007-James-bond

10 “Easter Egg” คารวะตำนาน 007 ที่ซ่อนอยู่ในเจมส์ บอนด์ภาคล่าสุด ‘No Time To Die’

ในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอนที่ 25 อย่าง ‘007 No Time To Die’ นอกจากจะเป็นตอนสุดท้ายของ ‘แดเนียล เครก’ (Daniel Craig) ที่ปิดตำนานได้อย่างหมดจดสมบูรณ์แบบแล้ว (อ่านรีวิวได้ที่นี่) ยังเป็นภาคที่ ‘แครี โจจิ ฟุกุนากะ’ (Cary Joji Fukunaga) ผู้กำกับ ได้ใส่กิมมิกต่าง ๆ โดยเฉพาะกิมมิกเกี่ยวกับเจมส์ บอนด์ 007 หรือที่เรียกว่า ‘Easter Egg’ ทั้งจากรูปแบบนิยายและภาพยนตร์ ทั้งที่ได้แรงบันดาลใจโดยตรง และที่แอบซ่อนเอาไว้แบบเนียน ๆ ไว้ประปรายทั่วทั้งเรื่อง ชนิดที่เรียกว่า แฟนพันธุ์แท้ดูแล้วต้องยิ้ม หรือไม่ก็ต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน

เราจึงขอรวบรวม 10 Easter Egg สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอด 167 นาทีของหนังภาคนี้ สำหรับแฟน ๆ หนังเจมส์ บอนด์ให้ได้ทบทวนกันอีกครั้ง และเก็บตกจุดที่หลายคนอาจหลงหูหลงตา (ขนาดผู้เขียนเองยังหลงหูหลงตาไปหลายจุดเลย 555) ให้ได้ตามเก็บและระลึกถึงอีกครั้ง หรือจะลองรับบทนักสืบ กลับไปดูหนังอีกรอบเพื่อหา Easter Egg แบบจะ ๆ ก็น่าจะสนุกดีไม่ใช่น้อย


SPOILER ALERT !!

คำเตือน : ส่วนหนึ่งของเนื้อหาในบทความนี้ มีการเปิดเผยเนื้อหาและบทสรุปของภาพยนตร์ ‘007 No Time To Die’ และภาคอื่น ๆ เท่าที่จำเป็น จึงจำเป็นที่ควรจะต้องรับชมภาพยนตร์ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ (และเพื่อจะได้นึกเนื้อเรื่องตามระหว่างอ่านได้ด้วย) หากยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ สามารถอ่านรีวิวที่ไม่มีเนื้อหาสปอยล์หนังได้ที่นี่


ไตเติลที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Dr. No’

SPOILER ALERT ! ใน ‘No Time To Die’ เจมส์ บอนด์เคลือบแคลงสงสัย ‘ดร. เมเดอลีน สวอนน์’ (Léa Seydoux) คนรักปัจจุบันของตัวเองว่า เป็นสายให้กับ ‘โบลเฟลด์’ (Christoph Waltz) แห่งองค์กร ‘Spectre’ มาลอบวางระเบิดตัวเขาเอง ตอนที่เขาไปเยี่ยมหลุมศพของ ‘เวสเปอร์ ลินด์’ (Eva Green) ตอนที่ทั้งคู่ไปเที่ยวที่อิตาลี ทำให้บอนด์เลือกที่จะตัดความสัมพันธ์กับเมเดอลีน และส่งเธอขึ้นรถไฟเพื่อแยกทางกัน หลังจากที่รถไฟเคลื่อนผ่านไป จะเริ่มมีไตเติลลักษณะเป็นกราฟิกลายจุดวงกลมหลากสีสันขึ้นมาเป็นช่วงสั้น ๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากไตเติลของหนังเจมส์ บอนด์ภาคแรก ‘Dr. No’ (1962)

โดยผู้ออกแบบไตเติลในภาคนี้คือ ‘แดเนียล ไคลน์แมน’ (Daniel Kleinman) ผู้กำกับโฆษณาโทรทัศน์ชาวอังกฤษ ที่รับหน้าที่ออกแบบไตเติลหนังเจมส์ บอนด์ยุคหลัง ๆ ตั้งแต่ภาค ‘GoldenEye’ (1995) มาตลอดเกือบทุกภาค เขาได้หยิบเอากราฟิกลายจุดวงกลมจากไตเติลของ ‘Dr. No’ ที่ออกแบบโดย ‘มัวริซ ไบน์เดอร์’ (Maurice Binder) กราฟิกดีไซน์ผู้ออกแบบไตเติลเจมส์ บอนด์ยุคแรกหลายสิบภาค และผลิตแอนิเมชันโดย ‘เทรเวอร์ บอนด์’ (Trevor Bond) มาใช้ในภาคนี้แบบเป็นกิมมิกให้พอคิดถึงเล็ก ๆ


ฉากไล่ล่าด้วยรถยนต์ จาก For Your Eyes Only

SPOILER ALERT ! ในเหตุการณ์ก่อนหน้า เจมส์ บอนด์ ได้รับอนุญาตจากเมเดอลีน ให้ไปเยี่ยมหลุมศพของเวสเปอร์ ลินด์ได้ เพราะเธอเข้าใจว่าบอนด์เองยังทิ้งอดีตที่เคยทำกับเธอไว้ในภาคก่อน ๆ ไม่ได้ เขายืนอยู่หน้าหลุมศพ ก่อนที่หลุมศพนั้นจะระเบิด บอนด์จึงรู้ว่าเขากำลังถูกหน่วยสเปกเตอร์ตามล่า เขาจึงพยายามกลับไปที่โรงแรม เพื่อพาเมเดอลีนขึ้นรถ ‘Aston Martin DB5’ ที่ติดอาวุธและกระจกกันกระสุนรอบคัน เพื่อหลบหนีการไล่ล่าจากหน่วยสเปกเตอร์

ในฉากนี้ ชัดเจนว่าได้รับแรงบันดาลใจจากฉากหนึ่งในภาค ‘For Your Eyes Only’ (1981) เจมส์ บอนด์เวอร์ชัน ‘โรเจอร์ มัวร์’ (Roger Moore) ได้ไปเยี่ยมหลุมศพของ ‘Tracy Bond’ อดีตภรรยาของเขา และโบลเฟลด์ (ในรูปโฉมจอมวายร้ายที่ไม่ยอมเปิดหน้าตา) ก็สั่งให้สเปกเตอร์ขับรถไล่ล่าเขาหลังจากนั้นไม่นาน บอนด์และ ‘Melina Havelock’ (Carole Bouquet) จึงต้องขับรถ ‘Citroën 2CV’ สีเหลืองเพื่อหลบหนีการไล่ล่าเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าใน ‘No Time To Die’ นั้นดูซีเรียสกว่าเยอะ


‘We Have All the Time in the World’

007-James-bond

SPOILER ALERT ! หลังจากที่บอนด์จัดการซาฟินลงได้เรียบร้อยแล้ว แต่บอนด์กลับพบว่าตัวเองติดเชื้อนาโนบอตพร้อม ๆ กับซาฟิน บอนด์จึงตัดสินใจไม่หนีออกจากฐานทัพของซาฟินบนเกาะ ในขณะเดียวกัน ฝูงขีปนาวุธทีี่ ‘M’ สั่งให้ยิงทำลายฐานทัพก็กำลังเข้ามาใกล้เต็มที บอนด์จึงตัดสินใจปีนขึ้นดาดฟ้าฐานทัพเพื่อสละชีพไปพร้อม ๆ กับฐานทัพที่ถูกทำลายเพื่อที่จะไม่ต้องการให้เชื้อโรคติดต่อกับคนอื่น ๆ ที่มีสายพันธุกรรมใกล้กัน โดยก่อนที่เขาจะถูกขีปนาวุธถล่ม เขาได้พูดกับเมเดอลีนเป็นครั้งสุดท้ายผ่านทางวิทยุ เมเดอลีนยอมรับว่า มาทิลด์ ลูกสาวได้ตาสีฟ้ามาจากบอนด์

ะบอนด์ได้พูดประโยคสั่งลากับเมเดอลีนว่า “We Have All the Time in the World.” (เราต่างมีเวลาทั้งหมดในโลกนี้) รวมทั้งเพลงประกอบภาพยนตร์ ‘We Have All the Time in the World’ ที่ขับร้องโดย ‘หลุยส์ อาร์มสตรอง’ (Louis Armstrong) ที่คลอขึ้นประกอบเครดิตท้ายเรื่อง

ทั้งคำพูดและเพลงประกอบภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่ได้แรงบันดาลใจจากภาค ‘On Her Majesty’s Secret Service’ (1969) ตั้งแต่เพลง ‘We Have All the Time in the World’ ที่เคยถูกใช้ในภาคนี้มาแล้ว ในฉากที่เจมส์ บอนด์ออกเดตกับ ‘เทรซี’ (Diana Rigg) ก่อนที่ช่วงท้ายของหนัง เธอถูกหน่วยสเปกเตอร์สังหารคารถยนต์ที่ทั้งคู่ขับออกมาจากงานแต่งงาน

บอนด์ที่ตกตะลึงและเสียใจอย่างมากได้พูดประโยคสุดท้าย พร้อมกับกอดประคองร่างของเทรซีว่า “We Have All the Time in the World” เหมือนต้องการจะสะท้อนว่า ไม่ว่าเทรซี หรือเมเดอลีน ทั้งคู่ต่างก็เป็น “รักแท้” ของเจมส์ บอนด์ เพราะเทรซีคือผู้หญิงคนเดียวที่เจมส์ บอนด์แต่งงานด้วย ส่วนเมเดอลีนก็เป็นผู้หญิงคนเดียวที่เคยมีลูกกับบอนด์


‘เฟลิกซ์ เลเตอร์’ ผู้ถูกฉลามกัด

007-James-bond

SPOILER ALERT ! ใน ‘No Time To Die’ ‘เฟลิกซ์ เลเตอร์’ (Jeffrey Wright) สายสืบแห่งหน่วยซีไอเอ เพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของบอนด์ กลับมาอีกครั้งในฐานะผู้ช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ‘วัลโด โอบรูเชฟ’ (David Dencik) พร้อมกับผู้ช่วย ‘โลแกน แอช’ (Billy Magnussen) เขาทั้งคู่เดินทางมาเจอกับบอนด์ในบาร์ที่จาไมกา เพื่อเจรจากับบอนด์ในการขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ซึ่งบอนด์ได้ปฏิเสธไปในคราแรก

บอนด์กับเลเตอร์เจอกันสั้น ๆ ใน ‘Casino Royale’ (2006) และ ‘Quantum of Solace’ (2008) ซึ่งใน ‘No Time To Die’ นอกจากเลเตอร์จะได้เจอบอนด์มากขึ้นกว่าเดิมเยอะแล้ว เขายังได้เล่าเรื่องที่เคยเขาถูกฉลามกัดให้บอนด์ฟังในบาร์ ซึ่งนั่นก็หมายถึง “เฟลิกซ์ เลเตอร์” คนก่อนจากภาค ‘Licence to Kill’ (1989) ที่แสดงโดย ‘เดวิด เฮดิสัน’ (David Hedison) ที่ถูกเจ้าพ่อค้ายาเสพติดแก้แค้นด้วยการหย่อนตัวเขาลงในบ่อฉลาม เพื่อให้ฉลามกัดจนขาขาดแต่ไม่ตาย


ตัวร้ายตายเพราะ ‘รถยนต์

007-James-bond

SPOILER ALERT ! ‘โลแกน แอช’ (Billy Magnussen) นักสืบหน่วยซีไอเอ ผู้ช่วยของเลเตอร์ เป็นคนของซาฟินที่แฝงตัวมาเป็นนักสืบ ในฉากบนเรือ แอชยิงเลเตอร์เข้าที่ท้อง และขังเขาไว้ที่ใต้ท้องเรือพร้อมกับบอนด์ที่พลาดท่า ก่อนจะระเบิดให้เรือล่มและขึ้นเครื่องบินหนีไป ในขณะที่เรือกำลังล่ม เลเตอร์ที่กำลังใกล้ตายสั่งให้บอนด์หนีเอาตัวรอด การตายของเลเตอร์ทำให้บอนด์รู้สึกสะเทือนใจไม่ต่างจากการจากไปของ ‘เวสเปอร์ ลินด์’ (Eva Green)

SPOILER ALERT ! บอนด์เจอกับ ‘โลแกน แอช’ อีกครั้งหลังจากการขับรถไล่ล่าในป่า แอชนอนอยู่ใต้ซากรถที่กำลังจะหล่นมาทับ บอนด์จึงได้ออกแรงผลักรถลงมาทับเพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับเลเตอร์

ฉากนี้มีส่วนคล้ายกับฉากหนึ่งใน ‘For Your Eyes Only’ (1981) ฉากที่ ‘อีมิลล์ ล็อก’ (Michael Gothard) ขับรถไล่ล่าบอนด์ แต่พลาดท่าไปติดค้างอยู่ที่ปากเหว บอนด์จึงมอบความตายให้ล็อกด้วยการผลักรถตกลงไปยังหน้าผาอย่างเลือดเย็น


(คลิกที่นี่ อ่านต่อหน้า 2)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก