รวมเกมภาคต่อที่ทำให้ซีรีส์กลับมาโด่งดังอีกครั้ง

เมื่อพูดถึงวงการเกมตั้งแต่ยุคอดีตมาจนถึงตอนนี้ เรามักจะได้เห็นเกมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ ซึ่งถ้าเกมเหล่านี้มียอดขายที่ดีเป็นที่น่าพอใจแก่บริษัท เราก็จะเห็นภาคต่อของเกมนั้น ๆ ออกมาให้เราได้เล่นอีกเรื่อย ๆ แต่อย่างที่เราก็พอจะทราบดีว่าอะไรที่มากเกินไปหรือมีมานานไปมันก็มักจะมีเบื่อหรือจืดจาง ทางทีมพัฒนาเกมจึงพยายามหาอะไรใหม่ ๆ ใส่ลงไปในเกมตัวเองอยู่เสมอ แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ถูกเพิ่มหรือตัดออกไปในเกมภาคใหม่จะดีหรือถูกใจทุกคน จึงทำให้ยอดขายเกมภาคนั้น ๆ ไม่ค่อยได้รับความนิยมจนอาจจะถูกดองยาว ๆ จากค่ายเกม จนเวลาผ่านไปอาจจะนานเป็นปีหรืออาจจะเป็น 10 ปีเกมเหล่านั้นก็อาจจะกลับมาอีกครั้ง พร้อมระบบการเล่นแบบใหม่ที่ปรับปรุงแก้ไขจากเดิมที่เคยผิดพลาด จนได้รับความนิยมจากแฟน ๆ อีกครั้ง ที่ในวงการเกมหรือภาพยนตร์เรียกสิ่งนี้ว่าการปลุกผี เรามาดูกันดีกว่าว่ามีเกมอะไรภาคไหนที่เป็นการคืนชีพให้ซีรีส์เกมเหล่านี้กลับมามีลมหายใจอีกครั้งบ้าง

Resident Evil 7

Resident Evil 7

เริ่มต้นเกมแรกที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี กับซีรีส์เกมสยองขวัญที่อยู่ในวงการเกมมากว่า 20 ปีกับเกม ‘Resident Evil’ ที่ตั้งแต่ตัวเกมภาคแรกวางจำหน่ายเป็นต้นมา ตัวเกมก็มีการพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง ทั้งการใช้ระบบเนื้อเรื่อง A B เพื่อให้คนเล่นสามารถเล่นเกมนี้ได้ถึง 4 รอบ หรือจะเป็นระบบเลือกคำตอบและถูกศัตรูไล่ล่าในภาคที่ 3 จนมาถึงการเปลี่ยนแปลงให้เป็นเกมแอ็กชันลุยแหลกแต่ยังคงความสยองขวัญในภาคที่ 4 ซึ่งภาคนี้ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา นั่นคือความเป็นเกมแอ็กชันสยองขวัญที่เกมภาค 5 ของซีรีส์นั้นไม่สามารถทำได้เลย ทั้งรูปแบบการเล่นที่เพิ่มระบบคู่หูลงไปรวมถึงบรรยากาศความน่ากลัว พอมาในภาคที่ 6 ตัวเกมกลับดิ่งลงเหวมากขึ้นกับการพยายามเป็นทุกอย่างที่แฟน ๆ อยากได้ แฟน ๆ ต้องการความสยองขวัญก็จัดให้แบบขาด ๆ เกิน ๆ แฟน ๆ อยากได้ยิ่งสนั่นแบบภาค 5 (เพราะยอดขายภาคนี้ดีจึงทิ้งระบบนี้ไม่ได้) ก็มีให้ หรือจะเป็นการหนีศัตรูแบบในภาค 3 ที่แฟน ๆ หลายคนอยากให้มีก็จัดมา จนสุดท้ายมันกลับไปไม่สุดเลยแม้แต่ทางเดียว จนเรียกว่าหลงทิศลงเหวกลายเป็นผีที่ตายลงอย่างช้า ๆ จนการมาถึงของ ‘Resident Evil 7’ ที่เป็นการเสี่ยงมาใช้มุมมองบุคคลที่ 1 ที่หลายคนไม่ชอบพร้อมตัวละครชุดใหม่ แต่เกมกลับมาใช้ความสยองขวัญแบบสยองจริง ๆ (เล่นไปสะดุ้งไป) แถมตัวเกมยังลดขนาดสถานที่มาเป็นแค่ในบริเวณบ้านเล็ก ๆ กับเนื้อเรื่องที่เดาไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร จนทำให้ ‘Resident Evil’ กลับมายืนในจุดที่เคยเป็นได้อย่างสมศักดิ์ศรี นับเป็นการปลุกผีที่กำลังจะสิ้นลมหายใจให้ลุกขึ้นมาเดินได้เป็นซอมบี้ผู้น่ากลัวในวงการเกมอีกครั้ง

Resident Evil 7

Wolfenstein The New Order

Wolfenstein The New Order

มาต่อกันที่เกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1 ระดับตำนานที่เก่าแก่กว่าซีรีส์ ‘Doom’ ที่เรารู้จักเสียอีก กับเกมที่ถูกเรียกว่าเป็นเกมยิงเกมแรก ๆ ของโลกกับ ‘Wolfenstein’ เกมที่เราจะได้รับบทเป็นอเมริกันฮีโรลุยเดี่ยวกับกองทัพนาซี ที่ตั้งแต่ภาคแรกในปี 1981 ในชื่อ ‘Castle Wolfenstein’ ที่ออกภาคต่อจนถึงภาคที่ 3 ของซีรีส์ในชื่อ ‘Wolfenstein 3D’ ในปี 1992 ที่เปลี่ยนตัวเองจากเกมแนวเดินยิงมาเป็นเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1 ก่อนเกม ‘Doom’ จะวางจำหน่ายหนึ่งปี นับตั้งแต่นั้นเกมซีรีส์ ‘Wolfenstein’ ก็ได้รับความนิยมเรื่อยมา จนเกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่ 1 นั้นเริ่มเสื่อมความนิยม แต่ซีรีส์ ‘Wolfenstein’ ก็ยังคงยึดกับรูปแบบเดิมแต่เพิ่มเติมกราฟิกและระบบการเล่น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถยื้อแฟน ๆ ให้ติดตามได้ วันเวลาผ่านไปจนมาถึงปี 2014 เมื่อกระแสเกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่ 1 เริ่มกลับมาอีกครั้ง เกมซีรีส์ ‘Wolfenstein’ ก็ไม่พลาดที่จะกลับมาพร้อมระบบการเล่นที่ยิงสนั่นกระสุนกระจายมากกว่าทุกภาคที่ผ่านมาในชื่อ ‘Wolfenstein The New Order’ พร้อมเนื้อเรื่องที่สดใหม่น่าสนใจกว่าแค่เราไปบุกรังนาซีแบบในภาคก่อน แถมยังใช้ตัวละครเอกคนเดิมจากภาคเก่าให้แฟน ๆ หายคิดถึง กับเนื้อเรื่องที่กระโดดมาในอนาคตซึ่งเป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ว่าถ้านาซีชนะสงครามจะเกิดอะไรขึ้น แค่นี้ก็ทำเอาแฟน ๆ รอเล่นแล้ว และเมื่อเกมออกก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง กับเกมยิงในตำนานที่เรียกแฟนเก่าให้กลับแถมยังพาแฟนใหม่ที่ไม่รู้จักให้เล่นอีกด้วย นับเป็นการปลุกผีเกมเก่าที่ตายไปแล้วให้กลับมาได้อย่างยิ่งใหญ่จริง ๆ

Wolfenstein The New Order

Street Fighter IV

Street Fighter IV

หนึ่งสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการสร้างเกมภาคต่อที่ออกมาอย่างยาวนาน นั่นคือการทำให้แฟนเก่าพึงพอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่ยังคงอ้างอิงของเก่า กับการสร้างรูปแบบการเล่นใหม่ ๆ เพื่อให้นักเล่นเกมรุ่นใหม่เข้าถึงได้ด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ยากและนักพัฒนาเกมก็ไม่ทางรู้เลยว่าสิ่งที่ทำมันจะถูกหรือไม่ ซึ่งเมื่อตัวเกมออกมาก็จะถูกดีดไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทันที ซึ่งมันก็เกิดขึ้นมาแล้วในซีรีส์ ‘Street Fighter’ ที่ในภาค 3 ของซีรีส์นั้นทีมพัฒนาได้สร้างเกมออกมาเพื่อเอาใจแฟนเก่าของซีรีส์ กับระบบการเล่นแบบใหม่ที่ต้องใช้เทคนิคในการควบคุมกดปุ่มรวมถึงจังหวะการเล่นที่มือใหม่ยากจะเข้าถึง จนทำให้เกมภาคใหม่อย่าง ‘Street Fighter lll’ เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเก่าแต่มือใหม่กลับไม่สามารถเข้าถึง จนทำให้ยอดคนเล่นบนเกมตู้ไปจนถึงการออกแผ่นมาไม่ได้รับความนิยม จนทาง ‘Capcom’ ต้องเอาเรื่องนี้มานอนก่ายหน้าผากในบ้านอยู่นานสองนานว่าตนเองได้พลาดตรงจุดไหน จนเมื่อการมาถึงของ ‘Street Fighter VI’ ชื่อเสียงของ ‘Street Fighter’ ก็กลับมาอีกครั้งที่คราวนี้ตัวเกมได้กลับไปใช้รูปแบบการเล่นจังหวะการควบคุมตัวละครแบบเดียวกับเกม ‘Street Fighter Alpha 3’ ที่มีทั้งตัวละครและระบบการเล่นที่มือใหม่ก็เล่นสนุกมือเก่าก็ชื่นชอบ แต่ด้วยความเข้าถึงง่ายเกินไปแฟนเก่าที่ชื่นชอบในภาค 3 ก็ไม่ค่อยชอบนัก แต่นั่นก็ทำให้ ‘Capcom’ มาถูกทาง  ซึ่งภาคที่ 4 นี้เป็นหนึ่งในภาคที่ได้รับความนิยมที่สุดภาคหนึ่งในซีรีส์เลย จนมาถึงภาคที่ 5 ตัวเกมได้เอาระบบควบคุมแบบภาค 4 มาใช้ แต่เปลี่ยนจังหวะการเล่นรวมถึงระบบของภาค 3 มาผสมจนตัวเกมออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่จะเรียกว่าได้รับความนิยมก็พูดได้ไม่เต็มปาก แต่แฟน ๆ ที่เล่นภาค 4 มาแล้วก็พอจะเล่นภาค 5 ได้ แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจับภาค 5 ครั้งแรกบอกเลยว่ายากถึงยากมากเลยทีเดียว

Street Fighter IV

Tomb Raider 2013

Tomb Raider

ในช่วงปี 2013 ในการเปิดตัวเกม ‘Tomb Raider’ ภาคใหม่ที่คราวนี้เราจะได้เห็น ลาร่า ครอฟต์ (Lara Croft) นักล่าสมบัติสาวสวยในช่วงวัยรุ่นที่ออกเดินทางล่าสมบัติครั้งใหม่กับการรีบูทเรื่องราวใหม่อีกครั้ง ที่เปิดตัวมาในถ้ำแปลก ๆ แห่งหนึ่ง ขณะที่ลาล่าถูกมัดห้อยหัวพร้อมกับแท่งพิธีแปลก ๆ ที่ดูแล้วเดาไม่ออกเลยว่าที่นี่คือสถานที่ใดในโลกและมันเกิดอะไรขึ้นกับลาล่า จนเมื่อลาร่าหนีออกมาได้เราก็พบกับซากเรือเกยตื้นจำนวนมากที่เหมือนเรากำลังติดเกาะที่มีเหล่าคนบ้าและปริศนารออยู่ เรียกว่าเป็นการปลุกผีซีรีส์นี้ของจริง เพราะในภาคล่าสุดที่เกม ‘Tomb Raider’ ทำมามันก็สนุกสมกับเป็น ‘Tomb Raider’ ที่แฟน ๆ คุ้นเคย ด้วยรูปแบบการควบคุมแบบเก่ากับการกระโดดปีนป่าน แต่เปลี่ยนจากการแก้ปริศนาในสุสานมาเป็นการเอาชีวิตรอดพร้อมอาวุธใหม่ ๆ แต่ยังคงกลิ่นอาย ‘Tomb Raider’ แบบเก่าเอาไว้ครบถ้วนไม่มีขาดตก ขณะที่ในภาคก่อนหน้านี้ตัวเกมแม้จะพยายามหาเรื่องราวรวมถึงระบบใหม่ ๆ ใส่เข้ามา แต่ตัวเกมก็ยังคงขาดความสนุกน่าสนใจที่เรียกว่าจุดอิ่มตัว จนมีการ ‘Reboot’ ซีรีส์นี้แบบเปลี่ยนทั้งหมดจนกลายมาเป็นเกม ‘Tomb Raider’ ที่เรารู้จัก ซึ่งหลังจากกลับมาตัวเกมซีรีส์ ‘Tomb Raider’ ก็ออกตามมาถึง 3 ภาคตัวเกมก็กลับมาถึงจุดอิ่มตัวอีกครั้ง คงต้องรอดูว่าภาคต่อไปของซีรีส์นี้จะเดินทางในรูปแบบไหนต่อ

Tomb Raider

Metal Gear Solid

Metal Gear Solid

สำหรับเกมซีรีส์ ‘Metal Gear’ จะเรียกว่าตายก็ไม่น่าจะถูกต้องนักแต่ต้องเรียกว่าการนอนจำศีลเสียมากกว่า เพราะตั้งแต่ที่เกม ‘Metal Gear 2 Solid Snake’ วางจำหน่ายบนเครื่อง ‘MSX 2’ ในปี 1990 ตัวเกมก็เงียบหายไปจากวงการเกมมาหลายปี จนมาถึงปี 1998 เกมซีรีส์ ‘Metal Gear’ ก็กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยของแฟน ๆ ที่เหมือนผีที่เขาโลงนอนหลับจำศีลไม่ออกมาดูโลกภายนอก ทั้งที่ในอดีตเกมซีรีส์ ‘Metal Gear’ เป็นเกมที่ถูกพูดถึงและชื่นชอบของแฟน ๆ มาก ๆ เพราะทั้งระบบการเล่นเนื้อเรื่องการควบคุมทุกอย่างมันดูล้ำยุคเกินสมัยแบบสุด ๆ จนทางทีมพัฒนาคิดว่าเทคโนโลยี 2D บนเครื่อง ‘Super Famicom’ ยังไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ จนการมาถึงของ ‘PlayStation 1’ ที่สามารถทำเกมให้มีมิติที่สวยงามได้เกมในซีรีส์ ‘Metal Gear’ จึงตื่นขึ้นมาจากหลุมเพื่อออกล่าเอาใจแฟน ๆ ในชื่อ ‘Metal Gear Solid’ ที่ยังเนื้อเรื่องต่อจากภาค 2 ที่ทิ้งไปนานถึงแปดปี จนทำเอาแฟนใหม่งงว่าอะไรคืออะไร แต่ด้วยความสนุกและกำแพงภาษาที่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กยุคนั้น(กดข้ามรัว ๆ) เราจึงสนุกกับการเล่นภาคนี้มาก ๆ จนมาถึงภาคที่ 2 ของซีรีส์ที่แม้จะโดนด่าว่าเราได้เล่นเป็น ‘Solid Snake’ นิดเดียว แต่ความยอดเยี่ยมของเกมก็ทำให้แฟน ๆ ที่บ่นต่างหุบปากและรอคอยภาคต่อ จนถึงตอนนี้ผีร้ายที่ชื่อ ‘Metal Gear Solid’ ได้กลับลงไปนอนในหลุมอีกครั้งเพื่อรอวันเวลาที่จะตื่นขึ้นมาล่าใจแฟน ๆ นักเล่นเกมอีกครั้ง

Metal Gear Solid

Fallout 3

Fallout 3

มาต่อที่เกมเก่าระดับตำนานที่จะเรียกว่าเป็นการปลุกผีก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้ในเกม ‘Fallout 2’ ที่ถูกสร้างออกมานั้นก็ค่อนข้างได้รับความนิยมจากแฟน ๆ กับเรื่องราวของโลกอนาคตที่เราต้องเดินทางเพื่อทำภารกิจต่าง ๆ ตัวเกมจะเป็นมุมมองด้านบนที่ระบบค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและเฉพาะทางเกินไป จนเมื่อตัวเกมซีรีส์ ‘Fallout’ ถูกขายลิขสิทธิ์จากเดิมเป็นของ ‘Interplay’ ให้กับ ‘Bethesda’ มาดูแลต่อเราจึงได้เห็น ‘Fallout 3’ ซึ่งนั่นกลับเป็นเรื่องดีเพราะเมื่อเกม ‘Fallout’ ตกมาที่มือ ‘Bethesda’ ตัวเกมก็เปลี่ยนระบบการเล่นกราฟิกทุกอย่างใหม่จนหมด ทั้งมุมกล้องจากด้านบนมาเป็นตามหลังตัวละคร กับฉากที่ดูมีมิติสมเป็นโลกอนาคต แต่ยังคงอ้างอิงบรรยากาศตัวละครและสิ่งต่าง ๆ  เอาไว้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการพลิกโฉมจากเกมที่มีคนรู้จักเฉพาะกลุ่ม มาเป็นเกมที่มือใหม่ก็รู้จักเพราะความสนุกเข้าถึงง่ายของระบบเกม ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างทำนายกันว่าถ้าเกมซีรีส์ ‘Fallout’ ไม่ถูกขายและเปลี่ยนระบบการเล่นแบบที่เราเห็น ซีรีส์นี้คงจะมาไม่ถึงทุกวันนี้อย่างแน่นอน นับเป็นการปลุกผีที่เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ว่าได้

Fallout 3

Rock Man 9

Rock Man 9

สูงสุดคืนสู่สามัญคำ ๆ นี้เหมาะกับเกม ‘Rock Man 9’ มาก ๆ เพราะถ้าคุณที่อยู่ในวงการเกมมานานพอจะทราบดีว่าเกมในซีรีส์ ‘Rock Man’ หรือ ‘Mega Man’ นั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยนับตั้งแต่ภาคแรกมาจนถึงภาคที่ 6 ของซีรีส์ ที่มีการเพิ่มระบบของชุดเกราะเข้ามาแต่สุดท้ายรูปแบบการเล่นและสิ่งต่าง ๆ ก็ยังคงย่ำอยู่กับที่ จนมาถึงภาคที่ 7 และ 8 ที่ตัวเกมได้พัฒนากราฟิกให้สวยงามขึ้นเพื่อลงบนเครื่องใหม่ แต่มันก็ไม่มากพอที่จะเรียกแฟนเก่าให้เล่นและสะกิดแฟนใหม่ให้หันมามอง จนการมาถึงของภาคที่ 9 ของซีรีส์ที่ได้ เคย์จิ อินาฟุเนะ (Keiji Inafune) มาปลุกผีเกมนี้ที่จากสูงสุดของกราฟิกที่สวยงามเป็นการ์ตูนสีสันสดใสในภาคที่ 8 ให้กลับมาเป็นกราฟิกแบบ 8Bit เหมือนสมัยเครื่อง ‘Famicom’ พร้อมกับความยากชนิดนรกกวักมือเรียกจอยควบคุมในมือให้ลอยชนกำแพง ซึ่งแทนที่แฟนใหม่ ๆ จะไม่ชอบเพราะกราฟิกมันเก่าตกยุคแต่มันกลับเป็นตรงข้าม เพราะแฟนเก่าต่างก็ยิ้มตาเยิ้มเพราะได้เล่นเกมที่ตัวเองชื่นชอบในอดีต(จะไม่ชอบตรงความยาก) ขณะที่แฟนใหม่ก็จะได้ลิ้มรสชาติความสนุกแบบที่เด็กในอดีตได้เคยเล่น เพราะภาคนี้ได้ตัดระบบทุกอย่างที่เคยมีในภาคก่อนทิ้งไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสไลด์การรวมพลังปล่อยลูกใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อความยาก จึงทำให้แฟน ๆ เหมือนถูกท้าทางจากทีมพัฒนาว่าแน่จริงเล่นให้จบซิ ภาคนี้จึงเป็นการปลุกผีซีรีส์ ‘Rock Man’ ให้กลับมา แม้ในภาค 10 จะไม่สนุกถูกใจแฟน ๆ แม้จะมีตัวละครให้เล่นมากขึ้น แต่อะไรที่มันจำเจแฟน ๆ ก็เริ่มเบื่อ จนมาถึงภาค 11 ที่กลับมาใช้กราฟิกแบบใหม่พร้อมใส่ระบบที่ภาคเก่ามีทั้งหมดให้กลับมา และได้เพิ่มระบบใหม่ ๆ เข้ามาทั้งการเปลี่ยนรูปร่างของตัว รอคแมน (RockMan) ตามพลังที่ได้(ปกติจะเปลี่ยนแค่สี) รวมถึงพลังของเหล่าหัวหน้าที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อสู้ไปได้ระยะหนึ่ง ไปจนถึงระบบเกียร์ที่เพิ่มเข้ามาจนเกมภาคนี้สนุกน่าสนใจจนแฟน ๆ ต่างรอคอยภาค 12 ว่าจะมาเมื่อใด

Rock Man 9

Castlevania Symphony of the Night

Castlevania Symphony of the Night

อีกหนึ่งซีรีส์เกมที่ยิ่งออกมาเยอะภาคมากเกินไป จนสุดท้ายฐานแฟน ๆ ที่เคยมีต่างก็ค่อย ๆ ลดลงจนสุดท้ายมันก็เป็นเพียงที่เคยโด่งดังเท่านั้น ซึ่งซีรีส์ ‘Castlevania’ ก็คือหนึ่งในนั้น  เพราะนับตั้งแต่ที่เกม ‘Castlevania’ ภาคแรกวางจำหน่ายมาในปี 1986 ตัวเกมก็ใช้เนื้อเรื่องการอ้างอิงตัวละครรวมถึงรูปแบบการเล่นที่เหมือนเดิม นั่นคือตัวเอกที่ใช้แส้ในการบุกปราสาท แดรกคูลา (Dracula) ที่ในบางภาคก็อาจจะเป็นเพียงลูกน้องของราชาปีศาจที่มาสร้างความวุ่นวาย กับเรื่องราวของลูกหลานเหลนโหลนของตัวละครในตระกูล ‘Belmont’ ที่สืบเชื้อสายกันมารุ่นสู่รุ่นภาคแล้วภาคเล่า ที่แม้ตัวเกมจะพยายามเปลี่ยนเนื้อหาเพิ่มรูปแบบการเล่นใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ทำให้แฟน ๆ พอใจ จนการมาถึงของ ‘Castlevania Symphony of the Night’ ที่คราวนี้ตัวเกมเปลี่ยนทุกอย่างที่เคยมีทิ้งไปหมด ทั้งตัวเอกที่คราวนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นลูกของแดรกคูลาอย่าง อลูคาร์ด (Alucard) ที่มาสานต่อภารกิจจาก ริกเตอร์ เบลมอนต์ (Richter Belmont)  ในภาค ‘Castlevania Rondo of Blood’ ที่คราวนี้ตัวเกมจะไม่เป็นเส้นตรง แต่เราต้องใช้ความสามารถที่เหนือมนุษย์ในการแก้ไขปริศนา เพราะเราเป็นลูกครึ่งมนุษย์กับผีดูดเลือดจึงสามารถแปลงร่างและใช้พลังต่าง ๆ ได้มากกว่ามนุษย์ในตระกูล ‘Belmont’ จึงทำให้นักพัฒนาสามารถเล่นกับฉากเนื้อเรื่องได้มากขึ้น จนทำให้เกมในซีรีส์ ‘Castlevania’ กลับมายิ่งใหญ่เป็นที่รู้จักของแฟน ๆ อีกครั้ง ก่อนที่เกมจะเริ่มกลับมาเป็นแบบเดิมคือเกมเส้นตรงและเป็นเกมแอ็กชันที่ไม่สนุกเท่าภาค ‘Symphony of the Night’ เคยทำได้ จนตอนนี้เกมซีรีส์ ‘Castlevania’ ก็เป็นเกมที่กำลังหายใจรวยรินหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา เพราะได้ภาครีบูตอย่าง ‘Castlevania Lords of Shadow’ มาช่วยต่อลมหายใจ แต่ตอนนี้ลมหายใจนั้นกำลังจะหมด ซึ่งเราก็หวังว่าจะมีภาคใหม่มาปลุกผีซีรีส์นี้ให้กลับมาฟาดแส้ใส่แฟน ๆ อีกครั้ง

