Connect with us

What The Fact

มาดูกันซิว่าปีนี้มีอะไร !!! ส่อง 15 อัลบั้มออกใหม่ในปี 2019

ใครที่กำลังอินอยู่กับงานเพลงดีๆของปีที่แล้ว ในปีนี้ก็มาต่อกันได้เลยนะครับ เพราะแค่ตอนนี้ก็มีคิวอัลบั้มใหม่ๆของศิลปินมากมายรอให้ได้ฟังกัน ในจำนวนนี้ก็มีทั้งศิลปินที่ออกผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ทิ้งห่างไปไหน และศิลปินที่ไม่ได้ออกผลงานมานาน เรียกได้ว่าสีสันทางดนตรีของปีนี้ จะไม่แพ้ปีที่แล้วอย่างแน่นอน งั้นเราไปส่องกันดูก่อนดีกว่าครับว่าในปีนี้จะมีอัลบั้มดีๆอะไรให้ได้ฟังกันบ้าง


Spangle Call Lilli Line

Album :  Dreams Never End

Release : 9 มกราคม 2019

หลังจากห่างหายไปนานกว่า 4 ปี ในที่สุด Spangle Call Lilli Line วงอินดี้ร็อคจากญี่ปุ่นก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า “Dreams Never End” ออกมา งานเพลงของพวกเขาทั้งสามยังคงมีเสน่ห์น่าฟังอยู่เสมอไม่คลาย เสน่ห์ที่เกิดจากส่วนผสมของเมโลดี้ที่สวยงามล่องลอย และดนตรีที่มีกลิ่นอายของทั้งโพสต์ร็อค อิเล็คทรอนิค ดาวน์เทมโป มาผสมผสานรวมกันได้อย่างล่องลอย ลึกเร้น และชวนลุ่มหลง หากใครยังไม่เคยได้สัมผัสกับบทเพลงของ SCLL ผมขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งเลยครับ ไม่งั้นเราอาจจะพลาดวงดีๆไปอีกวงหนึ่งเลย


Papa Roach

Album : Who do you trust?

Release : 18 มกราคม 2019

มาถึงอัลบั้มที่สิบแล้วสำหรับวงอเมริกันร็อค “Papa Roach” กับ “Who do you trust?”ที่จะปล่อยออกมากลางเดือนนี้ โดยในอัลบั้มจะมีทั้งหมด 12 เพลง ซึ่งรวม “Renegade Music” “Who Do You Trust?” และ “Not the Only One”ที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ โดยอัลบั้มนี้พวกเขาตั้งเป้าว่าจะพาตัวเองไปให้สุดกว่าเดิม จะค้นหาสิ่งใหม่ที่ทำให้ตื่นเต้นได้อยู่เสมอ และแน่นอนริฟฟ์กีตาร์เข้มๆและฮุคมันๆรวมไปถึงเนื้อเพลงโดนๆก็จะยังคงมีให้ฟังอย่างแน่นอน


Backstreet Boys

Album : DNA

Release : 25 มกราคม 2019

นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่เป็นการกลับมาครั้งสำคัญ ของกลุ่มบอยแบนด์ที่หลายคนเติบโตมาพร้อมเพลงของพวกเขา “DNA” คืออัลบั้มที่เก้าจาก “Backstreet Boys” ซึ่งทิ้งห่างจากอัลบั้มก่อนนี้ In a World Like This (2013)  เป็นเวลากว่า 6 ปี และอัลบั้มนี้ถือเป็นอัลบั้มแรกที่ออกกับทาง Sony Music Entertainment 

สำหรับคอนเซ็ปของอัลบั้มนี้คือการสำรวจตัวตนของสมาชิกแต่ละคนและความเป็นวงว่าสิ่งใดคือเอกลักษณ์ของแต่ละคน และสิ่งใดคือเอกลักษณ์ของวง โดยทุกคนจะรวมเอาในสิ่งที่เป็นตัวเอง แนวดนตรีที่ชอย แรงบันดาลใจหยิบจับมาใส่ เพื่อให้ DNA เป็นอัลบั้มที่บ่งบอกความเป็นพวกเขาได้อย่างดีที่สุด


