Connect with us

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์สาว Strategic Planner และไขข้อข้องใจ อาชีพนี้ทำอะไรบ้าง!

Published

on

เป็นอีกสายงานที่ต่อยอดไปได้ไกล สำหรับอาชีพ “Strategic Planner” และดูเหมือนหลายๆ คน ก็ให้ความสนใจในสายงานนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ประจวบเหมาะกับล่าสุดได้พูดคุยกับสาว strategic planner ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องงานและความน่าสนใจของอาชีพนี้แบบเต็มเปี่ยม เลยทำการเชื้อเชิญให้ ปุ๊น – สุพรทิพย์ กตัญญูบุญญาพงศ์ มานั่งเม้าคุยกันยาวๆ กับคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” ซะเลย แอบกระซิบเพิ่มเติมว่าเธอเคนทำงานที่ Line Thailand ด้วยนะ! อยากรู้จักเธอกันแล้วล่ะสิ ไปอ่านกันเลยค่ะ!

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพ Strategy Planner คะ

โอ้โห! ถ้าถามคำถามนี้เนี่ย ตอบกันยาวเลยนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ปุ๊นลองทำอะไรมาหลายอย่าง สุดท้ายก็มาลงตัวและรู้ว่า เราชอบและถนัดการคิดวิเคราะห์ มากกว่าการสั่งการหรือการลงไปทำจริง แบบนี้ก็แล้วกัน

แล้วมาเริ่มต้นทำด้านนี้ได้ยังไง

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เราจบสายงานโรงแรมมาก่อนค่ะ เคยทำงานในโรงแรมอยู่แป้บนึง รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เพราะงานส่วนที่ทำตอนนั้นเป็นงาน Routine ที่ไม่ค่อยได้ initiate อะไรเท่าไหร่ เลยตัดสินใจลาออก โดยที่ยังไม่ได้งาน

มาเจอกระทู้ Pantip อันนึง เล่าว่าได้ทำงานที่บริษัทไลน์ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรเลย เห็นว่าออฟฟิศน่ารักดี ก็เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้ ก็ได้มาทำงานในส่วนของ service ที่ชื่อว่า LINE@

ตอนทำงานที่ LINE@ จริงๆ มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่ Sales ,Marketing ,Business Development รวมไปถึง Training ขอหมายเหตุก่อนว่า LINE@ คือบริการสำหรับ SMEs เป็นเครื่องมือทางการตลาดอีกเครื่องมือนึงที่มีคุณภาพ ช่วยกระตุ้นและปิดยอดขายได้ดีถ้ามี Strategy ค่ะ ตอนทำงานที่ LINE@ เลยมีโอกาสได้เจอ พูดคุย หรือสอน SMEs เยอะมากๆ โดยเฉพาะปีแรกนี่ เน้นหนักไปในทาง Training เลย คือวันๆ สอนแต่ทำการตลาดผ่าน LINE@ รวมไปถึงให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆ รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์และช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายคน อินมากถึงขนาดที่มีความคิดว่า จะให้เข้าใจเค้าจริงๆ เราต้องทำแบรนด์เองจริงๆ สิ จะได้รู้ลึก รู้จริง เข้าใจปัญหา เลยทำแบรนด์เกรียนๆ ของตัวเองขึ้นมาแบรนด์นึงด้วย ทำอยู่พักใหญ่ๆ ลงทุนเอง ขายเอง เหนื่อยมากจนเข้าใจหัวอก SMEs เลย

สักพัก พอ Service เริ่มขยายตัว ก็ไม่ได้มีโอกาสเทรน SMEs เยอะเหมือนปีแรกแล้ว เพราะมาเน้นในด้านการวางกลยุทธ์มากกว่า ซึ่งในขอบเขตการวางกลยุทธ์ มันจะต้องตั้งต้นจากการหาสิ่งที่เรียกว่า Business Insight  เลยค้นพบว่า อีกอย่างที่ตัวเองชอบทำมากๆ คือสิ่งที่เรียกว่า Data analyst คือ การค้นหา Research ดู Trend และวิเคราะห์ว่า Fact ข้อนี้กำลังบอกอะไรเรา เวลาที่ทำ Data สามารถนั่งจ้องคอมได้ข้ามวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักสืบ กำลังค้นหาหลักฐาน จากที่เกิดเหตุ และเรามีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันมี hint อยู่แล้ว อยู่ที่เรามองเห็น hint นั้นหรือเปล่า

ระหว่างที่ทำงานที่ LINE ต้องบอกว่า มีความสุขมาก ทุกอย่างดีมากๆ ตัวงานดี เพื่อนร่วมงานดี สวัสดิการดี ทุกอย่างดีเลิศ แต่จุดหักเหคือ วันที่ค้นพบคำตอบว่า ชีวิตเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับคนที่ต้องการ วันนั้นคือวันที่ ไปเจอกับพี่ชาวเขาคนนึง ที่เข้ามาในกรุงเทพเพื่อตั้งใจจะมาหาความรู้เพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่ยากจน มาคนเดียวแบบไม่มีเงินและไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นจาก 0 และเราตัดสินใจที่จะ​ “แบ่งปัน” ความรู้ที่บังเอิญโชคดีจากประสบการณ์ที่เคยสอน SMEs ให้เค้า แล้วเค้าขอบคุณจากใจจริงมากๆ วันนั้นรู้สึกดี ร้องไห้น้ำตาไหล และคิดว่า อืม นี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยมองตัวเองปลายทางว่า อยากจะแบ่งปันความรู้เท่าที่มี ให้กับ SMEs ที่เริ่มต้น ซึ่งแปลว่า เราจะต้องเพิ่มสกิลด้านการวางแผนให้กว้างขึ้น การวางแผนงานให้ LINE อย่างเดียวเลยไม่ตอบโจทย์ละ จังหวะเดียวกันกับที่เราได้รู้จัก เอเจนซี่เล็กๆ แต่เก่งมากๆ อยู่ที่นึง เค้ากำลังหา Strategy Planner อยู่ ซึ่งมันตอบโจทย์มากตรงที่ เวลารับโจทย์จากใครมาก็ตาม จะต้องทำ Research หนักมาก และลูกค้ามีหลากหลาย ทุก Industry มันช่วยเพิ่มสกิลการมองกว้างและมองรอบด้านให้เรามากขึ้น ที่สำคัญงาน Planner เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ จะเข้าออฟฟิศเฉพาะเวลาที่ต้องประชุม หรือมีนัดกับลูกค้าเท่านั้น เท่ากับว่า เราจะมีเวลาไปทำอะไรอื่นๆ มากขึ้น อย่างเช่น เป้าหมายที่จะช่วยชาวเขาคนนั้นสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ (ยิ้ม)

ได้ยินคำว่า strategy planner บ่อยๆ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าทำเกี่ยวกับอะไร..

