Connect with us

What The Fact

“Home Sweet Home” การ์ตูนระทึกขวัญอันดับ 1 ของ Webtoon !! (Review)

สวัสดีครับสำหรับการรีวิวการ์ตูนจาก เว็บตูน ครั้งนี้ ผมเอาเรื่องที่ติดท๊อปอันดับ 1 แนวระทึกขวัญ ของเว็บตูนมารีวิวซะเลย เป็นเรื่องแนวแบบสัตว์ประหลาดครองเมือง ชื่อว่า Home Sweet Home !! ก็ใครเป็นพวกชอบอ่านการ์ตูนแนวนี้ล่ะก็ไม่อยากจะให้พลาดการรีวิวครั้งนี้ซะจริงๆ อ่ะถ้าพร้อมกันแล้วล่ะก็ ขอเชิญให้เลื่อนลงไปอ่านกันได้เลย !!

เรื่องภาพ Kimcarnby / Youngchan Hwang

เรตติ้งปัจจุบัน 9.85

ปัจจุบันมี 40 ตอน


แนะนำตัวละคร

ซาฮยอนซู – เด็กหนุ่มผู้เบื่อโลก ถึงขั้นกำหนดวันฆ่าตัวตายของตัวเอง ก่อนจะเจอเหตุการณ์ประหลาดสัตว์ประหลาดบุกเมือง

พยอนซังอุก – นักเลงหัวไม้ เป็น 1 ในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สัตว์ประหลาดบุกเมือง

ลีอึนซอง – หนุ่มที่มีความฉลาดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ มีความเป็นผู้นำสุดๆ เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สัตว์ประหลาดบุกเมือง

จีซู – หญิงสาวมือเบส ชอบเล่นเบสสร้างความเสียงดังให้กับเพื่อนข้างห้อง เป็น 1 ในผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์สัตว์ประหลาดบุกเมือง


เนื้อเรื่องย่อ

ซาฮยอนซู พระเอกที่สุดแสนจะเบื่อชีวิตและความวุ่นวายต่างๆ ในโลกใบนี้ หลังจากที่ครอบครัวของเค้าตาย เค้าได้ย้ายมาอยู่ในอพาร์ทเมนต์เก่าๆ แห่งหนึ่งพร้อมกำหนดวันตายของเค้าในวันที่การ์ตูนเรื่องโปรดของเค้าถึงตอนอวสาน แต่ทว่ายังไม่ทันถึงวันนั้น เมืองหรือโลกที่เค้าอาศัยอยู่ได้เกิดเรื่องราวประหลาดขึ้น อยู่ๆ ผู้หญิงข้างห้องของเค้าก็กลายเป็นสัตว์ประหลาด และพยายามที่จะเข้ามากินเค้า และหลังจากนั้นทำให้ ซาฮยอนซู ได้รู้ว่าไม่ได้มีเพียงแค่สาวข้างห้องเค้าเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่ทั่วเมืองของเค้านั้นมีสัตว์ประหลาดเดินป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมด !! นอกจากนี้พระเอกของเรานั้นยังมีอาการเดียวกับคนที่กำลังจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดอีกด้วย เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป ก็ต้องติดตามอ่านกันเอาเองแล้วล่ะครับท่านผู้ชม !!


รีวิวความรู้สึกหลังอ่าน

ความสวยงามของภาพ 8.5/10

เนื้อเรื่อง 7/10

ความชอบโดยรวม 7.5/10

สำหรับผมนั้นหลังจากที่อ่านถึงตอนล่าสุดแล้ว ก็ได้ทั้งจุดที่ผมชอบ และจุดที่ไม่ชอบรวมๆ แล้วหลายจุดเลยครับผม ถ้าอย่างนั้นขอพูดถึงจุดที่ชอบก่อนก็แล้วกัน ผมชอบการเล่าเรื่องในซีนหลอนๆ ของการ์ตูนเรื่องนี้มาก มันทำให้เรารู้สึกเหมือนเราไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ และลายเส้นก็สวยงามอ่านแล้วรู้สึกอินและเข้าใจในอารมณ์ต่างๆ ที่ผู้วาดต้องการจะนำเสนอ เนื้อหาน่าติดตาม อารมณ์แบบพอจบตอนนึงแล้วก็อยากจะอ่านต่อไวๆ ซะเหลือเกิน แต่ข้อเสียก็แอบเยอะอยู่เหมือนกันนะครับผม สำหรับเรื่อง Home Sweet Home นั้นถ้าใครเคยติดตามผลงานเรื่องที่แล้วของผู้แต่งคนนี้ เรื่อง Bastard จะรู้ได้เลยว่าพระเอก 2 เรื่องนี้ทั้งนิสัยและหน้าตามันคล้ายกันซะเหลือเกิน จนทำให้เรารู้สึกว่า คนแต่งหมดมุขหรือติดตัวละครเก่ามากเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ช่างมันเถอะครับจุดนี้ แต่อีกจุดนึงเลยที่ผมไม่ชอบมากๆ ก็คือ การบิ๊วจนเกินไป เรียกได้ว่าแต่ละตอนของเรื่องนี้จะชอบบิ๊วว่าสัตว์ประหลาดจะโผล่หรือไม่โผล่กันนะ จนจบตอนไปติดตามต่ออาทิตย์หน้า คือถ้านานๆ ใช้มุขนี้จะไม่ว่าเลย แต่นี่มาเกือบทุกอาทิตย์ แถวบิ๊วอย่างเดียว เนื้อเรื่องนี่แทบไม่ได้เดินไปข้างหน้าซะเท่าไหร่ แต่ก็นะโดยรวมผมก็ยังชอบมากกว่าไม่ชอบอยู่ดี ก็ถ้าใครชอบแนวระทึกขวัญแบบนี้ เรื่องนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณครับ

สรุป เนื้อเรื่องเดินช้า แต่หลอนดี ลุ้นแทนตัวละคร ถ้าชอบแนวระทึกขวัญ อ่านเลย !!

 


ก็จบไปแล้วสำหรับบทความนี้ ก็ถ้ามีอะไรผิดพลาดยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับผม ก็ถ้ามีความเห็นต่างกันยังไงก็ลองคอมเมนต์พูดคุยกันได้ ส่วนตอนนี้ต้องลากันไปก่อน แล้วเจอกันใหม่ในบทความต่อไปครับ !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] พี่นาค: หนังผีตลกไทยยังไม่หมดมุก

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

โหน่ง หนุ่มหล่อวัยเบญจเพสสุดซวย ที่ถูกหักอก และตกงานในเวลาเดียวกัน เขาหอบหิ้วความเสียใจขึ้นรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับไปพักใจที่บ้านเกิด แต่กลับซวยซํ้าสอง เมื่อไปเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง บอลลูน เฟิร์ส และก๊อต แก๊งกระเทยเพื่อนซี้ หอบหิ้วดีกรีแฟชั่นนิสต้า ที่หวังเคลมโหน่งอย่างออกนอกหน้าจนโหน่งเอือมระอา แต่เพื่อนซี้มีอันต้องซี้ไปจริงๆ เมื่อรถโดยสารที่พวกเขานั่งมา เกิดอุบัติเหตุจนทําให้ก๊อตเสียชีวิต ทั้งสามโศกเศร้า และยังหวาดผวาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตกลงปลงใจจับมือพากันไปบวชล้างซวย แต่เคราะห์ซํ้ากรรมซัดขัดใจตุ๊ด เมื่อวัดที่ทั้งสามคนตั้งใจไปขอบวชนั้น มีเรื่องเล่าขานว่าวัดนี้มีผีพี่นาคที่เฮี้ยนแรงขั้นสุด เกิดเป็นอาถรรพ์อันน่าสะพรึงรอคอยอยู่ งานบวชก็ต้องมี เรื่องผีก็โผล่มา กลายเป็นความผวาเลเวลอัพ ทั้งสามจึงรวมพลังตั้งสติวีนวัดแตก เพื่อให้ได้บวชอย่างที่ตั้งใจ แต่การบวชครั้งนี้จะลุล่วงสมปรารถนา หรือพวกเขาจะกลายเป็นผีนาคเฝ้าวัดสานต่อตํานานสยองพี่นาคคนต่อไปต้องติดตามชม