Castlevania Symphony of the Night

Persona 3

Persona 3

สำหรับเกม ‘Persona 3’ ที่จะเรียกว่าปลุกผีก็คงจะพูดแบบนั้นได้แค่ครึ่งเดียว ซึ่งกรณีนี้ก็คล้ายกับซีรีส์ ‘Fallout 3’ ที่ผ่านมา เพราะตัวเกม ‘Persona’ ที่ผ่านมาสองภาคก่อนหน้านี้ก็สนุกมีเอกลักษณ์ทั้งระบบการเล่นเนื้อเรื่องตัวละครที่ลงตัวอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แต่นั่นก็ถูกจำกัดอยู่เพียงคนกลุ่มเดียว ขณะที่แฟนใหม่ที่จะเริ่มเล่นก็ไม่สามารถสนุกกับรูปแบบการเล่นที่เป็น JRPG ที่มีระบบค่อนข้างซับซ้อน ที่ยิ่งมีกำแพงภาษามาเกี่ยวด้วยยิ่งทำให้หลายคนเมินซีรีส์นี้ไป จนมาถึงของ ‘Persona 3’ ที่ตัวเกมเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้เข้าถึงมากขึ้นแต่ยังคงกลิ่นอายความเป็น ‘Persona’ อยู่ครบ ทั้งตัวละครมอนสเตอร์ฉากเนื้อหา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือระบบการเล่นที่แม้จะยังอ้างอิงแบบเดิมอยู่ แต่ตัวเกมได้ลดความซับซ้อนลงจนทำให้มือใหม่ที่เพิ่งเคยเห็นหันมาสนใจ จนทำให้เกมซีรีส์นี้เป็นที่พูดถึงจนมีการยึดรูปแบบนี้เรื่อยมาจนถึงภาคที่ 5 ของซีรีส์ที่ก็ยังคงความสนุกและกลิ่นอายเดิม ๆ เอาไว้ ใครที่ไม่เคยเล่นก็ขอแนะนำให้เริ่มเล่นที่ภาคนี้เลยแล้วคุณจะรู้ว่าทำไมแฟน ๆ ถึงรักเกมซีรีส์นี้

Persona 3

Doom 2016

Doom

ถ้าใครที่อ่านบทความมาตั้งแต่ต้นจนมาถึงตอนนี้ คงจะทราบแล้วว่าในอดีตช่วงเกม ‘Famicom’ จนมาถึงปลายยุค ‘PlayStation 2’ เกมแนวยิงมุมมองบุคคลที่ 1 นั้นไม่ค่อยได้รับความนิยมที่แม้แต่บน ‘PC’ ที่เป็นจุดกำเนิดเกมแนวนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างฐานแฟน ๆ ได้ เพราะในตอนนั้นตลาดเกมส่วนใหญ่อยู่ที่เกมเครื่องคอนโซล และเครื่องเกมคอนโซลก็ไม่ค่อยเหมาะสำหรับการเล่นแนวมุมมองบุคคลที่ 1 หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามจึงทำให้เกมแนวนี้อย่าง ‘Doom’ ต้องเปลี่ยนตัวเองจากเกมแนวเดินหน้ายิงแหลกแจกกระสุน มาเป็นเกมแนวสยองขวัญ (แต่ยังใช้มุมมองบุคคลที่ 1) ที่กำลังเป็นกระอยู่ในตอนนั้นใน ‘Doom3’ ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบกับการเปลี่ยนแปลงกับแฟนเก่าที่ได้แต่ขยี้ตาแรง ๆ และบอกตัวเองว่านี่มันไม่ใช่ ‘Doom’ ที่เขารู้จัก  จนมาถึงปี 2016 ‘Doom’ ได้กลับมาอีกครั้งที่คราวนี้ได้สานต่อจิตวิญญาณของ ‘Doom’ แบบครบเครื่อง แถมยังเพิ่มเติมด้วยความสนุกสะใจยิ่งสนั่นลั่นนรกที่ให้อารมณ์แบบเดียวกับ’Doom’ ภาคแรก ที่แฟนเก่าน้ำตาไหลรินด้วยความปิติส่วนแฟนใหม่ก็จะได้เสพความสนุกสะใจที่หาได้ยากในเกมยุคนี้ จนมาถึงภาคต่อใน ‘Doom Eternal’ ที่เพิ่มเติมระบบใหม่ ๆ ลงไปที่ให้อารมณ์มันสะใจกว่าเดิมอีกเท่าทวี ที่ถ้าใครอยากรู้ว่าการลงนรกมันสนุกขนาดไหนต้องลองไปหามาเล่นแล้วคุณจะไม่อยากขึ้นสวรรค์อีกต่อไป