งาน Strategy Planner แปลตามตัวโต้งๆ ก็คือ นักวางแผนกลยุทธ์นั่นแหละ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสาย แต่ละสายก็โฟกัสในขอบเขตที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ นักวางแผนกลยุทธ์ก็เหมือนกุนซือที่รับคำสั่งจากหัวหน้าก๊ก กุนซือเก่งๆ ไม่ว่าหัวหน้าจะอยากทำอะไร จะสร้างทัพให้ยิ่งใหญ่ จะให้ทัพมีชื่อเสียงหรือจะยึดประเทศ พอได้คำสั่งมาแล้ว ต้องประเมินสถานการณ์ได้เฉียบขาดและสุดท้ายวางกลยุทธ์เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ไม่ผิดพลาดแม้แต่เซนเดียว!

strategy planner มีสายไหนบ้างคะ แล้วปุ๊นทำอยู่สายไหน

Strategy Planner ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 สาย ซึ่งทั้ง 4 สาย ถึงจะทำงานคนละแบบ ก็แท็กทีมไปด้วยกัน อย่างสมมติเล่นๆ ว่า เราได้รับโจทย์ให้วางแผนจีบผู้หญิงคนนึง

สายแรกที่จะมาพัวพัน คือสาย Branding สายนี้ จะเป็นสายที่รู้จักเป้าหมายดีที่สุด เป็นสายแห่งการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูล เป้าหมายชื่อแส้อะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีแฟนมาแล้วกี่คน เลิกล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะเหตุอันใด ขุดคุ้ยเสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ว่า ความเป็นไปได้ในการไปจีบแล้วสำเร็จน่ะมีไหม และถ้าอยากจะให้โอกาสสำเร็จมันสูงที่สุดต้องเข้าไปด้วยกลยุทธ์อะไร ตีเนียนเป็นเพื่อนก่อนไหม อะไรอย่างนั้น

จากนั้นก็จะส่งไม้ต่อให้ สาย Commu สายนี้จะมานั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่า ถ้าจะแกล้งทำเป็นเพื่อน แล้วคนเป็นเพื่อนเค้าคุยกันแบบไหน วิธีการพูดกับเป้าหมายให้น่าสนใจและโดดเด่นกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ต้องทำยังไง และที่สำคัญคือ พูดเข้าหูไม่พอ ต้องให้เค้าเข้าใจด้วย ต้องทำยังไง

ส่วนสองสายสุดท้ายนี่ ก็สายแปด กับ สายเก้า เห้ย ไม่ใช่! มุกบาทสองบาทก็ขอเล่นนะ (หัวเราะ) สองสายสุดท้ายนี่ ใกล้เคียงกันมาก คือสาย Media กับ Digital สองสายนี้จะดูในเรื่องของช่องทางที่ทำให้ประชิดตัวเป้าหมายได้ดีที่สุด เช่น เป้าหมายของเราชอบออกกำลังกาย งั้นช่องทางที่เราจะเข้าไปเจอและมีโอกาสได้พูดคุยนอกจากที่บ้านและที่ทำงาน ก็ต้องเป็นฟิตเนสอย่างแน่นอน แต่สาย Digtal เนี่ยก็จะตามชื่อเค้า คือเน้นช่องทางดิจิตอลจ๋าๆ ไปเลย ซึ่งเป็นสายที่ปุ๊นทำงานอยู่ปัจจุบันและรู้สึกเลยว่า ท้าทายมาก

ย้อนกลับไปตอนที่ทำงานที่ LINE@ สักหน่อย ประสบการณ์กับบริษัทชื่อดังแห่งนี้เป็นยังไงบ้าง

เล่าให้ฟังก่อนว่า LINE@ เป็นเครื่องมือที่ใช้ปิดการขายและทำ CRM ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ด้วยฟีเจอร์ของ LINE@ และราคาที่คุ้มเกินคุณภาพแบบจับต้องได้รายเดือน ทำให้ LINE@ เหมาะกับทุกคนที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษามือสมัครเล่น ยัน SMEs รุ่นใหญ่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของปุ๊นหลักๆ ตอนนั้นคื เป็น Strategy สาย Branding พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทำธุรกิจ ค้นหาปัญหาและอุปสรรคของเค้า และใช้ LINE@ เป็นเครื่องมือในการจบปัญหาทุกอย่าง

ไลฟ์สไตล์และการทำงานระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แตกต่างกันยังไงบ้าง

พูดถึงไลฟ์สไตล์ คือแทบจะไม่ต่างกันหรือต่างกันก็น้อยมากๆ จนไม่รู้สึก อาจเป็นความโชคดีของปุ๊นด้วยที่ได้ร่วมงานแต่กับบริษัทเจ๋งๆ ไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ชีวิตเรามาก ทำงานไม่ต้องตอกบงตอกบัตร เน้นที่ผลงาน จริงจังแต่สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย ให้อิสระ เบื่อๆ ก็แทงพูลได้ มีพูลทั้งสองบริษัท หรือทำงานล่วงเวลาก็มีห้องนอนให้  ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานทั้งสองบริษัท โคตรน่ารัก ให้ความรู้สึกแบบเพื่อนพี่น้อง รักกันแต่เคารพและให้เกียรติกันมาก

ส่วนการทำงาน ก็อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อยตรงที่ตอนทำงานที่ Line ปุ๊นจะอยู่ในมุมของ corporate ที่ขอความช่วยเหลือให้เอเจนซี่คิดงานบ้างหรือสั้นๆ คือเราเป็นลูกค้าเอเจนซี่นั่นแหละ แต่พอตัวเองมาทำเอเจนซี่ คราวนี้มันก็คือการเปลี่ยนบท กลายมาเป็นคนที่ต้องไปเสนองานแทนละ ก็แปลกๆ ดี

โปรเจ็คโปรดของปุ๊น

ยากจังแฮะ… ถ้าตอบว่าชอบทุกงานที่ทำออกไป เพราะถ้าไม่ชอบจะไม่ทำได้ปะ (หัวเราะ) งั้นเอาเป็นพาร์ทที่ชอบที่สุดในการทำงานละกันเนอะ พาร์ทนั้นก็คือ พาร์ทขุดคุ้ยข้อมูล เป็นพาร์ทที่ปุ๊นหลงไหลมาก จากปกติเป็นคนง่วงนอนระหว่างวันง่าย เหมือนเด็กอนุบาลที่ต้องนอนกลางวันหลังอาหาร แต่ถ้าเริ่มทำ Data เราจะกลายเป็นอีกคนไปเลย นั่งอยู่กับคอมโดยไม่ง่วงข้ามวันข้ามคืนได้เฉย ซึ่งความมันส์ของการขุดคุ้ยข้อมูลคือ ความรู้สึกที่เหมือนกับตัวเองได้สวมวิญญาณนักสืบที่หาเบาะแสในที่เกิดเหตุ มีสิ่งของมากมายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ต้องมาคิดว่า เอ๊.. สิ่งของอันไหนนะเป็นหลักฐานบ่งชี้ตัวฆาตกร แล้วเวลาที่เราเจอ clue อันนั้นนะ ความรู้สึกมันแบบ ใช่! ตรูเจอตัวคนร้ายแล้ว

คิดว่า strategy planner ท้าทายตรงไหนคะ

ถ้าเป็นสายงานปัจจุบัน ความท้าทายคือความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ ด้วยความที่โลกดิจิตัลมันหมุนไวมากๆ บางทีเครื่องมือเก่าๆ เรายังเรียนรู้ไม่ถึงไหน อันใหม่มันมาจ่อตูดละ หรือบางทีก็เครื่องมือเดิมนี่แหละแต่ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มกันเป็นว่าเล่น เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งตามไม่ทัน เราจะพลาดโอกาสในการใช้เครื่องมือดีๆ ช่วยลูกค้าไป

