[รีวิว] Silence: งานมาสเตอร์พีชชิ้นล่าสุดของผู้กำกับระดับตำนาน ‘มาร์ติน สกอร์เซซี’

จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้เปรียบเสมือน ‘หนังชีวิต’ ของผู้กำกับมือเก๋าระดับปรมาจารย์อย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ ในชีวิตจริงเลยก็ว่าได้ เมื่อมันต้องใช้เวลาถึง 26 ปีกว่าจะผ่านข้อกฏหมายได้ลิขสิทธิ์มาปรากฏตัวบนจอเงิน ทั้งที่ป๋ามาร์ตี้แกเซ็นสัญญาเตรียมเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1990 โน่น ซึ่งหากบวกกับเวลาที่ตัวป๋าแกเริ่มโปรเจ็กต์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแล้วก็ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ใช้เวลาสร้างแตะหลัก 3 ทศวรรษ หรือครึ่งชีวิตคนคนหนึ่งเลย แต่ก่อนที่จะได้เข้าไปชมหนังเรื่องนี้ก็มีคำถามในใจเหมือนกันว่า พลอตเรื่องหนังคัลท์แบบนี้จะเป็นมิตรกับคนดูในบ้านเรามากน้อยแค่ไหน

สำหรับ Silence เป็นฟอร์มหนังดัดแปลงมาจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของนักเขียนญี่ปุ่น ชูซากุ เอนโด ในปี 1966 โดยเรื่องราวในหนังจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีจุดเริ่มต้นที่ว่า 2 นักบวชนิกายเยซูอิตชาวโปรตุเกสอย่างบาทหลวงโรดริเกซ (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) และบาทหลวงการูเป้ (อดัม ไดร์เวอร์) ได้ทราบข่าวจากศาสนจักรว่าบาทหลวงเฟอร์เรรา (เลียม นีสัน) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอาจารย์ของพวกเขาได้ละทิ้งภารกิจเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศแถบตะวันออก พร้อมกับเลิกเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว ซึ่งทำให้ลูกศิษย์ทั้ง 2 ตัดสินใจออกตามหาความจริงยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในยุคนั้นอยู่ระหว่างการกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ โจทย์สำหรับ 2 นักบวชนี้ก็คือต้องพิสูจน์ศรัทธาพร้อมทั้งเผยแพร่ความเชื่อในพระเจ้าท่ามกลางอันตรายมากมายในแผ่นดินตะวันออกนี้

หนังเรื่องนี้มีอะไรน่าค้นหา?

ง่าย ๆ เลยคือ คำถามที่ว่าพระเจ้ามีจริงไหม? หนังเรื่องนี้เหมือนได้รีวิวความคิดตัวเอง เพราะมันถามย้อนกลับมาแบบถอนรากทั้งโคน เป้าหมายชีวิตคืออะไร อะไรคือศรัทธา ทำไมต้องศรัทธา เรียกว่าเป็นคำถามต่อกิจวัตรประจำวันของคนเรานี่แหละ และก็ถูกเรียบเรียงมาเป็นส่วนประกอบของเมสเซจที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้

ซึ่งใน Silence ก็จะเจาะไปที่มุมมองของนักบวชหรือมิชชันนารีที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนายังดินแดนต่าง ๆ ต่อผู้ที่ศรัทธาและต่อต้านเขาอย่างไร ทั้งบาทหลวงโรดริเกซและบาทหลวงการูเป้จะพิสูจน์ความเชื่อนี้ให้กับชาวญี่ปุ่นที่เป็นคริสเตียนซึ่งต้องอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ได้อย่างไร ความเจ็บปวดที่พวกเขาได้รับจากความเชื่อเรื่องพระเจ้ามีจริงนั้นรุนแรงสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน คำสอนที่พวกเขาคิดว่ามีคุณค่า เต็มไปด้วยความหวังดี และเมื่อมันถูกทำให้ไร้ค่า ทำให้ความศรัทธาสั่นคลอน ในสภาวะน้ำน้อยแพ้ไฟ ไม่ต่างจากถูกอีแร้งรุมกินโต๊ะ อุดมการณ์เหล่านั้นจะแปรผันไปหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่หนังทำได้โดดเด่นที่สุด ทั้งในแง่การส่งบททดสอบระดับซอฟท์ ๆ ไปยังการถูกกดขี่ที่รุนแรงโหดร้าย ความเจ็บปวดใจสลายที่สุดซึ่งอยู่เหนือความตายก็คือ การบิดเบือนจิตวิญญาณของคริสเตียนให้เหยียบย่ำพระเยซูและหันมานับถือพุทธ เป็นสิ่งที่ผมสัมผัสได้ถึงความหดหู่ถึงขีดสุด ยิ่งนักบวชถามหาคำตอบหรือขอความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าครั้งใด ก็ดูเหมือนจะมีแต่ความเงียบงันกลับมาทุกครั้ง…สรุปแล้วพระเจ้ามันมีจริงหรือ?

อีกหนึ่งมาสเตอร์พีชของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์

ส่วนตัวชอบแคสติ้งของตัวละครในเรื่องนี้ โดยเฉพาะนักแสดงหลักทั้ง 3 คนอย่าง แอนดรูว์ การ์ฟิลด์, เลียม นีสัน และอดัม ไดร์เวอร์ ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีนัยน์ตาเศร้าแต่แฝงไปด้วยลักษณะท่าทางที่มองดูแล้วน่าค้นหามากมาย เหมาะมากกับบทนักบวชที่ตั้งคำถามต่อความศรัทธาของตัวเองแทบทั้งเรื่อง โดยเฉพาะแอนดรูว์ที่ทำให้คนดูเชื่อได้ว่าเขามีทั้งความมั่นใจและหวาดกลัวในคน ๆ เดียวกัน เมื่อด้านที่อ่อนแอของจิตใจถูกเปิดออก ความกังวล สีหน้าแววตา ประกอบกับบรรยากาศหนังที่บีบคั้น มันทำให้เราสามารถเข้าถึงหัวจิตหัวใจของตัวละครตัวนี้ได้อย่างแท้จริง ความสิ้นหวังนี้ คล้าย ๆ กับความรู้สึกที่ได้เห็นขงเบ้งในวันที่โรยราและต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อจะกอบกู้จ๊กก๊ก ในวันที่แทบไม่เหลือใครให้เป็นความหวังสืบทอดปรัชญาของตัวเองอีกแล้วนอกจากพระเจ้าเล่าเสี้ยนผู้ไร้ซึ่งความสามารถใด ๆ คือป๋ามาร์ตี้แกก็บดขยี้จนหนังมันให้ความรู้สึกสิ้นหวังจริง ๆ นั่นแหละ จนรู้สึกว่า ‘โอเค แล้วไง กรูตายเลยดีกว่าไหม จะได้จบ ๆ’  (ฮา)

หนังไม่ได้อวยคริสเตียนอย่างเดียว

คือไม่ใช่ว่าหนังจะเล่าเฉพาะความเจ็บปวดของคริสเตียนในญี่ปุ่นที่ถูกกระทำฝ่ายเดียว หนังยังบอกสาเหตุที่มาที่ไปของความเกลียดชังและการไม่ยอมรับศาสนานี้ของคนญี่ปุ่นยุคนั้นไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นประเด็นจากลัทธิล่าอาณานิคมนั่นแหละ เพียงแต่หนังเรื่องนี้ตีแผ่ในมุมของสังคมญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งตรงนี้เราจะได้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของลัทธิคลั่งชาติ ความโหดร้ายและการบิดเบือนความจริง เกมที่คนหัวใหม่นั้นต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน ในเมื่อลี้ภัยไม่ได้เหมือนคนยุคนี้ก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมญี่ปุ่นยุค 0.4 กันไปอย่างหน้าชื่นอกตรม

หนังเรื่องนี้ไม่ใช้ใครจะดูก็ได้..

หากคุณเคยใช้เวลาช่วงหนึ่งตั้งคำถามกับเรื่องความเชื่อหรือปรัชญาคำสอนในชีวิต และยิ่งหากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับความศรัทธาเรื่องศาสนา การมีอยู่ของพระเจ้า หรือเคยสัมผัสพิธีกรรมเหล่านี้ นี่จะเป็นหนังที่ทำให้คุณสนุกไปกับการตั้งคำถามเดียวกันนี้กับตัวเองเช่นกัน แน่นอนว่าด้วยความที่หนังลากยาวไปเกือบ 3 ชั่วโมง และเต็มไปด้วยไดอะล็อกเชิงปรัชญา ไม่ต่างกับฟังการดีเบตความคิดที่ตีกันของกลุ่มคนผู้ซึ่งศรัทธากันคนละอย่าง

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความเชื่อของคุณจะถูกท้าทายเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป ความเชื่อคุณมีเกราะป้องกันหรือกำแพงหนาแน่นแค่ไหน เมื่อถูกจู่โจมมาถึงปราการด่านสุดท้ายของความศรัทธา คุณจะเลือกเหมือนที่บาทหลวงโรดริเกซเลือกหรือเปล่า อย่างที่บอกว่านี่คือหนังที่สมองคุณทำงานหนักหน่อย หนังไม่โลกสวย แต่เอนเตอร์เทนต์คนดูในแง่นำพาไปถึงจุดที่กดดันบีบคั้นเหมือนขึ้นรถไฟเหาะ หลังจากนั้นก็ใช้ความว่างเปล่าสร้างอึดอัดให้เหมือนติดอยู่ในคุก และที่สำคัญมันหดหู่ได้ใจ แถมยังโหดร้าย บดขยี้จิตวิญญาณ ชนิดที่ว่าภาพทหารสิ้นหวังบนหาดดันเคิร์กดูซอฟท์ไปเลย แต่ขณะเดียวกัน Silence ก็ให้แง่คิดและมุมมองลึกซึ่งตราตรึงที่หาตัวจับยาก หากหนังเรื่องนี้ได้โลดแล่นในปี 1990 ผมเชื่อว่ามันจะคลาสสิกขึ้นหิ้งไปด้อยไปกว่างานมาสเตอร์พีชชิ้นอื่น ๆ ของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ อย่าง Goodfella หรือ Shutter Island อย่างแน่นอน