Connect with us

What The Fact

[Weekly Review] แนะนำ 5 อัลบั้มเด็ดประจำสัปดาห์ [ FEB week 2-3]

สัปดาห์นี้ก็มีอัลบั้มดี ๆ มาแนะนำให้ฟังกันเหมือนเคยนะครับ (แต่แอบรวบสองสัปดาห์เข้าไว้ด้วยกัน) บอกเลยว่าช่วงสองสัปดาห์นี้ผ่านมานี้มีงานดี ๆ ออกมาเยอะ ในนั้นก็มีอัลบั้มของศิลปินขวัญใจที่เรารอคอยอย่าง “Father of All…” จาก Green Day ซึ่งกำลังจะมีคอนเสิร์ตในบ้านเราเดือนมีนาคมนี้ หรือว่าอัลบั้มใหม่ชื่อยาว “No One Else Can Wear Your Crown” ของคู่ดูโอจากลอนดอน Oh Wonder ที่เพิ่งมามีคอนเสิร์ตแบบฟรี ๆ ที่บ้านเราเมื่อตรุษจีนที่ผ่านมารวมไปถึงอัลบั้มใหม่ของหนุ่มจัสติน บีเบอร์ที่ชื่อว่า “Changes” งานนี้ก็ฟังดู “ยัมมี่” อยู่เหมือนกัน ส่วน “The Slow Rush” ของ “Tame Impala” ก็เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่หลายคนรอคอยซึ่งบอกเลยว่าไม่ผิดหวัง ใครเป็นสายลอย สายฟุ้งอัลบั้มนี้มีโดน และสุดท้ายคืออัลบั้มที่น่าจะโดนใจสายอินดี้ กับท่วงทำนองแบบไซคีเดลิกฟังก์ที่มาผสมกับโซลจะล่องลอยฟังอร่อยแค่ไหนต้องไปฟังกันใน “Texas Sun EP.” ของ Khrungbin กับ Leon Bridges ครับ


“Texas Sun EP.” – Khruangbin x Leon Bridges

เมื่อสองศิลปินจากเท็กซัสโคจรมาเจอกันหนึ่งคือวงดนตรีไซคีเดลิค-ฟังก์จากเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส ชื่อเก๋ไก๋นาม “Khruangbin” (เครื่องบิน) และอีกหนึ่งคือ นักร้องแนวโซลจากเมือง Fort Worth รัฐเท็กซัสบ้านเดียวกัน นาม “Leon Bridges” ที่แจ้งเกิดจากบทเพลง “Coming Home” และอัลบั้มแรกที่มีชื่อเดียวกันในปี 2015 และได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 58 ในสาขา Best R&B Album ด้วย

พอคนบ้านเดียวกันมาเจอกันอะไรมันก็เลยเข้ากันเป็นอย่างดี เมื่องานดนตรีที่มีส่วนผสมของดนตรีตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชีย และคลาสสิกร็อกอันแสนจะ exotic ของ Khruangbin มาผสมผสานกับงานแบบเรโทรโซลและ R&B ของ Leon Bridges ความต่างบนความกลมกลืนกลั่นออกมาเป็นเสียงดนตรีอันล่องลอยผสานกับเสียงร้องเปี่ยมอารมณ์จึงผสมกันเป็นความกลมกล่อมลงตัว ชวนเพลิดเพลินจนรู้สึกว่าเวลา 20 นาทีกับ 4 บทเพลงนี้มันน้อยเกินไปเสียแล้ว

เปิดมาแทร็กแรก “Texas Sun” ด้วยอารมณ์คันทรี่เหมาะเป็นดนตรีเปิดในขณะขับรถอย่างสบายอารมณ์ล่องไปตามท้องถนน อารมณ์เดียวกับภาพปกอัลบั้มเลย Khruangbin สร้างมโนภาพของเท็กซัสแดนดินถิ่นใต้ ผืนทราย สายลม แสงแดด เปิดพื้นที่ให้เสียงร้องพาสุขใจของ Leon มาเติมเต็ม

 

“Midnight“ แทร็กนี้พาเราสัมผัสกับห้วงอารมณ์ยามค่ำคืนผ่านท่วงทำนองแบบ R&B อันนุ่มละมุ่นเซ็กซี่ ๆ ที่เหมาะจะเปิดฟังในห้องที่มีไฟสลัว ๆ ชวนเคลิบเคลิ้ม

 

“C-Side“ มาในกรู้ฟแบบยุค 70s พร้อมเสียงเบสอันโดดเด้งของ Lee และงานดนตรีของ Kruangbin ปูบรรยากาศให้ Leon เติมใส่สุ้มเสียงของเขาลงมาในห้วงอารมณ์ของการตกหลุมรัก “Somebody is going to fall in love tonight.”

และ “Conversation“ แทร็กสุดท้ายที่มีความยาวมากที่สุดกับบทเพลงที่ Leon จงใจถ่ายทอดอย่างสุดอารมณ์ผ่านท่วงทำนองของดนตรีไซคีเดลิกและกอสเปลโซลสะท้อนความรู้สึกของชายโดดเดี่ยวที่ระทมทุกข์และข้ามผ่านช่วงเวลาอันมืดมิดจนพบแสงแห่งความหวังในที่สุด


“Father of All…”  – Green Day

อัลบั้มเต็มชุดที่ 13 ของวงทรีโอพังก์รุ่นเก๋าเร้าใจ “Green Day” เป็นอัลบั้มที่มีความยาวรวมสั้นที่สุด คือ 26 นาที 12 วินาที สั้นกว่าอัลบั้มแรก “39/Smooth” ที่มีความยาว 31 นาที 13 วินาที

หากใครยังคงคิดถึง อัลบั้มฮิตยุค George W. Bush  “American Idiot” (2004) แล้วจะคิดว่า งานนี้จะได้ฟัง “American Idiot เวอร์ชัน โดนัล ทรัมป์” แล้วล่ะก็อาจจะต้องผิดหวัง เพราะเฮียบิลลีเค้าบอกแล้วว่างานนี้ไม่ได้เป็นพังก์การเมืองเหมือนเก่าก่อนเพราะ “ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่อันตรายเหลือเกิน ทุกอย่างมันดูคาดการณ์ไม่ได้ไปซะหมด อเมริกากำลังย่ำแย่ลงทุกที คงไม่มีแรงบันดาลใจอะไรมาจากเรื่องชวนหดหู่พวกนี้หรอกว่ะ” !!

งานนี้ Green Day ก็เลยเปลี่ยนจากพังก์การเมืองมาเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตแทน ด้วยการเอาแรงบันดาลใจมาจากเพลงร็อกยุคเก่าก่อนเช่น การาจร็อก หรือ ร็อกอะบิลลี ซึ่งก็ไม่ได้หยิบมาทื่อ ๆ แต่เอามาใส่ความเป็น Green Day ลงไปได้อย่างเข้าท่าเข้าทาง

ไตเติลแทร็ก “Father of All…” มาพร้อมความเร้าใจในสไตล์ Queens Of The Stone Age หรือบลูส์ร็อกแบบ The Black keys เปิดมาเพลงนี้ก็มันส์แล้ว

Oh Yeah!’” บทเพลงเร้าใจชวนโอ้ เย่ เพลงนี้แรงบันดาลใจชัดเจนมีการแซมเปิลเสียงมาจากท่อนฮุคเพลง “Do You Wanna Touch Me (Oh Yeah)” ของ Joan Jett ด้วย

Stab You In The Heart” นี่สิร็อกแอนด์โรลลลล กับงานดนตรีในสไตล์ honky-tonk ที่ชวนให้คิดถึงงานเพลงอย่าง Jailhouse Rock ของเอลวิส เพรสลีย์ หรือ Hippy Hippy Shake ของ Chan Romero ในเวอร์ชันของ The Beatles เลย งานนี้ต้องมีเต้นโยกขาด้วยท่าเอลวิส !

Meet Me On The Roof” เพลงร็อกสดใสโดนใจวัยรุ่นชวนให้คิดถึงฉากเด็กวัยรุ่นเล่นดนตรีกันในหนังเรื่อง Sing Street เลย

นี่แค่น้ำจิ้มยังมีเพลงโจ๊ะโดนใจอีกมากมายในอัลบั้มนี้ (ที่ฟังแป๊ปเดียวก็จบละ) หลายเพลงในอัลบั้มนี้ของ Green Day เหมาะแก่การเอาไปเล่นไลฟ์มาก ๆ คิดว่าคอนเสิร์ตที่ไทยเดือนมีนาคมนี้มีความมันส์รออยู่อย่างแน่นอน !!


