Connect with us

ภาพยนตร์

The Last Jedi ขึ้นอันดับ 19 ภาพยนตร์ทำเงินทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล

Star Wars: The Last Jedi ได้ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟฟิศอย่างงดงาม จนล่าสุดได้เป็นหนึ่งใน 20 ภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล

Published

on

Star Wars: The Last Jedi ได้ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟฟิศอย่างงดงาม จนล่าสุดได้เป็นหนึ่งใน 20 ภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล

ในช่วงปลายปี 2017 ที่ผ่านมา The Last Jedi สามารถทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ และกำลังทำรายได้ตามหลัง The Force Awakens เมื่อปี 2015 ที่ทำไปมากถึง 2 พันล้านเหรียญ

เว็บไซต์ Deadline ได้รายงานว่า The Last Jedi ได้ติดอันดับที่ 19 ของภาพยนตร์ที่ทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล คือ 1,090.8 ล้านเหรียญ แซงหน้า The Dark Knight Rises เมื่อปี 2012 ทีี่ทำไป 1,084.9 ล้านเหรียญ และเบียด Toy Story 3 ตกไปอยู่อันดับที่ 21 ด้วยรายได้ 1,067 ล้านเหรียญ

สำหรับ The Force Awakens นั้น อยู่ในอันดับที่ 3 ของภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล คือ 2,068 ล้านเหรียญ ตามหลัง Avatar และ Titanic ของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ที่ทำไป 2,788 ล้านเหรียญ และ 2,187.5 ล้านเหรียญ ตามลำดับ

20 อันดับภาพยนตร์ทำรายได้ทั่วโลกสูงสุดตลอดกาล

  1. Avatar (2009) : 2,7888 ล้านเหรียญ
  2. Titanic (1997) : 2,187.5 ล้านเหรียญ
  3. Star Wars: The Force Awakens (2015) : 2,068.2 ล้านเหรียญ
  4. Jurassic World (2015) : 1,671.7 ล้านเหรียญ
  5. Marvel’s The Avengers (2012) : 1,518.8 ล้านเหรียญ
  6. Furious 7 (2015) : 1,516 ล้านเหรียญ
  7. Avengers: Age of Ultron (2015) : 1,405.4 ล้านเหรียญ
  8. Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 (2011) : 1,341.5 ล้านเหรียญ
  9. Frozen (2013) : 1,276.5 ล้านเหรียญ
  10. Beauty and the Beast (2017) : 1,263.5 ล้านเหรียญ
  11. The Fate of the Furious (2017) : 1,235.8 ล้านเหรียญ
  12. Iron Man 3 (2013) : 1,214.8 ล้านเหรียญ
  13. Minios (2015) : 1,159.4 ล้านเหรียญ
  14. Captain America: Civil War (2016) : 1,153.3 ล้านเหรียญ
  15. Transformers: Dark of the Moon (2011) : 1,123.8 ล้านเหรียญ
  16. The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) : 1,119.9 ล้านเหรียญ
  17. Skyfall (2012) : 1,108.6 ล้านเหรียญ
  18. Transformers: Age of Extinction (2014) : 1,104.1 ล้านเหรียญ
  19. Star Wars: The Last Jedi (2017) : 1,090.8 ล้านเหรียญ
  20. The Dark Knight Rises (2012) : 1,084.9 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]The First Purge : มาถึงภาค 4 ยังไม่หมดมุก

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

The First Purge ทำหน้าที่ในฐานะผู้เริ่มต้นซีรีส์ใหม่ในจักรวาล The Purge หนังย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ในคืนล้างบาปปีแรก ที่จำกัดพื้นที่แค่บริเวณเกาะเสตทเท็น เพื่อเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง ก่อนที่จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศในปีถัดมา หนังเริ่มต้นเรื่องในช่วงใกล้ ๆ จะถึงคืนล้างบาป ลากยาวไปจนถึงนาทีสุดท้ายของคืนอำมหิตนี้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ก็ต้องมีการแนะนำตัวละครชุดใหม่ทั้งหมดทั้งทางฝั่งประชาชนและทางฝั่งรัฐบาล

