Connect with us

คนไทยใช้เน็ตบนมือถือพุ่ง นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความคิดเห็นพฤติกรรมการใช้เน็ตบนมือถือ ชี้ กว่าครึ่งคนไทยไม่เข้าใจแพ็คเกจ ‘ใช้เน็ตได้ไม่อั้น’ ผู้ใช้บริการแบบรายเดือน เจอปัญหาใหญ่ ‘เน็ตปรับลดสปีด’ ขณะที่ ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน รู้ไม่เท่าทันข้อจำกัด ’โปรเสริม’

จากอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย จนมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของคนไทย จนกลายเป็นสิ่งจำเป็นไปในที่สุด ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” จึงทำการสำรวจความคิดเห็นพฤติกรรมการใช้เน็ตบนมือถือ ในกลุ่มตัวอย่างคนไทยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,529 คน ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้บริโภคมากขึ้น

โดยพบว่าปัญหาหลักที่พบจากการใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตทางมือถือ

  1. ต้องการการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากกว่าแพ็กเกจที่ทางผู้ให้บริการเสนอขายอยู่ คิดเป็นร้อยละ 43.99
  2. ราคาของแพ็กเกจสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอกับความต้องการใช้ได้ คิดเป็นร้อยละ 36.01
  3. แพ็กเกจของผู้ให้บริการมีความซับซ้อน เข้าใจยาก บางครั้งจึงได้ในสิ่งที่ไม่ตรงตามความต้องการ คิดเป็นร้อยละ 28.47

จากสองอันดับแรก นับได้ว่าร้อยละ 80.00 ของกลุ่มตัวอย่างมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตพุ่งสูงเกินกว่าแพ็กเกจที่ผู้ให้บริการนำเสนอขายในปัจจุบัน นอกจากนี้ผลสำรวจระยะเวลาการใช้งานเน็ตบนมิอถือ พบว่า

  1. ใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 24.72
  2. ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 21.91
  3. ใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 19.23

วัตถุประสงค์ในการใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่

  1. ใช้เพื่อพูดคุยติดต่อกับบุคคลที่รู้จัก คิดเป็นร้อยละ 85.61 โดยผ่าน Line Facebook และ Instagram ตามลำดับ
  2. โพสข้อความ/รูปภาพ คิดเป็นร้อยละ 63.90 โดยผ่าน Facebook Instagram และ Line ตามลำดับ
  3. ติดตามข่าวสารทั่วไป เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬา คิดเป็นร้อยละ 55.79 ตามลำดับ

เมื่อสอบถามถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแพ็คเกจแบบ ‘ใช้ได้ไม่อั้น’ หรือ ‘Unlimited’

  1. ร้อยละ 49.05 เข้าใจว่า เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตจนถึงจุดหนึ่งที่กำหนดไว้ในแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดความเร็ว แต่ยังใช้ต่อไปได้ ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกลุ่มสำรวจ
  2. ขณะที่ร้อยละ 35.45 ที่เข้าใจว่าสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ด้วยความเร็วที่ดีที่สุดของเครือข่ายมือถือนั้น
  3. อีกร้อยละ 15.30 เข้าใจว่า สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ตามจำนวนวันที่ซื้อ

เมื่อสำรวจเจาะลึกถึงปัญหาของผู้ใช้บริการแบบรายเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้เน็ตได้ไม่อั้น พบว่าปัญหาใหญ่ของกลุ่มนี้ คือ

  1. ‘เน็ตปรับลดสปีด’ร้อยละ 40.25 อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดสปีด ทำให้วิ่งช้าลง เมื่อการใช้งานผ่านไประยะหนึง
  2. รองลงมา ร้อยละ 35.17 จำนวนอินเทอร์เน็ตที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ
  3. ร้อยละ 21.89 ค่าโทรที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ

ด้านปัญหาผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน พบว่า

  1. ร้อยละ 41.18 เจอปัญหาโปรเสริมมีข้อจำกัดมากมาย บางครั้งไม่สามารถรู้เท่าทัน จึงทำให้เสียเงินไปในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือได้จำนวนเน็ตหรือโทรที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้
  2. ร้อยละ 26.66 โปรเสริมมีมากมาย ซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่เข้าใจรายละเอียดในการใช้งาน
  3. ร้อยละ 20.45 ยอดเงินที่เติมหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

ทั้งนี้ระดับความพึงพอใจต่อแพ็กเกจในอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า

  • ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.52 คะแนน
  • ผู้ใช้บริการแบบรายเดือน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.67 คะแนน

