[สัมภาษณ์] เจนนิษฐ์และโดม สิทธิศิริจากซีรีส์ Folklore ซีซัน 2 ตอน “Broker of Death”

“Folklore” คือซีรีส์สยองขวัญแบบจบในตอนจาก HBO Asia ที่เล่าเรื่องราวสยองขวัญที่เกี่ยวกับความเชื่อและตำนานลี้ลับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกลซึ่งล่าสุดได้มีซีซันที่ 2 ออกมาให้ได้ชมกันแล้วโดยในซีซันนี้จะมีทั้งหมด 6 ตอนจาก 6 ประเทศด้วยกัน และในตอนของไทยมีชื่อว่า “Broker of Death” ผลงานกำกับของโดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ (“แสงกระสือ”) นำแสดงโดย ต้น-นฑี งามแนวพรม (“อรหันต์ซัมเมอร์”) และ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ (“Where We Belong – ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”) เล่าเรื่องของ “มานพ” (ต้น) พ่อม่ายวัย 45 ปี เจ้าของร้านเครื่องรางของขลังที่ต้องทำอาชีพเสริมด้วยการเป็น  “นายหน้าจัดหาศพ”  เพื่อนำเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาลของ “เจิน” (เจนนิษฐ์) ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา วันหนึ่งเขาได้รับงานให้ไปเก็บศพสำหรับนำมาใช้ในพิธีสมสู่กับศพเพื่อเสริมอำนาจบารมีให้กับนักการเมืองผู้มั่งคั่งแต่ต้องเก็บศพไว้ที่บ้านของเขาเป็นเวลา 3 วัน ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจบีบคั้นทำให้มานพไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากเผชิญหน้ากับวิญญาณหลอน หรือ สยบยอมต่อความยากจน

และเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนได้รับชม “Broker of Death” เราได้พูดคุยกับผู้กำกับและนักแสดงนำจากเรื่องนี้คือโดม – สิทธิศิริ และ เจนนิษฐ์ เพื่อฟังเรื่องเล่าจากการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ มุมมองที่มีต่อหนังผีและความจริงของสังคมไทยที่ถูกสะท้อนผ่านหนังผีเรื่องนี้ก่อนจะไปสัมผัสความสยองกันเต็ม ๆ ในคืนวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เวลา 21.00 น. ทางช่อง HBO GO

เป็นอีกครั้งที่เจนนิษฐ์ได้เล่นกับบทหนังของพี่คงเดช จาตุรันรัศมี ครั้งนี้มีความยากง่ายแตกต่างจาก ‘Where We Belong’ ยังไงบ้าง และอะไรคือความท้าทายในการรับบท ‘เจิน’

เจนนิษฐ์ : เรื่องนี้จะยากกว่า ‘Where we belong’ เพราะโดยส่วนตัวหนูเป็นคนเล่นน้อย เล่นแบบรู้สึกแค่ไหนก็จะแสดงออกแค่นั้นด้วยความที่ตัวละคร ‘ซู’ มันเป็นคนไม่ได้แสดงออกให้คนเห็นแบบชัดเจนโจ่งแจ้งจะเป็นคนเก็บกด แต่ว่าตัว ‘เจิน’ ในเรื่องนี้ด้วยความเป็นหนังผีด้วยมันอาจจะมีเรื่องเทคนิคเช่นการกรี๊ดหรืออะไรอย่างนี้ ซึ่งหนูเป็นคนเสียงแหบไม่ค่อยกรี๊ดด้วยก็อาจรู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ยากค่ะแล้วก็บรรยากาศหนังก็ค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควรค่ะ

พี่โดมได้มากำกับหนังผีอีกครั้ง (หลังจาก ‘แสงกระสือ’) เสน่ห์ของหนังผีนั้นคืออะไร การทำงานครั้งนี้มีความยากง่ายแตกต่างจากตอนกำกับแสงกระสือยังไง

