Connect with us

What The Fact

10 อันดับ Box Office (20-22 เม.ย.) : A Quiet Place เบียดแซง Rampage กลับขึ้นอันดับ 1 อีกครั้ง

A Quiet Place, Rampage, I Feel Pretty, Super Troopers 2 …

Published

on

A Quiet Place ประกาศศักดาความฮิตอย่างต่อเนื่อง ทำรายได้ลดลงเพียง 33% อยู่ที่ 22 ล้านเหรียญ และรายได้รวมทั่วโลกนั้นพุ่งสูงถึง 200 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 17 ล้านเหรียญเท่านั้น

Rampage อีกหนึ่งภาพยนตร์บล็อคบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ประจำซัมเมอร์นี้ ทำรายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ลดลงไป 41% ทำให้ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยรายได้ 21 ล้านเหรียญ แต่รายได้ทั่วโลกนั้นไปไกลถึง 283 ล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้าง 120 ล้านเหรียญ

และสำหรับ Isle of Dogs ผลงานอินดี้ของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์อินดี้ที่ทำรายได้บนบ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุดในปี 2018 นี้ ก็ทำรายได้เพิ่มมากขึ้นมากขึ้นอีก 3.4 ล้านเหรียญ ทำให้รายได้ทั่วโลกรวมอยู่ที่ 39.6 ล้านเหร่ียญแล้วในขณะนี้

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : A Quiet Place

22 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 132.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 74.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 207.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 17 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Rampage

21 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 216.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 283 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 148.6 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : I Feel Pretty

16.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 32 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Super Troopers 2

14.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

 

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 14.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 13.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Truth of Dare

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 30.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 7.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 38.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Ready Player One

7.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 114.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 360.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 474.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 175 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Blockers

6.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 19.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 67.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 21 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Black Panther

4.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 10)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 681 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 642.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,323.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Traffik

3.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 10 : Isle of Dogs

3.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 24.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 39.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี – ควายขวิดตกผา เจอหมา หาทางกลับบ้าน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เคดา (โคดี สมิธ แมคฟี) เด็กหนุ่มแรกรุ่นแห่งเผ่าโซลูเทรียนที่ต้องพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายด้วยการออกล่าควายไบซันกับ เทา (โยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน) พ่อผู้เป็นหัวหน้าเผ่าและคาดหวังกับผลงานการล่าสัตว์ครั้งนี้ของลูกชายแต่เมื่อเกิดเหตุชลมุนจนควายตัวหนึ่งขวิด เคดา จนตกหน้าผาจนทุกคนในเผ่าสิ้นหวังเดินทางกลับบ้านพร้อมข่าวร้าย แต่ไม่นาน เคดา ก็ฟื้นสติและได้ผูกมิตรกับหมาป่าจ่าฝูงที่เขาใช้คมมีดฟันมันจนบาดเจ็บในการปะทะเมื่อแรกพบจนเกิดมิตรภาพต่างสายพันธุ์ แต่เวลาไม่คอยท่าเคดาจำต้องพาเพื่อนซี้สี่ขาฝ่าสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและอันตรายรอบด้านเพื่อกลับไปยังบ้านของเขาก่อนที่หิมะแรกจะตก พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

 

 

สิ่งแรกที่จะนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังเรื่อง ALPHA คงหนีไม่พ้นหนังที่มีกำหนดเลื่อนฉายอย่างกับเกมมอญซ่อนผ้า คือพร้อมจะเปลี่ยนวันฉายได้ตลอดเวลาตั้งแต่กำหนดเดิมช่วง กันยายน-ตุลาคมปีที่แล้ว (2560) แต่หนังก็ถูกเลื่อนโปรแกรมฉายออกไปเป็นเดือนมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ (2561) และในเดือนธันวาคมปีที่แล้วโซนี่พิคเจอร์ก็ประกาศวันฉายใหม่เป็นเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนจะเลื่อนฉายที่อเมริกาเร็วขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาส่วนบ้านเราหนังก็เข้าฉายแล้ววันนี้

แต่นอกจากเรื่องเลื่อนฉายแบบมาราธอนแล้ว ข้อมูลที่เรารับรู้จาก ALPHAก่อนหน้านี้มีแค่ภาพโปรโมตที่เน้นซีจีสร้างโลก 20,000 ปีก่อนขึ้นมาพร้อมๆกับบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์ต่างๆที่ไม่ต่างจากปัจจุบันนักแต่เน้นเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ออกหากินเป็นฝูงดูยิ่งใหญ่ ดูแกรนด์สร้างความน่าสนใจตามประสาหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์พร้อมพลอตว่าด้วยการเอาตัวรอดในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งก็ดันไปคล้ายพลอตเรื่องของหนังอย่าง 10000BC (2008) หนังผจญภัยฟอร์มยักษ์ของโรแลนด์ เอมเมอริชเมื่อ 10 ปีก่อนที่ชูจุดขายในการปลุกเสือเซเบอร์ทูธมาให้ผู้ชมยลโฉม ส่วนนักแสดงก็ยังไม่ใช่จุดขายนักทั้ง โคดี สมิธ แมคฟี จาก Let Me In หรือโยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน หนึ่งในนักแสดงซีรีส์ดัง Game of Throne แถมพอปล่อยตัวอย่างหนังออกมาในช่วงหลังดันไปเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า เลยทำให้ภาพหนังผจญภัยโลกหมื่นปีที่เคยปูมาก่อนหน้านี้เริ่มดูเฉไฉไปทางหนังหมาเพื่อนรักซะงั้น แต่เอาล่ะยังไงเราก็ต้องตัดคะแนนจากตัวหนังจริงๆซึ่งบอกได้เลยว่า….อาการหนักเอาการ

เริ่มจากการปูพื้นตัวละครก่อนเลย อันนี้ต้องบอกว่าหนังมีปัญหาในการทำให้เราเข้าใจเข้าถึงวัฒนธรรมชนเผ่ามาก เปิดเรื่องมาด้วยการล่าควายไบซันที่ทำให้เคดาตกผาเป็นซีนอารัมภบทแล้ว เมื่อหนังตัดไปเล่าเหตุการณ์ที่มาที่ไปกลับมีแค่ฉากคัดเลือกคนไปล่าสัตว์จากการให้เด็กหนุ่ม ลับหิน ทำปลายหอกแล้วหนุ่มน้อยเคดาเราดันลับได้คมกริบ คุณพ่อเทาเลยเลือกเขาไปล่าควายประเพณีด้วยกัน ซึ่งตรงนี้หนังไม่แม้แต่จะบอกสาเหตุว่าทำไมต้องคัดเลือกจากการลับหินให้คม เพราะท้ายที่สุดตอนออกล่ามีซีนที่เทาสั่งให้เคดาสังหารควายไบซันระหว่างทางแต่เคดาก็อ่อนแอเกินกว่าจะปาดคอมันจนได้ รวมถึงการยกเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ได้ชวนให้เราผูกพันธ์แม้แต่น้อยทั้ง เทาในฐานะพ่อหรือบท่แม่ของนาทัสเซีย มัลธี เพราะหนังให้เวลากับการปูความสัมพันธ์ตรงนี้น้อยเกินไป ต่างจากหนังที่นำเสนอเรื่องชนเผ่าอย่าง Apolalypto (2006) ยังปูความสัมพันธ์ของครอบครัวตัวเอกได้หนักแน่นทำให้เราอยากเอาใจช่วยมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังเลือกประดิษฐ์ภาษาขึ้นเองแล้วบอกว่านี่คือภาษายุโรปโบราณก็ยิ่งเป็นภาระคนดูที่ต้องอ่านซับไตเติลจนตัวหนังยิ่งยากจะดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมตามอีก เลยกลายเป็นว่าคนดูได้แต่งงว่านี่คือหนังของชนชาติไหนก็ไม่รู้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เอะอะก็ยกเรื่องความกล้าหาญอย่างเดียวโดยการดำเนินเรื่องแทบไม่นำพาให้มีอารมณ์ร่วมตามแต่อย่างใด

นอกจากจุดขายไม่เด่นและเล่าเรื่องได้ไร้อารมณ์ร่วมแล้ว อีกจุดที่เป็นปัญหาคือการนำเสนอนี่แหละ เอาในเชิงเนื้อเรื่องที่หนังเองพยายามจับปลาสองมือคืออยากทั้งนำเสนอการค้นพบความกล้าหาญของเคดาและความรักความผูกพันธ์ระหว่างเคดาและอัลฟ่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนอกจากปัญหาในการปูความสัมพันธ์ของตัุวละครมนุษย์ตอนต้นแล้ว การที่หนังใช้ซีจีอย่างสิ้นเปลืองก็มีผลต่อความเชื่อถือมาก ในกรณีแรกหนังสอบตกโดยสิ้นเชิงในการโยนประสบการณ์ความกลัวใส่เคดา เนื่องจากหนังมักเน้นภาพสวยๆซีจีเด่นๆแต่กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความกลัวของเคดาจริงๆทั้งที่ความกลัวถือเป็นจุดหนึ่งที่ตัวละครจะค้นพบความกล้าในตัวเองแต่ลงท้ายสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เคดาจะได้เจอกลับมีแค่กลัวอัลฟาจะกัด และกลัวเสือดำจะโผล่มาขย้ำในถ้ำน้ำแข็งซึ่งหนังก็กำกับออกมาได้ไร้อารมณ์ร่วมเหลือเกินจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานกำกับของ อัลเบิร์ต ฮิวจ์ ผู้กำกับ The Book Of Eli (2010) หนึ่งในหนังแอ็คชันทริลเลอร์ที่สนุกมาก แต่พอต้องมากำกับหนังเรต PG 13 เรื่องนี้ ตัวหนังกลับออกมาจืดชืดเหลือทนจริงๆ แถมในด้านความตื่นตาตื่นใจหนังก็สอบตกสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ 10000BC เราได้ดูช้างแมมมอธ เสือเซเบอร์ทูธ ใน ALPHA เราได้ดูแค่หมาป่าที่ไซส์ยืดได้หดได้ เสือดำที่โผล่มาไม่กี่ช็อต ควายไบซัน ที่ดูเป็นอัลกอริทึ่มของคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง

อีกกรณีคือความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็นจุดขายในเทรลเลอร์ตัวสุดท้ายก่อนหนังฉาย ซึ่งโอเคว่าหนังก็ทำตรงนี้ได้น่ารักดีแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีผลในการทำให้พลังของเรื่องในส่วนของการเอาตัวรอดที่ควรจะตื่นเต้นลดลงไปแบบกราฟดิ่งฮวบๆเหมือนกัน ที่สำคัญบทสรุปของหนังยังทำให้อดคิดวิตถารไปไม่ได้ว่า เคดา กับ อัลฟ่า  “เอาตัวรอด” กันท่าไหนจนอัลฟาท้องได้เนี่ย อดไม่ได้จริงๆฮ่าาาา

สรุปเลยแล้วกันว่า ALPHA คือโปรแกรมที่ต่อให้คาดหวังหรือไม่ได้กับมัน มันก็พร้อมจะทำให้เราผิดหวังกับแทบทุกองค์ประกอบของหนังจริงๆ ไม่ว่าจะเอาตื่นเต้น ความตื่นตาตื่นใจ หรือกระทั่งความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาที่ความเป็นซีจีกลับมาทำร้ายหนังอย่างร้ายกาจ

ALPHA อาจถูกใจผู้ชมอย่างคุณก็ได้ ไปพิสูจน์ในโรงหนังดีกว่า คลิกซื้อตั๋วด้านล่างเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

ชำแหละตัวอย่างแรก Captain Marvel : เผย 26 สิ่งที่น่าสนใจ ของฮีโรที่ “แข็งแกร่งที่สุดใน MCU”

เรามาดูสิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างแรกของ Captain Marvel กัน

Published

on

Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างแรกของ Captain Marvel ออกมาแล้ว ซึ่งเธอเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงฉายเดี่ยวคนแรกของ MCU (Marvel Cinematic Universe) และว่ากันว่ามีพลังเทียบเท่า Thanos ในเวอร์ชันที่สวมถุงมือ Infinity Stone เลยทีเดียว

เรามาดูสิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างแรกของ Captain Marvel กัน

1. Captain Marvel ร่วงมายังโลก

ในตอนต้นตัวอย่างแรกของ Captain Marvel นั้น เป็นฉากเกิดระเบิดในอวกาศ แล้ว Carol Denvers หรือ Captain Marvel (รับบทโดย บรี ลาร์สัน) ก็ร่วงหล่นลงมาสู่พื้นโลก

ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ หรือจงใจ แต่มันก็เป็นการนำเสนอเรื่องราวหลักว่าจะมาจากอวกาศเป็นสำคัญ

2. ร้านวิดีโอ Blockbuster เผยให้ทราบปีที่เกิดเรื่อง

ด้วยการที่ Captain Marvel ร่วงตกลงมาที่ร้านวิดีโอ Blockbuster ทำให้ทราบว่า เรื่องราวใน Captain Marvel จะดำเนินในช่วงปี 1990 – 1995

Blockbuster เป็นร้านเช่าวิดีโอที่ได้รับความนิยมมากในยุค 90 แต่ในปี 1993 กลับเริ่มมีผลกำไรน้อยลงจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเปลี่ยนชื่อเป็น Blockbuster Entertainment ในปี 1996

3. Carol Danvers เป็นทหารนอกแถว

จากประโยคของ Nick Fury (รับบทโดย ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ที่ว่า “รู้ได้ทันทีที่เห็นทหารนอกแถว แต่ไม่คิดว่าจะมาจากท้องฟ้า” นั่นอาจเป็นการบอกเล่าอีกส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง โดย Carol Danvers อาจขัดแย้งกับพวก Srull และกองกำลัง Starforce ของชาว Kree และนั่นทำให้เธอกลายเป็นทหารนอกแถว

อีกทั้งการได้กลับมายังโลกนั้น ทำให้เธอเริ่มฟื้นความทรงจำในอดีตขึ้นมา

4. Carol Danvers และหน่วย S.H.I.E.L.D.

Carol Danvers ได้สวมชุดลำลอง และหมวกของหน่วย S.H.I.E.L.D. ซึ่งคาดวา Nick Fury เป็นคนที่พาเธอมา

และถ้าดูจากเทคโนโลยีต่างๆ ของหน่วย S.H.I.E.L.D. ก็นับว่าล้ำหน้ามากสำหรับยุค 90

5. ร่างของพวก Skrull ถูกชำแหละ

ดูเหมือนว่าหน่วย S.H.I.E.L.D. จะเริ่มชันสูตรร่างของพวกต่างดาวมาตั้งแต่ยุค 90 โดยหนึ่งในนั้นคือร่างของพวก Skrull และทำให้หน่วยงานนี้ได้ร่วมแบ่งปันวิทยาการกับ NASA

6. การมาเยือนครั้งแรกของ Skrull (หรืออาจเป็น Kree)

ถ้าสักเกตดีๆ จะเห็นยานอากาศของมนุษย์โลกลำหนึ่ง บินขึ้สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งดูเหมือน Bus ยานในซีรีส์ Agents of S.H.I.E.L.D. ซีซั่น 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ Phil Coulson ได้กล่าวว่า Bus ถูกนำใช้ในช่วงยุค 90

และสำหรับยานที่กำลังมุ่งมายังชั้นบรรยากาศโลกนั้น อาจเป็นยานของพวก Skrull หรือ Kree ก็เป็นได้

7. ฉากไล่ล่า

แน่นอนว่าในตัวอย่างนี้ได้มีการใส่ฉากแอคชั่นเข้ามามากมาย หนี่งในนั้นคือฉากไล่จากจากท้องถนน ไปจนถึงบนหลังคารถไฟ โดย Captain Marvel ยังคงใส่ชุดของชาว Kree และเริ่มใช้พลังให้ชาวโลกได้เห็น

8. Nick Fury หน้าเด้งเชียว

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทีมงานจะใช้ CGI เพื่อตกแต่งใบหน้าของ Nick Fury (รับบทโดย ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ให้อ่อนเยาว์ลง เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นเรื่องที่อยู่ในยุค 90 และเป็นการเปิดเผยเรื่องราวในยุคแรกๆ ของ Nick Fury ด้วย

9. Carol Danvers ความจำเสื่อม

ดูเหมือนว่า Captain Marvel จะเชื่อว่าเธอเป็นทหารชาว Kree มาโดยตลอด แต่เมื่อเธอตกลงมายังโลก ก็เป็นการเปิดเผยอดีตของเธอที่ต้องการจะเป็นนักบินตั้งแต่เด็ก

คาดว่าการที่เธอความจำเสื่อมนั้น มาจากการที่เธอได้ค้นพบพลังของชาว Kree ที่ส่งผลกระทบต่อสมองของเธอ เมื่อเธอเริ่มฝึกฝนเพื่อใช้พลัง มันจึงทำให้เธอลืมเรื่องราวในอดีตเสียสิ้น

10. ยานของ Starforce

ยานของ Starfroce นั้นถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม และนี่อาจเป็นหนึ่งในยานที่ Captain Marvel ได้ขับ และถูกยิงตกลงมายังโลก

11. Kree ดาวบ้านเกิดของ Hala

ตัวอย่างได้เผยให้เห็น Kree ดาวบ้านเกิดของ Hala ซึ่งเป็นการเกี่ยวโยงถึง Guardians of the Galaxy และรวมถึงซีรีส์ Agents of S.H.I.E.L.D. ด้วย

12. Carol Danvers เคยเป็นนักบิน

เป็นความทรงจำในอดีตของเธอที่เคยเป็นนักบินของกองทัพสหรัฐฯ มาก่อน

13. Maria Rambeau

ในฉากย้อนความทรงจำ จะได้เห็นตัวละคร Maria Rambeau (รับบทโดย ลาชานา ลินช์)

ในคอมมิกนั้น Maria Rambeau มีลูกสาวชื่อ Monica ซึ่งกลายเป็นซูเปอร์ฮีโรนามว่า Photon ในเวลาต่อมา จึงมีความเป็นไปได้ว่า Photon อาจปรากฏตัวใน Captain Marvel และ Phase 4 ของ MCU ด้วย

14. Captain Marvel ถูกจับ

เป็นฉากที่ Captain Marvel ถูกจับและมีแสงเลเซอร์เจ้าไปที่สมองของเธอ ซึ่งอาจเป็นเครื่องลบความจำของชาว Kree เพื่อให้ Carol มาร่วมกับกองกำลัง Starforce

อุปกรร์นี้เคยปรากฏในคอมมิก Uncanny X-Men เล่มที่ 164 เมื่อปี 1982 โดยเป็นอุปกรณ์ที่ปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของ Captain Marvel

15. กองกำลัง Starforce

กองกำลัง Starfoce ประกอบไปด้วย Korath (ดไจมอน ฮาวน์ซู), Att-Lass (อัลเจนีส เปเรซ โซโต), Bron Char (รูน เทมท์) และ Minn-Erva (เจมม่า ชาน)

16. จู๊ด ลอว์…

คาดว่า จู๊ด ลอว์ อาจรับบทเป็น Mar-Vell ซูเปอร์ฮีโรที่เป็นแรงบันดาลใจของ Carol Danvers ในเวอร์ชันคอมมิก

17. Skrull มาถึงโลกแล้ว

Captain Marvel ได้เปิดตัวเอเลี่ยนสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ เรียกว่า Skrull ซึ่งได้เริ่มเดินทางมายักโลก โดยการนำของ Talos (รับบทโดย เบน เมนเดลชอน) ภายใต้ยานล่องหน

18. Captain Marvel ทำร้ายหญิงชรา

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า พวก Skrull นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ และนั่นทำให้ฉากหนึ่งที่ Captain Marvel ได้ทำร้ายหญิงชรานั้น ก็ทำให้เชื่อได้ว่าหญิงชราคนนั้นคือพวก Skrull

19. ภารกิจที่ดาว Torfa ของหน่วย Starforce

หน่วย Starforce ได้ไปทำภารกิจที่ดาว Torfa และเป็นสถานที่ซึ่ง Starforce ได้ค้นพบแผนของพวก Skrull ที่กำลังจะรุกรานโลก

20. Ronan เชื่อมโยงถึง Guardians of the Galaxy

Ronan (ยังคงรับบทโดย ลี เพซ) เป็นตัวร้ายจาก Guardians of the Galaxy ซึ่งจะได้รับการเปิดเผยถึงแรงผลักดันของเขา และอาจกลายเป็นตัวร้ายที่น่าจดจำมากที่สุดตัวหนึ่งของ MCU

21. Phil Coulson วัยหนุ่ม

เจ้าหน้าที่ Phil Coulson (รับบทโดย Clark Gregg) มีบทบาทมากใน Phase 1 ของ MCU และใน Captain Marvel นี้ ก็จะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวเมื่อครั้งที่ Phil ได้เริ่มเข้าร่วมกับ S.H.I.E.L.D.

22. เพจเจอร์ของ Nick Fury

ในฉากโพสต์เครดิตของ Avengers: Infinity War นั้น Nick Fury ได้ส่งข้อความ “ขอความช่วยเหลือจาก Captain Marvel” ผ่านเพจเจอร์ของเขา ก่อนที่ร่างกายจะสลายไป

23. หมวกทรงโมฮอว์ก ของ Captain Marvel

เป็นการอ้างอิงจากภาพร่างในเวอร์ชันคอมมิก ที่ได้มีการออกแบบชุดใหม่มากมายสำหรับ Carol Danvers และหนึ่งในนั้นคือ หมวกทรงโมฮอว์ก

24. ต้นกำเนิด Captain Marvel

ในเวอร์ชันคอมมิกนั้น Carol Danvers ได้รับพลังจากรังสีต่างดาว เมื่อเครื่อง Psyche Magnetron ของชาว Kree ได้ระเบิดใกล้ๆ เธอ

ในเวอร์ชันภาพยนตร์นั้น ดูเหมือนว่าจะไม่แตกต่างออกไปมากนัก แต่ได้มีการต่อยอดออกไปอีกว่า Captain Marvel จะเข้าไปในมิติ Quantum Realm เช่นเดียวกับ Ant Man ด้วย

25. เลือดนักสู้

จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง Carol Danvers ก็จะลุกขึ้นสู้ นั่นเป็นคุณลักษณะเด่นของเธอมาตั้งแต่ยังเด็ก ตอนที่เธอฝันจะเป็นนักบิน, ตอนที่ฝึกเพื่อเป็นนักบิน และตอนที่สู้เพื่อปกป้องโลก

26. พลังของ Captain Marvel

เควิน ไฟจ์ ประธานของ Marvel Studios ได้กล่าวว่า Carol Danvers เป็นซูเปอร์ฮีโรที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน MCU โดยพลังของเธอนั้นไร้ขีดจำกัด

ถึงแม้ว่าตัวอย่างแรกของ Captain Marvel จะมิได้แสดงให้เห็นพล้งของ Carol มากนัก แต่ในตอนท้าย ดูเหมือนวาจะเป็นการปลดปล่อยพลังระดับสุดยอดจนกลายเป็นร่างใหม่ที่เรียกว่า Binary

Captain Marvel มีกำหนดฉายวันที่ 7 มีนาคม 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เรียนรู้ที่จะพัก และปลุกพลังใจไปกับ “แสงสวรรค์” MV ใหม่ จาก Bodyslam

Published

on

ตั้งแต่เปิดอัลบั้มมา MV ซิงเกิ้ลใหม่ที่ถูกปล่อยออกมาแต่ละตัวนั้น ไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวไซไฟในกลิ่นอายชนบทจาก “เราคือใคร” MV 360 ใน “วิชาตัวเบา” คราวนี้ก็มาถึงซิงเกิ้ลที่ 3 จากอัลบั้ม “วิชาตัวเบา” ที่ได้เวลามาปรากฏโฉมแล้ว โดยซิงเกิ้ลนี้มีชื่อว่า “แสงสวรรค์”

หากใครได้รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ที่กำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ในตอนท้ายของภาพยนตร์จะได้ยินบทเพลงเพลงหนึ่ง ที่ปลุกพลังในใจให้ลุกโชนและมีพลังบวกในการเรียนรู้ที่จะล้ม หยุดพัก และลุกขึ้นมาก้าวเดินต่อ บทเพลงนั้นก็คือ เพลง “แสงสวรรค์”นี่เอง

“แสงสวรรค์” เขียนเนื้อร้องและทำนองโดยพี่ตูน เป็นบทเพลงที่พูดถึงการเรียนรู้ที่จะล้ม และหยุดพัก ก่อนที่จะกลั่นกรองประสบการณ์ที่ได้รับมาและลุกขึ้นมาก้าวเดินต่อไป เป็นบทเพลงสร้างเสริมพลังใจให้รับรู้ว่าชีวิตนั้นไซร้ ใช่จะสุขสมหวังเสมอไป แต่รสชาติของชีวิต และการเติบโตย่อมได้มาจากการเรียนรู้ที่ได้รับจากการล้มและพ่ายแพ้ ล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง พักบ้าง อย่าฝืนรีบๆทำเพื่อให้ถึงเส้นชัย ความงามระหว่างทางคงจะถูกละเลยไปเป็นแน่ จงหยุดและเฝ้ามอง ชีวิตที่อยู่ตรงหน้า รับรู้เรียนรู้ในทุกสิ่งที่ผ่านมา และแปลงมันให้เป็นคุณค่าเป็นพลังในการก้าวเดินต่อไปยังเส้นชัย

“รู้ที่จะเรียนหยุดยั้ง  รู้ที่เคยผิดพลั้ง

วันที่เมฆบดบัง  ทางเดินชีวิต

ล้มคือธรรมดา  ต้องหยุด  ฟื้นกำลังวังชา

รับทุกบทเรียนจากฟ้า  รับว่าใจเหนื่อยล้า

ยังศรัทธาและคอย  ที่จะเรียนรู้

แพ้คือธรรมดา  เข้าใจ  หากยังมีพรุ่งนี้”

MV เพลงนี้กำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ  และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงศ์ ตากล้องของภาพยนตร์เรื่อง “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” และเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่าย 123records ของ แสตมป์ อภิวัชร ด้วย

ไก่ ณฐพล บุญประกอบ  และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงศ์

เรื่องราวใน MV เปิดด้วยการมาถึงของผู้ส่งสารลึกลับร่างยักษ์ (รับบทโดย พี่โยกเยก เชิญยิ้ม) ที่แบกเครื่องเล่นวิทยุไปด้วย  เมื่อใดก็ตามที่เขาได้เจอกับผู้คนที่กำลังทำกิจกรรมใดๆอยู่ในชีวิต เขาก็เป็นอันจะต้องกด play เครื่องเล่นวิทยุนั้น จากนั้นผู้คนทั้งหลายก็เป็นอันร่วงล้ม สลบไสลกันไปทุกราย  เปรียบผู้ส่งสารลึกลับเป็นดั่งตัวแทนจากเบื้องบนที่ลงมาเปิดเพลง “แสงสวรรค์” ให้ผู้คนได้ฟังเพื่อผ่อนพัก เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้ละวางจาก ภาระ หน้าที่ และความเหนื่อยล้าที่มีตลอดมา

ในบทเพลงมีการใช้สัญลักษณ์หลายอย่างที่น่าสนใจ

ม้วนเทปเปรียบเหมือนการบรรเลงบทเพลงชีวิต รูปร่างของแกนเทปเป็นเหมือนกงล้อที่หมุนไปไม่หยุดนิ่งเปรียบดั่งชีวิตคนเราที่เดินไป เดินไป อย่างไร้การสิ้นสุด

การกดเล่นเทปโดยผู้ส่งสาร คือ การกดเพื่อเปิดเพลงอันเป็นดั่งมนตราที่ทำให้มนุษย์ทั้งหลายต้องล้มลง และหยุดพักจากกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ เป็นเหมือนสารจากพระเจ้าที่ต้องการจะบอกกับเราว่าควรจะพักเพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาเสียบ้าง เพราะ “พักไม่ได้แปลว่าแพ้” เสมอไป

เลข 09 ที่ตัวตลับเทปสื่อถึง การ “ก้าว” เดิน นั่นเอง

ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับ MV ได้เล่าถึงเบื้องหลังที่มาของ MV นี้ว่า

“24/11/60 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นวันแรกและวันเดียวตลอดการวิ่ง 55 วันที่พี่ตูนขอเบรคกลางคันเพราะเจ็บขา
คืนนั้นเราพักกันที่โรงแรมริมทะเลชื่อ Sunshine Paradise
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ช่วงที่ตัดต่อ 2,215 พอเราตกลงปลงใจกันว่าบิ๊กไอเดียของหนังคือ จะเล่าตัวตนพี่ตูนผ่านเนื้อเพลง งั้นถ้าวิ่งถึงเส้นชัยแล้วมีเพลงที่สะท้อนความรู้สึกจากการวิ่งครั้งนี้ได้น่าจะเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของหนังเลย เราได้แต่แอบหวังลึกๆในใจว่าเพลงนี้จะเกิดขึ้นจริง จนกระทั่งได้ฟังเดโม่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษแรกสุดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

Wait for another day
You can go away
I will never say ‘You Can’t do it!’

เช้าวันนั้นที่โรงแรมริมทะเล ผมวิ่งจ๊อกกิ้งผ่านหน้าบ้านพัก เห็นพี่ตูนมานอนอ่านหนังสือ เลยไปเอากล้องมาตั้งถ่าย ครู่หนึ่งแกก็กลับเข้าบ้านพวกเราจึงล้มเลิกและกลับไปนอน ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นห้านาทีแกจะเอากีต้าร์ออกมาแต่งเพลง ที่พูดถึงความรู้สึกของการต้องฝืนใจหยุดพักเพราะคำสั่งหมอ
เพลงๆเดียวที่หนังของพวกเราเฝ้ารอ

ใครสักคนเคยบอกไว้ นักดนตรีคือผู้นำสารจากพระเจ้า เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สึกหรือ ‘ข้อความ’ จากเบื้องบนให้ออกมาเป็นท่วงทำนองสะกดใจคนฟัง
วันนั้นใครบางคนอาจกระซิบบอกพี่ตูนให้นำสารนี้มาบอกพวกเรา

แมจเซนเจอร์ลึกลับจากสวรรค์ จึงเดินทางลงมาพร้อมแสงสว่าง มาเปิดเพลงนี้ให้ทุกคนที่กำลังทำงานหนักเพื่อพุ่งไปข้างหน้า ได้หยุดพักเพื่อกลับมาทบทวน ว่าเรากำลังทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร

เพราะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
จึงขอบันทึกทั้งหมดไว้บนหลังเสื้อแมจเซนเจอร์ ณ ที่นี้  “

ตัวเลขด้านหลังเสื้อผู้ส่งสาร 03-024-1160 มีความหมายดังนี้

03 หมายถึงซิงเกิ้ลที่สามของอัลบั้ม “วิชาตัวเบา”

024 คือ วันที่ 24

1160 คือ เดือน  11 พฤศจิกายน ปี 2560 นั่นเอง

นอกจากนี้ใน MV “แสงสวรรค์” ยังมีการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ล้ำยุคมาใช้ ซึ่งก็คือ “ไฟโดรน” โดยเป็นอุปกรณ์แสงที่มีฟังชั่นการทำงานคล้ายกับโดรนคือสามารถบังคับควบคุมขึ้นไปบนฟ้า แล้วฉายแสงลงมายังพื้นดิน เปรียบเหมือนกับแสงจากสวรรค์อย่างไรอย่างนั้นเลย

โฉมหน้า Drone Lighting ที่ใช้เป็นไฟ Top Light โดรนที่ใช้คือ Freefly ALTA 6 ใบพัด และไฟ LED แบบเลนส์ออกแบบมาเพื่อโดรนโดยเฉพาะ 

สุดท้ายนี้หากใครยังไม่ได้ชม “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ตอนนี้ยังมีรอบฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์นะครับ ไม่อยากให้พลาดกันเลยจริงๆ มาพักกายพักใจ และ สัมผัสรับพลังกลับไปหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้และเพลง “แสงสวรรค์” ที่เป็นหนึ่งในบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้กันครับ

ขอขอบคุณที่มาของ MV โดย ผู้กำกับ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ

ภาพถ่ายและข้อมูลเรื่องไฟโดรนจาก Danuwat Jettana Movi Operator ของ MV เพลงนี้ด้วยครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!