ค่ายไฟว์สตาร์ส่งหนังผีประจำปีมาเสิร์ฟตลาดหนังไทยอีกครั้ง โดยนำผู้กำกับอย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ เจ้าของผลงานผีตลกบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี (2558) กลับมาทำงานกับพลอตแปลกล้อกับหนังผีไทยระดับตำนานตั้งแต่ชื่อ ซึ่งคงตั้งต้นไอเดียด้วย นางนาก + พี่มากพระโขนง + พลอตผีไม่กลัวพระ + ความเชื่อเรื่องการบวชนาค กลายมาเป็น พี่นาค ได้น่าสนใจดีทีเดียว

หนังขึ้นชื่อว่าเป็นหนังผีตลกอีกเรื่องหนึ่ง แบบว่าทำมายังไงก็ไม่ขาดทุน ในส่วนของความเป็นผีนั้นต้องชื่นชม ผกก. ที่มาจากสายงานกำกับศิลป์หนังไทยมาหลายต่อหลายเรื่อง ลองมาหมดแล้วแทบทุกแนว จึงแม่นในการสร้างบรรยากาศความหลอนได้สะพรึงมาก ทั้งวัดป่ากลางหุบเขาไร้ผู้คน ศาลเพียงตาที่ตั้งให้นาคที่ตายไปก่อนได้บวชจนมีตำนานว่าใครมาบวชวัดนี้ก็มักจะต้องตายไปก่อน ฉากการแห่นาคผีที่ทั้งขบวนเป็นคนไร้หัว และลานรูปปั้นพระอรหันต์เป็นสิบเป็นร้อยที่วัดใหญ่ชอบปั้นรายล้อมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ทั้งที่น่าจะอุ่นใจศักดิ์สิทธิ์ ก็เอามาขยี้ได้น่ากลัวด้วยเช่นกัน

ตัวผีพี่นาคได้ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน มารับบทผีอาฆาตที่มีเป้าหมายแน่นอน แต่ก็ยากจะทำให้พึงพอใจ ซึ่งไอ้ความไม่ชัดเจนนี้ก็เป็นสูตรของผีแค้นที่เหมือนไร้เหตุผล คุยกันไม่รู้เรื่อง แถมหยิบพระพุทธรูป เดินในวัดวาแบบไม่เกรงกลัวใด ๆ ก็ทำให้เราต้องเอาใจช่วยฝั่งมนุษย์กับพระพอสมควร นับว่าดึงสูตรสำเร็จที่ดีในการเป็นหนังผีมาใช้ได้ลงตัวทั้งบรรยากาศ และตัวผีเอง

ในด้านความบันเทิงก็ใช้สูตรตุ๊ดสูตรคำสบถ ตามแนวหนังผีที่ไฟว์สตาร์ถนัดมาก่อนจากพวก หอแต๋วแตก  มาใช้ แต่ข้อดีคือหย่อนลงตามเหมาะสมไม่ได้ถึงกับยอมเสียแกนเรื่องเพื่อสร้างสถานการณืตลกอย่างที่หนังไทยบางเรื่องทำ และการได้ เอม-วิทวัส  รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด มาจับคู่ปล่อยฮากับ เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ที่คนหลังปรับลุคเป็นตุ๊ดบ้าผู้ชายได้ลืมภาพเดิมไปมาก ก็เรียกว่าลงตัวมากกว่าที่คาด แม้จะมีบ้างที่ดูบทต่อล้อต่อเถียงจะต่อไม่ติดเป๊ะแต่เคมีโดยรวมถือว่าพยุงหนังได้ไม่น่าเบื่อ