อยากเป็น strategy planner ควรมีทักษะอะไรบ้างคะ

อย่างแรกเลยคิดว่า ต้องเป็นคนขี้สงสัยหรือชอบตั้งคำถามนะ แต่ตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนชอบหาคำตอบด้วย และการหาคำตอบก็ต้องเป็นวิธีที่มีโลจิค ใช้ความคิดที่เป็นระบบ รู้จักแยกแยะ คิดวิเคราะห์ มองรอบด้าน มองกว้าง และมองลึกให้เป็น ที่สำคัญอีกอย่างที่ควรมี คือต้องเป็นพวกใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ความรู้รอบตัวเยอะๆ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ประมาณนี้แหละ

ทราบมาว่าสนใจเรื่องจิตวิทยาพอสมควร ทำไมถึงสนใจด้านนี้

โอ้โห จิตวิทยานี่คือที่สุดแล้ว ถามว่าจิตวิทยาให้ความรู้อะไรและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันยังไง ตอบได้ทันทีเลยว่า จิตวิทยาทำให้ปุ๊น​ achieve life goal ของปุ๊น คือ “มีความสุขทุกวัน” เพราะการเรียนจิตวิทยาคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของคน และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของคนแล้ว เราจะไม่มีความทุกข์จากการตั้งความหวัง หรือไม่พอใจว่าทำไมเค้าไม่เป็นดั่งใจเรา ตอนแรกๆ ที่เริ่มต้นศึกษาจิตวิทยา ก็ชอบอ่านหนังสือจำพวก manipulate นะ เช่น วิธีการทำให้คนทำตามคำสั่งเรา หรือ วิธีการทำให้คนตกหลุมรัก แต่พอยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่ชอบ รู้สึกว่ามันคือศาสตร์มืด คือการประดิษฐ์หรือสร้างอะไรเปลือกๆ เลยมองจิตวิทยาเป็นอะไรที่ลึกกว่านั้น มองถึงการเข้าใจถึงตัวตน และยอมรับในสิ่งที่มันเป็นไป ซึ่งตรงกับหลักพระพุทธศาสนาและทำให้กราฟชีวิตมีความสุขสูงขึ้นเรื่อยๆ

งานอดิเรกยามว่างของปุ๊น

งานอดิเรกหลักมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือชอบออกไปวิ่งตามริมถนนต่างๆ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนขี้เบื่อมาก ถ้าวิ่งสถานที่เดิมจนเริ่มจำภาพต้นไม้และทางได้หมดแล้ว จะอยากเปลี่ยนไปหาที่วิ่งใหม่ๆ ที่เดาภาพข้างทางไม่ออกทันที ส่วนอีกอย่างคงจะเป็นการอ่านหนังสือ​ พออ่านแล้วตกตะกอนอะไรได้ ก็เขียนๆ เล่น ลงไปในเฟสตัวเอง จะว่าไปการเขียนนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ชอบมาก จริงๆ แล้วจะมีสมุดจดของตัวเอง ที่เอาไว้เขียนไม่ให้ตัวเองลืมว่าเคยตกตะกอนอะไรเอาไว้ แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้ว บางทีก็จะมีบ้างโพสต์ลงเฟสส่วนตัว เผื่อมีใครผ่านมาเห็นแล้วเป็นประโยชน์ก็ดีกว่าอ่านอยู่คนเดียว

แบ่งเวลาการทำงานกับการใช้ชีวิตยังไง

ตอบแบบจริงๆ เลยนะ คือ ไม่ได้แบ่ง (หัวเราะ) ก็เรียงลำดับความสำคัญคือให้เวลากับงานเป็นอันดับแรก ทำงานให้เต็มที่ที่สุดจนเสร็จ จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือ จะให้เวลากับตัวเอง ตัวเอง และตัวเอง เพื่อนนี่ไม่ค่อยให้หรอก (หัวเราะ) ชอบอยู่กับตัวเอง

แรงบันดาลใจในการทำงาน

ใช้ความอยากขับเคลื่อนชีวิตการทำงาน ปักธงไว้ในหัวว่า ยิ่งเราเก่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยคนอื่นได้ดีขึ้นมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจ คือยิ่งเรียนรู้ได้มาก ก็ยิ่งให้ได้มากเท่านั้นแหละ

แอปที่ใช้ในการทำงาน

ไม่งานได้มั้ย (หัวเราะ) แอปที่ใช้ประจำเลย ตอนนี้คือ walkr เป็นแอปสำหรับคนที่ชอบวิ่ง หรือถ้าไม่วิ่งแต่มีเป้าหมายอยากจะเดินให้มากขึ้นทุกวันก็เยี่ยม คือมันจะ track ความเคลื่อนไหวของเรายิ่งเราเดินมาก เราก็ได้ energy ในแอปมาก แล้วถามว่าอี energy ตรงนี้เอาไปทำอะไร เอาไปสร้างดาว สร้างจรวดในกาแล็กซี่ของเราได้ จะมีดาวสวยๆ ประหลาดๆ เยอะแยะมากมายรอให้เราสร้างมันอยู่ สร้างดาวของตัวเองไม่พอ เราสามารถไปดูกาแล็กซี่ของเพื่อนได้ด้วยนะ ยิ่งเพื่อนเป็นพวกออกกำลังกายด้วยแล้ว แนะนำเลยว่า ให้เพื่อนโหลด เราโหลด พอเพื่อนมีดาวสวยๆ เยอะ เราจะเริ่มกดดันไปโดยปริยาย คราวนี้แหละ ดาวเพื่อนเยอะ ดาวเพื่อนสวย จะทำยังไงล่ะ เอ้า วิ่งสิรอไร!

ดาวน์โหลด

หวังว่าข้อมูลวันนี้จะอัดแน่นพอให้คนที่อยากเป็น strategic planner ได้เตรียมตัวและเอาไปใช้ได้นะคะ เพราะวันนี้สาระประโยชน์มาแบบเน้นๆ จัดเต็มจริงๆ ส่วนใครที่อยากให้ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์คนเก่งๆ ในอาชีพไหน ก็อย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันด้วยล่ะ แล้วแบไต๋จะจัดให้อย่างรวดเร็วเลย!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวกับการล้วงลึกอาชีพบล็อกเกอร์!

