ทำไมหนอ มิถุนายนที่ผ่านมาถึงมีหนังเจ๊งเต็มไปหมด

หลายเรื่องที่เข้าฉายเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ล้วนแล้วแต่เป็นหนังฟอร์มใหญ่มีดาราระดับ A-List ที่น่าจะฮิตอย่างเช่น The Flash และ Indiana Jones แต่กลับไม่ทำเงินได้อย่างที่คาด

อย่างที่คอหนังฮอลลีวูดทราบกันดี ช่วงซัมเมอร์ของสหรัฐฯ คือช่วงที่สตูดิโอใหญ่ในฮอลลีวูดต่างพร้อมใจกันปล่อยหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ออกมาชนกันมากมาย มิถุนายนก็นับว่าเป็นช่วงกลางของซัมเมอร์ ที่แต่ละสตูดิโอก็มั่นใจว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะปล่อยหนังฟอร์มใหญ่ทุนสูงออกฉาย เราจึงได้เห็นหนังอย่าง Transformers: Rise of the Beasts, The Flash และ Indiana Jones and Dial of Destiny เข้าฉายกันในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งที่จริงแล้ว แต่ละเรื่องที่กล่าวมานี้ก็เปิดตัวในสุดสัปดาห์แรกด้วยตัวเลขที่น่ายินดี ตัวเลขรวมนั้นน้อยกว่าตัวเลขของซัมเมอร์ปี 2022 แค่ 2% แค่นั้น แต่แล้วสัปดาห์ต่อ ๆ มารายได้ก็ลดลงจนน่าตกใจ และจบลงด้วยรายรับที่ขาดทุน

แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่ฮิตอยู่บ้างในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันอย่างเช่น ‘Spider-Man: Across the Spider-Verse’ และ ‘Elemental’ ของ Pixar แต่เรื่องอื่น ๆ นอกจากนี้ล้วนทำรายได้อย่างน่าผิดหวัง แต่เมื่อเข้าเดือนกรกฎาคม ตัวเลขบ็อกซ์ออฟฟิศก็ฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดกับการมาของ ‘ Barbie’ และ ‘Oppenheimer’ จากนี้เรามาวิเคราะห์เจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับซัมเมอร์ 2023 นี้กัน

Spider-Man: Across the Spider-Verse ออกสตาร์ทได้อย่างแข็งแกร่ง

เดือนมิถุนายนเริ่มต้นได้อย่างร้อนแรงกับการเปิดตัวของ ‘Spider-Man: Across the Spider-Verse’หนังเข้าฉายในบ้านเรา 30 พฤษภาคม แต่เข้าฉายในสหรัฐฯ ในวันที่ 2 มิถุนายน หนังเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกได้อย่างยิ่งใหญ่กับตัวเลขที่สูงถึง 120.6 ล้านเหรียญ แซงหน้าภาคที่แล้ว ‘Spider-Man: Into the Spider-Verse'(2018) ที่เปิดตัวด้วยตัวเลข 35 ล้านเหรียญ แบบไม่เห็นฝุ่น หนังลาโรงไปด้วยรายรับทั่วโลกที่น่าประทับใจมาก ๆ ที่ 690 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ สิ่งที่ ‘Spider-Man: Across the Spider-Verse’ ทำไว้ดูเหมือนจะเป็นเค้าลางที่ดีของบ็อกซ์ออฟฟิศเดือนมิถุนายน แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่รอดจากหายนะเดือนมิถุนายนมาได้

Transformers: Rise of the Beasts

หนังฟอร์มใหญ่เรื่องต่อมาก็คือ ‘Transformers: Rise of the Beasts’ ของพาราเมาท์ ในภาคหลัง ๆ ของแฟรนไชส์ Transformers นั้นเห็นได้ชัดว่าทำได้ดีในตลาดต่างประเทศมากกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งสตูดิโอก็รู้ในจุดนี้ดี ถึงได้ทุ่มงบการตลาดมหาศาลในการเรียกฐานแฟนเดิม ๆ ให้กลับมาดูหนังภาคใหม่นี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่สามารถพาหนังไปถึงจุดที่ ไมเคิล เบย์ เคยทำได้มาก่อน

จะว่าไป ‘Transformers: Rise of the Beasts’ ก็เปิดตัวในสัปดาห์แรกได้อย่างสวยงาม กับตัวเลข 61 ล้านเหรียญ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่สูง แต่ก็ยังน้อยกว่าภาคแรกเมื่อปี 2007 ทำไว้ได้เสียด้วยซ้ำ สัญญานร้ายเริ่มส่อแววให้เห็นในสัปดาห์ที่ 2 เมื่อรายได้ลดลงถึง 66.1 % เก็บเพิ่มไปได้อีกแค่ 20 ล้านเหรียญ เริ่มมองเห็นอนาคตชัดเจนแล้วว่า นี่ไม่ใช่หนังฮิตของซัมเมอร์ปีนี้อีกเรื่องอย่างแน่นอน หนังลาโรงด้วยตัวเลขที่สูงพอควรที่ 439 ล้านเหรียญ แต่เมื่อพิจารณาจากทุนสร้างที่สูงถึง 200 ล้านเหรียญแล้ว รายรับเพียงเท่านี้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่พาราเมาท์คาดหวังไว้ และน้อยกว่าภาค ‘Bumblebee’ เมื่อปี 2018 ที่ทำไว้ที่ 467.9 ล้านเหรียญเสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นตัวเลขที่สามารถต่อลมหายใจให้กับแฟรนไชส์นี้ยังได้ไปต่อ

The Flash มองเห็นแววหายนะตั้งแต่ยังไม่ออกฉาย

หลังจากหนังออกฉายล่าช้ากว่ากำหนดเดิมมาหลายปี แล้วในที่สุด ‘The Flash’ ก็ได้ฤกษ์เข้าฉายในมิถุนายน 2023 และวอร์เนอร์ก็พยายามเต็มที่ที่จะโปรโมต ด้วยการอ้างถึงถ้อยคำชื่นชมจาก ทอม ครูซ และ สตีเฟน คิง และด้วยการที่หนังมีความมุ่งมั่นที่จะเอาใจผู้ชมทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าด้วยการใส่ฉากแฟนเซอร์วิสเข้าไปมากมาย ทำให้เสียงตอบรับที่น่าพอใจจากรอบพิเศษก่อนฉายจริง เสียงผู้ชมยกย่องว่า “นี่คือหนังซูเปอร์ฮีโรที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แต่พอผ่านไปอีกไม่กี่วัน เมื่อรีวิวจากนักวิจารณ์เริ่มทยอยออกมา และเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ไม่ได้เลิศหรูเหมือนเสียงจากผู้ชมในรอบแรก ๆ

จากปฏิกิริยาตอบรับที่ดีมากจากรอบทดลอง กับการกลับมาของ ไมเคิล คีตัน ในบทแบทแมนนั้น ทำให้วอร์เนอร์คาดการณ์ไว้ว่าหนังน่าจะเปิดตัวด้วยตัวเลขประมาณ 60 – 65 ล้านเหรียญ แต่เมื่อหนังเข้าฉายจริงก็ทำไปได้ดที่ 55 ล้านเหรียญ และสัปดาห์ต่อ ๆ มารายได้ก็ลดลงอย่างฮวบฮาบที่ 72.5 % และ 65.5 % ในสัปดาห์ที่ 3 หนังปิดฉากด้วยตัวเลขเพียงแค่ 270 ล้านเหรียญเท่านั้น หนังทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปได้เพียงแค่ 108 ล้านเหรียญ น้อยกว่าตัวเลขที่ ‘Green Lantern’ (2011) หนังที่เป็นความอับอายของวอร์เนอร์ตลอดกาลเคยทำไว้ได้เสียอีก ด้วยตัวเลขเพียงเท่านี้ กับทุนสร้างที่วอร์เนอร์ลงไป 200 ล้านเหรียญ สรุปได้เลยว่านี่คือหายนะครั้งใหญ่ของวอร์เนอร์และดีซี

Elemental เป็นอีกเรื่องที่ไปได้ฉิวในเดือนมิถุนายน

หนังเปิดตัวในสัปดาห์เดียวกันกับ ‘The Flash’ แต่เส้นทางของ ‘Elemental’ ก็ไม่ได้ราบรื่นสวยงามนัก เพราะต้องเจอกับบทวิจารณ์ที่ไม่ค่อยสวยงามนักในช่วงแรก หลังจากหนังไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ บวกกับปัญหาส่วนหนึ่งมาจากแผนการตลาดของดิสนีย์เอง ที่มักปล่อยหนังออกฉายทาง Disney+ ทิ้งห่างจากวันที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไม่นานนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ชมบางกลุ่มตัดสินใจที่จะไม่ออกไปดูหนังในโรง แล้วรอดูทาง Disney+ แทน ทำให้ฐานผู้ชมของดิสนีย์หายไปส่วนหนึ่งเลย

และนั่นทำให้ ‘Elemental’ กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่เปิดตัวด้วยตัวเลขที่ต่ำมากของดิสนีย์ ที่ 29.6 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าจากที่กระท่อนกระแท่นในช่วงแรก ๆ ที่เปิดตัว แต่หนังกลับไปได้ดีในระยะยาวทั้งในสหรัฐฯ เองและทั่วโลก หนังกวาดรายได้ไปสูงถึง 493 ล้านเหรียญ ทำให้ ‘Elemental’เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่เห็นได้ว่าบางทีเราก็ไม่ได้สามารถสรุปชะตากรรมของหนังได้ในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว แต่ถึงอย่างนั้นตัวเลขรายรับของ ‘Elemental’ก็ยังไม่น่าประทับใจนักถ้าเทียบกับผลงานของพิกซาร์เรื่องก่อน ๆ อย่าง ‘Inside Out’ และ ‘Coco’ ที่ล้วนทำรายได้ในระดับ 700 ล้านเหรียญกันทั้งนั้น

Indiana Jones and the Dial of Destiny

สมรภูมิเดือนมิถุนายนได้พักเบรกเล็กน้อยก่อนการเปิดตัวของ ‘Indiana Jones and the Dial of Destiny’ ที่มาในช่วงท้ายเดือนพอดีวันที่ 30 มิถุนายน และนี่คือหนังเรื่องหนึ่งที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในซัมเมอร์นี้ที่เกือบ ๆ 300 ล้านเหรียญ สตูดิโอคาดหวังไว้ว่าหนังน่าจะเปิดตัวที่ 60 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรก ซึ่งก็เป็นไปตามคาดจริง หนังทำรายได้สุดสัปดาห์แรกไปที่ 60.3 ล้านเหรียญ แต่นั่นก็ใช่ตัวเลขที่น่าพึงพอใจนักสำหรับหนังทุนสร้าง 294.7 ล้านเหรียญเรื่องนี้ จากนั้นก็เริ่มมีสัญญาณต่าง ๆ ออกมาให้เห็นแล้วว่า ‘Indiana Jones and the Dial of Destiny’ ไม่ใช่หนังฮิตสำหรับซัมเมอร์ปีนี้เป็นแน่

แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจนัก ถ้าเทียบกับรายได้เปิดตัวของ ‘Indiana Jones เรื่องก่อนๆ ‘Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull’ เมื่อปี 2008 ที่ทำรายได้สุดสัปดาห์แรกไปที่ 100 ล้านเหรียญ แม้ว่าจะตรงกันวันหยุด Memorial Day หนังปิดตัวไปที่ตัวเลข 383 ล้านเหรียญ ตอกย้ำว่าผู้ชมไม่ได้ต้องการดูอินดี้อีกแล้วหลังจาก ‘Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull’ ซึ่งสวนกับการคาดการณ์ของดิสนีย์ที่คาดหวังไว้ว่า ผู้ชมจะตอบรับการกลับมาเป็น อินเดียนา โจนส์ ครั้งสุดท้ายของ แฮร์ริสัน ฟอร์ด ได้ท่วมท้นกว่าผลลัพธ์จริงที่เห็นกันอยู่นี้

เกิดอะไรขึ้น ? ทำไมหนังเดือนมิถุนายนถึงพร้อมใจกันคว่ำแบบนี้

มาถึงวันนี้ ฝุ่นจากสมรภูมิซัมเมอร์ปี 2023 ก็ได้จางลงแล้ว แต่ก็ทิ้งคำถามใหญ่ไว้คาใจว่า เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ? ทำไมแฟรนไชส์ที่เคยทำเงินอย่าง ‘Indiana Jones’ และ ‘Transformers’ถึงได้มีผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังเช่นนี้

สาเหตุแรก น่าจะเป็นเพราะสตูดิโอใหญ่ส่งหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ออกมาชนกันมากเกินไป และเปิดตัวแบบติด ๆ กัน โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนนั้น มีหนังฟอร์มใหญ่ทุนสร้างสูงออกมาใหม่ทุกสัปดาห์ และทุกเรื่องก็เรียกความสนใจผู้ชมออกมาได้ดีในสัปดาห์เปิดตัว แต่พอสัปดาห์ถัดไปเรื่องใหม่ก็เข้ามาดึงความสนใจไปจากเรื่องที่เข้าฉายเมื่อสัปดาห์ก่อน และสถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม อย่างที่ ‘Misson: Impossible – Dead Reckoning’ ก็ประสบปัญหานี้ แม้ว่าหนังจะได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมและนักวิจารณ์ก็ตาม แต่หนังก็ไม่สามารถดึงความสนใจผู้ชมไว้ได้จากการเข้าฉายของ ‘Barbie’ และ ‘Oppenheimer’

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เสียงตอบรับที่ดีและบทวิจารณ์ในทางบวกจากนักวิจารณ์ก็มีคุณค่าอย่างมากต่อหนังเรื่องนั้น ๆ และเป็นกุญแจำสำคัญดอกหนึ่งที่จะส่งให้หนังประสบความสำเร็จ ดูได้จาก ‘Across the Spider-Verse’ ซึ่งเดินหน้าได้อย่างสวยงามตลอดเดือนมิถุนายนและพาตัวเองกลับมาสู่อันดับต้น ๆ บนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศได้ในสัปดาห์ที่ 4 ของการเข้าฉาย และยังแซงหน้าหนังที่เข้าฉายทีหลังอย่าง ‘Transformers: Rise of the Beasts’ และ ‘The Flash’ ได้อีกด้วย และยังสามารถทำให้ ‘Elemental’ กลายเป็นหนังฮิตได้อย่างน่าประหลาดใจ

ในขณะเดียวกัน หนังอย่าง ‘Indiana Jones and Dial of Destiny’, ‘The Flash’ และ ‘Transformers: Rise of the Beasts’ กลับได้รับเสียงวิจารณ์ที่หลากหลายผสมปนเปกันทั้งชอบและไม่ชอบ เห็นได้ชัดว่าสตูดิโอผู้สร้างไม่สามารถมองข้ามพลังของนักวิจารณ์ไปได้ เพราะเห็นได้ชัดว่าบทวิจารณ์ของพวกเขามีผลต่อรายได้ของหนังจริง ๆ แม้ว่าแต่ละเรื่องที่ล้มเหลวในเดือนมิถุนายนนั้นจะไม่ได้รับการวิจารณ์ในแง่ลบอย่างรุนแรงเกินไปนัก แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจของผู้ชมที่จะไม่จ่ายค่าตั๋วราคาแพงให้กับหนังที่พวกเขาไม่มั่นใจว่าจะตอบสนองความคาดหวังหรือความสนุกตื่นเต้นได้เพียงพอ ผู้ชมเลือกที่จะจ่ายเงินค่าตั๋วให้กับหนังเรื่องที่เขามั่นใจมากกว่า อย่างเช่น ‘Barbie’, ‘Oppenheimer’ หรือ ‘Teenage Mutant Ninja Turtles: Mutant Mayhem’

ที่มา : movieweb