Connect with us

What The Fact

2018 สิ้นสุดยุคเฮเซ !!! สัญญาณของวงการเพลงญี่ปุ่นในอนาคต

ญี่ปุ่นเป็นประเทศสุดท้าย ณ ขณะนี้ที่ยังคงสืบทอดขนบธรรมเนียมโบราณของจีนที่ใช้ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 นั่นคือการนับศักราชตามการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนศักราชใหม่ต่อเมื่อมีการผลัดแผ่นดิน

ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนชื่อศักราช หรือยุคสมัยมาแล้ว เกือบ 250 ศักราช เหตุที่มีจำนวนมากก็เพราะในบางยุคสมัยจะมีการเปลี่ยนชื่อศักราชในช่วงกลางรัชสมัยด้วยหลายสาเหตุอาทิ ความเชื่อว่าจะนำสิ่งใหม่ๆหรือสิ่งดีๆเข้ามา หรือเปลี่ยนเพื่อแก้เคล็ดหลังเกิดวิกฤติการณ์หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

ในปี 2018 นี้เป็นปีศักราชเฮเซที่ 30 อันหมายถึงสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงครองราชย์มานาน 30 ปีแล้ว นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2531 เป็นต้นมา แต่ด้วยว่าพระองค์พระชนมายุมากแล้วประกอบกับพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นักจึงมีพระราชประสงค์จะสละราชสมบัติ จนในที่สุดรัฐสภายอมออกกฎหมายพิเศษยินยอมให้พระองค์ทรงสละราชสมบัติได้ แต่เป็นกฎหมายที่ระบุเฉพาะเจาะจงพระองค์เดียวเท่านั้น ทำให้พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์แรกในรอบเกือบ 200 ปีที่ทรงสละราชสมบัติ

ซึ่งคนญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญกับช่วงเวลานี้ ด้วยการระลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาในยุคเฮเซของตน ดังเช่นในโลกโซเชียลมีเดีย ก็มีการโพสต์ข้อความเชิญชวนให้ “คนยุคเฮเซ” มาร่วมแลกเปลี่ยนความทรงจำอันแสนสุขในช่วงศักราชเฮเซกัน

ณ จุดนี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่มีนัยสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งสำหรับวงการเพลงก็ด้วยเช่นกัน

ในปีสุดท้ายของศักราชเฮเซนี้ ดูเหมือนว่าวงการเพลงญี่ปุ่นจะมีทิศทางที่น่าสนใจ น่าสนใจในแง่ที่ว่ามันมีความกำกวมหรือแปลกประหลาดหลายประการ อาจเป็นเพราะการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยีสื่อ อาทิเช่น youtube แอพลิเคชั่นต่างๆ หรือ โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงสตรีมมิ่งทั้งหลาย

มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกประหลาดสำหรับวงการเพลง การวัดอันดับชาร์ตเพลงดูเหมือนว่าจะไม่สามารถบอกได้ว่าเพลงใดฮิตหรือไม่ฮิตสำหรับนักฟังเพลงในประเทศและต่างประเทศจริงๆ และที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือเพลงญี่ปุ่นที่ไปฮิตในต่างประเทศกลับกลายเป็นเพลงที่มีอายุกว่า 30 ปีแล้ว !!! ดูเหมือนว่าบรรยากาศทิศทางวงการเพลงในยุคนี้จะมีส่วนผสมของการหวนระลึกถึงอดีตกับการก้าวไปข้างหน้าผสมผเสปนเปกันไป ราวกับเรากำลังดูหนังเรื่อง “Back To The Future” อย่างไรอย่างนั้นเลย

นามิเอะ อามุโระ (Namie Amuro) ศิลปินสาวที่ถือได้ว่าเป็นราชินีเพลงป็อปของญี่ปุ่น เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญในปีนี้ เนื่องจากในเดือนกันยายนเธอประกาศที่จะยุติบทบาทในธุรกิจบันเทิง ตลอดระยะเวลาอันยาวนานเธอได้ฝากบทเพลงอันไพเราะไว้มากมายมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 เธอจึงไม่ได้เป็นแต่เพียงซูเปอร์สตาร์คนหนึ่ง หากแต่เป็นหนึ่งในนิยามของคำว่า เจ-ป็อป  ในขณะที่ยุคเฮเซกำลังจะจบลงเธอก็กำลังจะยุติบทบาทของเธอด้วยเช่นกัน โดยเธอได้ทิ้งทวนบทบาทการเป็นศิลปินเจ ป็อปหญิงในระดับตำนานด้วยอัลบั้มรวมเพลงฮิตตลอดกาลของเธอในชื่อว่า “Finally” และมีทัวร์ Namie Amuro Final Tour 2018 ~Finally~

