Connect with us

What The Fact

มาดูกันซิว่าปีนี้มีอะไร !!! ส่อง 15 อัลบั้มออกใหม่ในปี 2019

ใครที่กำลังอินอยู่กับงานเพลงดีๆของปีที่แล้ว ในปีนี้ก็มาต่อกันได้เลยนะครับ เพราะแค่ตอนนี้ก็มีคิวอัลบั้มใหม่ๆของศิลปินมากมายรอให้ได้ฟังกัน ในจำนวนนี้ก็มีทั้งศิลปินที่ออกผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทิ้งห่างไปไหน และศิลปินที่ไม่ได้ออกผลงานมานาน เรียกได้ว่าสีสันทางดนตรีของปีนี้ จะไม่แพ้ปีที่แล้วอย่างแน่นอน งั้นเราไปส่องกันดูก่อนดีกว่าครับว่าในปีนี้จะมีอัลบั้มดีๆอะไรให้ได้ฟังกันบ้าง


Spangle Call Lilli Line

Album :  Dreams Never End

Release : 9 มกราคม 2019

หลังจากห่างหายไปนานกว่า 4 ปี ในที่สุด Spangle Call Lilli Line วงอินดี้ร็อคจากญี่ปุ่นก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “Dreams Never End” ออกมา งานเพลงของพวกเขาทั้งสามยังคงมีเสน่ห์น่าฟังอยู่เสมอไม่คลาย เสน่ห์ที่เกิดจากส่วนผสมของเมโลดี้ที่สวยงามล่องลอย และดนตรีที่มีกลิ่นอายของทั้งโพสต์ร็อค อิเล็คทรอนิค ดาวน์เทมโป มาผสมผสานรวมกันได้อย่างล่องลอย ลึกเร้น และชวนลุ่มหลง หากใครยังไม่เคยได้สัมผัสกับบทเพลงของ SCLL ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ไม่งั้นเราอาจจะพลาดวงดีๆไปอีกวงหนึ่งเลย


Papa Roach

Album : Who do you trust?

Release : 18 มกราคม 2019

มาถึงอัลบั้มที่สิบแล้วสำหรับวงอเมริกันร็อค “Papa Roach” กับ “Who do you trust?”ที่จะปล่อยออกมากลางเดือนนี้ โดยในอัลบั้มจะมีทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งรวม “Renegade Music” “Who Do You Trust?” และ “Not the Only One”ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ โดยอัลบั้มนี้พวกเขาตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปให้สุดกว่าเดิม จะค้นหาสิ่งใหม่ที่ทำให้ตื่นเต้นได้อยู่เสมอ และแน่นอนริฟฟ์กีตาร์เข้มๆและฮุคมันๆรวมไปถึงเนื้อเพลงโดนๆก็จะยังคงมีให้ฟังอย่างแน่นอน


Backstreet Boys

Album : DNA

Release : 25 มกราคม 2019

นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นการกลับมาครั้งสำคัญ ของกลุ่มบอยแบนด์ที่หลายคนเติบโตมาพร้อมเพลงของพวกเขา “DNA” คืออัลบั้มที่เก้าจาก “Backstreet Boys” ซึ่งทิ้งห่างจากอัลบั้มก่อนนี้ In a World Like This (2013)  เป็นเวลากว่า 6 ปี และอัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มแรกที่ออกกับทาง Sony Music Entertainment 

สำหรับคอนเซ็ปของอัลบั้มนี้คือการสำรวจตัวตนของสมาชิกแต่ละคนและความเป็นวงว่าสิ่งใดคือเอกลักษณ์ของแต่ละคน และสิ่งใดคือเอกลักษณ์ของวง โดยทุกคนจะรวมเอาในสิ่งที่เป็นตัวเอง แนวดนตรีที่ชอย แรงบันดาลใจหยิบจับมาใส่ เพื่อให้ DNA เป็นอัลบั้มที่บ่งบอกความเป็นพวกเขาได้อย่างดีที่สุด


Bring Me The Horizon

Album : amo

Release :  25 มกราคม 2019

นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่ทุกคนรอคอย เพราะอยากจะรู้ว่าเพลงที่เหลือมันจะป็อปเหมือนซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมารึเปล่า 55  ถือได้ว่าอัลบั้มนี้น่าจับตามองตรงที่ว่าน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “Bring Me The Horizon” วงโพสต์ฮาร์ดคอร์จากอังกฤษ ที่ทำเพลงดุเดือดดุดันมาโดยตลอดแต่ซิงเกิ้ลล่าสุด “medicine” นี่เปลี่ยนทิศทางไปเลยมีความเป็นป็อป และอิเล็คทรอนิคเข้ามามากแต่เนื้อหาก็ยังเป็นชาวร็อคอยู่