ในขณะที่ฝั่งดราม่าแกนหลักเป็นหน้าที่ของ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ ที่มีดราม่าเรื่องพ่อบีบบังคับ และตัวเขาไม่มีความต้องการบวชไม่ได้ศรัทธา ซึ่งจะเป็นตัวที่ต้องนำพาผู้ชมเรียนรู้ผ่านการพัฒนาตัวละครนี้ให้ซาบซึ้งกับความหมายของการบวช โดยมีดอกไม้หนึ่งเดียวอย่างพลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล มาเป็นตัวเสริมให้พระเอกเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนทางผู้สร้างก็มีทัศนคติและความตั้งใจดีในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าแห่งผ้าเหลือง ผ่านกิมมิกนาคในตำนานพุทธศาสนาที่ปรารถนาจะบวชแต่บวชไม่ได้ เช่นเดียวกับผีนาคที่อยากบวชแต่ก็บวชไม่ได้ ในขณะที่คนที่บวชได้อย่างพระเอกกลับไม่ได้มีความใส่ใจเล็งเห็นผลในสิ่งที่เขามีสิทธิ์อย่างสบาย ๆ นี้เลย

แต่กระนั้นการเล่าเรื่องผ่านเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงนี้เองที่เป็นเรื่องน่าติง เพราะครึ่งเรื่องแรกดูปูหลายอย่างมาดีทั้งมู้ดความน่ากลัว ความตลก ปมดราม่าของตัวละคร และปมปริศนาของเรื่องราว แต่ทว่าพอหนังเข้าครึ่งหลัง กลับเล่นง่ายด้วยมุกที่คนดูเดาได้จนจบแต่ตัวละครยังใบ้อึ้งจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างน่าเวทนา ทั้งความแข็งแรงของการเล่าเรื่องก็เริ่มล้าไอเดียและพึ่งพิงการใช้แฟลชแบ็กขยายความเอาง่าย ๆ อย่างไม่จำเป็น ซึ่งส่วนมากเป็นฉากสำคัญในพัฒนาการความคิดของพระเอกด้วย ยิ่งหนังเดินเรื่องไปมากขึ้น ๆ เราก็ยิ่งเห็นบาดแผลในการจะประสานฉากจบที่คิดไว้ การหาแลนดิ้งสวย ๆ ให้ตัวเองเป็นความพยายามที่เราในฐานะคนดูเหนื่อยอยู่พอสมควร แต่กระนั้นฉากหลังไคลแม็กซ์ที่หนังยังเก็บมุกเด็ดไว้ ก็ถือว่ามาได้เหนือคาดหมายพอสมควร แม้จะไม่มีหักมุมใหญ่ให้น่าจดจำ แต่หนังก็เก็บเล็กประสมน้อยจนพอผ่านมาตรฐานหนังไทยที่พอไปวัดไปวาได้เช่นกัน (ก็แน่ล่ะทั้งเรื่องเล่นกันอยู่ในวัดนี่นะ 55) เป็นอีกหนึ่งหนังที่บันเทิงน่าจะถูกใจคอหนังผีตลกไทยครับ

นาคไม่ไปเกิดเพราะอดบวช คนดูหนังไทยอย่าชวดรีบจองตั๋ว กดที่รูปโดยไว เดี๋ยวคาใจอดดูจะหาว่าไม่เตือน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Umbrella Academy – ซีรีส์ข้ามเวลากู้โลกของเหล่าฮีโร่ใจบอบช้ำ