Bring Me The Horizon

Album : amo

Release :  25 มกราคม 2019

นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มที่ทุกคนรอคอย เพราะอยากจะรู้ว่าเพลงที่เหลือมันจะป็อปเหมือนซิงเกิ้ลล่าสุดที่ปล่อยออกมารึเปล่า 55  ถือได้ว่าอัลบั้มนี้น่าจับตามองตรงที่ว่าน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “Bring Me The Horizon” วงโพสต์ฮาร์ดคอร์จากอังกฤษ ที่ทำเพลงดุเดือดดุดันมาโดยตลอดแต่ซิงเกิ้ลล่าสุด “medicine” นี่เปลี่ยนทิศทางไปเลยมีความเป็นป็อป และอิเล็คทรอนิคเข้ามามากแต่เนื้อหาก็ยังเป็นชาวร็อคอยู่

ชื่ออัลบั้ม “amo” นั้นมาจากภาษาสเปนแปลว่า “รัก”  ซึ่ง Sykes นักร้องนำของวงได้พูดถึงทิศทางของอัลบั้มนี้ได้อย่างน่าสนใจว่า “amo เป็นอัลบั้มที่พูดถึงความรักในหลากหลายมุมมองอันเป็นที่สุดของห้วงอารมณ์ ที่มีทั้งดี ร้ายและน่ารังเกียจ ผลลัพธ์ก็คือมันเป็นอัลบั้มที่พวกเราได้ทดลองทำในสิ่งใหม่ๆ ค้นพบความหลากหลาย ความบ้าบอ แปลกประหลาดและน่ามหัศจรรย์ในแบบที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อน”

น่าสนใจมากครับ อีกไม่กี่วันก็จะได้ฟังกันแล้ว รอเลยๆ !!!


Mono

Album : Nowhere Now Here

Release : 25 มกราคม 2019

อีกหนึ่งวงโพสต์ร็อคจากประเทศญี่ปุ่นที่เคยมาเปิดคอนเสิร์ตในบ้านเราด้วย ไม่รู้ออกอัลบั้มแล้วจะมาอีกรึเปล่า รอลุ้นเลยๆ

MONO คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความมืดกับความสว่าง ความสุขและความทุกข์ หลั่งไหลกระแสธารแห่งชีวิตผ่านสรรพเสียงของดนตรี งานดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องแต่เข้าถึงทุกความรู้สึก

กลับมาคราวนี้มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ทั้งการผสมองค์ประกอบของความเป็นอิเล็คทรอนิคลงไป ทั้งได้มือกลองใหม่ Dahm Majuri Cipolla มาร่วมเสริมทัพรวมกับสามเสาหลักของวง Goto, Tamaki, และ Yoda ที่พิเศษสุดเลยกับเพลงร้องในอัลบั้มที่เป็นการร้องครั้งแรกของ Tamaki

ลองปลดปล่อยอารมณ์ผ่านบทเพลงของพวกเขาดูครับ ให้บทเพลงของพวกเขาพาเราไปยังดินแดนที่ไม่สามารถนิยามตำแหน่งแห่งที่ได้แห่งนั้น


ONEOKROCK

Album :   Eye of The Storm

Release : 13 กุมภาพันธ์ 2019

ไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่จะเป็นอัลบั้มลำดับที่เก้าของพวกเขาแล้ว สำหรับ “Eye of The Storm” จาก ONEOKROCK กับเวลาแค่ 12 ปีเท่านั้น กับผลงานคุณภาพและชื่อเสียงที่ได้รับ คงต้องซูฮกว่านี่คืออีกหนึ่งวงที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสธารดนตรีทั้งของญี่ปุ่นและของโลกโดยแท้จริง

ตอนนี้ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มได้ปล่อยออกมาสองเพลงแล้ว คือ  “Change” กับ “Stand Out Fit In” และวงก็เริ่มออกทัวร์ยุโรปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ก็ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีแผนมาไทยอีกรึเปล่า ยังไงก็ต้องเตรียมเก็บเงินกันไว้แล้วล่ะ

อัลบั้มนี้จะเป็นอย่างไร พวกเขาจะพาตัวเองไปยังจุดไหน ต้องรอฟังกันดูครับ


Avril Lavigne

Album : Head Above Water

Release : 15 กุมภาพันธ์ 2019

“คืนหนึ่ง ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตายและฉันยอมรับว่าฉันกำลังจะตายจริงๆ แม่นอนอยู่ข้างๆฉันบนเตียงและคอยกอดฉันอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนกับกำลังจะจมน้ำ ลึกลงไปข้างในฉันส่งเสียงออกไปว่า พระเจ้าได้โปรดโอบอุ้มศีรษะของลูกให้โผล่พ้นผืนน้ำนี้ด้วยเถิด”  นี่คือความรู้สึกจากช่วงวิกฤติของชีวิตอันเป็นแรงบันดาลใจให้กับซิงเกิ้ลใหม่และงานเพลงในอัลบั้มที่ใช้ชื่อเดียวกันว่า “Head Above Water” สตูดิโอลำดับที่หกจากสาวร็อค Avril Lavigne  ผู้เปลี่ยนความอ่อนไหวและเจ็บปวดในชีวิตมาสร้างสรรค์สู่บทเพลง เรามารอฟังเรื่องราวของเธอผ่านบทเพลงในอัลบั้มนี้กันครับ


Yann Tiersen

Album : ALL

Release : 15 กุมภาพันธ์ 2019

Yann Tiersen คือ ศิลปิน คนดนตรีชาวฝรั่งเศสที่เคยฝากผลงานสุดประทับใจไว้ในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Amélie ”

ในอัลบั้มนี้ Tiersen ยังคงสานต่อในธีมเดิมกับที่ทำไว้ในอัลบั้มก่อน EUSA(2016) อันว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่บันทึกเสียงใน “The Eskal” สตูดิโอใหม่ของ Tiersen ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆในทะเลเซลติคที่ชื่อว่า “Ushant”

อัลบั้มนี้มีการไปบันทึกเสียงนอกสถานที่หลายแห่งอาทิเช่นในป่า redwood แคนาดา หรือสนามบิน Tempelhof  ในเบอร์ลินประเทศเยอรมนี ลองไปฟังบทเพลงที่มีชื่อว่า “Tempelhof” จากอัลบั้มนี้กันดูครับ


Dream Theater

Album : Distance Over Time

Release : 22 กุมภาพันธ์ 2019

ได้เวลาสะใจอีกครั้งกลับการกลับมาของวงโปรเกรสซีพร็อคชั้นแนวหน้าของโลก Dream Theater  กับอัลบั้มที่ 14 “Distance Over Time”

พวกเขาบอกว่าอัลบั้มนี้จะหนักหน่วงกว่าอัลบั้มก่อน The Astonishing (2016) อย่างแน่นอน และด้วยความเทพระดับเข้มข้น พวกเขาใช้เวลาเขียนเพลงทั้งอัลบั้มภายในเวลาเพียง 18 วัน โดยเทียบเคียงทั้งเวลาและสไตล์ที่ใช้จะใกล้เคียงกับอัลบั้ม Train of Thought ในปี 2013

อัลบั้มนี้มีเวลารวมแค่ 57 นาทีซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มแรกที่มีความยาวต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ตั้งแต่ mages and Words ในปี 1992 และมีความยาวสั้นที่สุดตั้งแต่เริ่มปล่อยอัลบั้มแรกคือ When Dream and Day Unite ออกมาในปี 1989 นอกจากนี้ยังถือว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่สามที่ไม่มีเพลงไหนในอัลบั้มที่ยาวเกิน 10 นาทีเลย อีกสองอัลบั้มก็คือ When Dream and Day Unite และ The Astonishing และที่พิเศษสุดคือนี่คืออัลบั้มแรกที่มีเพลงที่เขียนโดย John Myung มือเบสของวงเกินกว่าหนึ่งเพลงในอัลบั้ม


Queensrÿche

Album : The Verdict

Release : 1 มีนาคม 2019

“The Verdict” คือการกลับมาสุดเดือดของวงเมทัล “Queensrÿche” ที่พวกเขาบอกว่าทุ่มสุดตัวและใส่ความเป็นเมทัล โปรเกรสซีฟลงไปไม่ยั้ง เรียกได้ว่าร็อคสุดๆแบบที่ไม่ได้ทำมานานแล้ว อยากให้แฟนๆตั้งใจฟังและมีความสุขไปกับมันเหมือนกับที่พวกเขารู้สึกตอนทำอัลบั้มนี้

