Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทดสอบกล้อง “iPhone XS Max” vs. “iPhone 8 Plus” ถ่ายภาพต่างกันอย่างไร ?

หลังจากที่ได้ทดสอบการถ่ายภาพด้วยกล้องของ iPhone XS Max มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้พบว่านี่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายภาพดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

แต่จะมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนเท่าไรนั้น ต้องลองมาดูภาพเปรียบเทียบกัน

  • ปล. ในที่นี้ ขอเปรียบเทียบกล้อง iPhone XS Max กับ iPhone 8 Plus เนื่องจากมีโมดูลกล้องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จากรุ่นที่ห่างกันเพียงปีเดียว (สำหรับ iPhone X นั้น มีโมดูลกล้องที่ใกล้เคียงกับ XS Max ซึ่งอาจแสดงความแตกต่างของภาพได้ไม่มากนัก)

iPhone XS Max

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.4
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า (TrueDepth)

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

iPhone 8 Plus

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.8
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคล
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • Retina Flash
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

เริ่มทดสอบ

จากการถ่ายภาพในสภาวะแสงปกตินั้น อาจไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดี แสดงสีของท้องฟ้าได้สมจริง และจัดการคอนทราสต์และ White Balance ได้ดีเช่นกัน

แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือ รายละเอียดของท้องฟ้าที่ iPhone XS Max สามารถเก็บได้มากกว่า

ยามค่ำ (พระอาทิตย์กำลังจะตก)

สิ่งที่ทำให้ภาพจากกล้องของ iPhone 8 Plus และ iPhone XS Max เริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น คือการถ่ายในช่วงเวลาเย็น ซึ่งเป็นสภาวะที่แสงเริ่มน้อยลง และมีรายละเอียดของสีบนท้องฟ้าที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการถ่ายภาพย้อนแสงด้วย แต่ยังคงได้แสงแบบนุ่ม ๆ อยู่

ด้วยฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะ ทำให้การเรนเดอร์ภาพของ iPhone XS Max นั้น ดีกว่าเล็กน้อย เก็บรายละเอียดได้มากกว่า, สีสันชัดเจนกว่า และได้ภาพที่สว่างกว่า

แต่ถึงกระนั้น iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บรายละเอียดได้ดีเช่นกัน สีสันเป็นธรรมชาติ แต่อาจจะดูด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อถ่ายภาพย้อนแสง

วิ่งยามเย็น (สีสันของภาพซับซ้อนมากขึ้น)

การเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า การจัดการแสง และความแม่นยำของสีของ iPhone 8 Plus นั้น ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีเช่นเดิม

หน้าชัด หลังเบลอ (ถ่ายวัตถุ ไม่เน้นบุคคล)

แน่นอนว่าทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max นั้น สามารถถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟก Bokeh ได้อย่างสวยงาม แต่มีบ่อยครั้งที่โหมดการถ่ายภาพบุคคลนี้จะถูกนำมาใช้ในการถ่ายภาพวัตถุด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถทำได้ดี

ในการถ่ายครั้งนี้ ได้ใช้โหมดถ่ายภาพบุคคล และเสริมด้วยเอฟเฟกแสงไฟสตูดิโอ เพื่อให้วัตถุด้านหน้ามีความสว่างมากขึ้น และโดดเด่นขึ้น

ในขณะที่สีจาก iPhone 8 Plus ค่อนโทนเย็นมากกว่า แต่ก็สมจริงมาก ส่วน XS Max นั้นค่อนข้างสว่างกว่า เน้นไปโทนร้อน ให้ความรู้สึกว่าสีถูกเร่งขึ้นมาอีก 1 ระดับ ทำให้เสียรายละเอียดของดอกไม้ไปบ้าง

ส่วนขอบของวัตถุที่ตัดกับพื้นหลังที่เบลอของนั้น ที่ iPhone 8 Plus และ XS Max ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในโหมดนี้ได้รับการออกแบบให้ถ่ายภาพบุคคลมากกว่า)

เริ่มมืด (แสงน้อย)

เป็นช่วงประมาณ 18.00 น. ในหน้าหนาว ซึ่งแสงเริ่มน้อยลงแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า iPhone 8 Plus นั้น สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีมาก แต่อาจด้อยกว่า XS Max ที่มี HDR อัจฉริยะ ช่วยเรนเดอร์และปรับสมดุลของภาพได้ลงตัวมากกว่า

มืดแล้ว (สภาวะแสงน้อย)

เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคืน iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บแสง, ความแม่นยำของสีได้ดีไม่แพ้ XS Max เลย ถึงแม้ว่าจะมีแสงแฟลร์ (Flare) อยู่บ้าง

ส่วน iPhone XS Max ก็ยังคงใช้ประโยชน์จาก HDR อัจฉริยะ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เห็นรายละเอียดพื้นหลังมากกว่า

แต่เมื่อสภาวะแสงได้น้อยลงไปอีก ก็จะเห็นได้ว่าภาพจาก iPhone 8 Plus นั้น มี Noise มากกว่า ส่วน XS Max นั้น สามารถจัดการกับแสงได้ดีกว่า

กล้องหน้า

เป็นอีกส่วนที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย iPhone XS Max นั้น ใช้ประโยชน์การกล้อง TrueDepth เพื่อสร้างเอฟเฟก Bokeh และ HDR อัจฉริยะที่สวยงาม เก็บแสงและเรนเดอร์สีได้ดี

ส่วน iPhone 8 Plus นั้น มิได้ใช้กล้อง TrueDepth แต่อย่างใด

ความดีงามของการถ่ายภาพบุคคลด้วย iPhone XS Max

ในที่นี้ เป็นการถ่ายภาพโหมดบุคคล ปรับแต่งรูรับแสง และใส่เอฟเฟกแสงสตูดิโอ ซึ่งให้ภาพที่สวยงามเลยทีเดียว (ต้องตรวจดูทิศทางของแสงด้วยนะครับ มิเช่นนั้น “หน้ามืด” แน่นอน)

อีกหนึ่งข้อดีของ HDR อัจฉริยะ

เนื่องจากฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะนั้น ช่วยในการเก็บช่วงแสงและสีได้กว้างขึ้น ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ซึ่งในกรณีที่ถ่ายภาพในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดค่อนข้างแรง ท่านสามารถเร่งความสว่างของภาพที่ถ่ายไปแล้วได้จากแอปรูปภาพของ Apple ได้โดยตรงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยแสดงรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น โดยที่ไม่เสียรายละเอียดของส่วนที่สว่างด้วย

แต่ไม่ควรเร่งความสว่างมากเกินไปจนทำให้ภาพเสียสมดุล

สรุป

iPhone 8 Plus ยังคงมีกล้องที่ยอดเยี่ยม เก็บรายละเอียดได้ดี สีสันค่อนข้างสมจริงแม่นยำ แต่การจัดการแสงยังด้อยกว่า XS Max

ส่วน iPhone XS Max นั้น มีโมดูลกล้องที่ใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ลด Noise ลงได้ อีกทั้ง HDR อัจฉริยะ ยังช่วยเรนเดอร์ภาพออกมาได้ดีอีกด้วย

กล่าวคือ

  • ถ้าท่านชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยกล้องสมาร์ทโฟน และใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ แล้วล่ะก็ iPhone XS Max ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
  • แต่ถ้าท่านใช้กล้องสมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพชีวิตประจำวันปกติทั่วไป ไม่เน้นความหวือหวา iPhone 8 Plus ก็มีกล้องที่ทรงประสิทธิภาพมากเช่นกัน

iPhone XS Max

ขอขอบคุณสถานที่ : สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี และวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!