Doom

P.T.

P.T.

ปิดท้ายกับเกมที่อาจจะเรียกว่าเกมก็คงพูดไม่ได้เต็มปาก แต่มันคือ ‘Demo’ เกมเสียมากกว่ากับเกม ‘P.T.’ หรือตัวอย่างเกมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากมหาเทพในวงการเกมอย่าง ฮิเดโอะ โคจิม่า (Hideo Kojima) ที่ในตอนนั้นเขายังอยู่กับค่าย ‘Konami’ และมีโครงการจะสร้างเกมสยองขวัญภาคต่ออย่าง ‘Silent Hills’ ขึ้นมา โดยร่วมมือกับ กีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ผู้กำกับชื่อดังและนักแสดงมากฝีมืออย่าง นอร์แมน รีดัส (Norman Reedus) มาสร้างเกมภาคที่แค่ตัวอย่างที่ถูกปล่อยออกมาก็เป็นการเรียกกระแสปลุกผีให้ซีรีส์ ‘Silent Hills’ ที่นอนตายให้ฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนแฟน ๆ ต่างรอคอยว่าภาคนี้ที่จะเปลี่ยนมาเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 จะน่ากลัวได้ขนาดไหน แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่ได้เห็นภาคต่อจนถึงตอนนี้ แต่อย่างน้อยเกม ‘P.T.’ นี้ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเกมปลุกผี ‘Silent Hills’ ขึ้นมาอีกครั้งแม้จะช่วงเล็ก ๆ ก็ตาม และเราก็หวังว่าในอนาคตเราจะได้เล่นเกมซีรีส์นี้อีกครั้ง

P.T.

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 11 เกมที่เป็นการปลุกผีเกมเก่าที่เคยได้รับความนิยมในอดีตให้กลับมาเป็นที่พูดถึงของแฟน ๆ อีกครั้งในภาคใหม่ โดยเราพยายามยกการคืนชีพในวงการเกมหลาย ๆ แบบมานำเสนอ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าวงการเกมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างความนิยม ยิ่งเป็นเกมเก่าที่มีชื่อเสียงการกินบุญเก่านั่นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด เพราะการคิดอะไรใหม่ ๆ โดยที่ไม่ทำลายของเก่าหรือยึดติดรูปแบบเดิมมากไป มันคือเรื่องยากที่นักพัฒนาเกมทุกคนต่างกุมขมับ เหมือนการแทงหวยที่ถ้าทายถูกคนเล่นเกมชอบก็แปลว่าทีมพัฒนามาถูกทาง เกมภาคนั้นจึงเป็นการปลุกผีให้ซีรีส์นี้มีชีวิตต่อไป แต่ถ้าแทงผิดก็อาจจะทำให้เกมซีรีส์นั้นไม่ไปได้ไปต่ออีกนานหลายปี ซึ่งถ้าขาดเกมไหนซีรีส์ใดไปก็ขออภัยมาด้วย ส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรในวงการเกมก็ติดตามกันได้ที่นี่ที่เดียว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส