Schindler's List
Schindler's List

เปิดตำนาน 27 ปี Schindler’s List: หนังที่ดีที่สุดตลอดกาลของพ่อมด Steven Spielberg

หนัง Schindler’s List เคยกลับมาเข้าฉายในวาระครบ 25 ปีเมื่อ 2 ปีก่อน และมีการทำฟิล์มให้คมชัดจนนำกลับมาฉายในระบบดิจิทัลได้ รวมถึงเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็มีการนำหนังเรื่องนี้กลับเข้าฉายในโรงอีกครั้ง ช่วงที่ยังไม่มีโปรแกรมหนังใหม่ ๆ เข้าเพราะโควิด-19 รวมถึงใน Netflix ก็ยังมีหนังเรื่องนี้ให้ดูกันแบบสตรีมมิงได้

ความน่าดูของหนังเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นหนังที่คว้ารางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 1993 ทำให้ Steven Spielberg คว้าออสการ์ตัวแรกในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม และหนังเองก็ 7 สาขารางวัลออสการ์จากการเข้าชิงทั้งหมด 12 สาขารางวัล ชนะรางวัลลูกโลกทองคำและบาฟตา ในสาขาใหญ่ ๆ เกือบทั้งหมดในปีนั้น

หนังยังถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลกที่พูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สมจริงและสร้างความสะเทือนใจมากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน นี่คือหนังที่ Universal Studios ยอมควักเงิน 22 ล้านเหรียญฯ ทิ้งให้ Spielberg สร้าง เพราะคิดว่าหนังต้องเจ๊งแน่ที่คิดจะนำเสนอความหดหู่จากสงคราม แถมยังเป็นหนังขาวดำที่ยาว 3 ชั่วโมงท้ายที่สุดหนังทำรายได้ทั่วโลกไป 322 ล้านเหรียญฯ (อ่านรีวิวฉบับเต็มเรื่องนี้ของ WTF)

Extra Large Movie Poster Image for Schindler's List (#1 of 2)

วันนี้ What The Fact จึงขอนำเสนอแง่มุมเบื้องหลังงานสร้างของ Schindler’s List เรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยดูหรือเกิดไม่ทัน ได้รู้จักหนังดราม่าที่ว่ากันว่าดีที่สุดในชีวิตของผู้กำกับพ่อมดแห่งฮอลลีวูด Steven Spielberg หรือได้หามาดูกันสักครั้งในชีวิต

กอบกู้ศรัทธา “ความเป็นยิว” ในใจ Spielberg

Schindler’s List คือหนังที่กอบกู้ศรัทธาความเป็นยิวของ Spielberg กลับมาอีกครั้ง อุปมาดังการที่ E.T. ได้กลับบ้าน ใน E.T.: the Extra-Terrestrial (1982) เขาเป็นชาวยิวที่มาอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ โดยต้องย้ายที่อยู่อาศัยตามพ่อแม่จากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่งตลอดเวลา และมักจะลงเอยด้วยการเป็นชาวยิวเพียงครอบครัวเดียวในชุมชนที่ย้ายไปอยู่ แปลกแยกยิ่งกว่านั้นตรงที่ครอบครัวเขาเป็นยิวออร์โธด็อกซ์ที่เคร่งครัดในกฎระเบียบทางศาสนาด้วย ในที่สุดหลายครั้งในชีวิต เขาจึงลงเอยด้วยการปฏิเสธความเป็นยิวเพื่อเข้าร่วมกับสังคมเพื่อนและไม่ถูกกลั่นแกล้ง

Schindler's List': Robin Williams Called Steven Spielberg | IndieWire
Liam Neeson และ Steven Spielberg
Steven Spielberg ในกองถ่าย Schindler’s List

หนังสารคดีเรื่องที่จุดประกายให้เขาอยากทำหนังเรื่องนี้ ย้อนกลับไปในห้องเรียนสมัยมัธยมของเขา เมื่อคุณครูเปิดฉายหนัง 16 มม. เรื่อง The Twisted Cross “มันคือครั้งแรกของผมที่เห็นศพคนตายบนจอหนังครับ ผมเห็นรถยกที่ดันศพลงไปในหลุม เป็นภาพที่รุ่นลูก ๆ ของผมเห็นในสารคดีเป็นปกติ แต่ไม่ใช่ยุคที่ผมยังเป็นเด็กอยู่” Spielberg กล่าว

หากไม่ใช่บารมีของ Spielberg ก็ไม่มีใครกล้าให้ทุนสร้างหนังเรื่องนี้

Spielberg ยังคงมีส่วนลึกในใจที่อยากจะวิ่งหนีความเป็นยิวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่ในตอนต้นทศวรรษ 90s หลังจากที่เขามา Schindler’s List เป็นหนังที่อยากสร้างมาตลอดอยู่ร่วมสิบปี และในตอนนั้นเองเขาก็ทำหนังที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายทั้ง E.T. the Extra-Terrestrial (1982) หรือ Indiana Jones (1981-1989) แต่ในฝั่งหนังดราม่าเองก็ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก ทั้ง The Color Purple (1985) ที่เป็นหนังตีแผ่ขีวิตของคนผิวดำ และ Empire of the Sun (1987) ที่เป็นหนังบรรยากาศสงครามโลกครั้งที่ 2

ในสุดสัปดาห์ที่ E.T. the Extra-Terrestrial เข้าฉายและประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย Sidney Sheinberg ผู้บริหารสตูดิโอ Universal กำลังครุ่นคิดถึงหนังที่ Spielberg แนะนำให้เขาสร้าง แถมยังส่งหนังสือ Schindler’s Ark ของ Thomas Keneally พร้อมคำวิจารณ์ชื่นชมต่อหนังสือจากหลายสำนักให้กับเขาด้วย แต่ในตอนนั้น Spielberg ก็บอกกับเขาด้วยว่า “ผมยังรู้สึกว่าผมยังไม่โตมากพอจะทำหนังเรื่องนี้”

Schindler's Ark or Schindler's List | Magazine
หนังสือ Schindler’s Ark ของ Thomas Keneally
Sidney Sheinberg, a Force Behind Universal and Spielberg, Is Dead ...
Steven Spielberg และ Sidney Sheinberg ผู้บริหารสตูดิโอ Universal ในตอนนั้น

เขาจึงได้นำ Schindler’s List ไปเชิญชวนให้ผู้กำกับแถวหน้าที่เป็นเพื่อนสนิทหลายคนอย่าง Roman Polanski ที่ Spielberg ถึงกับขึ้นเครื่องบินไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อส่งหนังสือเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ให้เขาอ่าน ก่อนที่ Polanski จะบอกว่า เขาก็มีเรื่องในใจที่อยากจะสร้างจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เหมือนกัน ต่อมาหนังเรื่องนั้นทำให้เขาเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Pianist (2002) และ Martin Scorsese เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Departed (2006) กำกับแทนเขา แต่ก็ไม่มีใครรับกำกับให้

จนมาถึงจุดที่สื่อบางสำนักในเวลานั้นออกมาพูดในทำนองที่ว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวกว่า 6 ล้านคนเกิดขึ้นจริงหรือไม่? และเรื่องราวของการสังหารหมู่ชาวยิวก็แทบไม่มีการถูกสร้างขึ้น (มีแค่มินิซีรีส์ Holocaust (1978) นำแสดงโดย Meryl Streep และอาจต้องย้อนไปอีกทีถึงเรื่อง The Diary of Anne Frank (1959) นู่นเลย) Spielberg จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทั้งโลกควรจะต้องรู้จักเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ผ่านโลกภาพยนตร์

The Diary of Anne Frank (1959)
The Diary of Anne Frank (1959)
มินิซีรีส์ Holocaust (1978) นำแสดงโดย Meryl Streep