ชื่ออัลบั้ม “amo” นั้นมาจากภาษาสเปนแปลว่า “รัก”  ซึ่ง Sykes นักร้องนำของวงได้พูดถึงทิศทางของอัลบั้มนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า “amo เป็นอัลบั้มที่พูดถึงความรักในหลากหลายมุมมองอันเป็นที่สุดของห้วงอารมณ์ ที่มีทั้งดี ร้ายและน่ารังเกียจ ผลลัพธ์ก็คือมันเป็นอัลบั้มที่พวกเราได้ทดลองทำในสิ่งใหม่ๆ ค้นพบความหลากหลาย ความบ้าบอ แปลกประหลาดและน่ามหัศจรรย์ในแบบที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน”

น่าสนใจมากครับ อีกไม่กี่วันก็จะได้ฟังกันแล้ว รอเลยๆ !!!


Mono

Album : Nowhere Now Here

Release : 25 มกราคม 2019

อีกหนึ่งวงโพสต์ร็อคจากประเทศญี่ปุ่นที่เคยมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราด้วย ไม่รู้ออกอัลบั้มแล้วจะมาอีกรึเปล่า รอลุ้นเลยๆ

MONO คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความมืดกับความสว่าง ความสุขและความทุกข์ หลั่งไหลกระแสธารแห่งชีวิตผ่านสรรพเสียงของดนตรี งานดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องแต่เข้าถึงทุกความรู้สึก

กลับมาคราวนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ทั้งการผสมองค์ประกอบของความเป็นอิเล็คทรอนิคลงไป ทั้งได้มือกลองใหม่ Dahm Majuri Cipolla มาร่วมเสริมทัพรวมกับสามเสาหลักของวง Goto, Tamaki, และ Yoda ที่พิเศษสุดเลยกับเพลงร้องในอัลบั้มที่เป็นการร้องครั้งแรกของ Tamaki

ลองปลดปล่อยอารมณ์ผ่านบทเพลงของพวกเขาดูครับ ให้บทเพลงของพวกเขาพาเราไปยังดินแดนที่ไม่สามารถนิยามตำแหน่งแห่งที่ได้แห่งนั้น


ONEOKROCK

Album :   Eye of The Storm

Release : 13 กุมภาพันธ์ 2019

ไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่จะเป็นอัลบั้มลำดับที่เก้าของพวกเขาแล้ว สำหรับ “Eye of The Storm” จาก ONEOKROCK กับเวลาแค่ 12 ปีเท่านั้น กับผลงานคุณภาพและชื่อเสียงที่ได้รับ คงต้องซูฮกว่านี่คืออีกหนึ่งวงที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารดนตรีทั้งของญี่ปุ่นและของโลกโดยแท้จริง

ตอนนี้ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มได้ปล่อยออกมาสองเพลงแล้ว คือ  “Change” กับ “Stand Out Fit In” และวงก็เริ่มออกทัวร์ยุโรปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ก็ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีแผนมาไทยอีกรึเปล่า ยังไงก็ต้องเตรียมเก็บเงินกันไว้แล้วล่ะ

อัลบั้มนี้จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะพาตัวเองไปยังจุดไหน ต้องรอฟังกันดูครับ


Avril Lavigne

Album : Head Above Water

Release : 15 กุมภาพันธ์ 2019

“คืนหนึ่ง ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตายและฉันยอมรับว่าฉันกำลังจะตายจริงๆ แม่นอนอยู่ข้างๆฉันบนเตียงและคอยกอดฉันอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนกับกำลังจะจมน้ำ ลึกลงไปข้างในฉันส่งเสียงออกไปว่า พระเจ้าได้โปรดโอบอุ้มศีรษะของลูกให้โผล่พ้นผืนน้ำนี้ด้วยเถิด”  นี่คือความรู้สึกจากช่วงวิกฤติของชีวิตอันเป็นแรงบันดาลใจให้กับซิงเกิ้ลใหม่และงานเพลงในอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันว่า “Head Above Water” สตูดิโอลำดับที่หกจากสาวร็อค Avril Lavigne  ผู้เปลี่ยนความอ่อนไหวและเจ็บปวดในชีวิตมาสร้างสรรค์สู่บทเพลง เรามารอฟังเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงในอัลบั้มนี้กันครับ


Yann Tiersen

Album : ALL

Release : 15 กุมภาพันธ์ 2019

Yann Tiersen คือ ศิลปิน คนดนตรีชาวฝรั่งเศสที่เคยฝากผลงานสุดประทับใจไว้ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Amélie ”

ในอัลบั้มนี้ Tiersen ยังคงสานต่อในธีมเดิมกับที่ทำไว้ในอัลบั้มก่อน EUSA(2016) อันว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่บันทึกเสียงใน “The Eskal” สตูดิโอใหม่ของ Tiersen ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆในทะเลเซลติคที่ชื่อว่า “Ushant”

อัลบั้มนี้มีการไปบันทึกเสียงนอกสถานที่หลายแห่งอาทิเช่นในป่า redwood แคนาดา หรือสนามบิน Tempelhof  ในเบอร์ลินประเทศเยอรมนี ลองไปฟังบทเพลงที่มีชื่อว่า “Tempelhof” จากอัลบั้มนี้กันดูครับ


Dream Theater

Album : Distance Over Time

Release : 22 กุมภาพันธ์ 2019

ได้เวลาสะใจอีกครั้งกลับการกลับมาของวงโปรเกรสซีพร็อคชั้นแนวหน้าของโลก Dream Theater  กับอัลบั้มที่ 14 “Distance Over Time”

พวกเขาบอกว่าอัลบั้มนี้จะหนักหน่วงกว่าอัลบั้มก่อน The Astonishing (2016) อย่างแน่นอน และด้วยความเทพระดับเข้มข้น พวกเขาใช้เวลาเขียนเพลงทั้งอัลบั้มภายในเวลาเพียง 18 วัน โดยเทียบเคียงทั้งเวลาและสไตล์ที่ใช้จะใกล้เคียงกับอัลบั้ม Train of Thought ในปี 2013

อัลบั้มนี้มีเวลารวมแค่ 57 นาทีซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มแรกที่มีความยาวต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ mages and Words ในปี 1992 และมีความยาวสั้นที่สุดตั้งแต่เริ่มปล่อยอัลบั้มแรกคือ When Dream and Day Unite ออกมาในปี 1989 นอกจากนี้ยังถือว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่สามที่ไม่มีเพลงไหนในอัลบั้มที่ยาวเกิน 10 นาทีเลย อีกสองอัลบั้มก็คือ When Dream and Day Unite และ The Astonishing และที่พิเศษสุดคือนี่คืออัลบั้มแรกที่มีเพลงที่เขียนโดย John Myung มือเบสของวงเกินกว่าหนึ่งเพลงในอัลบั้ม


Queensrÿche

Album : The Verdict

Release : 1 มีนาคม 2019

“The Verdict” คือการกลับมาสุดเดือดของวงเมทัล “Queensrÿche” ที่พวกเขาบอกว่าทุ่มสุดตัวและใส่ความเป็นเมทัล โปรเกรสซีฟลงไปไม่ยั้ง เรียกได้ว่าร็อคสุดๆแบบที่ไม่ได้ทำมานานแล้ว อยากให้แฟนๆตั้งใจฟังและมีความสุขไปกับมันเหมือนกับที่พวกเขารู้สึกตอนทำอัลบั้มนี้

จะเดือดแค่ไหนไปฟัง “Man The Machine” ซิงเกิ้ลล่าสุดที่พวกเขาปล่อยออกมากันครับ


The Japanese House

Album : Good At Falling

Release : 1 มีนาคม 2019

เชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คอดนตรีรอคอย กับ “Good At Falling” อัลบั้มเดบิวต์จากอินดี้ป็อปสาวแห่งบัคกิ้งแฮมเชียร์ “The Japanese House” ที่จะพาคุณล่องลอยไปกับน้ำเสียงและดนตรีของเธอจากบทเพลงในอัลบั้มที่เธอบอกว่า “มีความเป็นเธออยู่อย่างยิ่ง”

ก่อนนี้เธอเคยออก EP มาหลายอัลบั้มแล้วทั้ง Pools To Bathe In (2015), Clean (2015), Swim Against The Tide (2016) and 2017’s Saw You In A Dream แต่นี่จะเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของเธอ รับประกันความงามและล่องลอยโดย Dirty Hit ค่ายเดียวกันกับ The 1975