โดม : จริง ๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นหนังผีเลยก็อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับเพราะว่าจริง ๆ ‘แสงกระสือ’ ก็ถือว่ามีความเป็นหนังรักอยู่ในนั้นด้วยอย่าง ‘Broker of Death’ จริง ๆ ก็มีความเป็นดราม่าอยู่ โดยส่วนตัวผมว่าเสน่ห์ของหนัง Horror หรือหนังผีก็คือการที่เราสามารถซ่อนนัยอะไรบางอย่างในหนังได้ เราเล่าเรื่องผีแต่ว่าจริง ๆ แล้วประเด็นมันอาจจะไม่ใช่เรื่องผีก็ได้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่อยู่ในเรื่องก็ได้อย่างนี้ครับ และเหตุผลที่เล่าในหนังผีก็เพื่อให้เราได้เล่าสิ่งที่ในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นไม่ได้ พอมันเป็นหนังผีอะไรก็เกิดขึ้นได้เพื่อให้ไปบรรลุจุดประสงค์ในสิ่งที่เราอยากจะเล่าจริง ๆ มากกว่า ก็เลยรู้สึกว่านี่คือเสน่ห์ของหนังผีที่เราสามารถเล่นแร่แปรธาตุให้มันเกิดความสนุกความแฟนตาซีอะไรได้ครับ

ในมุมของนักแสดงเจนนิษฐ์มีเทคนิคการแสดงในการแสดงความกลัวต่อสิ่งที่เรามองไม่เห็นยังไง

เจนนิษฐ์ : สำหรับหนูรู้สึกว่าแน่นอนว่าเพราะเราเป็นนักแสดงด้วยก็ต้องไม่กลัวกับอะไรที่มันรู้สึกว่าใหม่หรือว่ามันแปลกประหลาดสำหรับคนทั่วไป เพราะว่าถ้าไม่ลองอะไรใหม่ ๆ ก็จะไม่รู้ว่ามันมีสิ่งที่เวิร์กกว่าที่เคยทำมารึเปล่า ถ้าทำแล้วก็ค่อยมาคุยกันกับพี่โดมว่าอันนี้เวิร์กอันนี้ไม่เวิร์กน่าจะใส่ตรงนี้เพิ่มหน่อย เรารู้สึกว่าอยากทำให้มันเต็มที่ด้วยก็เลยลองเล่น แล้วก็ด้วยความที่ชอบดูหนังพวกนี้มาเยอะเราก็จะมีภาพมีข้อมูลที่เราเห็นมา แล้วเราก็เอามาช่วย มาผสมกันค่ะ

มันจะมีบางฉากที่ต้องแสดงออกถึงความกลัวและความเจ็บปวดอย่างมาก ตอนนั้นคิดอะไรอยู่หรือมีเทคนิคอะไรถึงได้แสดงออกถึงความกลัวและความเจ็บปวดได้ขนาดนั้น

เจนนิษฐ์ : จริง ๆ แค่เราคิดว่าถ้าเราเป็นคนที่โดนกระทำมันจะเป็นยังไง แค่เราคิดเราก็เจ็บปวดแทนเค้าแล้วพอคิดภาพตามเป็นฉาก ๆ เราก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่โหดร้ายมาก ๆ เราก็เจ็บปวดไปกับเค้าด้วยค่ะ

แล้วในมุมของผู้กำกับพี่โดมมีวิธีกำกับการแสดงหรือไกด์นักแสดงยังไงบ้างหรือปล่อยให้เป็นอิสระตีความตามแบบของนักแสดงเอง

โดม : จริง ๆ ไกด์น้อยมากครับเพราะว่ามันมีความเหมือนกันระหว่างนักแสดงกับคาแรกเตอร์ครับ พอเราแคสต์คาแรกเตอร์ของทั้งพี่ต้นที่เล่นเป็น ‘มานพ’ ก็คือเป็นพ่อของเจิน พอทั้งสองคนเหมือนคาแรกเตอร์มันก็ค่อนข้างที่จะใช่แล้วอ่ะครับ เมื่อเขาได้อ่านบทเขาเข้าใจมัน มันก็ไม่ใช่เรื่องยากนะครับ เขาก็สามารถจินตนาการหรือแม้กระทั่งการที่สวมบทบาทเป็นคนคนนั้นในบทนั้น ผมแทบจะไม่ได้ว่าต้องไปใช้วิธีอะไรมากมาย เป็นการอธิบายให้เข้าใจมากกว่าครับ ว่าทำสิ่งนี้ไปทำไม เค้ารู้สึกไปทำไม ทำไมเค้าต้องรู้สึกแบบนี้เพราะอะไร แล้วเราก็แค่เลือกมันเท่านั้นเองครับ ปล่อยให้นักแสดงเขาได้ทดลองเล่นไปอย่างนี้ครับ

ทั้งเจนนิษฐ์และพี่โดมเป็นคนกลัวผีมั้ย

โดม : โคตรกลัวเลยกลัวมาก

เจนนิษฐ์ : สำหรับหนูมีเพื่อนที่กลัวมากกว่าเยอะ แล้วเราก็เป็นคนกลัวที่ถือว่าเป็นระดับน้อยนะคะ ยังสามารถเดินคนเดียวในที่มืด ๆ อะไรอย่างนี้ได้อยู่ค่ะ ไม่ได้กลัวถึงขั้นที่ไม่สามารถไปไหนคนเดียวตอนกลางคืนที่วังเวง ๆ ก็รู้สึกว่าสตรองระดับนึง กลัวในระดับนึง เพราะด้วยไม่เคยเจอด้วยแหละค่ะ

เจนนิษฐ์และพี่โดมมีความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลังหรือพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อะไรแบบนี้มั้ย

เจนนิษฐ์ : เชื่อ 50-50 เพราะว่าคนเจอเป็นคุณแม่ค่ะไม่ใช่เรา แต่เราก็อยู่ในเหตุการณ์บ่อย คือหนูไม่เห็นแต่จะอยู่กับคนที่เห็นตลอดเราจะเห็นรีแอ็คชั่นที่มีจากเครื่องรางของขลังก็มีเหมือนกัน อย่างอันนี้มีปฏิกิริยาอย่างนี้ สิ่งนี้ไม่มีอย่างนี้ค่ะ เหมือนจะเชื่อกลาย ๆ เพราะว่ามันมีเรื่องที่บังเอิญหลายอย่างสถานการณ์มันประจวบเหมาะเราก็จะเอ๊ะหรือว่ามันจะจริงนะ

โดม : 50-50 ครับ ผมไม่เชื่อแต่ไม่ลบหลู่เรียกว่ากันไว้ทุกทางเจอก็ไหว้ครับ

ในซีรีส์เราจะเห็นได้เลยว่าสิ่งที่ตัวละครทำนั้นเพราะถูกบีบคั้นจากสถานะทางเศรษฐกิจ หรือ ‘ความจน’ นั่นเอง ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่าเลยว่าความจนนั้นมันน่ากลัวมาก น่ากลัวพอ ๆ กับผีในเรื่องเลย อยากถามเจนนิษฐ์กับพี่โดมว่า ในความคิดของเจนนิษฐ์กับพี่โดมอะไรน่ากลัวกว่ากันระหว่าง ‘ความจน’ กับ ‘ผี’

เจนนิษฐ์ : สำหรับหนูสิ่งที่กลัวที่สุดในชีวิตคือความตายเพราะว่าหนูเป็นคนที่แฮปปี้กับชีวิตมาก เอ็นจอยกับการได้เกิดมาเป็นตัวเอง กับการได้ใช้ชีวิต เป็นคนที่ชอบการใช้ชีวิตค่ะ ก็จะรู้สึกว่ากลัวตายตลอดเพราะฉะนั้นถ้ารู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้ตายได้ก็คือความจนไม่ใช่ผี ผีไม่สามารถเอฟเฟกต์เราถึงขั้นที่ทำให้เราตายได้ แต่ว่าความจนคือเราเห็นนะไม่ว่าจะเป็น homeless ในประเทศเรา คนจนที่ตายข้างถนน อดตายนอนอยู่บนเสื่ออย่างนี้มันมีจริงให้เราเห็นเยอะมาก ๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยค่ะ

โดม : ส่วนผมก็ 50-50 ครับ ถ้าเราตีความว่าผีอาจจะเป็นเรื่องของความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดบาปที่มันหลอกหลอนเราอยู่ในใจ ถ้าเรามองผีในแง่นี้สำหรับผมก็จะมีความรู้สึกว่าโอ้โหมันช่างดับเบิลคูณสองเลยทั้งแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่จะต้องมีชีวิตรอดกับสิ่งที่ต้องทำ มันก็ทำให้มีสิ่งที่มันหลอกหลอนเรา ก็คิดว่า 50 -50 ครับถ้าใครเจอสถานการณ์แบบนี้ก็อาจจะหนักอยู่ครับ ไม่มีทางเลือกไม่มีทางออกเลยครับ

ใน Folklore ก็จะมีหนังผีจากหลาย ๆ ชาติรวมอยู่ด้วยกันซึ่งเรื่องราวของแต่ละชาติก็คงจะมีเสน่ห์หรือเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วเสน่ห์ของหนังผีไทย เอกลักษณ์ที่แตกต่างจากชาติอื่นมันคืออะไร

โดม : สำหรับผมผมคิดว่าจริง ๆ แล้วภูมิภาคนี้ใกล้ ๆ กันนะครับ หมายถึงว่าเรา อินโดนิเซีย หรือแม้แต่ทางฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ หรือประเทศในภาคพื้นนี้ถือว่าค่อนข้างใกล้กันมากครับในเรื่องของความเชื่อ เพียงแต่ว่าทุกคนก็จะบอกว่าหนังผีไทยเนี่ยน่ากลัวที่สุด ดุที่สุด โหดสุดอะไรยังงี้ที่เค้าอาจจะมีการจัด ranking กันนะครับ ก็จริง ๆ ผมว่าถ้ากลับมาที่ Folklore ความน่าสนใจมันก็คงจะเป็นที่เรื่องผีด้วยที่ผมว่าเอเชียมันก็มีเรื่องนี้ที่มันคอนเน็กต์กันอยู่แต่ผมก็เชื่อว่าในแต่ละประเทศก็คงมีเรื่องราวที่ซ่อนไว้หรือแม้กระทั่งตัวละครที่มันมาสะท้อนถึงความคิดหรืออะไรบางอย่างที่คนทำหนังของแต่ละประเทศคิดอยู่ ซึ่งมันถูกซ่อนเอาไว้ในหนังผมผมว่าอันนี้แหละคือความน่าสนใจของทั้งหมดแล้วก็โดยเฉพาะประเทศเราเนี่ย Broker of Death มันก็กำลังทำสิ่งนั้นอยู่เช่นกันก็เลยคิดว่านี่น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจนะครับ

เจนนิษฐ์ : สำหรับหนูเท่าที่ดูตัวอย่างก็คือใช่ค่ะเพราะด้วยความที่ประเทศก็อยู่ใกล้ ๆ กันก็มีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างคล้ายกัน แต่มันก็จะมีสิ่งที่แตกต่างอยู่ไม่ว่าจะเป็นแบบพิธีกรรมเอย หรือศิลปะที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจอย่างเช่นอินโดนีเซียก็จะถูกพูดถึงว่าเฮ้ยน่ากลัวนะเป็นประเทศที่มีความเชื่อที่คนก็จะรู้สึกว่าเป็นความเชื่อความศรัทธาที่ค่อนข้างแรงกล้า แล้วก็มีเรื่องราวที่น่ากลัวออกมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าน่าสนใจเหมือนกันค่ะ

เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกด้วยอยากให้เล่าประสบการณ์ ความประทับใจในการทำงานร่วมกันระหว่างนักแสดงกับผู้กำกับและการทำงานในโปรเจ็กต์นี้

โดม : ผมก็มีความยินดีครับแล้วก็ดีใจทุกครั้งนะครับเวลาเราทำงานกับนักแสดงเก่ง ๆ โดยที่ก็เป็น young generation เป็นนักแสดงรุ่นใหม่ด้วย เรื่องที่แล้วก็เด็กเรื่องนี้ก็เด็กเหมือนกัน รู้สึกว่าทำไมเก่งกันจังวะ โดยส่วนตัวก็ประทับใจแล้วก็ยินดีครับที่ได้ทำงานแล้วก็ได้ผลออกมาเป็นหนังที่ค่อนข้างโอเคนะครับหมายถึงว่าเมื่อเราได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งได้ตั้งใจทำผลงานชิ้นหนึ่งออกมาแล้วก็ได้ผลลัพธ์ออกมาที่ไม่เลวนัก พอมองย้อนกลับไปก็คงเป็นความรู้สึกที่ดีครับที่ได้ทำงานด้วยกัน

เจนนิษฐ์ : หนูก็ดีใจมากค่ะเพราะว่าเคยเจอพี่โดมในงานประกาศรางวัลแล้วก็ไม่คิดว่าจะได้มาร่วมงานกันค่อนข้างเร็วมากประกาศปุ๊บสักพักหนึ่งก็ถ่ายเลย แล้วก็เป็นเรื่องแรกที่ก็เบรกกำแพงของตัวเองไปอีกขั้นหนึ่งของการแสดงด้วยค่ะ คิดว่าแฟนคลับก็จะได้เห็นภาพใหม่ ๆ หลุดออกมาจากตัวละครเก่าที่เคยเล่นด้วยก็รู้สึกเอ็นจอยมาก ๆ กับการถ่ายทำ มันจะมีเครียดบ้างว่าจะทำได้ดีรึเปล่าอะไรอย่างนี้ค่ะ พอเจอพี่โดมเวลาเล่นเราก็เหมือนแบบหยั่งเชิงว่าเออเล่นแบบนี้โอเคไหมอะไรยังไงงี้ค่ะ

เหตุผลที่ไม่ควรพลาด ‘Broker of Death’

โดม : Broker of Death ก็เป็นตอนนึงนะครับใน Folklore ซีซัน 2 ก็เป็นหนังที่สะท้อนเรื่องราวอะไรบางอย่างที่สังคมไทย ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ นอกเหนือจากความน่ากลัวของเรื่องผีเรื่องเครื่องรางบรรยากาศอะไรทั้งหมดนะครับ มันก็จะมีเรื่องพวกนี้ที่ในแง่ของคนทำหนังอยากที่จะสื่อสารหรือตั้งคำถามกับคนดู ก็เลยไม่อยากให้ทุกคนพลาดครับ อยากให้ทุกคนได้ดูแล้วก็ลองตั้งคำถามไปด้วยกันนะครับ กับหนังกับกับสิ่งที่หนังชวนให้ทุกคนคิดก็อยากให้ทุกคนได้ติดตามครับผม

เจนนิษฐ์ : สำหรับหนูก็อย่างที่บอกว่าเป็นหนังที่ทุกคนสามารถดูได้เพราะมันค่อนข้าง relate กับวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนไทยมานานด้วย แล้วมันก็สะท้อนและทำให้เราตกตะกอนความคิดได้ค่อนข้างเยอะเลยแล้วก็อย่างที่บอกคือมันได้ตั้งคำถามกับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยที่เราเห็นบ่อย ๆ แล้วเราก็อาจจะมองข้ามไปอาจจะชินกับสิ่งที่มันไม่ควรจะชินด้วยค่ะก็เลยอยากให้มาดูกันค่ะ

มาร่วมลุ้นไปกับชะตากรรมของสองพ่อลูกและร่วมหาทางออกของผู้ที่เผชิญหน้ากับความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมอันสยดสยองได้ใน ‘Folklore’ ซีซัน 2 ตอน ‘Broker of Death’ ทางช่อง HBO GO วันอาทิตย์ที่ ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เวลา 21.00 น.

(เครดิต : ภาพเจนนิษฐ์ที่ใช้บนปกจาก IG : jennis.bnk48official)

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส