Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Mother! มารดา! – หนังระทึกจิตป่วนที่วิพากษ์ศาสนาและโลกยุคนี้ไว้อย่างแยบยล

Published

on


ชีวิตอันสุขสงบของ  มาเธอร์ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ต้องมีอันสิ้นสุดเมื่อ ฮิม (ฮาเวียร์ บาเด็ม) สามีของเธอเปิดประตูต้อนรับคู่รักวัยดึก (เอ็ด แฮริส และ มิเชล ไพฟ์เฟอร์) ที่เป็นแฟนงานเขียนของเขา แต่การมาเยือนของแขกผู้แปลกหน้ากลับยิ่งทำให้ มาเธอร์ ได้พบเจอเรื่องราวประหลาดจนยากอธิบายจนนำไปสู่บทสรุปที่เกินคาดเดา



 งานทริลเลอร์แปลกใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกลียุค

สำหรับ Mother! ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ได้แรงบันดาลใจในการเขียนบทมาจากความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับโลกในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นหนังทริลเลอร์จิตวิทยาที่มุ่งวิพากษ์กลียุคในปัจจุบันที่โลกกำลังเสื่อมสลายลงด้วยน้ำมือมนุษย์ โดยดัดแปลงเรื่องเล่าในไบเบิ้ลโดยเฉพาะ บทปฐมกาล (Genesis) ที่ อับราฮัม ลูกหลานของ โนอาห์ ที่มีโอกาสได้ต้อนรับพระเจ้าและสาวกทั้ง 3 ท่านจนได้รับพรให้ซาร่า ภรรยา ผู้ไร้ศรัทธาและไม่เป็นมิตรกับผู้มาเยือนได้ตั้งครรภ์

ดัดแปลงเป็นโครงเรื่องของ Mother! ว่าด้วย สามี ภรรยา อย่างมาเธอร์ และ ฮิม ที่ได้ต้อนรับคู่รักในวัยชราเข้ามาในบ้าน ซึ่งในส่วนนี้หนังได้ใช้อาการทางจิตทั้ง ความวิตกกังวลของคนเป็นโรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) สร้างคาแรกเตอร์ของ มาเธอร์ และบุคลิกคลั่งตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) ในกรณีของ ฮิม เพื่อเปรียบเปรย (Allegory) กับเรื่องราวในไบเบิ้ลข้างต้น  ซึ่งการใช้แนวคิดจิตวิเคราะห์ดังกล่าวนอกจากช่วยอธิบายบุคลิกตัวละครแล้ว ยังช่วยสร้างสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจให้อบอวลตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งการมาถึงของคู่รักแปลกหน้ากำลังทดสอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่ คนดูยิ่งตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนเรื่องราวทวีความเข้มข้นหลังเกิดการฆาตกรรมขึ้นในบ้าน อันเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ยิ่งทำให้หนังพาคนดูไปไกลกว่าเรื่องราวที่หนังได้โฆษณาไว้ และทีละน้อยประเด็นสำคัญอย่างความเลวร้ายที่เกิดขึ้นบนโลกทั้งการเข่นฆ่า สงคราม ความหิวโหย ก็ถูกใส่เข้ามาในสถานการณ์ที่คนดูคาดไม่ถึงจนบ้านที่เคยสงบสุขเริ่มกลายเป็นเมืองคนบาปแบบตำนานเมือง โสโดม (Sodom) ที่พระเจ้าทรงทำลายในท้ายที่สุด ที่สำคัญจุดไคลแมกซ์ของหนังยังเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนอย่างรุนแรง จนเรียกได้ว่านี่คืออีกหนึ่งงานที่ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ถ่ายทอดได้อย่างไม่ประนีประนอมเลยสักนิด



  สัญญะชวนขบคิดตีความจนหัวแทบแตก

ความโดดเด่นอีกอย่างของ Mother! เห็นจะเป็นบรรดาสัญญะต่างๆ ที่ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ดูจะสนุกสนานในการจัดวางซึ่งนอกจากตัวบ้านที่ถือเป็นโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่แล้ว การออกแบบคาแรกเตอร์ตัวละครเองก็ยังมีความลึกซึ้งในการดัดแปลงตัวละครในเรื่องราวของไบเบิ้ลมาใส่ไว้อย่างแยบยล ซึ่งไม่เพียงบทพูดและการกระทำเท่านั้นแต่การออกแบบงานภาพและเสียงยังตอบโจทย์กับคาแรกเตอร์ทุกตัวทั้ง ฮิม ตัวละครที่ฮาเวียร์ บาเด็ม แสดงก็มักเคลื่อนไหวด้วยเสียงที่ดังทั้งฝีเท้าที่หนักและเสียงทุ้มต่ำมีอำนาจ ยิ่งมันถ่ายทอดผ่านสายตา มาเธอร์ ทุกอย่างที่ฮิมทำตั้งแต่เสียงฝีเท้ายันกดชักโครกก็พร้อมจะกลบทุกสิ่งที่เกิดจากการกระทำของเธอ

อาจมีสปอยล์สถานะของฮิม

และในทางตรงข้าม การที่หนังถ่ายตัวละคร มาเธอร์ ในระยะประชิดเพื่อถ่ายทอดแววตา สีหน้าอมทุกข์ของการเป็นผู้ให้ ก็ยิ่งทำให้คาแรกเตอร์ที่ เจนนิเฟอร์ ลอเรนซ์ รับบทบาทนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอถูกเปรียบเปรยก็มิปาน

อาจมีสปอยล์สถานะของ มาเธอร์
ยิ่งในหนังมีการถ่ายทอดให้เห็นความงดงามของดวงหน้า เจนนิเฟอร์ ลอเรนซ์ มากเท่าไหร่บทสรุปสุดท้ายกับชะตากรรมของเธอก็ยิ่งดึงให้คนดูรู้สึกหดหู่และเข้าใจในสารที่หนังพยายามสื่อได้อย่างชัดเจน


ถอดสัญญะอื่นๆในหนัง


สวมวิญญาณอย่างเข้าถึง ด้วยตัวพ่อตัวแม่ของวงการ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับใน Mother! คือมันเป็นหนังที่ถ่ายทอดผ่านมุมมองผู้หญิงได้อย่างลึกซึ้งและคมคาย ดังนั้นหากจะให้พูดถึง ฮาเวียร์ บาเด็ม หรือ เอ็ด แฮริส คงไม่สามารถบอกอะไรได้มากกว่าทั้งคู่แสดงได้ดีตามมาตรฐาน เนื่องจากภาพส่วนใหญ่ในหนังเลือกใช้เฟรมที่ค่อนข้างแคบเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของ เจนนิเฟอร์ ลอเรนซ์ ที่ต้องแบกอารมณ์ในหนังทั้งเรื่อง ทำให้บทมาเธอร์กลายเป็น เจนนิเฟอร์ ลอเรนซ์ โชว์ไปโดยปริยาย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเธอสามารถนำพาคนดูให้ร่วมหัวจมท้ายไปกับมาเธอร์ ไม่ว่าเหตุการณ์จะดูเสียสติแค่ไหนแต่ไม่มีซักซีนที่คนดูจะละความสนใจไปจากเธอได้ รวมถึงความกล้าหาญในการเปิดเผยเรือนร่างมากขึ้นก็น่าจะทำให้หนุ่มๆตาโตไปหลายช็อตเลยทีเดียว และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือ มิเชล  ไพฟ์เฟอร์ ดาราสาวสวยในวัย 59 ที่สามารถดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกนาทีที่ปรากฏตัวรวมถึงสร้างอารมณ์ขันให้เรื่องราวในจังหวะที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย

โดยไม่กล่าวเกินจริง Mother! คืองาน ทริลเลอร์ ที่พูดเรื่องราวความเลวร้ายของโลกใบนี้ผ่านสัญลักษณ์ที่ผู้กำกับวางไว้อย่างแยบยล จากเรื่องราวที่ฉากหน้าคือเรื่องเล็กๆอย่างการรับแขก แต่ประเด็นทางศาสนาและแนวคิดจิตวิทยาที่ผู้กำกับนำมาถ่ายทอดก็ทำให้คนดูอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะขณะที่ภาพและเสียงกำลังทำงานกับอารมณ์คนดู เซลล์ประสาทกลับถูกก่อกวนให้ต้องคิดและวิเคราะห์ แม้หนังจบลง อารมณ์ของคนดูคงไม่ยอมจบตามเป็นแน่แท้


