Connect with us

What The Fact

วิเคราะห์เจาะลึก !!! “ก็อปมั๊ย???” เมื่อ เพลงของ Lana Del Ray ไปละม้ายคล้ายกับ เพลง “Creep” ของ Radiohead

Published

on

กลายเป็นประเด็นไปแล้ว กับกรณีที่มีข่าวว่า Radiohead ยื่นฟ้อง Lana Del Rey กรณีเพลง “Get Free” จากอัลบั้มใหม่ “Lust For Life (2017)” ของเธอลอกทำนองเพลงดัง “Creep” ของวงร็อคหัวก้าวหน้า “Radiohead” ซึ่ง Lana ได้ออกมายอมรับว่าเรื่องของ “คดีความ”นั้นเป็นความจริง

ซึ่ง Lana ไม่ยอมรับว่ามันเป็นความจริงตามข้อกล่าวหานั้น เธอกล่าวว่า “เพลง Get Free นั้นไม่ได้มีแรงบันดาลใจมาจาก Creep เลย แต่ Radiohead รู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้นและพวกเขาต้องการ 100% จากสิทธิการเผยแพร่ ฉันเสนอไป 40 เมื่อ 2-3 เดือนก่อนแต่พวกเขาจะยอมรับที่ 100 เท่านั้น ทนายความของพวกเขาไม่ยอมลดหย่อนเลย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปสู้กันต่อในศาล”

ซึ่งทางตัวแทนของ Radiohead อย่าง Warner/Chappell ก้ได้ออกมายอมรับในกรณีนี้ว่าเราได้มีการตกลงกันมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมของปีที่แล้วกับตัวแทนของ Lana Del Ray  มันชัดเจนมากที่ท่อนร้อง (Verse) ของเพลง Get Free มีองค์ประกอบทางดนตรีของเพลง Creep และเราดำเนินคดีนี้เพื่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนแต่งเพลง Creep ทุกคน” แต่ตัวแทนของ Radiohead ปฏิเสธในข้อที่ว่าพวกเขาเรียกร้อง 100% ตามคำกล่าวอ้างของ Lana และตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการยื่อนฟ้องร้องต่อศาลใดๆทั้งสิ้น

จะเหมือนหรือไม่เหมือน ก็อปหรือไม่ก็อป ลองไปฟังกันดูนะครับ

ฟัง Creep ของ Radiohead กันก่อน จากนั้นลองมาฟัง Get Free ของ Lana Del Ray กันดูครับ


มาวิเคราะห์เจาะลึกกันหน่อย Get Free VS Creep


เราจะมาดูกันนะครับว่าทำไมเราฟัง Get Free แล้วถึงรู้สึกว่ามันเหมือนกับ Creep

เมื่อเราลองฟังเพลงทั้งสองแล้ว เราจะพบว่ามันมีกลิ่นอายของความหม่น ความหลอนที่คล้ายคลึงกันซึ่งนอกเหนือจาก Tempo / ความเร็วของเพลง หรือ  จังหวะของเพลงที่ใกล้เคียงกันแล้ว สิ่งที่ทำให้อารมณ์เพลงของทั้งสองเพลงคล้ายกันก็คือ “คอร์ด” ครับ

คอร์ดที่ทำให้ทั้งสองเพลงมีความหลอน หม่นนั้นเกิดขึ้นจาก “คอร์ดที่อยู่นอกคีย์” โดยปกติแล้วเพลงป็อปทั่วไปที่ฟังรื่นหูนั้นเป็นเพราะว่า คอร์ดที่ใช้ในเพลงทั้งหมดคือคอร์ดที่อยู่ในคีย์ของเพลงนั้น แต่สำหรับเพลงที่มีความโดดเด่น มีลักษณะของความไม่กลมกลืนกันนั้น เหตุก็เป็นเพราะการทำงานของ “คอร์ดที่อยู่นอกคีย์” นั่นเอง

คอร์ดเพลง Creep ของ Radiohead

(ขอบคุณคอร์ดเพลงจากเว็บ Guitar Thai ครับ)

จากภาพคอร์ดเพลง Creep ของ Radiohead เพลงนี้อยู่ในคีย์ G และคอร์ดที่อยู่ในคีย์จะประกอบไปด้วย G , Am , Bm, C , D , Em , F#dim (สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในเรื่องของทฤษฎีดนตรีครับ)  ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในเพลงนี้มีคอร์ดสองคอร์ดที่เป็น คอร์ดนอกคีย์ ซึ่งก็คือ B major (ซึ่งจริงๆควรเป็น Bm) และ Cm (ที่ผันต่อมาจาก C major อันเป็นคอร์ดในคีย์)

คราวนี้เรามาดูคอร์ดของ Get Free กันบ้างว่ามีเจ้า “คอร์ดที่อยู่นอกคีย์” นี่หรือเปล่า เรามาดูกันตรงท่อนเวิร์สที่เป็นตัวปัญหาของเคสนี้กันครับ

คอร์ดเพลง Get Free ของ Lana Del Ray

(ขอบคุณภาพคอร์ดจากเว็บ tabs.ultimate-guitar.com ครับ)

จากภาพคอร์ดนี้จะเห็นว่าเป็นคอร์ดที่เกิดจากการคาด คาร์โปเฟร็ตที่หนึ่ง แสดงว่าทางเดินคอร์ดจริงๆของเพลงจะเป็น  B  D# E Em  ซึ่งเพลงนี้อยู่ในคีย์ B  คอร์ดที่อยู่ในคีย์จะประกอบไปด้วย B , C#m , D#m , E , F# , G#m และ A#dim เพราะฉะนั้น คอร์ด D# (C# ในรูป) และ Em(Dm ในรูป) จึงเป็น “คอร์ดที่อยู่นอกคีย์” โดย Em นั้นก็เป็นคอร์ดที่ผันมาจาก E ซึ่งเหมือนกันกับการในเพลง Creep ที่ Cm ผันมาจาก C

ก็แบบนี้แล้วจะไม่ให้มันเหมือนกันได้งัยล่ะ !!!

นอกจากนี้หากลองพิจารณาทางเดินคอร์ด (Chord Progressions) ด้วยแล้ว จะพบว่ามันเหมือนกันอีกต่างหาก

โดยในกรณีของ Creep นั้นจะเป็น

G / B / C /Cm

ซึ่งก็คือ

คอร์ด  I major , III major , IV major และ IV minor ของคีย์ G major

ส่วน Get Free นั้นจะเป็น

B / D# / E / Em

ซึ่งก็คือ

คอร์ด I major , III major , IV major และ IV minor ของคีย์ B major นั่นเอง

 

อ้าว !!! นี่มันก็เหมือนกันอีกนี่หว่าาา อย่างงี้ ก็อปชัวร์ !!!

คงจะฟันธงแบบนั้นไม่ได้หรอกนะครับ เหตุก็เพราะว่า

หากว่ากันเรื่องของลิขสิทธิ์เพลงแล้วนั้น ในทางกฏหมายจะคุ้มครองเนื้อเพลงและเมโลดี้เท่านั้น หากเนื้อเพลงหรือเมโลดี้มีความคล้ายคลึงกันขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็สามารถฟันธงว่าก็อปและฟ้องร้องกันได้เลย แต่หากมู้ดเหมือน ฟีลเหมือน ชื่อเพลงเหมือน หรือทางเดินคอร์ดเหมือนในกรณี Get Free ของ Lana Del Ray แล้วล่ะก็ ดูเหมือนว่าอาจจะไม่สามารถฟันธงได้ว่า ก็อปกันมา เพราะฉะนั้น ในเคสของ Lana Del Ray แล้วคงจะต้องบอกว่า เธอน่าจะรอดในกรณีนี้ครับ เพราะเมโลดี้กับเนื้อเพลงของ Get Free และ Creep นั้นไม่ได้เหมือนกันแต่อย่างใดนั่นเอง


Sam Smith ก็เคยโดนหาว่าลอก Creep


นอกจากเพลง Get Free ของ Lana Del Ray แล้วในปีที่แล้วก็มีอีกหนึ่งบทเพลงจากศิลปินดังที่มีความละม้ายคล้ายเพลง Creep อีก นั่นก็คือเพลง “Midnight Train” จากของ Sam Smith

ซึ่งในกรณีนี้แฟนๆของ Radiohead ได้ออกมาบอกว่า “ก็อปชัวร์” เพราะไม่ว่าจะริธึ่ม โครงสร้างคอร์ด หรือการไล่อารมณ์จากท่อนเวิร์สไปสู่ท่อนคอรัสหรือแม้กระทั่งแพทเทิร์นการเล่นเทรโมโลกีตาร์มันก็ช่างชวนให้คิดถึงเพลง Creep เสียจริงๆ เหมือนดังที่ Pitchfork เว็บไซต์ดนตรีชื่อดังได้ออกมาสรุปแบบง่ายๆว่า Midnight Train ก็คือ เพลง Creep แบบสโลว์โมชั่นนั่นเอง เหมือนไม่เหมือน ก็อปมั๊ย? ก็อป ลองฟังกันดูครับ

สำหรับ Sam Smith นั้นก่อนหน้านี้ก็เคยมีเคส ก็อปมั้ยแบบนี้เหมือนกันกับเพลงฮิต “Stay With Me” ที่ไปละม้ายคล้ายคลึงกันกับ “I Won’t Back Down” ของ Tom Petty ซึ่งในเคสนี้ก็จบลงด้วยการที่ Petty ได้เครดิตในการแต่งเพลงและค่าลิขสิทธิ์เพลง Stay With Me ไป

อย่างเคสนี้ที่แพ้คดีแล้วต้องยกเครดิตและค่าลิขสิทธิ์ให้ไปก็เพราะเห็นได้ชัดเลยว่า

เมโลดี้ท่อนคอรัสนั้นมันเหมือนกันชัดๆ !!!

คราวนี้เรามาลองวิเคราะห์เจาะลึกกรณี Creep กับ Midnight Train กันบ้างครับ

คอร์ดเพลง Midnight Train ของ Sam Smith

(ขอบคุณคอร์ดเพลงจากเว็บ tabs.ultimate-guitar.com ครับ)

ดูจากภาพคอร์ดแล้วจะเห็นว่าทั้งสองเพลงมีความคล้าย แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว สิ่งที่คล้ายกันก็คือ

ทางเดินคอร์ด (Chord progressions) และ คอร์ดที่อยู่นอกคีย์

ซึ่ง ทั้ง Creep และ Midnigt Train ต่างก็ใช้ทางเดินคอร์ดแบบวนไปทั้งเพลง

Creep จะใช้

คอร์ด I major , III major , IV major และ IV minor

และมีคอรืดนอกคีย์เป็น

III major และ  IV minor

ส่วน Midnight Train นั้นอยู่ในคีย์ E major ซึ่งมีคอร์ดในคีย์คือ E , F#m , G#m , A , B , C#m และ D#dim

ดังนั้น ทางเดินคอร์ดของ Midnight Train จะเป็น

E / B / A /Am ซึ่งก็คือ

คอร์ด I major , V major , IV major และ IV minor

ดังนั้นจึงแตกต่างกันตรงคอร์ดที่สองของทางเดินคอร์ด และแตกต่างกันตรงที่ว่า

คอร์ดที่อยู่นอกคีย์ของเพลง Midnight Train มีอยู่คอร์ดเดียวคือ Am หรือ IV minor ของทางเดินคอร์ดนั่นเอง แต่ Am เป็นคอร์ดที่ผันมาจาก A ซึ่งเป็นเทคนิคที่ก่อให้เกิดความหม่น คลามไม่กลมกลืนกันในแบบเดียวกับที่เกิดในเพลง Creep และ Get Free นั่นเอง

เพราะฉะนั้นในกรณีนี้จึง

ไม่ก็อปนะคร้าบบบบ !!!


จริงๆแล้ว Creep นั่นล่ะไปก็อปเค้ามา


แต่ที่ฮาไปกว่านั้นก็คือเพลง “Creep” เองก็เคยมีกรณีว่าไปลอกเค้ามาเหมือนกัน โดยผู้ฟ้องก็คือ Albert Hammond นักร้อง นักแต่งเพลงชาวอังกฤษแห่งยุค 70s พ่อแท้ๆของ Albert Hammond Jr. มือกีต้าร์วง The Strokes และ Mike Hazlewood นักแต่งเพลงคู่บุญ

หากใครนึกไม่ออกว่า Albert Hammond เป็นใครลองฟังเพลงนี้ดูครับ น่าจะพอคุ้นหูกันอยู่

“It Never Rains in Southern California”

เรื่องของเรื่องก็คือ ทั้งสองนั้นรู้สึกว่าเพลง Creep ไปละม้ายคล้ายกับเพลง “The Air that I Breathe”  ที่ทั้งคู่แต่งให้กับวง The Hollies  ตั้งแต่ปี 1974

ซึ่งการฟ้องร้องก็ไม่ได้ยืดยาดเป็นเรื่องเป็นราวเสียแต่อย่างใด เพราะ ทอม ยอร์ค นักร้องนำของวง Radiohead ได้ออกมายอมรับแต่โดยดีเลยว่า เขาและเพื่อนในวง เอาหยิบยืมทำนองมาจากเพลง “The Air that I Breathe” จริง โดยเรื่องของเรื่องนั้น Radiohead แต่งเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมาเพื่อประชดต้นสังกัด ที่ไม่ยอมให้ผ่านเพลงของพวกเขาเสียที ก็เลยแต่งเพลงขึ้นมากะเอาฮา แต่ที่ไหนได้ เพลงเจ้ากรรมนี้ดันผ่าน แถมเมื่อเผยแพร่ออกไปก็ดันปังเสียด้วย และเพลงที่ว่านี้ก็คือ “Creep” นั่นเอง

และที่ฮาไปกว่านั้นก็คือ เพลง “The Air that I Breathe”  เป็นผลงานของวง The Hollies ซึ่งเป็นศิลปินในสังกัดของ EMI อันเป็นสังกัดเดียวกันกับ Radiohead แต่น่าแปลกที่ว่าไม่มีใครทักท้วงเลยว่า เฮ้ย! มันคล้ายเพลงของศิลปินรุ่นพี่พวกเอ็งนะพวก !  ด้วยเหตุนี้ทาง EMI ก็เลยทำอัลบั้มรวมฮิต “The Air that I Breathe: Best Of” เสมือนหนึ่งเป็นการล้างบาปแก่ความสะเพร่าในครั้งนี้

และก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทางวง Radiohead หยุดเล่นเพลง Creep ในการแสดงสดตามที่ต่างๆเป็นเวลาหลายปี ซึ่ง Radiohead เพิ่งนำเพลงนี้กลับมาเล่นเมื่อเร็วๆนี้เอง

เหมือนกันแค่ไหนลองไปฟังกันดูครับ

The Air That I Breathe – The Hollies

คราวนี้เรามาลองดูคอร์ดของเพลง The Air That I Breathe กันดูบ้างครับ

คอร์ดเพลง The Air That I Breathe ของ The Hollies

(ขอบคุณคอร์ดเพลงจากเว็บ tabs.ultimate-guitar.com ครับ)

ตามภาพนี้จะเป็นคอร์ดที่เกิดจากการคาดคาโป้ที่เฟร็ต 4 เพราะฉะนั้นคอร์ดจริงๆจะเป็น

B / D#7 / E / Em  /B

และเพลงนี้อยู่ใน คีย์ B major (ซึ่งเป็นคีย์เดียวกันกับ Get Free) ซึ่งคอร์ดในคีย์จะประกอบไปด้วย B , C#m , D#m, E , F# , G#m และ A#dim

ดังนั้นคอร์ด D#7 และ Em จึงเป็น

“คอร์ดที่อยู่นอกคีย์”

โดย Em นั้นผันมาจาก E เช่นเดียวกันกับเพลงทั้งสามก่อนหน้านี้

ส่วนตัว D#7  นั้นเป็นคอร์ด III major เหมือนใน Creep แต่มีการเติมตัว 7 เข้าไปจึงแตกต่างกันเล็กน้อย

ส่วนทางเดินคอร์ดของ The Air That I Breathe นั้นจะแตกต่างจากเพลงทั้งสามเพราะมีคอร์ด B มาปิดท้ายอีกที ทางเดินคอร์ดจึงเป็น

I major , III major 7, IV major , IV minor และ I major

แต่ 4 ตัวข้างหน้านั้นเหมือนกันกับ Creep เลย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองเพลงมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก

ซึ่งสำหรับเคสนี้ทาง Radiohead ออกมายอมรับเองเลย จึงต้องบอกว่า

ได้แรงบันดาลใจมานะคร้าบบบ !!!


ก็เป็นเรื่องเด่นประเด็นร้อนเสมอนะครับ กับกรณีการ “ก็อปหรือไม่ก็อป” ซึ่งเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ดนตรีทั้งในไทยและในต่างประเทศ  หลายครั้งศิลปินจงใจ หลายครั้งเกิดจากความละม้ายคล้ายกันโดยบังเอิญ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเสมอสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะนะครับ เพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของความเป็นงานศิลปะก็คือ ความเป็น Original หรือความเป็นต้นฉบับนั่นเอง เพราะฉะนั้นหากงานใดที่มีความไม่เป็นต้นฉบับหรือ หยิบยืมต้นฉบับมาจากผู้อื่น ก็คงจะต้องเป็นที่ถกเถียงกันอย่างแน่นอน ก็ถือว่าเป็นสีสันและเป็นเรื่องที่เราได้เรียนรู้ สำหรับทั้งในฐานะผู้เสพย์และผู้สร้างนะครับ ซึ่งหากมีกรณีแบบนี้อีก เราก็จะมาวิเคราะห์เจาะลึกกันต่อไปครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Kuntilanak : ผีรังแกเด็ก

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

กุนตีลานัก เป็นผีพื้นบ้านในตำนานของอินโดนีเซีย น่าจะเลเวลเดียวกับ “แม่นาก” ของบ้านเรา เพราะเรื่องราวของกุนตีลานัก ถูกสร้างออกมาเป็นหนังเยอะมาก แต่กุนตีลานักในเวอร์ชั่นนี้ถูกตีความต่างจากเรื่องราวในตำนานเยอะมาก ถ้าเสิร์ชอ่านจะพบว่ากุนตีลานักเป็น ผีตายทั้งกลม ผสม กับผีนางตานี ที่โหดดุมาก ชอบควักไส้มาอวด และมีนิสัยชอบควักลูกตาเหยื่อ และดูดสมองเหยื่อมากิน แต่กับ “kuntilanak 2018” หรือในชื่อไทย “กระจกส่องตาย” ก็ตีความใหม่ ให้กุนตีลานัก เป็นผีต่างมิติ แล้วมีกระจกโบราณเป็นตัวเชื่อมมิติ เด็กที่ขาดความอบอุ่น ต้องการแม่ จะเป็นเป้าหมายที่กุนตีลานักโปรดปราน จะถูกกุนตีลานักจับไปอยู่ด้วย

หนังเปิดเรื่องที่ครอบครัวของ อันยาส เด็กชายที่เพิ่งสูญเสียแม่ อยู่กับพ่อที่คอยปลอบใจ แต่อันยาสก็ยังทำใจไม่ได้และโหยหาแม่ แล้วกุนตีลานักก็ออกจากกระจกมาในภาพแม่ของอันยาส และนั่นคือเหยื่อรายแรก กลายเป็นข่าวโด่งดัง บ้านของอันยาสกลายเป็นบ้านร้าง และกลายเป็นที่สนใจของมวลชน มีสำนักข่าว รายการบันเทิงมากมายมาถ่ายทำ และหนึ่งในนั้นคือ เกล็น พิธีกรหนุ่มที่มาถ่ายทำรายการเยี่ยมชมบ้านผี ขากลับเกล็นก็ยังหยิบเอา”กระจกผี”กลับไปฝาก ลิเดีย แฟนสาวเสียด้วย ลิเดีย เป็นสาววัยรุ่นที่รับจ๊อบดูแลเด็กกำพร้า 5 คน ในช่วงที่เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กต้องเดินทางไปซานฟรานซิสโก เด็กกำพร้า 5 คนที่โหยหาความรักความอบอุ่นจึงเป็นเป้าหมายที่ดีของกุนตีลานัก ทำให้เธอออกมาอาละวาดตั้งแต่คืนแรก

ริซาล มันโตวานี่ เป็นผู้กำกับขาเก๋าของอินโดนีเซีย ต้องเรียกว่าคร่ำหวอดในวงการเลย เพราะกำกับหนังมาแล้ว 28 เรื่อง เคยหากินกับกุนตีลานักมาแล้ว ถึงขั้นทำเป็นไตรภาคเมื่อปี 2006 แต่ฝีมือดูจะสวนทางกับประสบการณ์นัก เห็นได้ชัดกับฉากสยองขวัญ ที่ก๊อปปี้สไตล์ของเจมส์ วาน มาอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลที่ได้กลับต่างกันลิบ หนังเต็มไปด้วยฉากที่เราเห็นกันมาแล้วจาก Annabell Creation ประตูเปิดดัง “แอ๊ดดดดดดด” มีเสียงผีเรียกชื่อเด็ก แล้วเด็กก็เดินตามเสียงเรียกเข้าห้องไปหาผี หนังเล่นมุกเดิมแบบนี้ซ้ำ ๆ วน ๆ กับเด็กทั้ง 5 คน จนน่าอึดอัด กับพฤติกรรมโง่ ๆ ที่ดูขัดกับความเป็นจริงจนเกินไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลาย ๆ ฉาก

ฉากที่หงุดหงิดสุด คือมีเสียงเรียก “ดินดา” เด็กหญิงเดินตามเสียงเรียกออกจากห้องนอนในกลางดึก เจอว่าทีวีเปิดทิ้งไว้ หน้าจอไร้สัญญาณเป็นภาพ “ซ่าาาาา” สิ่งที่ดินดาทำคือเดินไปหน้าจอทีวีแล้วเอามือทาบหน้าจอ เพื่อ………………… พอผีออกมา สิ่งที่เธอทำคือ…………….ยืนดู โอ๊ยยยย อึดอัด แล้วไม่ใช่ดินดาคนเดียว เด็กคืนอื่น ๆ ในเรื่องนี้ไม่มีต่อมความกลัวผี เจอผีแต่ละทีก็ยืนคุย ยืนดู ผ้าคลุมหล่น ประตูเปิดปิดเอง เก้าอี้โยกเอง น้องเดินไปจับเก้าอี้ ซึ่งมันควรวิ่งเตลิดไปตั้งแต่ผ้าคลุมหล่นแล้วมั้ย ถูกเลี้ยงดูกันมาอย่างไรนะ ใน Annabell ก็มีเด็กไร้ต่อมความกลัวแบบนี้นะ แต่ไม่ได้เล่นถี่จนเฝือขนาดนี้ แล้วแต่ละฉากมันก็น่ากลัวชวนลุ้นมากจนกลบความด้อยในเรื่องผิดวิสัยเด็กไปได้บ้าง

ข้อดีเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง คือการคัดบรรดาเด็ก ๆ ในเรื่องมาได้หน้าตาน่ารัก หน้าตาเด็กหญิงแต่ละคนดูหน้าตาฝรั่งกันหมด คงจะรสนิยมเดียวกับบ้านเรากระมัง ที่นิยมบรรดาดาราลูกครึ่ง ส่วนฝีมือการแสดงก็พอเอาตัวรอดผ่านไปได้ ไม่โดดเด่น และไม่ถึงกับแย่ มีเด็กชายใส่แว่น ที่พอเป็นสีสันของเรื่องได้ดี กับหน้าที่ตัวปล่อยมุก ที่ได้เสียงหัวเราะอยู่หลายครั้ง ฉากที่ชอบสุดคือฉากข้าวโพดคั่วครับ

หนังเล่นกับฉากตุ้งแช่บ่อยมาก ตกใจมั้ย ตกใจนะ แต่ไม่ได้ตกใจกับภาพ แต่ตกใจกับเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ที่ดังมาก ผีกุนตีลานักออกมาถี่ ออกมาทุกคืนรังแกเด็กเวียนไปทีละคน เวลาปรากฏตัวก็คืบคลานออกมาจากกระจก ท่าเดียวกับผีซาดาโกะ จาก Ringu ที่คลานออกมาจากทีวีเลย แล้วมาในชุดนอนยาวสีขาวมอซอแบบเดียวกัน ตกลงจะคิดอะไรใหม่บ้างไหมเนี่ย มีบางฉากที่กุนตีลานัก ออกมาในชุดนางรำประจำชาติ ร้องเพลงภาษาอินโดมีดนตรีชวนหลอน ซึ่งก็เข้าท่ากว่านะดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่า แต่ก็กลับไม่เน้น

ยังมีข้อดีที่มีการออกแบบใบหน้าของผีกุนตีลานักที่ดูน่ากลัวและมีเอกลักษณ์ของตัวเองจริง ๆ กุนตีลานัก เป็นผีที่ดูไร้เหตุผลในการพยาบาทพอควร เหมือนจะดุ แต่พอจะปราบก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน งานแสง งานภาพ อยู่ในคุณภาพเดียวกับละครบ้านเรา ดูเห็นชัดว่าเป็นหนังทุนต่ำ

หนังยังอุตส่าห์จะทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 อีกนะ แต่ดูแววแล้วน่าจะจบแค่ภาคนี้ล่ะ ตัวหนังเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย มีคนดูล้านกว่าคน อยู่ในอันดับที่ 42 ของหนังที่เข้าฉายในปีนี้ อะไรดลใจให้ซื้อมาฉายเหรอครับ? ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันสดใส ราบรื่นเกินไป อยากสัมผัสความหงุดหงิด อึดอัด เชิญครับ……………….

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The First Purge : มาถึงภาค 4 ยังไม่หมดมุก

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

The First Purge ทำหน้าที่ในฐานะผู้เริ่มต้นซีรีส์ใหม่ในจักรวาล The Purge หนังย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ในคืนล้างบาปปีแรก ที่จำกัดพื้นที่แค่บริเวณเกาะเสตทเท็น เพื่อเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง ก่อนที่จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศในปีถัดมา หนังเริ่มต้นเรื่องในช่วงใกล้ ๆ จะถึงคืนล้างบาป ลากยาวไปจนถึงนาทีสุดท้ายของคืนอำมหิตนี้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ก็ต้องมีการแนะนำตัวละครชุดใหม่ทั้งหมดทั้งทางฝั่งประชาชนและทางฝั่งรัฐบาล

ตัวละครหลักของเรื่องคือ ดิมิทรี่ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มาในมาดสุดเท่ และนางเอกคือ ไนย่า อดีตแฟนของดิมิทรี่ ที่ยังคงมีเยื่อใยอันดีต่อกันแต่เธอบอกลาดิมิทรี่เพราะไม่พอใจกับโลกด้านมืดของเขา และอิไซย่าห์ น้องชายวัยรุ่นของไนย่า ที่อยู่ในวัยห้าวและกำลังเดินเข้าสู่วงการค้ายา ส่วนฝั่งของรัฐบาลที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวร้ายของเรื่อง จะมีหนึ่งเดียวคือ อาร์โล ซาเบียน หัวหน้าคณะผู้ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์คืนล้างบาปครั้งแรกนี้ และเขาก็ทำงานประกบคู่กับ ดร.อัปเดล ผู้คิดค้นทฤษฏีคืนล้างบาปนี้ขึ้นมา บทนี้รับบทโดย มาริสา โทเม ที่มาในลุคที่แตกต่างจาก “ป้าเมย์” ที่หลาย ๆ คนหลงรักจาก Spiderman มาก และเป็นดารามีชื่อเสียงคนเดียวในเรื่องนี้ เพราะทีมงานมั่นใจว่าชื่อ The Purge สามารถเรียกคนดูได้โดยไม่ต้องจ้างดาราค่าตัวแพงมาดึงคนดู

เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ The Purge และเป็นผู้กำกับไตรภาคแรก ลดหน้าที่ตัวเองเหลือแค่เขียนบทในภาคนี้แล้วส่งไม้ต่อให้กับ เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ ผู้กำกับหน้าใหม่ บทของเจมส์ ถือว่าน่าชื่นชมครับที่เล่าเรื่องราวมาถึงภาคที่ 4 แต่ก็ยังไม่หมดมุก หากลเม็ดต่าง ๆ มาเสริมให้แต่ละภาคมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างภาคนี้ได้เปรียบตรงที่ว่า ไม่ต้องมีการปูความถึงความโหด โฉดของคืนอำมหิตนี้อีกแล้ว แต่ได้ความสนใจแฟนหนังที่เคยติดตามแฟรนไชส์นี้มาก่อน ให้มาลงลึกถึงเหตุการณ์ในคืนล้างบาปครั้งแรก ว่าเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และสามารถขยายกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้นได้ เพราะใครที่ไม่เคยดู The Purge มาก่อน ก็สามารถเริ่มต้นกับภาคนี้ได้ง่าย เพราะเรื่องราวไม่มีการโยงใยกับไตรภาคก่อนหน้าแต่อย่างใด

ไอเดียใหม่ที่เติมเข้ามาในภาคนี้ได้อย่างน่าสนใจคือการเล่าเรื่องราวแบบหนังสยองขวัญ โดยมีแบคกราวด์ของเรื่องเป็นเกมการเมืองที่สกปรก เราได้เห็นความร้ายกาจของ New Founding Fathers of America ในหนังตั้งชื่อไทยให้ว่า พรรคพัฒนาชาติใหม่ ที่เจาะจงเลือกเกาะเสตทเท็นเป็นเป้าหมายแรก เพราะเป็นแหล่งรวมของคนผิวสีที่มีฐานะยากจน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของพรรคที่อยากกำจัดกลุ่มคนพวกนี้ออกจากสังคม ทางพรรคจึงใช้เงินในการดึงคนเหล่านี้ให้อยู่บนเกาะในคืนล้างบาป และถ้าออกไปร่วมกิจกรรมล้างบาปด้วยการอาละวาด เข่นฆ่าผู้คน ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น โดยทางพรรคมีมอนิเตอร์ผ่านคอนแทคเลนส์ของแต่ละคนเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และเจ้าคอนแทคเลนส์เรืองแสงนี่ล่ะ ที่เป็นตัวเสริมความสยองให้กับหนัง เพราะมันเรืองแสงในที่มืด ยิ่งทำให้เหล่าคนกระหายเลือดที่ออกมาเพ่นพ่านในคืนล้างบาปนั้นดูเหมือนอสุรกาย

ตัวที่เป็นสีสันให้กับหนังอย่างมากคือ สเกเลเทอร์ หนุ่มผิวสีโรคจิต ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็น เวลาพูดแสยะยิ้ม น้ำลายฟูฟ่อง ดูเต็มไปด้วยความโรคจิตและบ้าเลือดมาก เมื่อใส่คอนแทคเลนส์เรืองแสงเข้าไปยิ่งทำให้ดูน่ากลัวสุด ๆ พอเริ่มต้นคืนล้างบาปยิ่งทำให้สเกเลเทอร์ เหมือนเด็กที่ได้ลงสนามเด็กเล่น กลายเป็นอสุรกายบ้าเลือดที่น่ากลัวสุดสำหรับภาคนี้ และยิ่งหนังปูเรื่องไว้ว่าสเกเลเทอร์มีความบาดหมางกับอิไซยาห์มาก่อนหน้าแล้ว ก็ทำให้การไล่ล่าระหว่างสเกเลเทอร์ กับอิไซย่าห์ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามในหนังภาคนี้ แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังมีตัวละครมากหน้า และประเด็นให้พูดถึงมาก ทำให้บทของสเกเลเทอร์ถูกลืมหายไปในช่วงท้ายของหนัง

ทุกสถานการณ์ที่เจมส์ได้วางไว้ ก็ถูกบิดเกลียวให้ตึงเครียดได้มากขึ้นในทุก ๆ นาทีที่หนังเดินหน้าไป ก็เป็นจุดที่น่าชื่นชมในฝีมือการเขียนของเจมส์ เมื่อตัวละครหลักทั้งดิมิทรี่ อิไซย่าห์ และ ไนยา จากที่ต่างก็ดำเนินวิถีทางของตนเองในคืนอำมหิตแล้วก็มารวมกลุ่มกันในตอนท้าย ความตึงเครียดของหนังก็มาถึงจุดสูงสุดในไคลแมกซ์พอดี ถือว่าเป็นไคลแมกซ์ของหนังที่ทั้งมันส์ ทั้งลุ้น ทำออกมาได้สนุกมากเรื่องหนึ่ง

หนังมีองค์ประกอบที่เอาใจคนดูครบ ทั้งในด้านหนังสยองขวัญที่ก็ตอบสนองด้วยฉากโหด แทง กระซวก ปาดคอ หักคอกัน จ่อกบาลยิงกันเลือดกระฉูด นับว่าภาพรุนแรงตามแบบฉบับหนังโหด มีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ท้ายเรื่องกับการเปิดเผยตัวตนของกลุ่มบุคคลลึกลับติดอาวุธหนักที่เข้ามาร่วมวงคืนล้างบาปนี้ด้วย แล้วกลุ่มนี้ก็ยกระดับเป็นตัวร้ายมากพิษสงของเรื่อง กลุ่มคนดูผู้ชายที่ชอบหนังแอ็คชั่นน่าจะมันส์สะใจกับฉากรบท้ายเรื่อง ที่จัดหนักทั้งปืนกลสาดกระสุนกันว่อน และระเบิดมือที่ประสิทธิภาพโคตรน่ากลัว ฉากที่ชอบมากคือฉากต่อสู้มือเปล่าของดิมิทรี่กับกลุ่มทหารลึกลับ 3 คน บนขั้นบันไดหนีไฟ ออกแบบท่าทางการต่อสู้ออกมาดูรุนแรงหนักหน่วงสมจริงมาก

หนังจบแบบค่อนไปทางแฮปปี้นะครับ สานต่อภาคต่อไปได้สบาย ๆ รายได้ 127 ล้าน จากทุนสร้างจุ๋มจิ๋มเพียง 13 ล้าน ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าหนังประสบความสำเร็จเพียงใด มันคือหนังตลาดที่สร้างมาเอาใจตลาดนะครับแล้วก็ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ครบถ้วน อยากเห็นฉากโหดได้เห็น อยากมันส์ก็ได้มันส์ ฉากลุ้น สะดุ้งตุ้งแช่มีครบ ในเวลาพอเหมาะพอเจาะ 98 นาทีครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แฟน ๆ BNK48 บรรเลงเพลงฤดูใหม่ คลิปไหนโดนใจบ้างมาชมกัน!

Published

on

ยังคงไปได้สวยสำหรับ BNK48 รุ่นที่ 2 ที่ถึงแม้จะยังใหม่แต่ก็ยังคงรุกคืบเข้ากระชับพื้นที่หัวใจแฟน ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยการแสดงฝีมือทั้งในการแสดงในเธียเตอร์ ไลฟ์ตู้ปลา รายการโทรทัศน์ และที่สำคัญคือ MV เพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ ที่สาว ๆ ปล่อยพลังความน่ารักออกมาถึงขีดสุด (อ่านบทความเกี่ยวกับ MV เพลงนี้ได้ที่นี่ครับ)

สำหรับใครที่ตกหลุมรัก BNK48 รุ่นที่ 2 แล้วก็อย่าลืมแวะเวียนไปหาสาว ๆ ได้ที่งานจับมือวันเสาร์-อาทิตย์นี้นะครับ

และกิจกรรมที่แฟน ๆ ห้ามลืมเด็ดขาดก็คือ ฤดูใหม่ BNK48 Fan Solo Campaign แคมเปญที่ประกาศในงาน BNK48 2nd Generation The Debut เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ให้แฟน ๆ ส่งคลิปบรรเลงเพลง Tsugi no Season ฤดูใหม่ เพื่อชิงปิ๊กกีตาร์พร้อมลายเซ็นของเม็มเบอร์ 16 คนในเพลงนี้ แต่ไม่ต้องกังวลไป ถึงจะไม่ได้ปิ๊กพร้อมลายเซ็น แต่ถ้าทำถูกต้องตามกติกาก็ได้ปิ๊กกีตาร์แน่ ๆ จ้า

จากบรรดาคลิปที่แฟน ๆ BNK48 ส่งเข้าร่วมสนุกมากมายนับไม่ถ้วน วันนี้แบไต๋ขอเลือกบางส่วนที่เราคิดว่าน่าสนใจมาให้ทุกท่านได้ชมกัน โดยเราพยายามนำเสนอเครื่องดนตรีให้ได้หลากหลายชนิดมากที่สุดครับ

เวอร์ชันกีตาร์อคูสติก

เวอร์ชันกีตาร์ไฟฟ้า

เวอร์ชันกีตาร์เบส

เวอร์ชันกลองชุด

เวอร์ชันวงสตริง

เวอร์ชันเปียโน

เวอร์ชันอูคูเลเล

เวอร์ชันแซ็กโซโฟน

เวอร์ชันแอคคอร์เดียน

เวอร์ชันขลุ่ย

เวอร์ชันขิม+จะเข้

เวอร์ชันซอด้วง+ซออู้

เวอร์ชันพิณอีสาน

เวอร์ชันไก่ยาง

เวอร์ชันขวดแก้ว

เวอร์ชันแมว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ มีคลิปไหนถูกใจบ้าง ยังมีคลิปอีกมากมายที่เราไม่ได้เลือกมานำเสนอ ณ ที่นี้ ยังไงก็ตามเข้าไปชมกันได้ที่เพจเฟซบุ๊ก BNK48 หรือแฮชแท็ก #BNK48 #ฤดูใหม่ #fanSoloCampaign ได้เลย เยอะจนเชื่อว่าแฟน ๆ และทีมงาน BNK48 จะดูกันตาแฉะแน่นอน และสำหรับใครที่อยากจะร่วมสนุกแต่ยังไม่ได้ส่งคลิป ก็ขอให้เร่งมือเข้า มีเวลาถึงแค่วันที่ 31 สิงหาคมนี้เท่านั้นนะครับ

สุดท้ายขอเชิญชมคลิปจากครูเอ๊ะและครูแมน ไพเราะจับใจ แต่ผิดกติกาครับ 55+

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!