จะเดือดแค่ไหนไปฟัง “Man The Machine” ซิงเกิ้ลล่าสุดที่พวกเขาปล่อยออกมากันครับ


The Japanese House

Album : Good At Falling

Release : 1 มีนาคม 2019

เชื่อว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คอดนตรีรอคอย กับ “Good At Falling” อัลบั้มเดบิวต์จากอินดี้ป็อปสาวแห่งบัคกิ้งแฮมเชียร์ “The Japanese House” ที่จะพาคุณล่องลอยไปกับน้ำเสียงและดนตรีของเธอจากบทเพลงในอัลบั้มที่เธอบอกว่า “มีความเป็นเธออยู่อย่างยิ่ง”

ก่อนนี้เธอเคยออก EP มาหลายอัลบั้มแล้วทั้ง Pools To Bathe In (2015), Clean (2015), Swim Against The Tide (2016) and 2017’s Saw You In A Dream แต่นี่จะเป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของเธอ รับประกันความงามและล่องลอยโดย Dirty Hit ค่ายเดียวกันกับ The 1975


Weezer

Album : Weezer (The Black Album)

Release : 1 มีนาคม 2019

เมื่อ The Beatles มี The Beatles (White Album) , Weezer ก็เลยต้องมี Weezer (The Black Album)  ที่ออกผลงานปั่นๆออกมาให้พวกเราได้ฮาได้มันกันทั้ง cover เพลง Africa ของวง Toto โดยมีMV ที่เป็นการรีเมคเพลง Undone The Sweater Song ของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีซิงเกิ้ลมันๆทั้ง  Can’t Knock The Hustle” นำแสดงโดย Rivers Wentz มือเบสจาก Fall Out Boy และ “Zombie Bastards” ที่ออกมากระตุ้นต่อมให้พวกเราอยากฟังเพลงในอัลบั้มเต็มของพวกเข้าไปอีก


Sigrid

Album : Sucker Punch

Release : 1 มีนาคม 2019

ด้วยความน่ารักสดใสทั้งในบทเพลงและตัวตนของเธอทำให้ Sigrid สาวป็อปอายุ 22 จากนอร์เวย์เป็นที่รู้จักจากดินแดนสแกนดิเนเวียไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

“Sucker Punch” (ชื่อเหมือนภาพยนตร์ของแซ็ค สไนเดอร์ในปี 2011) คืออัลบั้มเดบิวต์ของเธอ ที่จะรวมเอาความสดใส ไพเราะ มาถ่ายทอดผ่านบทเพลงของเธอให้พวกเราได้ฟังกันแบบเต็มๆ อดใจรอคอยอีกนิด มีนาคมนี้แน่นอน !!!


Dido

Album : Still On My Mind

Release :  8 มีนาคม 2019

“Still On My Mind” อัลบั้มที่ห้าจากนักร้องสาวชาวอังกฤษ Dido หลังจากห่างหายไปนานกว่า 6 ปี หลังจากปล่อยอัลบั้ม Girl Who Got Away ในปี 2013 แถมนี่จะเป็นอัลับ้มแรกด้วยที่เธอออกทัวร์ หลังจากที่ไม่ได้ทัวร์มานานกว่า 15 ปีแล้ว

โดยงานเพลงในอัลบั้มนี้เธอได้ทำร่วมกับพี่ชายของ Rollo ด้วยความตั้งใที่จะให้มันเป็นอีกหนึ่งอัลับ้มที่ได้ทำงานร่วมกัน โดยทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบง่ายและมีความสุข อัดร้องบนโซฟา อัดดนตรีในบ้าน โดยในอัลบั้มนี้จะมีความชอบในดนตรีฮิปฮอปและโฟล์คของเธอเป็นส่วนผสมสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความเป็นแดนซ์และอิเล็คทรอนิคเข้ามาผสมด้วย จะเป็นอย่างไรต้องรอฟังกันครับ


The 1975

Album :  Notes on a Conditional Form

Release : 31 พฤษภาคม 2019

ต้องบอกว่าขยันจริงๆ !!! เพราะเพิ่งปล่อยอัลบั้มล่าสุด A Brief Inquiry Into Online Relationships  ออกมาไม่นาน The 1975 ก็มีแผนจะปล่อยอัลบั้มต่อมา “Notes on a Conditional Form” ออกมาต่อเลยในปีนี้ โดยซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มนี้จะปล่อยออกมาราวๆเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนอัลบั้มเต็มก็ต้องรอไปอีกนิดจนถึงพฤษภาคม  ฟังจากงานเพลงในอัลบั้มล่าสุดแล้ว ก็คงต้องบอกว่าไม่กลัวเลยว่างานอัลบั้มนี้จะไม่ดี แค่รู้สึกตื่นเต้นและรอคอยลุ้นว่ามันจะดีต่อไปในทิศทางไหนก็เท่านั้นเอง