Mother! มารดา! เปิดรอบพิเศษหลัง 20.00 น. วันที่ 15-17 ก.ย. 60 และเข้าฉายจริงวันที่ 21 ก.ย. 60

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Escape Plan 2: Hades หนังแหกคุกท่าดีทีเหลวแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

กลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีสำหรับแรมโบ้แหกคุกใน Escape Plan 2: Hades ซึ่งคราวนี้ไร้เงาของป๋า อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ แต่ได้ ‘The Animal’ เดฟ บาติสต้า ที่จะมาช่วย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แรมโบ้รุ่นดึกทำภารกิจแหกคุกอีกครั้ง พร้อมด้วย หวงเสี่ยวหมิง สตาร์จากแดนมังกรและแร็ปเปอร์ดัง 50 Cent มาร่วมแจมบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย

การกลับมาในครั้งนี้ของ Escape Plan 2 ก็ทำการออกแบบคุกใหม่ได้ไฮเทคโคตร ๆ ดูฉีกแนวดี หนังพยายามปูพรมผูกปมสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ เรย์ เบรสลิน (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) มีเหตุต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อนอีกครั้งในคุกเฮเดส ซึ่งเคลมว่าเป็นคุกอเวจีที่ไม่มีใครสามารถออกมาได้ ซึ่งในช่วงแรกของการปูทางนั้น ฟอร์มหนังดูมีของไม่น้อยเลย นั่นทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาคนี้น่าจะสนุกกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าหนังคุณหลอกดาวมากก! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหนังพยายามทำเอาใจพี่จีนนายทุนมากเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นว่า สตอลโลน และ บาติสต้า มีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาราสมทบ ให้หวงเสี่ยวหมิง สวมบทเป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ หล่อ ๆ ทั้งเรื่อง มาทรงเดียวกับ China Salesman ที่ไปขนดาราหมดสภาพแพ็คคู่กับสตาร์เกรดรองมาเป็นป๋าดันให้พระเอกจีนปล่อยของไม่มีผิด แต่เอาไปเอามา พลอตเรื่องก็เละ พาร์ที่ควรจะเป็นจุดขายอย่างเรื่องการใช้เหตุผลวิเคราะห์ ปฏิภาณไหวพริบ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการแหกคุก หรือทำยังไงก็ได้ให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ดูมีสมองแหกคุกหน่อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันตื้นเขิน อะไรมันก็ดูง่ายเวอร์ แต่อย่างน้อย หวงเสี่ยวหมิง ก็มีอินเนอร์ในฉากต่อสู้อยู่พอตัว

เพียงแต่…แกจะเอาหวงเสี่ยวหมิงมาแบกทั้งเรื่องไม่ได้! มันเอาไม่อยู่ว้อย! 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงภาพรวมของ Escape Plan 2 มันเริ่มต้นมาด้วยการวางปมทิ้งไว้หลายอย่างให้ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ตัดจบง่าย ๆ เกินคาด แถมยังมีหลายปมที่ไม่ได้คลี่คลายให้ชัดเจน มีความวอนนาบีในการเล่นแร่แปรธาตุให้ทุกอย่างมันดูล้ำ ดูเจ๋ง ท่ามกลางความเล่นใหญ่ แต่พี่จีนอาจลืมไปว่าคนดูทั่วโลกไม่ได้คิดจะเออออหยวน ๆ ทนดูอะไรง่อย ๆ ได้นาน ๆ เหมือนละครหลังข่าวนะ เอาจริง ๆ ฉากบู๊ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับก็มาจากลุงแรมโบ้อยู่สองสามฉากนี่แหละ แล้วเรื่องไดอะล็อกของตัวละครก็ยังเป็นเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยุคไดโนเสาร์ ไอ้ประเภทฝากไว้ก่อนเถอะ หรือว่าเราจะตามล่ามันให้จงได้เนี่ย มันมุกรุ่นพ่อแล้ว มันไม่ควรหลุดออกจากปากของคนอย่าง สตอลโลน แล้ว