สำหรับข้อเสนอแนะ หรือวิธีการแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับแพ็กเกจแบบรายเดือน หรือแพ็กเกจแบบเติมเงิน พบว่า

  1. ร้อยละ 28.38 สัญญาณอินเทอร์เน็ตควรมีความเร็วสม่ำเสมอ
  2. ร้อยละ 16.59 ควรปรับปรุงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียร
  3. ร้อยละ 15.72ควรเพิ่มจำนวนชั่วโมงเน็ตที่เยอะขึ้นแต่ราคาแพ็กเกจถูกลง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล”

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่แท้จริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งความสับสนเกี่ยวกับแพ็คเกจแบบใช้ได้ไม่จำกัด เป็นปัญหาใหญ่ที่ผู้ให้บริการต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือออกแพ็กเกจที่ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น ผู้ใช้บริการรายแบบเดือนประสบปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพและปริมาณของสัญญาณทั้งอินเทอร์เน็ตและการโทร ขณะที่ผู้ใช้บริการแบบเติมเงินประสบปัญหาเกี่ยวกับโปรโมชั่นเสริมและยอดเงินเป็นหลัก

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยเป็นอย่างมาก การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์แบบพกพา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว และที่สำคัญอินเทอร์เน็ตยังเป็นอีกสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ทั้งในด้านการสื่อสาร การศึกษาข่าวสาร และการค้า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ในมูลค่าที่เหมาะสม เป็นความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคไทย ควรได้รับจากผู้ให้บริการสัญญาณดร.ณัฐฐา วินิจนัยภาค

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

Deep Tech ไทย ทำอย่างไรให้ถึงฝัน

Deep Tech คือความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้

Published

on

ถ้ายกคำว่า Deep Tech ขึ้นมา เชื่อว่าหลายคนก็จะทำหน้าสงสัย แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำที่เราคุ้นหูกันดีในตอนนี้อย่าง AI VR Blockchain ก็จะทำให้เราเริ่มเข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น สาเหตุที่เราเริ่มคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าในต่างประเทศมีความตื่นตัวและให้การสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว บางเรื่องพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดให้ใช้งานกันได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนบ้านเราเรื่องนี้ยังดูเป็นหน้าที่ของนักวิจัย ผู้สวมชุดขาวอยู่แต่ในห้องทดลอง ทำให้หลายคนคิดไปว่างานวิจัยเรื่องพวกนี้ทำแล้วไม่มีการนำเอามาต่อยอดทำธุรกิจ นักวิจัยทำแล้วก็แล้วกันไป

Deep Tech คือความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่ยากจะลอกเลียนแบบได้

จริงอยู่ที่ Deep Tech เป็นเรื่องของความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับสูง แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะหากทำแล้วจะพบว่ามีคู่แข่งน้อยทำให้โอกาสทางธุรกิจก็มีมากขึ้นตามไปด้วย น่าเสียดายที่บ้านเราขาดความเข้าใจในเรื่องนี้หลายด้าน หรือที่เรียกว่าอีโคซิสเต็มของ Deep Tech ในบ้านเรายังไม่ถูกเติมเต็มนั่นเอง

ย้อนดูความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกจากเทคโนโลยี

หากเราย้อนดูการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกจากอุตสาหกรรมระบบไอน้ำมาถึงปัจจุบัน ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงถึงสองร้อยปี ทำให้มนุษย์มีเวลาในการปรับตัว แต่การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบ Deep Tech รอบนี้ จะไม่ได้ใช้เวลานานแบบข้ามศตวรรษอย่างที่เป็นมา!!!

ศตวรรษที่ 18 จุดเริ่มต้นยุคเครื่องจักร

ช่วงปลายของศตวรรษที่ 18 เปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบพึ่งพาแรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก ไปเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาเครื่องจักรเป็นหลัก การผลิตชิ้นส่วนเครื่องกลสามารถสับเปลี่ยนกันได้ ทำให้การผลิตสินค้ามีความละเอียดแม่นยำสูงและสามารถผลิตซ้ำได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าจากการผลิตแบบนี้ลดลงไปอย่างมหาศาล


ศตวรรษที่ 19 พลังงานไอน้ำเปลี่ยนโลก

สองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 19 มีการกำเนิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำ ทำให้กำลังการผลิตขยายตัวอย่างมาก   เกิดผลกระทบอย่างมโหฬารต่อสังคม มาจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 คำว่านวัตกรรม หรือ Innovation ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทางเทคโนโลยี

Thomas P. Hughes

โทมัส ฮิวส์ ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า “เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา” และคำว่านวัตกรรมยังถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงศตวรรษที่ 20 ในปัจจุบัน