ตัวละครหลักของเรื่องคือ ดิมิทรี่ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มาในมาดสุดเท่ และนางเอกคือ ไนย่า อดีตแฟนของดิมิทรี่ ที่ยังคงมีเยื่อใยอันดีต่อกันแต่เธอบอกลาดิมิทรี่เพราะไม่พอใจกับโลกด้านมืดของเขา และอิไซย่าห์ น้องชายวัยรุ่นของไนย่า ที่อยู่ในวัยห้าวและกำลังเดินเข้าสู่วงการค้ายา ส่วนฝั่งของรัฐบาลที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวร้ายของเรื่อง จะมีหนึ่งเดียวคือ อาร์โล ซาเบียน หัวหน้าคณะผู้ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์คืนล้างบาปครั้งแรกนี้ และเขาก็ทำงานประกบคู่กับ ดร.อัปเดล ผู้คิดค้นทฤษฏีคืนล้างบาปนี้ขึ้นมา บทนี้รับบทโดย มาริสา โทเม ที่มาในลุคที่แตกต่างจาก “ป้าเมย์” ที่หลาย ๆ คนหลงรักจาก Spiderman มาก และเป็นดารามีชื่อเสียงคนเดียวในเรื่องนี้ เพราะทีมงานมั่นใจว่าชื่อ The Purge สามารถเรียกคนดูได้โดยไม่ต้องจ้างดาราค่าตัวแพงมาดึงคนดู

เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ The Purge และเป็นผู้กำกับไตรภาคแรก ลดหน้าที่ตัวเองเหลือแค่เขียนบทในภาคนี้แล้วส่งไม้ต่อให้กับ เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ ผู้กำกับหน้าใหม่ บทของเจมส์ ถือว่าน่าชื่นชมครับที่เล่าเรื่องราวมาถึงภาคที่ 4 แต่ก็ยังไม่หมดมุก หากลเม็ดต่าง ๆ มาเสริมให้แต่ละภาคมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างภาคนี้ได้เปรียบตรงที่ว่า ไม่ต้องมีการปูความถึงความโหด โฉดของคืนอำมหิตนี้อีกแล้ว แต่ได้ความสนใจแฟนหนังที่เคยติดตามแฟรนไชส์นี้มาก่อน ให้มาลงลึกถึงเหตุการณ์ในคืนล้างบาปครั้งแรก ว่าเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และสามารถขยายกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้นได้ เพราะใครที่ไม่เคยดู The Purge มาก่อน ก็สามารถเริ่มต้นกับภาคนี้ได้ง่าย เพราะเรื่องราวไม่มีการโยงใยกับไตรภาคก่อนหน้าแต่อย่างใด

ไอเดียใหม่ที่เติมเข้ามาในภาคนี้ได้อย่างน่าสนใจคือการเล่าเรื่องราวแบบหนังสยองขวัญ โดยมีแบคกราวด์ของเรื่องเป็นเกมการเมืองที่สกปรก เราได้เห็นความร้ายกาจของ New Founding Fathers of America ในหนังตั้งชื่อไทยให้ว่า พรรคพัฒนาชาติใหม่ ที่เจาะจงเลือกเกาะเสตทเท็นเป็นเป้าหมายแรก เพราะเป็นแหล่งรวมของคนผิวสีที่มีฐานะยากจน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของพรรคที่อยากกำจัดกลุ่มคนพวกนี้ออกจากสังคม ทางพรรคจึงใช้เงินในการดึงคนเหล่านี้ให้อยู่บนเกาะในคืนล้างบาป และถ้าออกไปร่วมกิจกรรมล้างบาปด้วยการอาละวาด เข่นฆ่าผู้คน ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น โดยทางพรรคมีมอนิเตอร์ผ่านคอนแทคเลนส์ของแต่ละคนเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และเจ้าคอนแทคเลนส์เรืองแสงนี่ล่ะ ที่เป็นตัวเสริมความสยองให้กับหนัง เพราะมันเรืองแสงในที่มืด ยิ่งทำให้เหล่าคนกระหายเลือดที่ออกมาเพ่นพ่านในคืนล้างบาปนั้นดูเหมือนอสุรกาย

ตัวที่เป็นสีสันให้กับหนังอย่างมากคือ สเกเลเทอร์ หนุ่มผิวสีโรคจิต ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็น เวลาพูดแสยะยิ้ม น้ำลายฟูฟ่อง ดูเต็มไปด้วยความโรคจิตและบ้าเลือดมาก เมื่อใส่คอนแทคเลนส์เรืองแสงเข้าไปยิ่งทำให้ดูน่ากลัวสุด ๆ พอเริ่มต้นคืนล้างบาปยิ่งทำให้สเกเลเทอร์ เหมือนเด็กที่ได้ลงสนามเด็กเล่น กลายเป็นอสุรกายบ้าเลือดที่น่ากลัวสุดสำหรับภาคนี้ และยิ่งหนังปูเรื่องไว้ว่าสเกเลเทอร์มีความบาดหมางกับอิไซยาห์มาก่อนหน้าแล้ว ก็ทำให้การไล่ล่าระหว่างสเกเลเทอร์ กับอิไซย่าห์ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามในหนังภาคนี้ แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังมีตัวละครมากหน้า และประเด็นให้พูดถึงมาก ทำให้บทของสเกเลเทอร์ถูกลืมหายไปในช่วงท้ายของหนัง

ทุกสถานการณ์ที่เจมส์ได้วางไว้ ก็ถูกบิดเกลียวให้ตึงเครียดได้มากขึ้นในทุก ๆ นาทีที่หนังเดินหน้าไป ก็เป็นจุดที่น่าชื่นชมในฝีมือการเขียนของเจมส์ เมื่อตัวละครหลักทั้งดิมิทรี่ อิไซย่าห์ และ ไนยา จากที่ต่างก็ดำเนินวิถีทางของตนเองในคืนอำมหิตแล้วก็มารวมกลุ่มกันในตอนท้าย ความตึงเครียดของหนังก็มาถึงจุดสูงสุดในไคลแมกซ์พอดี ถือว่าเป็นไคลแมกซ์ของหนังที่ทั้งมันส์ ทั้งลุ้น ทำออกมาได้สนุกมากเรื่องหนึ่ง

หนังมีองค์ประกอบที่เอาใจคนดูครบ ทั้งในด้านหนังสยองขวัญที่ก็ตอบสนองด้วยฉากโหด แทง กระซวก ปาดคอ หักคอกัน จ่อกบาลยิงกันเลือดกระฉูด นับว่าภาพรุนแรงตามแบบฉบับหนังโหด มีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ท้ายเรื่องกับการเปิดเผยตัวตนของกลุ่มบุคคลลึกลับติดอาวุธหนักที่เข้ามาร่วมวงคืนล้างบาปนี้ด้วย แล้วกลุ่มนี้ก็ยกระดับเป็นตัวร้ายมากพิษสงของเรื่อง กลุ่มคนดูผู้ชายที่ชอบหนังแอ็คชั่นน่าจะมันส์สะใจกับฉากรบท้ายเรื่อง ที่จัดหนักทั้งปืนกลสาดกระสุนกันว่อน และระเบิดมือที่ประสิทธิภาพโคตรน่ากลัว ฉากที่ชอบมากคือฉากต่อสู้มือเปล่าของดิมิทรี่กับกลุ่มทหารลึกลับ 3 คน บนขั้นบันไดหนีไฟ ออกแบบท่าทางการต่อสู้ออกมาดูรุนแรงหนักหน่วงสมจริงมาก

หนังจบแบบค่อนไปทางแฮปปี้นะครับ สานต่อภาคต่อไปได้สบาย ๆ รายได้ 127 ล้าน จากทุนสร้างจุ๋มจิ๋มเพียง 13 ล้าน ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าหนังประสบความสำเร็จเพียงใด มันคือหนังตลาดที่สร้างมาเอาใจตลาดนะครับแล้วก็ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ครบถ้วน อยากเห็นฉากโหดได้เห็น อยากมันส์ก็ได้มันส์ ฉากลุ้น สะดุ้งตุ้งแช่มีครบ ในเวลาพอเหมาะพอเจาะ 98 นาทีครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Hotel Transylvania 3: แอนิเมชันสามัญประจำบ้านที่เหมาะกับทุกครัวเรือน

Published

on

กลับมาอีกครั้งสำหรับแอนิเมชันภาคต่อสุดฮาจากค่าย Sony Pictures กับการผจญภัยของแก๊งปีศาจที่เราคุ้นหน้ากันดี โดยในภาคนี้เป็นเรื่องราวที่แก๊งท่านแดร็ค (อดัม แซนด์เลอร์) ได้ไปพักผ่อนในทริปล่องเรือสัตว์ประหลาดสุดหรูเป็นการเอาท์ติ้งหลังจากทำงานในโรงแรมมานาน ซึ่งแดร็กคิวล่าก็รู้สึกเหงาและต้องการใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง และในทริปนี้เองที่ท่านเคราท์ของเราดันไปตกหลุมรักกับกัปตันเรือสาวสวย เอริกา (เซเลนา โกเมซ)