 “The Slow Rush” – Tame Impala

 

อัลบั้มเต็มชุดที่ 4 จากนาย Kevin Parker กับบทเพลงในสไตล์ไซคีเดลิคพอปอันเบาสบาย ล่องลอยบาง ๆ พลิ้วไปเบา ๆ ถึงแม้บางเพลงจะมีความหม่นเศร้าแต่ก็เคล้าไปด้วยความเพลิดเพลิน

งานเพลงของ Tame Impala ชุดนี้ทิ้งห่างจากงานชุดที่สาม “Currents” ไปกว่า 3 ปี ความสำเร็จของงานชุดก่อน อาจทำให้เกิดความกดดันได้ แต่พอมาได้ฟังงานชุดนี้ก็พบว่า Kevin Parker มีท่าทีที่ผ่อนคลาย บทเพลงทั้งหมดที่มาในธีมของ “เวลา”  (มีแทร็กเปิดชื่อว่า “One More Year” และ แทร็กปิด “One More Hour” และเชื่อมร้อยต่อกันได้งดงาม) มันคือส่วนผสมของความล่องลอยแบบไซคีเดลิค ซาวด์อิเล็กทรอนิก ซินธ์เปี่ยมสีสัน และสัมผัสของท่วงทำนองอันไพเราะจากดนตรี Soft Rock / Yatch Rock  กลาง 70s ถึงต้น 80s พร้อมเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่ Parker สะท้อนมันออกมาจากข้างใน

“One More Hour”  เป็นแทร็กที่ปิดได้โดดเด่นเร้าใจมากยิ่งช่วงโซโล่กลางเพลงนี่พีคสุด ๆ แถมจัดมายาวกว่า 7 นาที

“‘Posthumous Forgiveness” คือตัวอย่างหนึ่งของบทเพลงอันยอดเยี่ยมจากอัลบั้มนี้ ที่ Parker กลั่นความรู้สึกในเบื้องลึกหลังจากกาลเวลาได้พรากคุณพ่อของเขาให้จากไป วังวนแห่งความเจ็บปวด เคืองโกรธ และหม่นเศร้าได้คละเคล้ามาในบทเพลงความยาว 6 นาทีกับงานดนตรีชวนตื่นหูอันหลากล้นไปด้วยชั้นเชิง ลีลาและอารมณ์ บทเพลงถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ครึ่งแรกเหมือนคนที่พยายามข้ามผ่านความทุกข์ในจิตใจไปให้ได้ ท่วงทำนองหม่นเศร้าได้ลอยคลุ้งในช่วงต้น ก่อนเปลี่ยนเป็นความสับสน โกรธขึ้ง ณ ใจกลางเพลงและคลี่คลายเป็นความผ่อนคลายในท้ายที่สุด

“The Slow Rush” ดูจะเป็นชื่อที่บ่งบอกลักษณะของงานเพลงในอัลบั้มนี้ได้อย่างชัดเจน “เร่งรีบแบบไม่เร่งร้อน” มันคือส่วนผสมของสิ่งที่หลากหลายแต่ถูกถ่ายทอดออกมาในท่าทีที่ผ่อนคลายและสวยงาม


“Changes” – Justin Bieber

เล่นปล่อยมาวันวาเลนไทน์แบบนี้ ก็รู้กันดีว่ามันต้องเป็นเพลงรักแน่นอน “Changes” ผลงานชุดที่ 5 จากหนุ่มบีเบอร์คือเรื่องราวและอารมณ์ในช่วงเวลาหลังจากร่วมหอลงโรงกันกับนางแบบสาว Hailey Baldwin หลายบทเพลงจึงน่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากเธอคนนี้ กลั่นออกมาเป็นท่วงทำนอง พอป แทร็ป และอิเล็กโทร R&B ที่พอฟังแล้วก็ลื่นไหลสบายใจดีแต่อารมณ์เพลงอาจจะมีความคล้ายกันไปหน่อย ไม่ค่อยมีเพลงที่โดดเด้งออกมาเท่าไหร่

งานนี้บีเบอร์รวมผลคนดนตรีมาร่วมงานกันเพียบทั้ง Quavo, Post Malone, Clever, Lil Dicky, Travis Scott, Kehlani, และ Summer Walker รวมไปถึงเหล่าโปรดิวเซอร์มือดีมากมาย

“Yummy” แทร็กเปิดที่ฟังแล้วมันยัมมี่ หวานหูดี แต่การที่ร้องวนไปวนมาว่า “ย้ามมี ยามมี ย้ามมี ยาม” มันก็เหมือนโดนสะกดจิต ว่ายวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนกันนะ

ส่วนแทร็กแรก “All Around Me” ที่มาในดนตรีแบบมินิมอลเบา ๆ นี่ก็ชัดเจนว่าแต่งให้คุณภรรยาแน่นอน “Oh Yeahhh I need you all around me”

ต่อด้วย “Habitual” ที่เพิ่งปล่อย mv ออกมาเมื่อวันวาเลนไทน์ เป็นบทเพลงที่ฟังสบายและดูเหมือนว่าจะเป็นแทร็กหนึ่งที่กลมกล่อมลงตัวที่สุดของอัลบั้มนี้

ส่วนเพลงที่ฟีเจอริ่งกับศิลปินคนอื่นก็ใช้ได้อย่าง “Forever” ที่มี Post Malone และ Clever มาแจม เสียงของสามคนนี้ก็ไปด้วยกันได้โอเคดี

“Get Me” เสียงของ Kehlani ช่วยมาเบรกอารมณ์ซ้ำ ๆ ของอัลบั้มนี้ได้ดี

ส่วนแทร็กปิด “That’s What Love Is” ที่มาในสไตล์อะคูสติก ถือว่าแตกต่างสุดแล้วในอัลบั้มนี้

โดยรวมปัญหาของอัลบั้มนี้คือการที่มีหลายเพลงแต่มีความคล้ายกันเกินไป ทำให้อารมณ์ไม่ฉีกออกจากกันมากนัก หากทำให้น้อยลงแต่ทำให้แตกต่างหลากหลายขึ้นหรือมีอะไรให้เซอร์ไพรส์ก็น่าจะโดนใจกว่านี้ แต่ถ้าฟังเอาเพลิน ๆ ก็ถือว่าทำได้ดีพอสมควร


“No One Else Can Wear Your Crown” – Oh Wonder

เพิ่งแอบมาเซอร์ไพรส์ด้วยฟรีคอนเสิร์ตในไทยช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ดูโอจากลอนดอนคู่นี้ Anthony West และ Josephine Vander Gucht เริ่มต้นจากการทำเพลงในห้องเล็ก ๆ ในลอนดอน จนวันนี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก บทเพลงของเขาและเธอก็ยังคงงดงามน่าฟังอยู่แม้ในหลักไมล์ที่สาม “No One Else Can Wear Your Crown”

ถึงแม้ว่างานเพลงในชุดนี้จะไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากอัลบั้มที่ผ่าน ๆ มา แต่ก็ต้องบอกว่าท่วงทำนองอิเล็กทรอนิกพอป lo-fi อันผสานไว้ด้วยเสียงร้องบางเบาเคล้าอารมณ์ของ Oh Wonder นั้นมันยังคงน่าฟังอยู่

งานเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มสะท้อนอารมณ์ของคนบาดเจ็บทางใจแต่ถึงอย่างนั้นงานดนตรีก็มีโทนทางสดใสหรือทางจะหม่นเศร้าบางก็เศร้าแต่พองาม

In And Out Of Love” บทเพลงรักบัลลาดจากสัมพันธ์รักในชีวิตจริงของดูโอคู่นี้

 

“Hallelujah” ซิงเกิลต้อนรับการกลับมาของทั้งคู่ หนึ่งในบทเพลงที่โดดเด่นจากอัลบั้มนี้ที่ผสมผสานบีทอันเร้าใน เครื่องสายเปี่ยมอารมณ์ผสมการร้องประสานเสียงที่ค่อย ๆ เพิ่มอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาเรื่อย ๆ สะท้อนการมีความหวังในช่วงเวลาที่ดำดิ่งของชีวิต

 

“Nothing But You” บทเพลงที่ไพเราะงดงามในท่วงทำนองชวนผ่อนคลายในบีทบางเบาที่เคล้าสำเนียงเสียงดนตรีแจ๊ส

 

“How It Goes” คืออีกหนึ่งบทเพลงที่มาพร้อมกลิ่นอายของดนตรีแจ๊สนุ่มนวล บางเบา ฟังสบาย ผ่อนคลายไปกับท่วงทำนอง

 

โดยรวมงานเพลงในอัลบั้มนี้มีความงดงามไพเราะน่าฟังดี ถึงแม้จะไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์หรือแปลกใหม่ แต่ก็เป็นอีกอัลบั้มที่น่าฟังและเป็นผลงานดี ๆ ที่  Oh Wonder ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองไว้อยู่

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น