สรุปการกลับมาครั้งนี้ของ Escape Plan ถือว่าแย่กว่าภาคที่แล้วอีก ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับหนังแหกคุกดี ๆ เลย เดินเรื่องเอื่อย แถมชอบยืดเรื่องนานอีก นี่มันเข้าสูตรพี่จีนชัด ๆ! ซีจีรวม ๆ ถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ ยกเว้นคำคมคูล ๆ ที่พอจะสอดแทรกออกมาให้เห็นระหว่างที่หวงเสี่ยวหมิงคิดหาวิธีแหกคุก แต่ที่เฟลหนักก็คือลาสบอสของหนัง ที่เอาเข้าจริงไม่มีห่าอะไรเลย! ง่อยมากกถึงมากที่สุด มิติตัวละครอ่านง่าย มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่หนังแผ่นควรมี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Inuyashiki: ลุง! มันจะเท่เกินไปแล้วเฟร้ย

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในคืนหนึ่งที่เกิดเหตุประหลาดขึ้นบนฟ้า ชาย 2 คนที่บังเอิญอยู่ในที่นั้นได้ฟื้นจากความตายขึ้นพร้อมร่างกายที่เปลี่ยนไป หนึ่งคือ อินุยาชิกิ (รับบทโดย คินาจิ โนริตาเกะ) ลุงแก่ใกล้เกษียณผู้ที่ล้มเหลวในการเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่มีใครในบ้านเคารพหรือเห้นคุณค่า ซ้ำร้ายเขายังเป็นโรคร้ายใกล้ตายอีก ส่วนอีกหนึ่งคือ ชิชิกามิ ฮิโระ (รับบทโดย ซาโตะ ทาเครุ) เด็กหนุ่มหน้าตาดีผู้ที่ครอบครัวแตกแยก เขาจึงซ่อนความเกลียดชังสังคมและโลกใบนี้อยู่ภายใน ด้วยพลังมหาศาลที่ได้รับมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เด็กหนุ่มเลือกนำมาใช้เพื่อฆ่าคนที่ทำร้ายจิตใจเขาเพื่อระบายความรู้สึกแปลกแยกภายในใจของตนเอง ขณะที่ชายแก่เลือกที่จะปกปิดตัวตนและลุกขึ้นเป็นฮีโร่เพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างลับ ๆ วิธีคิดและทางเลือกที่ต่างกันชักนำให้ทั้งสองต้องมาปะทะกันโดยมีโลกทั้งใบเป็นเดิมพันในที่สุด

หนังสร้างจากมังงะและแอนิเมะชื่อเดียวกันของ โอคุ ฮิโรยะ (ผู้เขียน Gantz) ซึ่งมีแฟน ๆ ชื่นชอบอยู่พอสมควร โดยยังได้ผู้กำกับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในการดัดแปลงมังงะสายโชเน็นของญี่ปุ่น (ในความคิดส่วนตัวเลยนะ) อย่าง ซาโต้ ชินสุเกะ  ที่เคยทำหนังไซไฟเนื้อหาดีจากมังงะอย่าง Gantz (2010) ทั้ง 2 ภาค และ I Am A Hero (2015) มาแล้ว ส่วนที่มีพลาดบ้างก็มีนะอย่าง Death Note: Light Up the New World (2016) แต่โดยถือว่ายังโอเคนะ โดยรอบนี้ยังได้ดารานำที่ลงตัวมากอย่าง คินาจิ ดารารุ่นเก๋าที่เคยคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชมจากเวทีออสการ์ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ มาแล้ว และดารารุ่นลูกที่มาแรงเหลือเกินอย่าง ซาโตะ ซึ่งเราคงคุ้นหน้าเขาบ่อยจากหนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายหลายเรื่องช่วงปีที่ผ่านมาทั้ง Ajin: Demi-Human (2017) และที่กำลังเข้าโรงอยู่ตอนนี้ อย่าง The 8-Year Engagement ด้วย

สมทบด้วยดาราวัยรุ่นชั้นนำอย่าง ฮองโก คานาตะ จาก Fullmetal Alchemist (2017) และดาราสาวมากความสามารถ มิโยชิ อายากะ จากซีรีส์ GTO: Great Teacher Onizuka (2014) คือต้องบอกว่าแคสติ้งหลายเรื่องขัดตาขัดใจแฟน ๆ ตั้งแต่ประกาศชื่อ (นี่ยังรวมถึง Bleach หนังจากมังงะที่ผู้กำกับซาโต้คนเดียวกันนี้ กำลังทำโพสต์อยู่ตอนนี้ด้วยนะ) แต่กับเรื่องนี้ผมว่าลงตัวพอสมควรเลยนะ ไม่มีขัดใจทั้งตัวแสดงและการดีไซน์ตัวละครไม่หลุดโลกแฟนตาซีจ๋าแบบญี่ปุ่นเกินไปด้วย เป็นหนังที่ดูมีความสากลมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ไม่แปลกใจที่หนังไปได้รับคำชมมากมายจากฝรั่งตาน้ำข้าวในการเดินสายเทศกาลต่าง ๆ

สิ่งที่ดีมาก ๆ จนรู้สึกขนลุก น้ำตารื้นตั้งแต่ครึ่งเรื่อง คือบรรยากาศแบบหนังญี่ปุ่นชั้นดี ที่มักไม่ค่อยเห็นในหนังจากมังงะที่มักเว่อและแฟนซีจนดูตลก ๆ แต่เรื่องนี้กลับใช้ทั้งภาพ บท ได้อย่างสวยงามจริงจังขึงขังมาก หลาย ๆ ฉากบทดึงมาจากตัวมังงะได้อย่างกระชับและลงตัว เช่นฉากที่คุณลุงอินุยาชิกิบ่นกับหมาที่ถูกทิ้งว่า ถ้าตัวเขาตายไปจะมีใครร้องไห้ให้เขามั้ย นี่ก็สะเทือนใจมาก เพราะฉากก่อนหน้าคือฉากที่เขาเลือกที่จะไม่บอกใครในครอบครัว ซึ่งมันพูดระหว่างบรรทัดไว้ด้วยภาษาภาพว่า ฉันไม่ได้กลัวที่จะบอกเรื่องจะตาย แต่ฉันกลัวที่จะรู้ว่าอาจไม่มีใครแคร์แม้รู้ว่าเขากำลังจะตาย ซึ่งมันโคตรหดหู่เลย เป็นต้น

หนังจึงมีการถ่ายทอดปมในใจของตัวละครเกี่ยวกับความเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวในสังคมญี่ปุ่นอยู่เสมอ ด้วยพื้นฐานตัวละครที่มีมิติเช่นนี้เองทำให้หนังเรื่องนี้เป็นแอ๊กชั่นไซไฟจากมังงะที่เข้มข้นและจับต้องได้ รู้สึกใกล้ตัวเรา เหมือนอย่างที่เรารู้สึกกับความลังเลแบบวัยรุ่นของ Spider-man ในแบบที่เราทุกคนเคยผ่าน หรือได้เห็นจริง ๆ จากคนรอข้าง ความแข็งแรงของตัวละครนี้ทำให้สไปดี้เป็นฮีโร่ที่คนเข้าถึงง่ายสุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับ อินุยาชิกิ นี้ด้วย

ความจริงจังจากตัวมังงะ ยังตามมากหลอกหลอนเราด้วยฉากการสังหารหมู่หลายต่อหลายครั้ง ที่บางฉากต้องใช้คำว่าโคตรรุนแรงต่อความรู้สึกคนดู คือมันอึดอัดจนอยากปิดตาไปเลยก็มี คิดว่าหนังน่าจะเหมาะกับคนดูที่มีวุฒิภาวะระดับหนึ่งมากกว่าเด็ก ๆ นะครับ แต่แม้จะใส่ฉากโชว์ความชั่วช้ามา แต่หนังก็ไม่ลืมที่จะใส่มิติเบื้องหลังการกระทำของตัวร้ายอย่าง ชิชิกามิ ทำให้เราอดเข้าใจและเห็นใจเขาในบางแง่ไม่ได้ ถึงขนาดว่ากลางเรื่องเราอาจรู้สึกว่าเขาคือ พระเอก ผู้ลุกขึ้นมาสู้กับความเฮงซวยของสังคมอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำไป

แต่หนังมันเจ๋งตรงนี้ล่ะครับ มันสอนว่าคนสองคนต่างวัยต่างความคิด ได้รับพลังมาเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่เราจะเลือกใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์หรือทำลาย เราจะอดทนอดกลั้นต่อความคิดร้ายในใจได้แค่ไหน คนจะผ่านอุปสรรคของดวงชะตาไปได้ก็ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและยึดมั่นในความดี ไม่ใช่เพียงพลังกายเหนือมนุษย์

ข้อเสียของหนังที่เห็นชัดสุดคือ ฉากซีจีที่แม้ฉากแปลงร่างหรือกลไกไซบอร์กจะทำได้เนี้ยบมาก แต่การซ้อนฉากหลังยังไม่เนี้ยบ โดยเฉพาะฉากบินบนท้องฟ้า หรือบินไล่ล่านี่ เรียกว่าไม่เนียนเท่าไหร่เลย ดูหลอกตาสุด ๆ ส่วนบทเองแม้จะลุ่มลึกและถ่ายทอดจากต้นฉบับได้ดี แต่ด้วยการรวบรัดเนื้อหาให้อยู่ใน 2 ชั่วโมงนิด ๆ ต้องบอกว่าบางอย่างถูกเล่าข้ามไปเช่น การที่ตำรวจหาตัวชิชิกามิเจอนั้นไม่เคยได้รับการบอกว่าเพราะอะไร หรือการขับเคลื่อนเรื่องบางอย่างก็ดูเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน แต่โดยภาพรวมต้องบอกว่า หนังโคตรดีครับ แฟนหนังที่เป็นคอมังงะต้องโคตรประทับใจอ่ะ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The Incredibles 2 : อย่าคิดว่านี่คือการ์ตูน มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ชั้นดีที่สนุกมาก

Published

on

“สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex”

ก่อนไปดูเรื่องนี้ ผมก็เปิดโหมดในการรับชมการ์ตูนดิสนีย์เต็มที่ คาดหวังความสนุกสดใสสไตล์เด็ก ๆ แต่ระหว่างที่ได้ชม ในใจผมก็รำพึงอยู่ตลอดเวลา นี่มันไม่ใช่หนังเด็กแล้ว บทภาพยนตร์นี่มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ดี ๆ นี่เอง เนื้อหาของหนังไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้ชมรุ่นเล็กเลย แม้หน้าตาหนังจะดูสนุกสนานสไตล์อนิเมชั่น แต่เนื้อหากลับหนักอึ้งเกินคาด พ่อแม่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องรับปัญหาทั้งในบ้านนอกบ้าน ตัวแม่รับหน้าที่ตัวแทนของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ออกไปแสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยังมีประโยชน์ต่อโลก เพื่อกู้คืนภาพลัษณ์และศักดิ์ศรี หวังว่าทางการจะยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ในขณะที่พ่อต้องรับหน้าที่พ่อบ้าน สอนการบ้านลูก และรับมือกับลูกสาวที่ย่างเข้าวัยรุ่นและเจ้าอารมณ์ ส่วนตัวเขาเองก็อิจฉาเมียที่ได้ออกไปพะบู๊ได้รับเสียงสรรเสริญจากประชาชนแทนที่จะเป็นเขา ซึ่งโดยรวมแล้วเนื้อหาหนักและเจาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหญ่กว่าภาคที่แล้วมาก

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากแอ็คชั่นทั้งครอบครัวพาร์ พ่อแม่กับลูกทั้ง 3 และโฟรโซน ออกมายับยั้งการปล้นธนาคารของอันเดอร์ไมเนอร์ วายร้ายที่มาพร้อมกับรถหัวเจาะขนาดยักษ์ เป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูแล้วก็สงสัยกับตัวเอง ว่าที่ดูอยู่นี่มันคือหนังการ์ตูน แต่ทำไมมันสนุกจังวะ งานออกแบบฉากแอ็คชั่นยอดเยี่ยมสนุกไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโรคนแสดงเลย สถานการณ์ชวนลุ้นตื่นเต้น ทั้งต้องยับยั้งแผนปล้นธนาคาร ทั้งต้องช่วยเหลือผู้คน ทั้งต้องไล่ตามจับอันเดอร์ไมเนอร์ แล้วบทก็กระจายหน้าที่ให้ทุกคนได้มีบทบาท แถมยังสอดแทรกมุกตลกกับการเกี่ยงกันดูแล แจ๊ค-แจ๊ค เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสา

จากนั้นก็เปิด 2 ตัวละครใหม่คู่สำคัญพี่น้องตระกูลเดเวอร์ วินสตัน และ เอเวอลีน ที่เป็นแฟนคลับของมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ล และ อีลาสติเกิร์ล พร้อมสนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ด้วยการผลักดันให้อีลาสติเกิร์ลออกปฏิบัติการอีกครั้ง และยังเอื้อเฟื้ออุปกรณ์ ชุด พาหนะ และบ้านพักให้ครอบครัวพาร์ด้วย แผนการเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี อีลาสติเกิร์ลได้รับการสรรเสริญจากประชาชน ท่านทูตออกโรงสนับสนุนยกเลิกแบนซูเปอร์ฮีโร่

แต่แล้วก็มีวายร้ายตัวใหม่ สกรีนสเลฟเวอร์ ที่มีความสามารถในการสะกดจิตผู้คนผ่านจอมอนิเตอร์ให้ทำเรื่องร้าย ๆ กลายเป็นภารกิจครั้งใหญ่ของครอบครัวพาร์ และโฟรโซน ที่จะต้องยับยั้งแผนการของสกรีนสเลฟเวอร์และกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังนี้ออกมา ตรงจุดนี้แหละที่หนังโดนเสียงบ่นเรื่องแสงแสบตา และมีผลต่อสุขภาพคนดู เพราะก่อนที่สกรีนสเลฟเวอร์จะสะกดจิตจะยิงแสงกะพริบที่สว่างมากเป็นเวลานานใส่เหยื่อ ก็ยอมรับนะว่าสว่างและรบกวนสายตามากจริง ๆ แม้ว่าตัวเองจะสายตาปกติก็ยังรู้สึกไม่สบายตา ถึงฉากนี้ก็เบือน ๆ หน้าหลบกันหน่อยแล้วกัน

สกรีน สเลฟเวอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องนับว่าเป็นจุดที่พีคจริง ๆ เราคาดหวังมาตลอดว่าอยากเห็นเจ้า 3 พี่น้องได้มีฉากโชว์ความสามารถของตัวเองบ้าง แล้วก็ได้เห็นจริง ๆ ทั้ง 3 ต้องรับศึกที่นับว่าหนักหนา ต้องเอาใจช่วยกันสุด ๆ ที่ถูกใจคนดูสุด ๆ คือการดันแจ๊ค-แจ๊ค ขวัญใจคนดู ที่แย้มโชว์ทิ้งท้ายไว้ภาคที่แล้วว่าเจ้าหนูน้อยมีความสามารถมากมาย มาถึงภาคนี้ แจ๊ค-แจ๊ค ก็เลยได้ทั้งโชว์ความน่ารักและสามารถหลากหลายเกินคาด ได้มีซีนเดี่ยว ๆ ของตัวเอง กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีสีสันสุดแล้วในภาคนี้ แถมยังเพิ่มความสนุกด้วยการใส่บรรดาซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลกมาอีก 5- 6 ตัว ซึ่งแต่ละรายก็มีความสามารถแตกต่างกันไป จะมีเสียดายนิดก็คือตัวตนที่แท้จริงของสกรีนสเลฟเวอร์ที่เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วล่ะ

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ในภาคนี้

ยอมรับจริง ๆ ว่า The Incredibles 2 เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ คุ้มค่าการรอคอย เป็นหนังอนิเมชั่นที่สร้างจากบทภาพยนตร์ที่ดี ถ้าถูกนำมาสร้างเป็นหนังคนแสดง จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมกว่าทั้งหนังดีซีและมาร์เวลเสียด้วยซ้ำ เป็นหนังที่แบ่งพื้นที่ของฉากแอ็คชั่นและดราม่าได้อย่างลงตัว ที่ผิดคาดมากก็คือด้านดราม่านี่ล่ะ ไม่คิดว่าหนังจะเขียนให้หนักได้ขนาดนี้ เพราะหนังไม่ได้เน้นขายฉากแอ็คชั่นต่อสู้กับวายร้ายเป็นหลักอย่างที่คิดว่าเพื่อจะขายเด็ก แต่กลับยกเรื่องราวปัญหาของแต่ละคนมาขยาย ทั้งเรื่องแม่ที่ต้องออกมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้พิสูจน์ความสามารถของซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิงอย่างที่เธอรอคอยมานาน พ่อที่อิจฉาแม่ออกนอกหน้าเหตุที่ไม่ได้โอกาสทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจผู้คนอย่างแต่ก่อน แต่ก็พยายามพิสูจน์ว่าเขาก็สามารถทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีเช่นกัน

แล้วหนึ่งในภาระนั้นก็คือการต้องเข้าใจความรู้สึกของลูกสาววัยรุ่น ไวโอเล็ตในวัย 14 ที่กำลังมีความรักแบบปั๊บปี้เลิฟกับเพื่อนชายที่โรงเรียน ตัวร้ายของเรื่องก็ฉีกขนบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้เป็นตัวประหลาดมีพลังพิเศษแต่อย่างใด เป็นตัวร้ายที่มีมันสมองปราดเปรื่อง แล้วก็ทำเอาเหล่าซูเปอร์ฮีโร่เหนื่อยได้เหมือนกัน

ผู้ให้เสียงพากย์คาแรกเตอร์นำ , ซาราห์ โวเวล คนพากย์เสียง “ไวโอเลต” มุมซ้ายล่าง…น่ากลัวมาก

สรุปได้ว่า The Incredibles 2 สนุกเกินคาดมากมาย อย่าทำให้หน้าหนังที่เป็นอนิเมชั่นทำให้เราเข้าใจผิดว่านี่คือหนังการ์ตูน แล้วจะต้องเหมาะสำหรับเด็ก ตรงกันข้ามเนื้อหาเรื่องราวของ The Incredibles 2 นั้นเป็นเนื้อหาผู้ใหญ่ชัด ๆ เด็กไปดูน่าจะไม่สนุกด้วยซ้ำ และการที่หนังเว้นช่วงห่างจากภาคแรกถึง 14 ปี ไม่ต้องกังวลว่าจะจำเนื้อหาภาคแรกไม่ได้ แล้วจะดูไม่สนุก หนังแทบไม่ได้อ้างถึงภาคแรกเลย จำพื้นเพแค่ว่า ภาคที่แล้วครอบครัวพาร์ และโฟรโซนโดนรัฐบาลสั่งให้ปลดเกษียณจากการทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่และมาใช้ชีวิตเช่นสามัญชนเท่านั้นพอ หรือแม้แต่ใครที่ไม่เคยดูภาคที่แล้ว ก็สามารถดูภาคนี้ได้รู้เรื่องและสนุกไปกับหนังได้ครับ ด้วยความที่ครอบครัวพาร์เป็นที่รักของคนดูมาตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉาย และคนดูรอคอยการกลับมาของครอบครัวนี้อยู่นาน หนังเลยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ตัวเลขเปิดตัวสุดสัปดาห์ถล่มทลายมากด้วยรายรับเฉพาะในอเมริกากวาดไปแล้ว 182 ล้านเหรียญ ด้วยตัวเลขขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าภาค 3 ไม่ต้องรอกันนานแล้วล่ะครับ

แถมท้ายอีกนิดว่า “Bao”การ์ตูนสั้นแปะหัวหนัง น่ารักและซาบซึ้งมาก อินไปกับหนังได้โดยไม่ต้องมีบทพูดสักคำเดียว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!