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย สตีฟ แบล็คแมน
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบงานแฟนตาซีที่มีปมดราม่าจริงจัง
  • สตรีมมิงทั้ง 10 ตอนแล้วทาง Netflix
1 ตุลาคม 1989 เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสาวบริสุทธิ์ให้กำเนิดบุตรและธิดารวม 43 คน โดยเด็กทุกคนจะมีพลังพิเศษแอบแฝงอยู่แต่มีเด็ก 7 คนที่ เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์  (คอล์ม ฟิออร์) ได้อุปถัมภ์และก่อตั้ง อัมเบรลลา อคาเดมี เพื่อฝึกให้พวกเขากลายเป็นฮีโร่พิทักษ์โลกได้แก่ อาร์เธอร์ (ทอม ฮอปเปอร์) หรือหมายเลข 1 นักบินอวกาศผู้มีพละกำลังอันแข็งแกร่ง ,ดิเอโก (เดวิด แคสตานีดา) หรือหมายเลข 2 มือมีด, อลิสัน (เอมี เลเวอร์ แลมป์แมน) หรือหมายเลข 3 ดาราดังผู้สามารถบิดเบือนความจริงด้วยคำโกหก, เคลาส์ (โรเบิร์ต ชีฮาน) หรือหมายเลข 4 ผู้สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้, หมายเลข 5 (ไอแดน กัลลาเกอร์) เด็กชายไร้ชื่อผู้สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ และวานย่า (เอลเลน เพจ) หรือหมายเลข 7 ผู้ถูกตีตราว่าไร้พลังแต่คอยบันทึกประวัติศาสตร์ของพวกเขาเป็นหนังสือ และด้วยบาดแผลในวัยเด็กของพวกเขาก็ทำให้แต่ละคนแยกย้ายไปตามทาง แต่หลังการตายของ เซอร์เรจินัลด์ พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการตายของพ่ออุปถัมภ์และต้องร่วมมือกันหยุดยั้งหายนะโลกที่ถูกบงการโดย เดอะคอมมิชชั่น

The Umbrella Academy เดิมทีเป็นคอมิกในค่าย ดาร์ค ฮอร์ส คอมิก ที่มีซูปเปอร์ฮีโร่ดังอย่างเด็กนรก Hellboy และ The Mask หน้ากากเทวดา เป็นหัวหอกของค่าย ซึ่งคอมิกค่ายนี้มักเน้นเรื่องราวของตัวละครเอกที่มีด้านมืดหรือเกิดจากผลกระทบบางอย่างจากสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่เว้น The Umbrella Academy ผลงานการสร้างสรรค์เรื่องราวโดย เจอร์ราด เวย์ ผ่านลายเส้นของ แกเบรียล บาร์ โดยแรกเริ่มเป็น คอมิกแบบ 6 ฉบับจบระหว่างปี 2007 – 2008 และได้รับรางวัล ไอส์เนอร์อวอร์ด สาขาลิมิเต็ดซีรีส์คอมิกยอดเยี่ยม และคอมิกซีรีส์ที่ 2 ก็เพิ่งวางแผงเล่มแรกจาก 3 ฉบับไปเมื่อปี2018ที่ผ่านมา โดยโครงการดัดแปลงคอมิกชุดนี้เป็นซีรีส์ได้เริ่มต้นในปี 2015 หลังจากล้มเหลวในการดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และในที่สุดมันก็ได้กลายเป็นซีรีส์ของทาง Netflix และเริ่มสตรีมมิง 10 ตอนไปเมื่อวันที 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั่นเอง

สำหรับการดำเนินเรื่องในซีรีส์ต้องยอมรับว่า คนดูอาจต้องปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่าเรื่องไปพอสมควร และยิ่งบทสร้างปมไว้เยอะเหลือเกินทั้งปมใครฆ่าพ่อของเหล่าเด็กกำพร้าซูเปอร์ฮีโร่แล้ว ยังมีปมที่หมายเลข 5 พยายามหาทางหยุดยั้งวันสิ้นโลกตามที่เขาได้เดินทางข้ามเวลาไปพบเจอให้ได้ ซึ่งการแบ่งเนื้อหาใน 10 ตอน ขอสารภาพว่าตัวซีรีส์ไม่ได้ช่วยให้คนดูเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้นเลย เพราะมันเต็มไปด้วยเหตุการณ์ยิบย่อยมากมาย แถม 10 ตอนที่ถูกปล่อยมาตอนนี้ เราก็ยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่มาของพลังจากเหล่าฮีโร่แต่ละตัวมากนัก แต่จะเน้นไปที่บาดแผลทางจิตใจที่เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์ ได้ทิ้งไว้ในใจพวกเขา โดยเหตุการณ์ใน 10 ตอนนี้มีการบอกเล่าถึงตัวละครหลัก 6 ตัวได้แบบกระท่อนกระแท่นและอาจไม่ปะติดปะต่อนัก เดาว่าคงพยายามคุมโทนของคอมิกเอาไว้ซึ่งก็อาจไม่ถูกใจคนดูในวงกว้างมากนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ใน 5 ตอนแรกที่ซีรีส์เอาเวลาไปบอกเล่าเรื่องราวยิบย่อยมากกว่าประเด็นหลัก โดยเฉพาะ 2 ปมหลักอย่างการหาสาเหตุการตายของเซอร์ เรจินัลด์ ก็ดันมีแค่ สเปซบอย คนเดียวที่ให้ความสำคัญและปมนี้ก็จบลงอย่างง่ายดายทั้งที่มันเป็นปมเปิดซีรีส์ ก่อนที่ตอนท้ายเราจะได้พบปมที่แท้จริงได้แก่ ปมที่หมายเลข 5 พยายามหยุดยั้งหายนะโลก ที่กว่าซีรีส์จะทำให้ปมนี้กลายเป็นปมที่รวมเหล่าตัวละครฮีโร่ก็ปาไปตอนที่ 4 แล้ว แถมเมื่อถึงตอนที่ 6 ซีรีส์ก็ดันใช้พลอตเดินทางข้ามเวลามาหักล้างทุกอย่างที่ปูไว้ใน 5 ตอนแรกแบบแทบไม่มีปมสำคัญอะไรมาสานต่ออีกแล้วนอกจากแค่แนะนำตัวละครว่าใครเป็นใครเท่านั้นเอง เพราะผ่านมา 5 ตอนเราก็ยังไม่ค่อยรู้จักตัวละครแต่ละตัวเท่าไหร่นักเลย

ลำพังแค่ข้อมูลพื้นฐานอย่างพลังแต่ละคน บางทีก็ยังไม่ชัดเจนนัก เช่น ทำไมหมายเลข 1 ถึงต้องเรียกว่าสเปซบอย นอกจากแค่เรื่องที่เขาถูกพ่อส่งไปอยู่บนดวงจันทร์ แถมยังถูกฉีดเซรุ่มที่ทำให้เขามีขนรุงรังกลายเป็นลิงกอริลล่าอีก และที่หนักสุดคือหมายเลข 3 ดาราดังที่สามารถใช้คำโกหกของตัวเองบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้เห็นชัดเจนนัก ว่ามันส่งผลกับเรื่องราวยังไง เช่นเดียวกับ เคลาส์ ที่กว่าเราจะได้เห็นประโยชน์ของการคุยกับวิญญาณได้ก็ปาไปเกือบจบซีซันแล้ว ที่สำคัญคือการที่ซีรีส์ไม่ได้ปูปมความคับแค้นใจของ วานย่า หรือหมายเลข 7 มาตั้งแต่ต้นและให้ความสำคัญกับการค่อยๆถักทอความขัดแย้งกับเหล่าพี่น้องให้เป็นรูปธรรมจนมาไปถึงตอนที่ 8 ที่พอซีรีส์จะหาปมสนุกๆอะไรให้เราติดตามได้ก็เกือบหมดซีซันแล้ว จึงกลายเป็นว่าตัวซีรีส์หมดเวลาไปกับการสร้างฉากกวนๆพยายามให้ขำเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ตัวละคร แต่กลับแป๊ก แทนที่จะเอาเวลามาปูปมสำคัญให้เราสามารถเอาใจช่วยหรือรู้สึกร่วมไปกับตัวละครจนอยากเอาใจช่วยไปอย่างน่าเสียดาย

แต่กระนั้นก็ใช่ว่า The Umbrella Academy จะไร้ซึ่งความสนุกไปเสียทีเดียว เพราะพอเรื่องราวถูกปูมาดีแล้ว ตอนที่ 7 เป็นต้นไป ซีรีส์ก็เสิร์ฟฉากแอ็คชั่น และความโหดเลือดสาดกันแบบบึ้มบั้มไม่เกรงใจใครดีเหมือนกัน แถมยังโชว์สเปเชียล เอฟเฟกต์ เจ๋งๆได้แบบไม่น้อยหน้าหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ฉายโรงเลย แม้ว่าจะมีบางจุดที่เอฟเฟกต์ดู บ๊ง บ๊ง ไปหน่อยก็ตาม ส่วนนักแสดงต้องขอชื่นชมที่สุดเห็นจะเป็น เอลเลน เพจ ที่ยังคงฝีไม้ลายมือในการแสดงบทดราม่าได้ดีมาก ส่วน โรเบิร์ต ชีฮาน ก็รับบทตัวละคร LGBTQ อย่างเคลาส์ได้อย่างมีเสน่ห์น่าชื่นชม ต่างจากตอนได้ดูหนังใหญ่อย่าง Mortal Engine (2018) ที่ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเขาเท่าบท เคลาส์ เด็กจิตสัมผัสที่โตมาแล้วต้องพึ่งพายาเสพย์ติดเพื่อไม่ให้เห็นภาพน่ากลัวติดตาจนเราอดเห็นใจตัวละครไม่ได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Cafe’ Funiculi Funicula เพียงชั่วเวลา กาแฟยังอุ่น – ไม่ใช่แค่ย้อนเวลาแต่ให้บทเรียนอันมีค่าจนน้ำตารื้น

Published

on

ณ.คาเฟ่ ฟูนิคูลิ ฟูนิคูล่า จะมีที่โต๊ะหนึ่งที่สามารถพาคุณย้อนเวลากลับไปยังอดีตในชั่วเวลาเพียงกาแฟยังอุ่นและต้องดื่มให้หมดก่อนกาแฟเย็นหากไม่อยากติดอยู่ที่โต๊ะนี้ไปตลอดกาล และสิ่งที่ทำในอดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ นี่คือกฎที่ คาสุ (คาซูมิ อาริมูระ) บาริสตาของร้านพร่ำบอกกับผู้คนที่ต้องการกลับไปยังอดีตที่มีทั้ง ฟูมิโกะ (ฮารุ) หญิงสาวที่ไม่เคยได้รู้ความในใจของเพื่อนสนิทในวันที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา, ยาสุโนริ (ยูทากะ มัตซุชิเกะ) บุรุษพยาบาลผู้ไม่เคยรับรู้ความลับของ คาโยะ (ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ) ภรรยาของเขาก่อนเป็นอัลไซเมอร์ และ ฮิราอิ (โย โยชิดะ) สาวใหญ่สุดซ่าผู้ไม่เคยรับรู้ความในใจของน้องสาว และตลอดเวลาที่ได้ช่วยให้ใครต่อใครได้ย้อนเวลา คาสุ กลับเป็นคนเดียวที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปหาคำตอบว่าทำไมแม่ถึงทิ้งเธอไปและความรู้สึกที่เธอมีต่อ เรียวสุเกะ (เคนทาโร อิโต) จะลงเอยเช่นไร 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

บทประพันธ์ต้นธารอย่าง Coffee ga Samenai Uchi ni ของ โทชิคาสุ คาวากูชิ ได้สั่งสมความประทับใจของนักอ่านมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว และบ้านเราก็เพิ่งมีฉบับแปลภาษาไทย วางขายเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร โดย ซาโตโกะ โอกูเดระ ได้ดัดแปลงเรื่องราวครึ่งหนึ่งทั้งโดยรายละเอียดอย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของ โคตาเกะ พยาบาลสาวใหญ่ ให้กลายเป็นเรื่องราวของบุรุษพยาบาลอย่าง ยาสุโนริ ซึ่งก็ถือว่าให้ความหนักแน่นของอารมณ์ดราม่าได้ดีทีเดียว เนื่องจากได้นักแสดงยอดฝีมืออย่าง ยูทากะ มัตซุชิเกะ ในบทบุรุษพยาบาลผู้อดทนดูแลภรรยาที่เป็นอัลไซเมอร์ และได้ ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ หญิงสาวผู้จำสามีตัวเองไม่ได้ ยิ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันทั้งซีนอดีตและปัจจุบันมันยิ่งสร้างเมจิกโมเมนต์สอนคนดูให้สัมผัสได้ถึงรักแท้ที่โรคร้ายก็ไม่อาจปิดกั้นทั้งคู่ได้จนคนดูยอมเสียน้ำตาเลยทีเดียว และอีกส่วนคือการดัดแปลงเรื่องราวของภรรยาเจ้าของร้านกาแฟที่ตั้งครรภ์โดยร่างกายอ่อนแอ ให้กลายเป็นเรื่องราวของ คาสุ บาริสตานางเอกของเรื่องที่มีปมเรื่องแม่แทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดมาก เพราะตัวนิยายจะเล่าเป็นบทๆแต่หากดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลอตแกนกลางที่เชื่อมร้อยเรื่องราวย่อยๆมากมายให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้ Cafe’ Funiculi Funicula มีบทภาพยนตร์ดัดแปลงที่แข็งแรงจนสามารถทำให้คนดูติดตามเรื่องราวต่างๆได้โดยไม่สะดุดเลย

ส่วนใครดูตัวอย่างแล้วกลัวหนังมาทางดราม่าจัดๆ ต้องบอกว่าตัวหนังเองเล่าเรื่องผสนผสานความเป็นแฟนตาซีได้ลงตัวเลย โดยเฉพาะการยึดกฎในการย้อนเวลาทั้งการที่กำหนดให้เหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นในร้านกาแฟร้านนี้โดยที่บุคคลที่จะย้อนเวลาไปหาต้องเคยมานั่งที่คาเฟ่แห่งนี้ หรือการกำหนดช่วงเวลาในการย้อนเวลาเองก็สามารถสร้างทั้งความตื่นเต้นและความสะเทือนใจให้คนดูได้เป็นอย่างดีเพราะเราต้องลุ้นให้ตัวละครดื่มกาแฟให้ทันก่อนติดอยู่ในกาลเวลา แถมหนังยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กพอหอมปากหอมคอระหว่างคาสุ กับ เรียวสุเกะ ให้ได้อารมณ์หวานๆอยากทานกาแฟกันแบบพอดิบพอดีไม่เบียดบังประเด็นหลักของเรื่องแต่อย่างใด อีกทั้งหนังยังมาพร้อมงานวิช่วลตอนย้อนเวลาที่แปลกใหม่และเปี่ยมศิลปะอีกด้วย

ใครได้ดู Cafe’ Funiculi Funicula คงอดที่จะหลงรัก คาซูมิ อาริมูระ ที่เคยทำคนดูหลงรักจากบทซอมบี้กินอาหารใน I AM A HERO เมื่อปี 2016 ก็กลับมาด้วยลุคที่น่ารักและโดนใจคอกาแฟอย่างผมเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ในเรื่องก็ใส่ชุดที่ไม่ได้เย้ายวนหรือดูน่ารักแบบจงใจ แต่สเน่ห์ของ คาซูมิ ก็ยังหอมกลมกล่อมในทุกฉาก แถมแอ็คติ้งของน้องยังทำให้เราเข้าใจถึงความผิดบาปและภาระหนักอึ้งในใจทุกครั้งที่ต้องรินกาแฟพาคนย้อนเวลากลับไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!