หนังทุนสร้าง 22 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถือว่าสูงในยุคนั้นเรื่องนี้จึงถูกสร้างขึ้นโดยค่ายหนัง Universal ที่ในปีนั้นก็ออกทุนสร้างหนัง Jurassic Park (1993) และ E.T. the Extra-Terrestrial (1982) ให้กับ Spielberg มาก่อนด้วย จึงอนุมัติทุนสร้างอย่างชนิดที่ทิ้งเงินไปเลยเพราะคิดว่ายังไงหนังก็เจ๊ง ในตอนนั้นถึงกับมีผู้บริหารสตูดิโอบางคนถามเขาว่า ทำไม Spielberg ถึงไม่ใช้เงินจำนวน 22 ล้านเหรียญฯ นี้บริจาคให้กับมูลนิธิ Holocaust ไปเลยให้สิ้นเรื่อง แทนที่จะต้องมาสร้างหนังให้เหนื่อย จึงต้องบอกว่า เป็นเพราะบารมีและชื่อเสียงของ Spielberg แท้ ๆ ที่ทำให้หนังได้สร้างในที่สุด

หนังขาวดำ กล้องแฮนด์เฮลด์ และความเป็นหนังสารคดีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

Schindler’s List จึงเปรียบเสมือนหนังทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองของ Spielberg ที่เอาชื่อเสียงจากการทำหนังบันเทิงทั้งภาพและอารมณ์ คนดูให้การตอบรับดีทุกเรื่องมาเป็นเดิมพัน เพราะแน่นอนว่าหนังดราม่าเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนังแห่งความบันเทิง หนำซ้ำยังจะเป็นหนังหดหู่เสียด้วย ในครั้งนี้ Spielberg ก็เลือกจะทิ้งเทคนิควิธีการเดิม ๆ ที่เคยใช้กับหนังเพื่อความบันเทิงเรื่องก่อน ๆ ของเขาเช่น การเครนช็อตที่ทำให้ผู้ชมเห็นภาพกว้าง การเคลื่อนกล้องให้เห็นเหตุการณ์หลายอย่างในช็อตเดียว การใช้เสียงวงดนตรีออเครสตราประกอบหนังอย่างอลังการ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จะไม่ได้เห็นในหนัง Schindler’s List แถมหนังยังเลือกจะถ่ายทอดเป็นหนังขาวดำอีกต่างหาก

Steven Spielberg: 'Schindler's List' more relevant today than in 1993
Spielberg, Kinsley และ Neeson

Spielberg ตั้งใจจะให้ Schindler’s List ใช้เทคนิคการบอกเล่าของหนังแบบหนังข่าวและหนังสารคดี จึงได้เลือกใช้ภาพขาวดำ (ยกเว้นฉากเปิดและปิดเรื่อง) การถ่ายแบบแฮนด์เฮลด์ (ถือกล้องตามตัวละครที่จะมีภาพสั่น ๆ ไม่เนี้ยบ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนคนดูอยู่ในเหตุการณ์ การลำดับภาพอย่างไม่ต่อเนื่อง การขึ้นหนังสือบอกความเลวร้ายของสถานการณ์เป็นระยะ) ทั้งหมดนี้เป็นการนำเสนออย่างมีศิลปะและชั้นเชิง หากพิเคราะห์ว่าในยุคนั้นยังไม่มีหนังเรื่องไหนทำแบบนี้ (ต่อมาจึงมีการนำบางเทคนิคเหล่านี้มาใช้ในหนังสงครามและหนังประวัติศาสตร์อีกหลายเรื่อง รวมทั้งหนังของ Spielberg เอง อย่าง Saving Private Ryan (1998) และ War Horse (2011))

Schindler's List | film by Spielberg [1993] | Britannica
Spielberg ในกองถ่าย The Schindler’s List

อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการนำเสนอด้วยภาพขาวดำ ก็คือการไม่จงใจขยี้ภาพของความรุนแรงจาการสังหารหมู่อย่างมากเกินไป (ลองนึกภาพที่ถ้าหนังเป็นภาพสีและได้เห็นผ่านของโศกนาฎกรรมอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ) ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของ Spielberg ที่ไม่อยากจะสร้างดราม่าอย่างโจ๋งครึ่ม และในทางกลับกัน การดำเนินไปของตัวละครหลักอย่าง Oskar Schindler ที่รับบทโดย Liam Neeson กลับเป็นไปด้วยท่าทีเบาสบายและไม่ได้มีฉากเรียกความดราม่าหรือสงสารใด ๆ เลยในเรื่อง

(อ่านต่อหน้าถัดไป)