Published

on

ช่องทางการรับสารของคนยุค 2018 หลากหลายขึ้นมาก จะไปเที่ยวแต่ละที จะซื้อของแต่ละอย่าง ไม่จำเป็นต้องเกาะขอบจอทีวี หรือติดตามเว็บไซต์หลักเพียงอย่างเดียวแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนทั่วไปก็หันมาทำบล็อกมากขึ้น ทั้งรีวิวท่องเที่ยว รีวิวเครื่องสำอาง รีวิวอุปกรณ์ไอที เยอะแยะไปหมด แถมหลายๆ บล็อกยังมีคุณภาพมากๆ ด้วย จนแอบหวั่นใจไม่ได้ว่าต่อไปเว็บหลักจะพ่ายแพ้ให้กับเหล่าบล็อกเกอร์มากฝีมือรึเปล่า

อย่างไรก็ตามหลายคนก็คงสงสัยกันใช่มั้ยคะ ว่าบล็อกเกอร์เค้าทำผลงานออกมาดีๆ แบบนี้ เค้ามีขั้นตอนกันยังไงบ้าง เค้าได้รายได้แบบไหน และถ้าอยากจะเริ่มต้นเป็นบล็อกเกอร์บ้าง ควรเตรียมตัวยังไง.. วันนี้แบไต๋ก็เลยเชิญบล็อกเกอร์สาวสวย มากความสามารถมานั่งคุยกันกับเราซะเลย เธอคือ เพชร – เพชรรัตน์ ศฤงคารเจษฎา บล็อกเกอร์เพจ “กิน เที่ยว วนไปค่ะ” และ “Petcharat Sharing แบ่งปันเทคนิคความสวย” ค่ะ

ทำไมเพชรถึงเริ่มต้นทำบล็อกท่องเที่ยวคะ

เพชรหลงใหลการท่องเที่ยว รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ที่ได้ไปในสถานที่ใหม่ๆ ได้เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น ทุกครั้งเพชรก็จะได้รูปกลับมาเยอะมากๆ ลงหมดก็ไม่ได้ ถ้าเก็บไฟล์ไว้ก็จะไม่ได้ดูอีกเลย เลยมีความคิดที่จะทำเพจ เอาไว้เก็บรูป และก็เขียนเล่าประสบการณ์ไปด้วยดีกว่า เผื่อมีประโยชน์สำหรับเพือนๆ ที่อยากเตรียมตัวไปเที่ยว เพราะเพชรก็ชอบอ่านรีวิวเที่ยวเหมือนกันค่ะ

ข้อดีของการทำบล็อก ที่เห็นแบบชัดเจนที่สุด

มันเป็นพื้นที่ของเราค่ะ ที่เราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์อะไรก็ได้ และเวลาที่มีผู้คนชอบผลงานของเรา เค้าได้อะไรจากสิ่งที่เราสื่อออกไป มันเป็นอะไรที่รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีข้อเสนอต่างๆ เข้ามา เรามีโอกาสได้เที่ยวฟรี กินฟรี และมีรายได้เข้ามา เปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้สร้างรายได้ได้ เวลาเพชรไปเที่ยว เพื่อนๆ ชอบมาปรึกษาค่ะ เพชรก็เขียนเลยทีเดียวเลย เค้าจะได้เข้ามาอ่านกัน ไม่ต้องตอบบ่อยๆ แนะนำที่ใหม่ให้ลูกเพจเวลาไม่รู้ไปไหน ที่นี่ดีมั้ย เราไปรีวิวมาให้ก่อนแล้วค่ะ เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเค้า

ขั้นตอนการทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวลงในเพจแต่ละครั้ง มีอะไรบ้างคะ

เพชรจะมีภาพในหัวคร่าวๆ คอนเซ็ปต์ที่เราอยากเล่า จากนั้นก็เริ่มถ่ายทำ พอได้รูปมาแล้วก็จะมีขั้นตอนย่อยๆ อีก ก่อนอื่นต้องเลือกรูปที่ชอบจากรูปทั้งหมดก่อนค่ะ แล้วเพชรก็จะแก้ไขสีภาพ แต่งสีภาพให้เป็นโทนที่เข้ากับสถานที่ เลือกรูปที่ดึงดูดมาทำเป็นภาพหน้าปกค่ะ เขียนบรรยายการเดินทาง ตรวจทานอีกรอบก่อนลงค่ะ

ถ้าอยากทำบล็อกท่องเที่ยวบ้าง ต้องเริ่มต้นยังไงดี

ถ้าถามจริงๆ เลยนะคะ ตั้งชื่อเพจค่ะ และเปิดเพจเลย (หัวเราะ) เพชรไม่อยากจะบอกว่า ค้นหาสไตล์ของตัวเองให้เจอ เพราะมันทำให้หลายคนไปค้นหาตัวเองจนหลายคนไม่ได้เริ่ม แต่ถ้าพอมีคอนเซ็ปต์ในใจแล้วว่าเราจะแตกต่างได้ยังไง โดดเด่นเรื่องอะไร แฟนเพจเราเป็นคนกลุ่มไหน ก็จะโตได้ง่ายค่ะ จากนั้นก็ทำคอนเทนต์ให้เร็วที่สุด ประมาณ 10-20 โพสต์ ทยอยลงอย่างสม่ำเสมอ แล้วทำให้คนเจอเพจเราให้ได้ค่ะ

เคล็ดลับทำเพจให้ประสบความสำเร็จคืออะไรคะ

เราจะต้องมีความแตกต่าง โดดเด่นจากเพจอื่นๆ ค่ะ ระบุให้ได้ว่าแฟนเพจเราเป็นใคร อย่างเพจเพชรก็จะเป็นผู้หญิง อายุ 20-35 ปี ที่ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เพราะเราจะทำคอนเทนต์ให้โดนคนทุกกลุ่มจะยากในช่วงแรก ควรจะเจาะกลุ่มนึงไปก่อนค่ะ และหัวใจสำคัญคือคุณภาพและปริมาณค่ะ คอนเทนต์เราจะต้องมีคุณภาพค่ะ และผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอ

ถือเป็นงานที่ต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างนี้บล็อกเกอร์จะได้รับรายได้จากทางไหนคะ

จริงๆ บล็อกเกอร์จะได้รับรายได้จากลูกค้าที่ว่าจ้างให้ไปทำรีวิว และโปรโมทธุรกิจเค้าค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ทางแบรนด์นั้นๆ ก็จะติดต่อมาเอง

ช่วงหลังมานี้มีกระแสลบเกี่ยวกับบล็อกเกอร์พอสมควร เช่น กรณีที่บล็อกเกอร์ทักไปขอที่พักฟรีกับทางรีสอร์ท จนรีสอร์ทออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าว เพชรคิดเห็นยังไงบ้างคะ

กรณีที่มีกระแสลบต่างๆ ออกมา เพชรมองว่าเป็น Mutual benefit นะคะ เพราะถ้าบล็อกเกอร์ไปทำรีวิว ก็จะทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น ทางร้านเองก็ได้ประโยชน์ทางนี้ โดยไม่ต้องจ้าง แต่ถ้าหากทางร้านเองไม่สนใจ สามารถแจ้งไปในความไม่สะดวกได้นะคะ เพชรเชื่อว่าบล็อกเกอร์เองก็สามารถเข้าใจได้

เป้าหมายการทำบล็อกของเพชรคืออะไรคะ

เป้าหมายของเพชร คืออยากให้เพจนี้ เป็น community ของคนที่รักการท่องเที่ยว ให้ผู้คนกล้าออกเดินทางกันมากขึ้น อยากให้มีผู้ติดตามมากขึ้นค่ะ ปีนี้ก็จะทำให้มี Vlog เพิ่มขึ้น ตอบโจทย์คนที่ชอบดูวีดีโอด้วย

แว่วมาว่าเพชรเป็น Working Woman ตัวจริงเสียงจริง ตอนนี้ทำอะไรบ้างคะ

ตอนนี้เพชรทำตลาดเครื่องล้างหน้านำเข้าค่ะ แล้วก็มีทำธุรกิจส่วนตัวเป็นแบรนด์อาหารเสริมบำรุงสายตาขายในร้านขายยา และเร็วนี้ๆ เพิ่งออกแบรนด์เสื้อผ้าค่ะ