Weezer

Album : Weezer (The Black Album)

Release : 1 มีนาคม 2019

เมื่อ The Beatles มี The Beatles (White Album) , Weezer ก็เลยต้องมี Weezer (The Black Album)  ที่ออกผลงานปั่นๆออกมาให้พวกเราได้ฮาได้มันกันทั้ง cover เพลง Africa ของวง Toto โดยมีMV ที่เป็นการรีเมคเพลง Undone The Sweater Song ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีซิงเกิ้ลมันๆทั้ง  Can’t Knock The Hustle” นำแสดงโดย Rivers Wentz มือเบสจาก Fall Out Boy และ “Zombie Bastards” ที่ออกมากระตุ้นต่อมให้พวกเราอยากฟังเพลงในอัลบั้มเต็มของพวกเข้าไปอีก


Sigrid

Album : Sucker Punch

Release : 1 มีนาคม 2019

ด้วยความน่ารักสดใสทั้งในบทเพลงและตัวตนของเธอทำให้ Sigrid สาวป็อปอายุ 22 จากนอร์เวย์เป็นที่รู้จักจากดินแดนสแกนดิเนเวียไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

“Sucker Punch” (ชื่อเหมือนภาพยนตร์ของแซ็ค สไนเดอร์ในปี 2011) คืออัลบั้มเดบิวต์ของเธอ ที่จะรวมเอาความสดใส ไพเราะ มาถ่ายทอดผ่านบทเพลงของเธอให้พวกเราได้ฟังกันแบบเต็มๆ อดใจรอคอยอีกนิด มีนาคมนี้แน่นอน !!!


Dido

Album : Still On My Mind

Release :  8 มีนาคม 2019

“Still On My Mind” อัลบั้มที่ห้าจากนักร้องสาวชาวอังกฤษ Dido หลังจากห่างหายไปนานกว่า 6 ปี หลังจากปล่อยอัลบั้ม Girl Who Got Away ในปี 2013 แถมนี่จะเป็นอัลับ้มแรกด้วยที่เธอออกทัวร์ หลังจากที่ไม่ได้ทัวร์มานานกว่า 15 ปีแล้ว

โดยงานเพลงในอัลบั้มนี้เธอได้ทำร่วมกับพี่ชายของ Rollo ด้วยความตั้งใที่จะให้มันเป็นอีกหนึ่งอัลับ้มที่ได้ทำงานร่วมกัน โดยทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบง่ายและมีความสุข อัดร้องบนโซฟา อัดดนตรีในบ้าน โดยในอัลบั้มนี้จะมีความชอบในดนตรีฮิปฮอปและโฟล์คของเธอเป็นส่วนผสมสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความเป็นแดนซ์และอิเล็คทรอนิคเข้ามาผสมด้วย จะเป็นอย่างไรต้องรอฟังกันครับ


The 1975

Album :  Notes on a Conditional Form

Release : 31 พฤษภาคม 2019

ต้องบอกว่าขยันจริงๆ !!! เพราะเพิ่งปล่อยอัลบั้มล่าสุด A Brief Inquiry Into Online Relationships  ออกมาไม่นาน The 1975 ก็มีแผนจะปล่อยอัลบั้มต่อมา “Notes on a Conditional Form” ออกมาต่อเลยในปีนี้ โดยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มนี้จะปล่อยออกมาราวๆเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนอัลบั้มเต็มก็ต้องรอไปอีกนิดจนถึงพฤษภาคม  ฟังจากงานเพลงในอัลบั้มล่าสุดแล้ว ก็คงต้องบอกว่าไม่กลัวเลยว่างานอัลบั้มนี้จะไม่ดี แค่รู้สึกตื่นเต้นและรอคอยลุ้นว่ามันจะดีต่อไปในทิศทางไหนก็เท่านั้นเอง

ต้องบอกว่านี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้นนะครับ เพราะว่ายังมีศิลปินอีกหลายคนเลยที่มีแผนจะออกอัลบั้มใหม่ในปีนี้ แต่ว่ายังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ซึ่งถ้ามีอะไรคืบหน้าผมก็จะมารายงานให้เพื่อนๆได้เตรียมตัวรอฟังกันต่อไปนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวดี ทำไป 89 ล้านเหรียญทั่วโลก

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!