นอกจากอามุโระแล้วยังมีศิลปินคนอื่นๆอีกที่เป็นศิลปินที่มีผลงานมาอย่างยาวนานและยังคงได้รับความนิยมอยู่ หรือนัยหนึ่งชาวญี่ปุ่นได้หวนกลับไประลึกถึงและฟังเพลงของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ ในจำนวนนี้ก็มี Southern All Stars ที่อัลบั้มรวมเพลงของพวกเขาในปีนี้ติดอันดับหนึ่งในอัลบั้มขายดีที่สุด นอกจากนี้วงเจ ป็อปอันดับต้นๆของวงการอย่าง Mr. Children ที่เพิ่งออกสตูดิโออัลบั้มชุดใหม่ “Juuryoku to Kokyu (Gravity and Respiration”  ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

นอกจากนี้ในปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองของหลายวง อาทิเช่นวงไอดอลสุดคลาสสิคของญี่ปุ่นอย่าง Morning Musume และบริษัทแม่คือ Hello! Project ได้ฉลองครบรอบ 20 ปีในปีนี้ ส่วนนักร้องสาวอุทาดะ ฮิคารุ ก็มีผลงานใหม่ “Hatsukoi” ออกมาในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่เธออยู่ในวงการมาครบ 20 ปีพอดิบพอดี ซึ่งเหมือนเป็นการมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเธอ สังเกตได้จากการตั้งชื่ออัลบั้มใหม่นี้ว่า “Hatsukoi” ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “First Love” อันเป็นอัลบั้มแรกของเธอและเป็นผลงานที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักเธอ

แต่ที่น่ามหัศจรรย์ใจเลยก็คือการมาของแอพยอดฮิตในโทรศัพท์จากจีน TikTok ที่เป็นแอพคลิปสั้นความยาว 15 วิ ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกรวมถึงญี่ปุ่นด้วย แอพนี้ได้นำเอาเพลงเก่าๆกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หนึ่งในนั้นก็คือ “Megumi no Hito” ของ Koda Kumi

กระแสของ TikTok ช่วยให้เกิดเทรนด์ทางดนตรีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ใช้ youtube ในการค้นหาเพลงเก่าๆเหล่านี้ฟัง ซึ่ง Oricon ชาร์ตไม่สามารถเก็บข้อมูลตรงส่วนนี้ได้ ดังนั้นการที่แอพ TikTok ช่วยเพิ่มความนิยมในเพลงเก่าๆจึงไม่อาจถูกวัดด้วยระบบชาร์ตเพลง

ในปัจจุบันนี้ช่องทางในการเผยแพร่เพลงมีมากขึ้น ศิลปินอินดี้ญี่ปุ่นหลายคนก็ได้เติบโตขึ้นมา เพลงของพวกเขาและเธอสามารถหาฟังได้ผ่านทางสตรีมมิ่งทั้งหลาย แนวเพลงก็มีความหลากหลายมากขึ้น หลายชื่อเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่บรรดาแฟนเพลงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Haru Nemuri , Aimyon , Chai , Kenshi Yonezu และอีกมากมาย

youtube เองก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คนทั้งโลกได้ทำความรู้จักกับเพลงญี่ปุ่น หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองคือการกลับมาได้รับความนิยมของเพลงในยุค 80 โดยเฉพาะแนว City Pop (ของไทยเราก็ได้วง Polycat ทำอัลบั้มที่มีชื่อว่า “Doyobi No Terebi” ซึ่งเหมือนเป็นการคารวะแด่ดนตรีแนวนี้ ) ที่มีเพลง Plastic Love ในปี 1984 ของ Mariya Takeuchi เป็นแกนนำในการนำพาคนจากอีกซีกโลกให้ได้รู้จักกับบทเพลง City Pop และบทเพลงเก่าๆของญี่ปุ่น

อีกหนึ่งบทเพลงที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นกระแสไวรัลกันไปทั่วก็คือเพลง “U.S.A.” ของวงบอยแบนด์จากญี่ปุ่น “Da Pump” ที่มีคนเข้ามาดู MV เพลงนี้ในยูทูบจนยอดวิวถล่มทะลาย นอกจากนี้ยังทำคลิป cover ท่าเต้นสุดแนวตามเพลงนี้อีกด้วย

“U.S.A.”  ของ Da Pump เหมือนเป็นการกึ่ง cover มาจากเพลง Eurobeat สุดแดนซ์เวอร์ชั่นดั้งเดิมของ Joe Yellow ในปี 1992 โดยมีการเปลี่ยนเนื้อเพลงให้เป็นภาษาญี่ปุ่นและเปลี่ยนเนื้อหาให้เป็นบริบทของญี่ปุ่นเอง ส่วนท่าเต้นนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากท่าเต้นสุดฮาในเพลง Shoot ของศิลปินฮิป ฮอปชาวอเมริกัน BlocBoy JB

ต่อไปนี้คือ 5 บทเพลงที่เป็นเสมือนสัญญาณของวงการเพลงญี่ปุ่นในอนาคต

Haru Nemuri —‘Sekai o Torikaeshite Okure’

เส้นแบ่งพรมแดนของคำว่าแนวเพลง (genre) ดูเหมือนว่าจะเริ่มรางเลือนอย่างเห็นได้ชัดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ศิลปินรุ่นใหม่หลายๆคนเริ่มหยิบจับเอาแนวดนตรีทั้งเก่าทั้งใหม่มาผสมผสานกัน ให้แปลกใหม่ออกไปตามแนวทางของตัวเอง (จริงๆมันก็เป็นเอกลักษณ์ของสังคมโลกยุคหลังสมัยใหม่อยู่แล้ว ที่มีการหยิบยืมเอาแรงบันดาลใจจากงานที่มีมาก่อนมาหลอมรวมเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในทุกวงการไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ภาพยนตร์หรือดนตรี)  งานเพลงของศิลปินสาว Haru Nemuri น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีของการเลือนแนวเพลงต่างๆ งานเพลงของเธอมีทั้งส่วนผสมของร็อค ฮิป ฮอป บีท มิวสิค รวมไปถึงนอยซ์ มิวสิคด้วย และเพลงนี้เหมือนจะเป็นการสรุปตัวตนของเธอได้ค่อนข้างชัดเจนเลยทีเดียว

Izone — ‘La Vie en Rose’

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสวงเกิร์ลกรุ๊ปในเอเชียเปรียบได้ดั่งคลื่นยักษ์ที่ถาโถมไปทั่วไม่เพียงแต่ในแถบทวีปเอเชียเท่านั้นหากยังไปไกลถึง อเมริกา ยุโรปและทั่วโลก Izone เป็นหนึ่งในวงเหล่านั้น ที่สาดซัดไปทั่วชายฝั่งของทวีปทั้งหลายทั่วโลก วงนี้เป็นวงเกาหลีแต่มีสมาชิกจากวงไอดอลกรุ๊ป AKB48 อยู่ด้วยสามคน คือ ซากุระ นาโกะ และฮิโตมิ

Division All Stars — ‘Division Battle Anthem’

ไม่ว่าใครจะไป ใครจะมาแต่ว่า Anime ก็ยังคงอยู่ยั้งยืนยงอยู่เสมอ ส่วนแร็ป ฮิปฮอปก็กำลังมาแรงสุดๆ ทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก การที่สองอย่างนี้มาอยู่รวมกันในโปรเจ็ค HYPNOSIS MIC อันเป็นโปรเจ็คดวลไมค์ประชันเพลงแร็พ รวมนักพากย์ชายเสียงดีร่วมกับคาแรกเตอร์หนุ่ม2D สุดเท่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ทีมจาก 4 ย่านดังของเหล่าวัยรุ่น ได้แก่ อิเคบุคุโระ ชินจูกุ โยโกฮาม่า และชิบูยะ ในนาม “Division All Stars”  นั้นเป็นอะไรที่สุดยอดและมีความสุดแสนจะญี่ปุ่นมากๆ

Aimyon — ‘Let the Night’

นักร้องนักแต่งเพลงสาวชาวญี่ปุ่น  Aimyon เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่น่าจับตามอง ขณะนี้ และเป็นความหวังใหม่ของวงการเจ ป็อป “Let The Night”  เป็นเพลงเจ ป็อปในแบบที่เราคุ้นเคย หากแต่มีส่วนผสมของความร่วมสมัยทั้งในดนตรีและเนื้อหา นอกจากนี้ช่องทางการเผยแพร่ที่กว้างไกลทั้งใน youtube และสตรีมมิ่งทั้งหลายก็ช่วยให้พวกเราเข้าถึงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

Mariya Takeuchi — ‘Plastic Love’

นี่คือปรากฏการณ์สุดเซอร์ไพรซ์ที่งานเพลงจากปี 1984 ดังไกลมาถึงปี 2018 เป็นเพราะกระแสความนิยมที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นใน youtube (ก่อนนี้มีคลิปเพลงนี้แบบไม่ official ที่มียอดวิวกว่า 200 ล้านวิว ซึ่งตอนนี้ได้โดนแจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้ว ซึ่งคนแจ้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนที่ถ่ายภาพของ Mariya ที่ถูกใช้ประกอบในคลิปทั้งหลายของเพลง Plactic Love นั่นเอง) ด้วยท่วงทำนองและน้ำเสียงที่สดใส กับกรู๊ฟที่ชวนโยกชวนย้ายส่ายอารมณ์เพลินใจไปกับบทเพลง ทำให้กระแสความนิยมในเพลง City Pop ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในต่างประเทศ เหมือนจะเป็นอะไรที่ชาวตะวันตกรู้สึกเซอร์ไพรซ์มากเพราะ ถึงแม้มันจะเป็นเพลงป็อป ฟังก์ โซลในแบบที่ประเทศของพวกเขามีหากแต่เมื่อเติมเมโลดี้ เสียงร้องในภาษาญี่ปุ่น และกลิ่นอายแบบญี่ปุ่นลงไป มันจึงได้รสชาติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

และนี่ก็คือสีสันใหม่ๆ (รวมไปถึงสีสันเก่าที่กลับมาใหม่) ที่เหมือนจะเป็นแสงสว่างนำทางวงการเพลงของญี่ปุ่นให้สว่างไสวต่อไปในอนาคต

 

ที่มา

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/12/18/music/saying-goodbye-heisei-u-s/#.XCG-Ys8zbVo

http://www.komchadluek.net/news/foreign/341779

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!