จัดสรรเวลาการทำบล็อกยังไง ในเมื่อต้องทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน

วิธีที่ดีที่สุดคือเขียนกำหนดเสร็จให้ชัดเจนว่าวันไหนเราต้องทำอะไร คอนเทนต์นี้จะต้องลงวันไหน ไม่งั้นมันจะถูกผลัดไปเรื่อย แรกๆเราจะใช้เวลาทำนานค่ะ รีวิวทริปแรกเพชรทำเป็นอาทิตย์เลย แต่พอทำบ่อยๆ จะเร็วขึ้นเรื่อยๆค่ะ และทำเป็นระบบมากขึ้นทำให้ใช้เวลาน้อยลงค่ะ

ตั้งแต่ออกท่องโลกมา ชอบที่ไหนเป็นพิเศษคะ

แต่ละที่ที่เพชรไป มันก็จะมีเรื่องราวหลากหลายให้เราเก็บมาแตกต่างกัน ฮาวาย ดูไบ บาหลี เกาหลี อังกฤษ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ที่ที่ประทับใจเป็นพิเศษ คือ เมือง interlaken สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ บรรยากาศดีมากๆ ภูเขาสวยๆ กับทะเลสาปที่น้ำเป็นสีฟ้า อย่างกับภาพวาดจริงๆ เป็นวิวที่เห็นได้จากระเบียงห้องนอนเลย พอไปเห็นด้วยตามันอลังการมากๆ ทำให้เราตัวเล็กไปเลยค่ะ

ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่พีคที่สุด

ทริป Ijien-Bromo มั้งคะ เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ไปปีนเขา 3 ชั่วโมง เพื่อชม Blue Flame ต้องใส่หน้ากากกันกำมะถัน ขึ้นเขาแบบมืดๆ รู้สึกไปไม่ถึงสักที จนท้อเลยค่ะ (หัวเราะ) เป็นทริปที่ทรหดพอสมควรเลยค่ะ

ถ้าต้องแนะนำที่เที่ยวสำหรับชาวแบไต๋ เพชรว่าต้องที่ไหนคะ

ญี่ปุ่นเลยค่ะ เพชรว่าเป็นประเทศที่ไปได้บ่อยโดยไม่เบื่อ เพราะอาหารอร่อย และมีของตื่นตาตื่นใจอยู่ตลอดค่ะ โดยเฉพาะเทคโนโลยีล้ำๆ ไปง่าย บ้านเมืองดีและปลอดภัยค่ะ

ท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ทรหดพอสมควร ดูแลตัวเองยังไงให้สวยปิ๊ง

เพชรไม่ค่อยมีเวลาค่ะ แต่ความสวยเราจะทิ้งไม่ได้ (หัวเราะ) เพชรจะเลือกเป็นตัวช่วยที่เราสามารถทำได้ที่ทุกที่ พกพาเดินทางไปได้ด้วย ลงทุนกับสกินแคร์ดีๆ และไม่ว่ากลับดึกแค่ไหน เพชรก็จะต้องล้างหน้าให้สะอาดและทาครีม เค้าบอกว่าไม่มีผู้หญิงไม่สวย มีแต่ผู้หญิงขี้เกียจนะคะ

แนะนำแอปโปรดหน่อยค่ะ

แอป Over ค่ะ เป็นแอปที่ใส่ตัวหนังสือในภาพได้สวย และง่ายมาก ใช้ใส่โลโก้ ภาพหน้าปกเพชรใช้แอปนี้ในการทำ ประหยัดเวลาไม่ต้องเข้า Photoshop เลยค่ะ

ดาวน์โหลด


วันนี้ก็ถือว่าได้ความรู้ในวงการบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวกันไปพอสมควรเลย ส่วนใครที่อยากติดตามผลงานของบล็อกเกอร์สาวมากความสามารถคนนี้ ก็สามารถเข้าไปติดตามและพูดคุยได้ทางเพจ “กิน เที่ยว วนไปค่ะ” และ “Petcharat Sharing แบ่งปันเทคนิคความสวย” เลยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

สัมภาษณ์

UniChat คุยกับสงกรานต์ ดาวเศรษฐศาสตร์เกษตร ไขคำตอบคณะนี้เรียนอะไรกัน!

Published

on

“คณะเศรษฐศาสตร์” นับเป็นหนึ่งในคณะที่มีชื่อเสียงมาช้านาน แถมหนุ่มสาวคณะนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของความทันสมัยด้วย จนคนนอกคณะอย่างเราๆ อดคิดไม่ได้ว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าใช้ชีวิตในคณะกันยังไงบ้าง ถึงได้มีคาแรกเตอร์คูลๆ ชัดเจนกันขนาดนี้.. พอมีโอกาสดีก็เลยรีบลักพาตัวสาวเศรษฐศาสตร์สุดฮอตคนหนึ่ง ที่มีดีกรีเป็นถึงนางแบบและเป็นเด็กกิจกรรมตัวยงด้วย และเธอไม่ใช่สาวเศรษฐศาสตร์ธรรมดานะ แต่เป็นเศรษฐศาสตร์เกษตรด้วย!

วันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปพบกับสาวน้อยหน้าใส Econ girl แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สงกรานต์ – จิราวรรณ พงษ์ปราโมทย์ ไปคุยกับเธอกัน!

เป็นมายังไง ทำไมถึงเรียนเศรษฐศาสตร์

ที่เลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์เพราะว่าตอน ม.5 มีเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ แล้วรู้สึกว่าชอบ มันสนุกดี ได้รู้เกี่ยวกับกลไกการขายในการตลาด พวกการเงินและดอกเบี้ย แล้วตัวสงกรานต์เองก็ได้ท็อปของห้องด้วยนะ (หัวเราะ) เลยคิดว่าทางนี้แหละน่าจะใช่ (ยิ้ม)

แล้วทำไมถึงเลือกเป็นสาขา  “เศรษฐศาสตร์เกษตร” คะ

คณะที่สงกรานต์เรียนมีทั้งหมด 5 สาขาคือ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร สาขาธุรกิจการเกษตร สาขาสหกรณ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ประกอบการ (อินเตอร์) ส่วนที่เลือกเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตรเพราะว่าคะแนนหลุดแอดสาขาเศรษฐศาสตร์ ก็เลยได้มาเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ซึ่งเนื้อหาการเรียนของสาขานี้มันใกล้เคียงกับสาขาเศรษฐศาสตร์มากที่สุดค่ะ

แล้วสาขานี้เค้าเรียนอะไรกันบ้าง

เศรษฐศาสตร์เกษตร ตอนปี 1 และ ปี 2 จะเรียนเกี่ยวกับวิชาพื้นฐานของวิชาภาค มันเป็นความรู้ที่นำไปใช้ต่อยอดตอนปี 3 และปี 4 ค่ะ ตอนปี 1 ก็จะเรียนวิชา micro, macro, cal, วิชาเสรี และก็พวกวิชาที่เกี่ยวกับการเกษตรซึ่งจะอยู่ในเนื้อหาวิชาชีววิทยาของตอนมัธยมปลายทั้งหมด เหมือนกับเป็นการเรียนชีววิทยาใหม่ (หัวเราะ) เพราะสงกรานต์จำเนื้อหาได้แบบเลือนลางมากๆ

ส่วนปี 3 จะเริ่มเรียนวิชาภาคทั้งหมดค่ะ ซึ่งจะยากขึ้นไปอีก ซึ่งก็จะเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่ประยุกต์เกี่ยวกับการเกษตร เช่น พวกเมทริกซ์ ทำนองนี้ค่ะ แล้วก็วิชาที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีเรียนวิจัยด้วยค่ะ

ปี 4 ก็เหมือนกันค่ะ แต่ปี 4 ไม่มีเรียนวิชาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ แล้วจะเป็นวิชาที่เหมือนว่าเรียนแล้วนำไปใช้ในการทำโปรเจ็คจบ ซึ่งการเรียนจะแบ่งเรียนเป็น 2 แบบ คือมีสหกิจกับไม่มีสหกิจ โดยการเรียนแบบมีสหกิจคือการเรียน 7 เทอม แล้วเทอมสุดท้ายจะไปฝึกงานอย่างเดียว ส่วนการเรียนแบบไม่มีสหกิจคือการเรียนแบบไม่มีฝึกงาน ซึ่งก็คือเรียนรวดเดียว 8 เทอมไปเลย (หัวเราะ)

มีวิชาไหนเป็นวิชาโปรดมั้ยคะ

วิชาที่ชอบมากที่สุดคือวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ค่ะ ซึ่งก็คือ Calculus ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ชอบ (หัวเราะ) สงกรานต์ชอบคิดเลขค่ะ มันดูไม่น่าเบื่อ มันมีโจทย์ให้เราคิดหลายรูปแบบ ยิ่งถ้าเราฝึกทำโจทย์เยอะๆ มันจะเพลินมาก แล้วเวลาเจอข้อสอบเราก็จะไม่รนด้วยค่ะ กิจกรรมของวิชานี้ก็คือ ฝึกทำโจทย์วนไปค่ะ (หัวเราะ)

โปรเจ็คที่สงกรานต์ชอบ

น่าจะเป็นโปรเจ็คที่เราได้เป็นพี่สตาฟค่ายแรกของคณะ คือค่าย YEC11 ซึ่งเราเปิดรับสมัครน้องๆ มัธยมปลายทุกโรงเรียนเข้ามาร่วมสนุก มาเรียนรู้ว่าคณะเศรษฐศาสตร์คืออะไร เรียนเกี่ยวกับอะไร มีกี่สาขา แต่ละสาขาเป็นอย่างไร เรียนต่างกันยังไง ซึ่งมันไม่ได้มีแต่กิจกรรมวิชาการนะคะ มันมีกิจกรรมสนุกๆ อีกมากให้น้องได้ทำ มันเป็นค่ายแรกในการเป็นน้องปี 1 แล้วได้ไปเป็นพี่ในการดูเเลน้องมัธยมปลาย มันให้ความรู้สึกเป็นพี่ดูแลน้อง ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเข้ามาปี 1 ซึ่งเพิ่งผ่านการรับน้อง เพิ่งรู้สึกว่าได้เป็นน้อง แต่อยู่ๆ ก็มีน้องมัธยมมาเรียกเราว่าพี่ มันรู้สึกดีค่ะ การที่เราได้ดูแลน้องๆ ค่ายนี้ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งมิตรภาพเลยค่ะ

แล้วสาขานี้ จบไปทำงานด้านไหนได้บ้างคะ

ก็ทำงานด้านการเงิน ด้านการบริหาร เพราะมีเรียนวิชาบริหารด้วย ด้านการเกษตร หรืออาจจะเรียนต่อโทแล้วไปเป็นอาจารย์สอนนิสิตก็ได้ค่ะ สงกรานต์อยากเป็นแอร์ค่ะ (หัวเราะ) มีความคิดว่าถ้าเรียนจบอยากลองไปสมัครดู แต่ก็มีคิดไว้ว่าอยากทำงานที่เกี่ยวกับด้านการเงินด้วยค่ะ เพราะถ้าเป็นแอร์น่าจะเป็นได้ไม่นาน ถ้าเราอายุมาก เราก็อาจทำไม่ไหวแล้ว

อยากเรียนเศรษฐศาสตร์ ควรมีพื้นฐานอะไรบ้าง

จริงๆ ไม่ต้องเรียนอะไรเป็นพื้นฐานมาก็เรียนได้ค่ะ เพราะเข้ามามหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับเราต้องเริ่มต้นพื้นฐานใหม่หมดเลย แต่แค่เราต้องตั้งใจเรียน แล้วก็ตามให้ทันค่ะ แต่ทางที่ดีก็ควรมีทักษะวิชาเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ค่ะ

เป็นสาว Econ girl ด้วย ว่าแต่มันคืออะไรนะ..

ต้องอธิบายก่อนว่า Econ girl คือการหาตัวแทนของแต่ละสาขาแล้วมาแข่งกันเพื่อให้ได้เป็นสาว Econ girl ของคณะ ตอนเข้าปี 1ใหม่ๆ รุ่นพี่ก็เลยหาตัวน้องคนที่ชื่อสงกรานต์เพราะได้ยินมาว่าประกวด Thai super model (หัวเราะ) แล้วจากนั้นก็เป็นที่รู้จักของรุ่นพี่มาเลยค่ะ ช่วงระหว่างการประกวดก็จะมีการเก็บตัว ทำกิจกรรมและให้คะแนน แล้วแต่ละสาขาก็ต้องคิดการแสดงของตัวเอง สาขาละ 15 นาที ซึ่งสงกรานต์ได้เลือกการแสดงเป็นการเดินแบบ การแสดงละครเพลง และการรำค่ะ ตอนซ้อมคือซ้อมดึกมาก มีคืนนึงดึกสุดเลย คือซ้อมถึงตี 2 ค่ะ และแล้วสงกรานต์ก็ชนะการประกวด Econ girl 2017 ค่ะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังงงๆ อยู่ในหัว (หัวเราะ) ไม่คิดว่าตัวเองจะชนะเลยค่ะ แต่ชนะก็ดีใจ ดีใจที่ได้นำสิ่งที่เรียนมาตอนประกวด Thai super model มาใช้ในการประกวด Econ girl (ยิ้ม)

กิจกรรมอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยล่ะ

กิจกรรมของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะไปเป็นนางแบบให้ช่างภาพถ่ายรูปค่ะ เพราะส่วนใหญ่สงกรานต์ทำแต่กิจกรรมคณะมากกว่า กิจกรรมที่ชอบมากสุด น่าจะเป็นการประกวดนางสงกรานต์นี่แหละค่ะ มันเป็นการท้าทายดีค่ะ เพราะว่าสงกรานต์ประกวดนางแบบมาก่อน สงกรานต์ไม่ชอบการประกวดพวกนางงาม เพราะมันต้องตอบคำถาม ต้องมีความรู้ มีไหวพริบซึ่งสงกรานต์ไม่มี (หัวเราะ) แต่นั่นแหละค่ะ ด้วยการฝึกซ้อมจากพี่ๆ ที่คอยสอน ทำให้ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 มาได้ค่ะ

ย้อนกลับไปตอนประกวด Thai super model เป็นยังไงบ้างคะ

ตอนประกวด Thai super model คือสงกรานต์โดดเรียนแล้วให้เพื่อนพาไปประกวดค่ะ (หัวเราะ) เป็นสิ่งไม่ดีห้ามทำตามนะคะ ตอนประกวดไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบนะ แค่อยากไปลองประกวดเฉยๆ อยากรู้ว่าประกวดแล้วต้องทำอะไรบ้าง ปีหน้าจะได้เตรียมตัวไป แต่มันดันเข้ารอบเลย (หัวเราะ) ซึ่งดีใจมาก ตอนประกวดคือตอนที่สงกรานต์อยู่ ม.6 ค่ะ ระหว่างประกวดก็มีการเก็บตัว เรียนการแสดง เรียนเดินแบบ เรียนเต้น แล้วที่ได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายได้ น่าจะมาจากความตั้งใจในการทำกิจกรรมของกองประกวด ตัวสงกรานต์เองก็ไม่ได้คิดว่าจะเข้ารอบลึกขนาดนี้ การประกวด Thai super model เป็นเวทีแรกของสงกรานต์ เข้ารอบลึกขนาดนี้ก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ

รู้ตัวว่าเราชอบการเป็นนางแบบได้ยังไง

เริ่มต้นจากตอนเด็กเลยค่ะ ชอบแอบเอารองเท้าส้นสูงพี่สาวมาใส่เดินเล่น พอมัธยมก็เริ่มจากการเป็นดรัมเมเยอร์กีฬาสีที่โรงเรียน สรุปคือสงกรานต์น่าจะชอบอะไรที่มันสวยๆ งามๆ ค่ะ (หัวเราะ) ที่ชอบการเป็นนางแบบเพราะว่ามันแค่เดิน แต่ว่าเดินอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีอินเนอร์จากข้างใน ส่วนใหญ่นางแบบจะเดินแล้วหน้านิ่งๆ ซึ่งอันนี้สงกรานต์ชอบมาก เพราะว่าฟันของสงกรานต์ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ค่ะ (หัวเราะ)

จัดสรรเวลาในการเรียน และการทำกิจกรรมยังไงบ้าง

เวลาสงกรานต์เรียน ก็จะมีตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง โดดเรียนบ้าง (หัวเราะ)  คือสงกรานต์คิดว่าเรียนอย่างเดียว มันน่าเบื่อค่ะ เลยทำกิจกรรมบ้างไม่ให้การเรียนมหาลัยมันดูน่าเบื่อหรือเครียดเกินไป เวลาเราทำกิจกรรมเราก็จะทุ่มเทให้มันเต็มที่ ส่วนเวลาเรียนหรือเวลาสอบ สงกรานต์จะตั้งใจอ่านหนังสือมาก แค่นี้ก็เป็นการแบ่งเวลาได้แล้วค่ะ บางทีเวลาเรียนกับเวลาทำกิจกรรมมันตรงกัน สงกรานต์ก็เลือกที่จะทำกิจกรรมนะคะ เพราะการเรียนจริงๆ เราไปอ่านเองหรือไปขอเพื่อนจดเนื้อหาที่เรียนในวันนั้นๆ ก็ได้ค่ะ

ทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองชอบ มีสิ่งที่ตัวเองอยากทำกันทั้งนั้น ให้รีบทำเมื่อมีโอกาส ส่วนเรื่องการเรียนในมหาวิทยาลัย อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้คุ้มก็คือ เรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย เพราะถ้าเรียนอย่างเดียวอาจจะเครียดเกินไป ลองหากิจกรรมทำดู มันสนุกจริงๆ แล้วสุดท้ายคืออยากบอกว่า เวลาทำอะไรให้ทำเพราะอยากทำ แล้วเราจะมีความสุขกับมันค่ะ

แอปที่สงกรานต์ชอบใช้ มีอะไรบ้างคะ

แอป LINE dict ค่ะ เพราะว่าเป็นคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ ก็ต้องมีแอปไว้ในมือถือเอาไว้แปลคำศัพท์ที่เราไม่คุ้นหรือเราไม่รู้ จริงๆ มีหลายแอปแต่สงกรานต์ว่าแอปนี้มันดีกว่าแอปแปลภาษาอื่นที่สงกรานต์มีนะ เพราะมันใช้ง่ายกว่า แปลแล้วคำออกมาครอบคลุมกว่าด้วย ใครเรียนจีนน่าจะชอบด้วยนะ เพราะมันมีภาษาจีนด้วยค่ะ แนะนำให้เพื่อนๆ ไปลองโหลดมาใช้กันนะคะ

ดาวน์โหลด

วันนี้เรียกว่าเปิดมุมมองของเด็กเศรษฐศาสตร์ในด้านใหม่ๆ กันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรเมื่อใดคุยกับสาวเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็ยังรู้สึกว่าหนุ่มสาวคณะนี้เค้าทันสมัย และมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและน่าสนใจจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

สัมภาษณ์

เมื่อ “ซัซชี่ HKT48” เซ็นเตอร์คนแรก “Koisuru Fortune Cookie” เยือนงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot พร้อมร่วมโชว์และสัมภาษณ์กับ BNK48 แบบใกล้ชิด

Published

on

ผ่านพ้นไปท่ามกลางความตื่นเต้นของบรรดาสาวกและแฟนคลับของทั้ง BNK48 และ AKB48 สำหรับการมาปรากฏตัวในไทยแบบเซอร์ไพรส์สุดๆ ของ ซาชิฮาระ ริโนะ หรือ ซัซชี่ HKT48 เซ็นเตอร์ต้นตำรับของเพลงยอดฮิต “Koisuru Fortune Cookie” โดยเริ่มจากการไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษ(สุดๆ)ในสเตจจบการศึกษาของ เมษา จีนะวิจารณะ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ BNK48 The Campus ซึ่งขอบอกว่าผู้ที่ได้ชมรอบดังกล่าวนั้นมีแต้มบุญกันสูงส่งมาก แบไต๋ขอแสดงความอิจฉามา ณ ที่นี้

แต่ไม่เป็นไร เพราะช่วงเช้าของวันที่ 20 ตุลาคม 2561 แบไต๋ ก็ได้ใช้แต้มบุญบ้าง โดยตื่นแต่เช้า(มาก)ไปร่วมเป็นสักขีพยานของการมาร่วมเป็นแขกเซอร์ไพรส์เปิดงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot เดือนตุลาคม ท่ามกลางเหล่าโอตะที่มาร่วมกันอย่างอบอุ่น

หลังจากที่ทั้ง 2 กัปตันคือ “แคปเฌอ” เฌอปราง อารีย์กุล และ “แคปปัญ” ปัญสิกรณ์ ติยะกร ขึ้นมาทำหน้าที่พิธีกรต้อนรับเหล่าโอตะแล้ว เมมเบอร์ BNK 48 อีก 14 คนก็ขึ้นมาในชุด “คุกกี้เสี่ยงทาย” เพื่อต้อนรับ “ซัซชี่ HKT48” เซ็นเตอร์คนแรกของ Koisuru Fortune Cookie” ซึ่งมาในชุดเดรสสีครีมที่ดูสวยสง่ามากๆ ก่อนที่จะตอบคำถามจากหลายเมมเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นคำถามจาก “ครูแก้ว” ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ ที่ถามว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนในไทย ซึ่งก็ได้คำตอบว่าเป็น “ร้านเสวย” ด้วยติดใจกับ ปูผัดผงกะหรี่ ที่เพิ่งไปลิ้มรสมาเมื่อเย็นวาน  “คุณไข่” วรัทยา ดีสมเลิศ จึงชงต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้นอยากให้ “อิสึรินะ” อิสึตะ รินะ เมมเบอร์ที่ “ซัซชี่” รู้จักดีมาช่วยแนะนำเมนูอาหารไทยให้หน่อย ซึ่งแน่นอนว่า คำตอบของ “อิสึรินะ” ย่อมต้องเป็นเมนูโปรดของเธอคือ “ตำข้าวโพด”

 

 

 

นอกจากนั้น “ซัซชี่” ยังเปิดใจถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเธอร่วมเลือกตั้งครั้งแรกของ AKB48 แล้วติดอันดับแค่ที่ 27 เท่านั้นซึ่งทำให้เธอรู้สึก “แย่มาก ท้อมาก เหนื่อยมาก ร้องไห้เยอะมาก เพราะผลไม่เป็นไปแบบที่คิด แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกสนุกกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาก และต้องขอบคุณเหตุการณ์ในครั้งนั้นมากๆ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผ่านมาได้คือ กำลังใจจากแฟนคลับทุกคน”

จากนั้นก็ถึงช่วงที่ทุกคนรอคอยนั่นคือ การแสดงเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ร่วมกันระหว่าง “ซัซชี่” กับเมมเบอร์ BNK48 ซึ่งเป็นทีมเซ็นบัตสึของเพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” เกือบหมด ต่างเพียงเปลี่ยนจาก “แจน” มาเป็น “เจน” กุลจิราณัฐ อินทรศิลป์ เท่านั้น ซึ่งทันทีที่อินโทรเริ่มต้น เหล่าโอตะเบื้องล่างต่างก็ยิงมิกซ์กันกระหึ่มสร้างความตื่นเต้นให้กับเซ็นเตอร์คนแรกของเพลงนี้เป็นอย่างยิ่ง และแม้ว่าจะมีการผิดคิวหรือเต้นผิดท่าของทั้ง “ซัซชี่” และทาง BNK48 อยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความน่ารักสดใสของทุกคนก็ทำให้การแสดงจบลงด้วยความประทับใจ

 

จากนั้นก็เป็นคิวของการสัมภาษณ์ซึ่งหลังจากร่วมถ่ายภาพหมู่กับเมมเบอร์ BNK48 ทุกคนแล้ว “ซัซชี่” ก็มาร่วมตอบคำถามสื่อมวลชน โดยมี 2 กัปตันมาร่วมตอบคำถามด้วย ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบมาถามกันก็หนีไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งแรกของ BNK48 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งแชมป์เลือกตั้ง 4 สมัยได้ให้คำแนะนำสำหรับเมมเบอร์วงน้องสาวอย่าง BNK48 เอาไว้ว่า

“แต่ละคนมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน บางคนหน้าตาน่ารัก บางคนเก่งร้องเพลง เก่งเต้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้น อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับที่แข็งแกร่งนั่นเอง”

ขณะที่ “เฌอปราง” นั้นเปิดใจว่า รู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกของ BNK48 โดยทั้งตัวกัปตันคนสวยและน้อง ๆ ทุกคนต่างก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือตรงนี้ หวังว่าจะเป็นความสำเร็จอีกอันหนึ่ง และความที่งานเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม 2562 นั้นจัดทีอิมแพ็คอารีน่า จึงเป็นเหมือนกับอีกหนึ่งคอนเสิร์ตใหญ่ของ BNK48 เลย  ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“อยากให้ติดตาม และเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะคะ”

สำหรับ “ปัญ” นั้นตอบถึงที่มาของการกรอกว่าอยากติดอันดับ 2 จากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “จริง ๆ ปัญไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ที่ 2 แต่เพราะชอบเลข 2 นอกจากนั้นก็อยากลงเลขสูง ๆ ไว้ อยากให้เขา(แฟนเพลง)รู้ว่าเราเต็มที่ และอยากทำให้ดีที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วจะอยู่อันดับไหนก็ได้”

ถึงตรงนี้ “ซัซชี่” ได้เสริมขึ้นมาว่า “คุณอากิโมโต้ ผู้บริหาร 48 Group เคยบอกว่า ถ้าทุกคนเล็งที่อันดับ 1 ไว้ มันจะสนุกมากกว่านะ” ซึ่งทำให้ “ปัญ” ขอกลับไปเปลี่ยนตัวเลขแทบไม่ทัน

 

นอกจากนั้น “ปัญ” ยังเผยอีกว่า “ตอนนี้พวกเราจะทำเป็นคลิปหาเสียงด้วย ทำโปสเตอร์หาเสียงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่ AKB48 แล้ว ซึ่งพวกเราต้อง interactive กับแฟนคลับมากขึ้น เพื่อที่เราจะสื่อสารสิ่งที่เราต้องการ และที่เราเป็นให้มากที่สุด”

สำหรับความในใจของ “ซัซชี่” ที่มีต่อ “โมบายล์” พิมรภัส ผดุงวัฒนะโชค เซ็นตี้ เอ้ย เซ็นเตอร์เพลง “คุกกี้เสี่ยงทาย” ที่เปรียบเสมือนผู้สืบทอดของเธอกับเพลงนี้ในเวอร์ชั่นไทยนั้น “ซัซชี่” เปิดใจว่า โมบายล์นั้น “น่ารักมาก ๆ เวลายิ้ม เป็นจุดเด่นของน้องเลย”

 

 

หลังการสัมภาษณ์จบลง ก็ได้เวลาที่ แบไต๋ จะได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศ และความน่ารักของเหล่าเมมเบอร์ทั้ง 20 คนที่มาประจำห้องรอเหล่าแฟนคลับมาร่วมถ่าย 2 Shot ซึ่งในรอบแรกนั้นประกอบไปด้วย เฌอปราง , ปัญ , เจนนิษฐ์ , โมบายล์ , แก้ว , ไข่มุก , มิวสิค , น้ำหนึ่ง , เนย , อร , ปูเป้ , ตาหวาน , มิวนิค , จูเน่ , ฟ้อนด์ , วี , ออม , แพนด้า , เข่ง และ อุ้ม

ส่วนแต่ละเมมเบอร์จะน่ารักสดใสรับยามเช้าวันเสาร์กันขนาดไหน ไปชมภาพและคลิปกันแบบจัดเต็มได้เลย แต่ขอให้เตรียมตั้งป้อมรับความน่ารักที่ดาเมจรุนแรงขั้นสุดกันไว้ให้ดีล่ะ…เดี๋ยวจะหาว่า แบไต๋ ไม่เตือนนนนนน

 

>>>> คลิ๊กชมภาพ ดาเมจรุนแรงขั้นสุดกับอัลบั้มภาพ + คลิป ในงาน BNK48 1st Album RIVER 2 Shot

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!