อเพื่อเอา “ของเล่น” กับอย่างสองซื้อเพื่อเอา “ของกิน”

เด็ก ๆ ชอบกินขนมอะไร? มีขนมอยู่อย่างนึงที่ซื้อแล้วได้ทั้งเล่นและกิน นี่เลยยย เจ้าหมีเยลลี่ Jolly Bear ไม่ใช่สปอนเซอร์นะ นี่ทีมงานซื้อมาให้ ตอนเด็ก ๆ ชอบหักคอ ตัดตัว เอาหัวไปสลับสีกัน หรือบางทีก็เอาไปจิ้มแก้มเพื่อนเล่น ติดเป็นตุ่มก็ตลกดี

วันก่อนลองไปดู หาอยู่ตั้งนานหมีน้อยเพื่อนเก่าไปกองอยู่ในหลืบชั้นล่างสุดเลย โถ่ปล่อยให้เยลลี่เกาหลี กับหมีเยอรมัน (Haribo) มากินพื้นที่ไปหมดแผง ก็สงสัยเหมือนกันว่า Jolly Bear ด้อยกว่ายี่ห้ออื่นตรงไหน หรือเป็นเพราะส่วนประกอบ?

สงสัยเหมือนกันงั้นลองดูหลังซอง เจาะข้อมูลโภชนาการกันสักหน่อย วัดกันเฉพาะเยลลี่หมี เนี่ยแหละ Haribo VS Jolly Bear

  • Haribo : กลูโคส 51%  น้ำตาล 24% เจลาติน 6% น้ำผักและน้ำผลไม้เข้มข้น < 2% และอื่น ๆ / น้ำหนักสุทธิ 30 กรัม 110 กิโลแคลอรี่
  • Jolly Bear : กลูโคส 39% น้ำตาล 35% น้ำผลไม้ 12% สารทำให้เกิดเจลและอื่น ๆ / น้ำหนักสุทธิ 55 กรัม 192.5 กิโลแคลอรี่ (Gluten Free* และไม่มีวัตถุกันเสีย)
    • ขอโชว์ความรู้หน่อย ๆ Gluten เนี่ยเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์ และเนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มมีอาการแพ้สาร Gluten จึงต้องมีการระบุ Gluten Free ไว้บนฉลาก เพื่อแจ้งว่าผลิตภัณฑ์นี้ มีกลูเตนที่น้อยกว่า 20 ppm สามารถรับประทานได้

โดยรวม ก็ไม่ขี้เหร่นี่หน่า น้ำตาลรวมแล้วพอกัน แถมหมีไทยใส่น้ำผลไม้มากกว่าตั้งเยอะ แล้วทำไม Jolly Bear ถึงได้ตกกระป๋องไปขนาดนี้ สงสัยเป็นเพราะรสชาติ และรสสัมผัสที่ไม่เหมือนกันเลยทำให้คนเลือกที่จะกิน Haribo มากกว่า ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคลละ

สุดท้ายนี้ เราก็เลือกซื้อยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ที่เราเจอ ไม่ยึดติดยี่ห้อเท่าไหร่ แต่แค่คิดว่าถ้าจะไม่ได้หักคอหมีมาสลับหัวเล่นก็ ตะเตือนไตแล้ว!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!