ต้องบอกว่านี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้นนะครับ เพราะว่ายังมีศิลปินอีกหลายคนเลยที่มีแผนจะออกอัลบั้มใหม่ในปีนี้ แต่ว่ายังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ซึ่งถ้ามีอะไรคืบหน้าผมก็จะมารายงานให้เพื่อนๆได้เตรียมตัวรอฟังกันต่อไปนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Nulbarich “Sweet and Sour”  ชีวิตสนุกได้แค่เปลี่ยนมุมมอง

Published

on

It’s like tasting a sweet and sour candy 

ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันอีกเพลงแล้วกับ “Sweet and Sour” ผลงานใหม่จากอัลบั้มที่ 3 ของ Nulbarich ที่มีชื่อว่า “Blank Envelope” ซึ่งจะออกวางแผงในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

MV ตัวนี้กำกับโดย Taichi Kimura (CEKAI / CAVIAR UK) วีดิโออาร์ตติสต์ชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอังกฤษผู้ซึ่งชื่นชอบและคุ้นเคยกับงานเพลงของ Nulbarich เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการ “เปลี่ยนมุมมอง”

“Sweet and Sour”  มาพร้อมท่วงทำนองสบายๆสไตล์ Nulbarich ความป็อปผสานอาร์แอนด์บีและการเรียบเรียงดนตรีที่โปร่งสบาย สดใส เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่เราลองเปลี่ยนมุมมองจากจุดเดิมไป อาจทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ นำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่สดใสและเป็นอิสระกว่าเดิม

I wish upon a star 

世界は相変わらず 

急ぎ足で run 

追いつけないまだ 

Pain と笑みで racing 

答えはその先に 

It’s like tasting a sweet and sour candy 

言わないで which is gonna win 

ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาดวงดาว

จงรีบเข้า วิ่งเข้า

ถึงแม้จะยังไม่ถึงฝัน

แต่ก็ให้วิ่งไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น

คำตอบรอเราอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการอมลูกอมรสหวานอมเปรี้ยว

ไม่ต้องพูดอะไรก็แค่ลุยมันต่อไป

瞬きで change the way you view 

Don’t hesitate 大丈夫でしょ 

Maybe 

後先は let me freely choose 

自分のペースで lose yourself 

飛べないけど spread your arms 

แค่เพียงชั่วพริบตาที่คุณได้ลองเปลี่ยนมุมมองดู

อย่าลังเลเลยมันโอเค

บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้เราลองเลือกด้วยใจเสรี

ปลดปล่อยใจไปในท่วงทำนองของตัวเอง

ถึงแม้จะโบยบินไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้กางแขนของตัวเองออกไป

 

 

Nulbarich เป็นศิลปินป็อป อาร์แอนด์บีชาวญี่ปุ่นที่มีผลงานน่าจับตามองมากๆอยู่ ขณะนี้ ชื่อ “Nulbarich” เป็นวิธีการคิดชื่อด้วยการใช้คำที่ขัดแย้งกันเหมือนกับการตั้งชื่อของวง “Mr.Children” ที่เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Mr. กับ Children 

ชื่อ Nulbarich นั้นเกิดมาจากการผสมคำของคำว่า “null but rich” Null คือ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร ส่วน Rich คือความร่ำรวยมั่งมี  เมื่อเอามาผสมรวมกันและเชื่อมด้วย But จึงมีความหมายว่า การพอใจในชีวิตแม้เราจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม

Nulbarich ได้สร้างตัวละคร นารุบาริคุง (Narubari Kun)” ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของวงโดยนารุบาริคุง จะปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์เป็นเงาสีดำ สวมแจ็คเก็ตดำ แว่นตาและหมวกปีกกว้าง อันเป็นสัญลักษณ์ของวงที่ชวนจดจำ

วงนี้มีสมาชิกหลักคือ  Jeremy Quartz (JQ) ส่วนสมาชิกคนอื่นๆนั้นหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา พูดง่ายๆว่า Nulbarich นั้นก็ชายคนนี้นี่เอง

งานดนตรีของ Nulbarich มีเสน่ห์และลงตัวมากๆเพราะมันยืนอยู่บนรากฐานของเพลงป็อปที่ผสานไปด้วยกลิ่นของแนวดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะ R&B ฟังก์ ร็อค หรือแม้แต่ เอซิดแจ๊ซ ส่วนเนื้อเพลงนั้นก็มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจด้วยการผสมผสานคำร้องที่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษเข้าไว้ในแต่ละท่อนของเพลงอย่างลื่นไหล มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและสากลผสมผสานกันไป ใครที่ฟังญี่ปุ่นไม่ออกเห็นคำอังกฤษจากเนื้อเพลงก็พอเดาได้ว่าเพลงกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เพลงของ Nulbarich ฟังง่าย มีเมโลดี้ที่สวยงาม และมีมวลอารมณ์ที่สดใส ไม่มีเพลงใดของเขาที่ฟังแล้วดูเศร้าเลย จึงเหมาะแก่การเปิดฟังในทุกช่วงเวลา

Nulbarich ออกผลงานซิงเกิ้ลแรก “Hometown” ในปี 2016 จากนั้นก็ปล่อย EP และอัลบั้มออกมาอีกสองอัลบั้ม คือ “Guess Who?” (2016) และ HOT (2018) และในปีนี้ก็ตามมาติดๆด้วย “Blank Envelope” (2019)

ตอนนี้ Nulbarich ก็มีทัวร์คอนเสิร์ตในหลายที่ในญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่าNulbarich ONE MAN TOUR 2019 – Blank Envelope -” โดยจะมีเล่นที่ Zepp และอีกห้าเมืองในญี่ปุ่น นอกจากนี้เขายังได้แต่งเพลงธีมเปิดและปิดให้กับแอนิเมชั่นเรื่อง “Carroll & Tuesday” ที่จะฉายทาง NETFLIX ในเดือนเมษายนนี้อีกด้วย

ฮ้าาา ว่าแล้วก็อยากให้ Nulbarich มาเล่นคอนเสิร์ตบ้านเราสักที จะตีตั๋วไปดูคนแรกเลย

รอฟังอัลบั้มใหม่ของ Nulbarich ได้ที่นี่เลยครับ

Blank Envelope

ที่มา

https://belongmedia.net

http://mikiki.tokyo.jp/articles/-/12311

https://ja.wikipedia.org/wiki/Nulbarich

https://okmusic.jp/news/316701

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18 – 20 ม.ค.) : Glass เปิดตัวน่าประทับใจ 89 ล้านเหรียญทั่วโลก จากทุนสร้าง 20 ล้านเหรียญ

เข้าฉายสัปดาห์แรกสำหรับ Glass ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่นำตัวละครจาก Unbreakable และ Split มาเผชิญหน้ากัน

Published

on

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Glass ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งเป็นการขยายโลกของซูเปอร์ฮีโรต่อจาก Unbreakable และ Split ทำรายได้เปิดตัวไปอย่างงดงาม อยู่ที่ 40.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำได้ 89.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 20 ล้านเหรียญเท่านั้น

Dragon Ball Super : Broly อนิเมชันฉบับยาวของอนิเมขันซีรีส์ Dragon Ball ทำรายได้ไปอย่างน่าประทับใจถึง 10.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 78.2 ล้านเหรียญ

สำหรับ Aquaman ก็ยังคงฟอร์มแรง รวมทั่วโลกทำไปเกือบ 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว จากทุนสร้างเพียง 160 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Glass

40.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 40.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 48.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 89.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 20 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : The Upside

15.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 45.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 37.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Dragon Ball Super : Broly

10.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 57.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 78.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 4 : Aquaman

10.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 304.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 759.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,063 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 160 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Spider-Man: Into the Spider-Verse

7.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 322.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : A Dog’s Way Home

7.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 26.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 18 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Escape Room

5.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 32.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 2.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 34.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 9 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Marry Poppins Returns

5.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 158.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 147.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 306 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 130 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bumblebee

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 115.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ :  296.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 412.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 135 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : On the Basis of Sex

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 16.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 667,959 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 17.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!