ศตวรรษที่ 20 ยุคคอมพิวเตอร์นำไปสู่ Deep Tech

Deep Tech เกิดขึ้นเป็นระลอกแรกในช่วงระยะเวลานี้ จากพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่สั่งสม จนเริ่มเกิดจักรกลช่วยคำนวณหรือคอมพิวเตอร์

ความหมายของ DEEP TECH แตกต่างกับคำว่านวัตกรรม เรียงลำดับคำจำกัดความของ DEEP TECH ได้ดังนี้

  • DEEP TECH เป็นเทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นใหม่จากนวัตกรรม
  • นวัตกรรมที่ถูกนำมาพัฒนานั้นต้องเป็นนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
  • กระบวนการคิดค้นต้องผ่านการวิจัยและทดลองอย่างต่อเนื่อง
  • เทคโนโลยีที่ได้ต้องมีความล้ำหน้า ทันสมัย ยากต่อการลอกเลียนแบบ แก้ปัญหาที่เทคโนโลยีปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้

แล้วอะไรบ้างที่จะถูกจัดเข้าไปเป็น Deep Tech ได้ ???

รายชื่อเทคโนโลยีที่ผ่านหูผ่านตาอย่างมากในช่วงนี้ เช่น AI, Blockchain, VR & AR, Clean Energy, Space Tech หรือ Quantum Computing มาดูเหตุผลที่รายชื่อเหล่านี้สมควรที่จะจัดอยู่ใน Deep Tech

Artificial Intelligence (AI)

ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ซับซ้อนมากขึ้น วิเคราะห์และโต้ตอบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ราวกับมีสติปัญญาเป็นของตนเอง ภาพจากหนังไซไฟโลกอนาคตหลายเรื่อง เสมือนคำทำนายล่วงหน้าที่เราจะได้ทันเห็นของจริงกันในศตวรรษนี้

Blockchain

การเก็บข้อมูลของระบบแบบไร้ศูนย์กลาง ถูกนำมาใช้ในธุรกิจการเงินการธนาคาร ตัวอย่างที่ทำให้โลกได้รู้จักกับ Blockchain คือสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ตั้งแต่ Bitcoin, Ethereum, ADA, OmiseGo และอีกหลายพันสกุลเงินดิจิทัลที่แห่กันออกมาทำ ICO (Initial Coin Offering) โดยใช้เทคโนโลยีนี้ พัฒนาไปสู่การทำ Smart Contract ให้การทำสัญญาอยู่ในระบบ เพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นข้อมูลตรงกัน ปฏิบัติงานตามที่ระบุในสัญญาได้ และมีหลายคนที่เสนอว่าในอนาคต Blockchain จะเป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับระบบจัดการเลือกตั้งของทุกประเทศในโลก เพราะการไร้ศูนย์กลาง การเห็นข้อมูลร่วมกัน จะทำให้เกิดความโปร่งใสและไม่สามารถทุจริตได้

VR & AR

การจำลองโลกจริงลงในโลกดิจิทัล ทำให้เกิดเป็นโลกเสมือนจริงที่กำลังนิยมไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในทางการศึกษา VR ได้ทำให้ผู้สอนตื่นเต้นกับเนื้อหา และสนใจที่จะนำไปใช้ในการสอน และแน่นอนว่าผลที่ตามมาคือความสนใจของผู้เรียน ที่จะได้รับประสบการณ์ทางการเรียนรู้มากกว่าในตำราแบบเดิม ๆ หากจะอ่านให้เห็นภาพ แนะนำให้ดูซีรี่ส์สำหรับอนาคตเรื่อง Altered Carbon จะได้เห็นงานโฆษณาในรูปแบบ VR มากมาย การดูสื่อโฆษณาผ่านทางคอนแทคเลนส์แทนการใช้แว่น VR ทำให้สื่อมีความน่าสนใจ ซีรี่ส์เรื่องนี้ทำให้เห็นถึงการส่งผ่าน Content อย่างน่าสนใจเมื่ออยู่ในเทคโนโลยี VR ฝั่ง AR Augmented Reality เป็นส่วนต่อขยายระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ภายนอกให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำงานร่วมกัน

Clean Energy

Honda Clarity Fuel Cell

เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูง เป็นที่ถูกพูดถึงและรับรู้ได้มากขึ้น เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากผู้นำอย่าง Tesla ซึ่งอีลอน มัสก์ ได้ทวิตหลังจากผลสำเร็จของ Tesla ว่า “ผมสัญญาว่าพวกเราจะทำรถกระบะ (EV) ออกมาหลังจากที่เปิดตัว Model Y ผมมีดีไซน์หลักๆ โครงสร้าง และองค์ประกอบทางวิศวกรรมอยู่ในหัวผมนานเกือบ 5 ปีแล้ว ผมจะถวายชีวิตเพื่อสร้างมัน” หรืออย่าง Honda Clarity รถระบบพลังงานไฮโดรเจน ที่มีระยะทางการขับเคลื่อนกว่า 480 กิโลเมตร ต่อการเติมไฮเดรเจน 3-5 นาที และ Nissan Leaf รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ใช้จุดขาย Zero Emission รถไร้มลพิษ

Space Tech

SpaceX CEO Elon Musk unveils the company’s new manned spacecraft, The Dragon V2

คำนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ หรือสถานีอวกาศอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นประจักษ์แก่สายตาชาวโลกไปแล้ว คือการปล่อยจรวด Space X ที่บรรทุกดาวเทียม 10 ดวงขึ้นไปในวงโคจรระดับต่ำ เป็นจรวดรีไซเคิล คือปล่อยออกไปและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการพาดหัวข่าวที่ทำให้โลกรู้ว่าอวกาศไม่ใช่เรื่องของ NASA เจ้าเดียวอีกต่อไป

Quantum Computing

แนวคิดการประมวลผลรูปแบบใหม่ที่นำคุณสมบัติพิเศษเหนือสามัญสำนึกของอะตอมมาใช้ เช่น อะตอมทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน หรือสามารถสื่อสารกับอะตอมอีกตัวที่อยู่ไกลออกไปได้ ทำให้พัฒนาคอมพิวเตอร์ที่เร็วกว่าปัจจุบันเป็นพันล้านเท่าได้ แต่เทคโนโลยีนี้ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก ต้องแก้ไขข้อจำกัดหลายอย่าง เช่นตอนนี้ เครื่อง Quantum Computing ต้นแบบต้องทำงานที่อุณหภูมิ 0 องศาสัมบูรณ์ (-273.15 องศาเซลเซียส) ทำให้เครื่องยังมีขนาดใหญ่ และยังมีเรื่องการของควบคุมอะตอมให้เป็นไปอย่างที่ต้องการ ซึ่งตอนนี้ยังทำไม่สำเร็จ

เมื่อรู้จัก Deep Tech กันแล้ว คำถามคือ Deep Tech ไทย ทำอย่างไรให้ถึงฝัน

ต้นกำเนิดของ Deep Tech ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการศึกษาที่ทำงานวิจัยออกมา แต่ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินคำว่า ทำงานวิจัยออกมาแต่ไม่มีที่ไป เหมือนทำงานวิจัยมาเก็บบนหิ้ง ซึ่งเมื่องานวิจัยไทยใช้หวังผลในเชิงธุรกิจไม่ได้ จึงมีปัญหาต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ

การแก้ไขปัญหาภาคการศึกษา

ทางแก้ไขเรื่องนี้ฟังแล้วง่ายมากคือสถาบันการศึกษาต้องก้าวให้ทันโลก ต้องเร็วพอที่จะรับความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ววิจัยเสริมขึ้นไปจากความรู้นั้น แต่แน่นอนการปฏิบัติจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้อจำกัดหลายด้าน อย่างการบริหารงาน หรือการจัดการบุคคลที่ทำให้กระบวนการนั้นเชื่องช้าลงไป แต่เราเชื่อว่าทางออกของเรื่องนี้อยู่ที่การร่วมมือกับภาคธุรกิจ ให้องค์กรภายนอกเข้ามาช่วยนำทางว่าตลาดกำลังต้องการอะไร เพื่อค้นหาองค์ความรู้ที่ตรงกับสิ่งที่กำลังเป็นปัญหาทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อมีทิศทางที่แน่นอนแล้ว จะทำให้งานวิจัยที่ปกติเป็นแค่ทฤษฎีเก็บอยู่บนหิ้ง กลายเป็นงานปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้

แต่ปัญหาด้านการศึกษาอีกอย่างหนึ่งที่จุกอกจนทำให้ Deep Tech ไทยไม่ไปถึงฝั่งฝันสักที คือปัญหาขาดแคลนแรงงานในสาขาที่จำเป็น โดยเฉพาะแรงงานที่เชี่ยวชาญวิชาในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ที่เป็นรากฐานสำคัญของ Deep Tech ซึ่งแรงงานในกลุ่มนี้ต้องการการบ่มเพาะมากเป็นพิเศษ

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ คือเราสามารถเรียนจบอะไรก็ได้เพื่อไปเป็นพ่อค้า ขอแค่มีทักษะพูดได้ คิดเลขไม่ผิด จะเรียนวิศวกรรม วิทยาศาสตร์แล้วจบไปขายของก็ทำได้ แต่เราไม่สามารถสร้างนักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงได้จากการเรียนทั่วไป มีน้อยคนมากๆ ที่จบอะไรก็ได้แต่สามารถพัฒนา Deep Tech ขึ้นมาได้ เช่น ตอนนี้ในแต่ละปีเราจะมีเด็กจบใหม่จากคณะวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จำนวนมากแต่ประเทศไทยก็ยังขาดแคลนโปรแกรมเมอร์เก่งๆ อยู่ดี เด็กหลายคนเรียนจบวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มาโดยที่ยังโค้ดโปรแกรมไม่ได้ หรือโค้ดได้แต่ขาดทักษะในการพัฒนาตัวเอง ในที่สุดความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมของตัวเองก็เก่าลงอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถทำงานในตลาดได้

ภาครัฐต้องกำหนดทิศทางให้ชัด

ซึ่งตรงนี้เป็นงานใหญ่ของภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ที่ต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล ปูความรู้แต่เด็ก ปรับปัจจัยพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับประถม มัธยม ให้มีความเข้มข้นและนำไปใช้ต่อยอดได้จริงเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย

งานต่อมาของภาครัฐคือให้การสนับสนุนงานค้นคว้าวิจัย งานทดลองในระดับมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างนักพัฒนาอนาคต อย่างการปรับปรุงข้อกฎหมายและให้ความคุ้มครองด้านสิทธิบัตร ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี มีการตรวจสอบที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้สร้าง Deep Tech ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

และต้องผลักดันหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม (ที่จัดตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก) ให้เห็นความสำคัญของ Deep Tech มากขึ้น สร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยง นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศที่เหมาะสม เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่นักพัฒนาและลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้มาตรการสร้างความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เช่น การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการจูงใจให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี ในระดับ Deep Tech มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในทางมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เผยแพร่ให้ประชาชนและเยาวชนรับรู้ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญ

การร่วมมือการระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ทางออกของการพัฒนา Deep Tech

สำหรับหน่วยงานภาคเอกชน ต้องมีการส่งต่อเทคโนโลยีจากภาคธุรกิจ เข้าสู่สถาบันการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้กับนักพัฒนารุ่นใหม่ ในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับให้ความรู้ในเชิงธุรกิจสู่นักพัฒนา เพื่อร่วมกันพัฒนา

อย่างการร่วมมือกันพัฒนาของ Pixar, มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, แซนตาบาร์บารา (UCSB) และ Disney Research หน่วยงานวิจัยพัฒนาของดิสนี่ย์ (ที่เครื่องเล่นใน Disneyland มันว้าวมากๆ ก็เพราะงานวิจัยจาก Disney Research นี่แหละ) นำปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเร่งการสร้างภาพ 3 มิติ แทนที่จะใช้วิธีสร้างภาพหรือเรนเดอร์แบบเดิมที่ต้องประมวลผลวัตถุ และแสงเงาตกกระทบอย่างละเอียดซึ่งต้องใช้พลังในการประมวลผลสูง ทำให้เสียเวลาเรนเดอร์นาน มาใช้การประมวลผลแสงแบบคร่าวๆ ที่ให้ผลลัพธ์ภาพมีสัญญาณรบกวนหรือ Noise เยอะ แล้วใช้ AI ที่ฝึกฝนมาเพื่องานนี้ลบ Noise ออกจากภาพวิดีโอ ก็ทำให้ได้วิดีโอที่มีคุณภาพพอๆ กัน แต่ใช้เวลาประมวลผลเร็วกว่าเดิม ช่วยทุ่นแรงในการทำงานไปเยอะ

ส่วนในเมืองไทยก็มีการสนับสนุนการพัฒนาและวิจัย Deep Tech ที่น่าสนใจคือโครงการ U.REKA ที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับไมโครซอฟท์ The Knowledge Exchange (KX) และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7 แห่งของไทยได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep Technology) ตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ

โดยโครงการ U.REKA มุ่งเน้นให้กลุ่มอาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจเทคโนโลยีชั้นสูง รวมกลุ่มกันเป็น Startup นำเสนอไอเดียจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งในระยะแรกมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมการค้าปลีก การท่องเที่ยว การเดินทาง และ บริการทางการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ และนำออกสู่ตลาดได้จริงในอนาคต ซึ่งสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสนับสนุนได้ที่ u-reka.co

โครงการ U.REKA จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ภาคการศึกษาและภาคเอกชนได้ร่วมมือกันส่งเสริมเทคโนโลยีเชิงลึกหรือ Deep Tech ให้ได้มีโอกาสปรากฏตัวได้มากขึ้นในไทย ก็หวังว่าภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงต่อเนื่องจากเอกชน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการแข่งขันกับนานาประเทศต่อไป

จากปัจจัยสำคัญทุกด้านที่กล่าวมา

จะทำให้ Deep Tech เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างยั่งยืน Key Success ก็คือการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น ต้องมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งหากเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงแล้ว เชื่อว่า Deep Tech ไทยไปได้ถึงฝันอย่างแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รีวิวภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 เอาตรงๆ กล้องดีเกินมือถือราคา 6,990 บาท

น้องเล็กอย่าง Huawei Y9 2018 ก็อัดกล้องหน้า 2 ตัว กล้องหลังอีก 2 ตัว รวมเป็น 4 ตัวในราคา 6,990 บาท บทความนี้เราจะมาเจาะลึกคุณสมบัติของกล้องและตัวอย่างภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 กันครับ

Published

on

ประเดิมภาพถ่ายที่รุ่นพี่ Huawei P20 Pro ถ่ายให้รุ่นน้อง Huawei Y9 2018

(Advertorial)

สมาร์ทโฟนจาก Huawei นั้นจริงจังเรื่องกล้องในทุกรุ่นนะครับ ตั้งแต่เรือธงดาวเด่นแห่งปีอย่าง Huawei P20 ที่อัดสเปกกล้องแบบไม่เกรงใจคู่แข่ง ที่เราแบไต๋เราก็คลิปรีวิวภาพจาก Huawei P20 Pro ให้ดูกันไปแล้ว แม้แต่น้องเล็กอย่าง Huawei Y9 2018 ก็ไม่น้อยหน้าครับ อัดกล้องหน้า 2 ตัว กล้องหลังอีก 2 ตัว รวมเป็น 4 ตัวในราคา 6,990 บาท บทความนี้เราจะมาเจาะลึกคุณสมบัติของกล้องและตัวอย่างภาพถ่ายจาก Huawei Y9 2018 กันครับ

ทำไม Huawei Y9 2018 ต้องมี 4 กล้อง

ในยุคที่เราใช้กล้องฟิล์มนั้น เราสามารถสร้างภาพแบบตัวแบบชัด ฉากด้านหลังเบลอให้ตัวแบบโดดเด่นได้ง่ายมาก เพราะตัวฟิล์มที่เป็นเหมือนเซนเซอร์นั้นมีขนาดใหญ่มาก (ศัพท์ปัจจุบันคือมันคือขนาด Full Frame นั้นแหละ) ซึ่งเมื่อพื้นที่รับภาพมีขนาดใหญ่ ก็ทำให้ถ่ายหลังเบลอได้ง่าย แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน เราถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน ขนาดพื้นที่รับภาพของเซนเซอร์ก็เล็กลงไปตามขนาดกล้องครับ สมาร์ทโฟนมีเซนเซอร์ขนาดเล็กยังกับหัวไม้ขีด ทำให้การถ่ายหน้าชัดหลังเบลอเป็นไปได้ยากขึ้น คือถ่ายคนยังไงฉากหลังก็ชัด ภูเขาในฉากหลัง ลูกที่ห่างไป 2 กิโลยังดูชัดเลยเมื่อถ่ายด้วยกล้องมือถือ

เพื่อแก้ปัญหานี้ หัวเว่ยจึงสร้างสมาร์ทโฟนที่มี 2 กล้อง โดยนำกล้อง 2 ตัวที่มีเลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวกัน แต่วางเหลื่อมกันเพื่อนำมาคำนวณเป็นแผนที่ระดับความลึกของภาพ ซึ่งวิธีนี้คือเลียนแบบการทำงานของดวงตามนุษย์ ที่สมองจะรวมภาพจากตาซ้ายและตาขวาออกมาเป็นภาพ 3 มิติ มนุษย์จึงสามารถรับรู้ความลึกของภาพที่อยู่ตรงหน้าได้

ซึ่งใน Huawei Y9 2018 นั้น กล้องหลักด้านหลังจะมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.2 และมีกล้องรองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับจับระยะเพื่อทำหน้าชัดหลังเบลอครับ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าชัดหลังเบลอได้แบบตรงหน้าตอนถ่ายแล้ว ยังสามารถปรับภาพที่ได้จากโหมดรูรับแสงกว้าง (Wide Aperture) เลือกจุดชัดและระดับความเบลอของฉากหลังได้ในภายหลังอีกด้วย

โหมดหน้าชัดหลังเบลอที่ดูเป็นธรรมชาติกว่ากล้อง Huawei รุ่นก่อนๆ

นอกจากนี้ Huawei Y9 2018 ยังมีโหมดภาพอีกหลายแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย เช่นโหมดถ่ายน้ำตกให้สายน้ำนุ่มนวลเป็นฟอง หรือถ่ายแสงไฟรถยนต์ยามค่ำคืนให้เป็นเส้น รวมถึงโหมดถ่ายภาพแบบยาวหรือ Panorama และโหมดโปรที่ปรับค่า ISO และความเร็วซัตเตอร์ได้

Huawei Y9 2018 เก็บแสงในยามเย็นได้สวยงาม โหมด HDR ทำงานได้ดี

แม้ในที่แสงน้อย Huawei Y9 2018 ก็ยังเก็บแสงสีมาได้ สีสันยังคงสดใส

ภาพถ่ายอาหารมีการเร่งสีสันให้สดใส ดูน่ากิน

ภาพในยามแสงน้อยจริงๆ เริ่มเห็น Noise บ้าง และต้องถือกล้องนิ่งมากขึ้น

มาดูภาพจากกล้องหน้าของ Huawei Y9 2018 กันบ้าง

หัวเว่ยทำ Huawei Y9 2018 ให้กล้องหน้านั้นมีความละเอียดมากกว่ากล้องหลังครับ โดยกล้องหลักด้านหน้ามีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2 และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ทำให้ถ่าย Portrait Mode หน้าชัดหลังเบลอได้แม้จะใช้กล้องหน้าอยู่ พร้อมความสามารถ Smart Face Recognition กล้องจะวิเคราะห์เองว่านี่กำลังถ่ายหน้าผู้ชายหรือหน้าผู้หญิง เพื่อปรับระดับความเนียนของภาพให้เหมาะสม

เซลฟี่กล้องหน้า ก็ละลายฉากหลังได้เนียนตาดี สีผิวดูสุขภาพดี

ถ่ายผู้ชายหน้าโหดๆ ก็ไม่ได้ปรับหน้าเนียนจนเกินไป เพราะกล้องรู้ว่านี่คือผู้ชาย

Huawei Y9 2018 สมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 7,000 บาทที่กล้องโหดที่สุด

การแข่งขันทำให้เทคโนโลยีดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด เรื่องนี้เป็นจริงเสมอครับ เมื่อปีนี้ Huawei ปล่อยยาแรงออกมาทั้ง Huawei Y9 2018 ราคา 6,990 บาท สมาร์ทโฟนสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ได้กล้องดีเทียบชั้นสมาร์ทโฟนราคาหลักหมื่นได้ และ Huawei P20 สมาร์ทโฟนกลุ่มเรือธงที่อัปเกรดประสิทธิภาพกล้องขึ้นไปอย่างก้าวกระโดด ต่อไปนี้คู่แข่งที่จะมาสู้เรื่องความคุ้มค่ากับหัวเว่ยคงต้องทำการบ้านมาอย่างหนักเลยทีเดียว

ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อ Huawei Y9 2018 ได้แล้วที่หัวเว่ย แบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้เลยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

วิเคราะห์ราคาไทย Huawei P20 ยุทธศาสตร์หัวเว่ย 2 เรือธงเป็นยังไงกันแน่

Published

on

Huawei P20 และ P20 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่กำลังมาแรงในตอนนี้ แต่หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เราก็เริ่มสงสัยว่ายุทธศาสตร์เรือธง 2 รุ่นของของหัวเว่ยกำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือราคาไทยของ Huawei P20 ออกมา โดยราคาของ Huawei P20 ในไทยคือ

  • Huawei P20 Ram 4 GB ROM 128 GB – 19,990 บาท
  • Huawei P20 Pro Ram 6 GB ROM 128 GB – 27,990 บาท

ราคาของ Huawei P20 นั้นไม่น่าแปลกใจ เพราะเป็นราคาเดียวกับ Huawei P10 ตัวท็อปความจุ 64 GB เมื่อปีที่แล้ว แต่ราคาของ Huawei P20 Pro นั้นน่าแปลกใจที่กระโดดไปใช้ราคาเดียวกับ Huawei Mate 10 Pro เมื่อเปิดตัว แถม Mate 10 Pro ยังประกาศปรับลดราคาเหลือ 23,900 บาททันทีหลังจากงานเปิดตัว P20 อีกด้วย จึงทำให้เราคิดว่าเรือธง 2 ตำแหน่งของหัวเว่ยนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ต่อไปนี้ Huawei P20 Pro คือเรือธงรุ่นสูงสุดของกลุ่ม (ไม่นับรุ่นพิเศษตระกูล Porsche Design ที่ราคากระโดดแบบสินค้าแฟชั่น)

ยุทธศาสตร์ 2 เรือธง สร้างความโดดเด่นให้หัวเว่ย

สมาร์ทโฟนหลายแบรนด์ในปัจจุบันก็นำยุทธศาสตร์ 2 เรือธงมาใช้ อย่าง Samsung ก็มีตระกูล Galaxy Note กับ Galaxy S หรือ LG ก็มีตระกูล V กับ ตระกูล G ซึ่ง Huawei เองก็มีสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป 2 ตระกูลคือ Huawei P Series และ Huawei Mate Series โดยที่ผ่านมาตระกูล Mate จะถูกนับว่าเป็นเรือธงรุ่นสูงสุดมาตลอด ด้วยราคาขายที่สูงกว่า แบตเตอรี่จุมากกว่า ภาพลักษณ์พรีเมี่ยม หรูหรา เคร่งขรึม กว่า Huawei P Series ที่ให้ภาพลักษณ์ว่าเป็นมือถือดูสนุกสนาน ใครๆ ก็ใช้ได้ และสมาร์ทโฟนที่เน้นเรื่องกล้อง

ยุทธศาสตร์เรือธง 2 รุ่นของหัวเว่ยสร้างสีสันให้ตลาดมาตลอด เพราะหัวเว่ยสามารถเปิดตัวสมาร์ทโฟนตัวท็อปได้ปีละ 2 ครั้ง จากการเปิดตัว Huawei P Series ก่อนในช่วงต้นปี และเปิดตัว Huawei Mate Series อีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งแม้สเปกปีต่อปีระหว่าง P กับ Mate จะไม่ได้แตกต่างกันมาก (เช่น P20 กับ Mate 10 ใช้ซีพียูตัวเดียวกัน) แต่ทุกครั้งที่มีมือถือเปิดตัวรุ่นใหม่ จะมีความสามารถใหม่ๆ ที่ถูกชูขึ้นมาทุกครั้ง อย่างเมื่อตอน Mate 10 เปิดตัว จะชูเรื่องกล้อง AI แล้วเมื่อ P20 เปิดตัวเจ้ากล้อง AI ก็ถูกพัฒนาให้ฉลาดขึ้น แถมเติมเลนส์ตัวที่ 3 เข้ามาอีกให้ตลาดฮือฮา

ยุทธศาสตร์ 2 เรือธงทำให้ผู้ใช้จดจำภาพลักษณ์ว่า Huawei มีสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง พร้อมกล้องที่ดีอันดับต้นๆ ของตลาดได้ ซึ่งทำให้ยอดขายของหัวเว่ยเติบโตขึ้น

เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน Huawei P20 Pro กลายเป็นตัวท็อปแทน Mate 10 Pro

แม้ว่าการเปลี่ยนตำแหน่งเรือธงครั้งนี้จะสร้างความแปลกใจไม่น้อย แต่ถ้ามองภาพรวมของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะดัน Huawei P20 Pro ขึ้นมาเป็นตัวท็อปแทน เพราะถ้าเทียบฐานความนิยมแล้ว สมาร์ทโฟนในตระกูล P นั้นได้รับความนิยมและเสียงตอบรับจากผู้ใช้เยอะกว่าตระกูล Mate มาก อาจเพราะภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ราคาถูกกว่า ทำให้คนจดจำ Huawei P ได้มากกว่า Huawei Mate

นอกจากนี้การที่ P20 Pro ปรับสเปกขึ้นมาเทียบชั้นกับ Mate 10 Pro คือมี CPU, Ram, Rom และความจุแบตเตอรี่เท่ากัน (ที่ผ่านมาฝั่ง Mate จะมีแบตเยอะกว่า P ตลอด) แต่ P20 Pro กลับให้กล้องที่ดีกว่ามาก ก็ทำให้ Huawei P20 Pro สมควรเป็นตัวท็อปสูงสุดในตอนนี้

ลุ้นทิศทางของ Mate กันอีกทีในช่วงปลายปี

เมื่อตอนที่ Huawei P10 เปิดตัว Mate 9 Pro ก็ยังเป็นรุ่นสูงกว่า ขายแพงกว่า แต่ตอนนี้เมื่อ Mate ไม่ใช่ตัวท็อปแล้ว อนาคตของ Mate จะเปลี่ยนไปในทางไหน Mate ตัวต่อไปจะปรับปรุงให้แบตใหญ่มาก หรือมีฟีเจอร์อะไรที่กลับเป็นตัวท็อปของค่ายที่ P จะไม่มาแซงในจุดนี้หรือไม่ หรือจะยังอยู่ในระดับใกล้ๆ P เพื่อรอ P ตัวต่อไปมาแซง ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!