ในภาค 3 นี้เรียกว่าเป็นพลอตรสชาติใหม่ ๆ โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแดร็คกับลูกสาวเมวิส ซึ่งภาคก่อน ๆ จะเห็นพ่อแดร็คหวงลูกสาวมากเวลาจะมีรักกับใครหรือว่ามีลูก แต่ในภาคนี้จะสลับบทบาทกันบ้างแล้ว และเมวิสลูกสาวก็จะหันมาห่วงพ่อของเธอแทนเมื่อ พ่อของเธอกำลังจะเกิดปิ๊งรักครั้งใหม่ และนอกจากความห่วงใยตามประสาพ่อลูกแล้ว ยังปะปนมาด้วยความสงสัยและระหวาดระแวงกับผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตของพ่อเธอด้วยเช่นกัน

จริง ๆ Hotel Transylvania เป็นหนึ่งในหนังแฟรนไชส์ที่พูดจับเรื่องประเด็นครอบครัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย ซึ่งในภาคนี้มันพูดถึงมุมมองในเรื่องของความรักที่คนเราสามารถมีรักได้เสมอ รวมทั้งมุมมองของความเท่าเทียมกัน พลอตเรื่องมันอาจเป็นหนังเด็กที่เล่าง่าย ๆ แต่มันมีวิธีถ่ายทอดที่ทำให้ผู้ใหญ่เข้าถึงเมสเซจหนังได้ด้วย ช่วงครึ่งแรกของหนังอาจเนือย ๆ บ้าง กับมุกฮาบ้างแป้กบ้าง บรรยากาศของหนังเรื่องนี้อาจไม่แฝงความโหดร้ายเหมือน Ferdinand แต่ระหว่างทางที่ตัวละครมีพัฒนาการและมุมมองนั้น ต้องบอกว่าทรงพลัง ไม่ขี้เหร่เลย หนังมีจุดพีคที่ดีและหาทางลงได้สมูท ดูแล้วฟีลกู้ดและอิ่มเอิบหัวใจดี

นอกจากนี้ งานโปรดักชันก็ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ยังทำได้ดีเยี่ยมเหมือนเคย การออกแบบท่วงท่าของตัวละคร มีความยูนีคและง่ายเหลือเกินที่จะเรียกเสียงฮาได้เรื่อย ๆ เพราะลายเซนต์มีความทะเล้น ขี้เล่นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเติมเต็มให้ Hotel Transylvania 3: A Monster Vacation ตอบโจทย์การเป็นหนังแอนิเมชันแฟรนไชส์ที่เหมาะกับการไปดูกันเป็นครอบครัวและหมู่คณะอย่างยิ่ง

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The Meg : ฉลามทะเลจีน ดาราจีน ทุนสร้างจีน

เรื่องความน่ากลัวของฉลามยังคงถูกนำมาใช้เป็นตัวร้ายในหนังฮอลลีวู้ดได้เรื่อย ๆ ทั้งหนังสตูดิโอใหญ่และหนังเกรดบี แต่ถ้าว่ากันเฉพาะฉลามยักษ์ก็ต้องมองย้อนไปถึง Jaws ตั้งแต่ปี 1975 นู่น วันที่สตีเวน สปิลเบิร์กสร้างฉลามยักษ์ให้เป็นอสุรกายที่ทำให้คนทั้งโลกแขยงกันไปหมดไม่กล้าลงทะเล การมาถึงของ The Meg เท่ากับเป็นการกลับมาของฉลามยักษ์ที่เราไม่ได้เห็นกันบนจอหนังมากว่า 40 ปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เรื่องความน่ากลัวของฉลามยังคงถูกนำมาใช้เป็นตัวร้ายในหนังฮอลลีวู้ดได้เรื่อย ๆ ทั้งหนังสตูดิโอใหญ่และหนังเกรดบี แต่ถ้าว่ากันเฉพาะฉลามยักษ์ก็ต้องมองย้อนไปถึง Jaws ตั้งแต่ปี 1975 นู่น วันที่สตีเวน สปิลเบิร์กสร้างฉลามยักษ์ให้เป็นอสุรกายที่ทำให้คนทั้งโลกแขยงกันไปหมดไม่กล้าลงทะเล การมาถึงของ The Meg เท่ากับเป็นการกลับมาของฉลามยักษ์ที่เราไม่ได้เห็นกันบนจอหนังมากว่า 40 ปี

นอกจากจะมีฉลามยักษ์เป็นจุดขาย แล้วก็ยังมีเจสัน สตาแธม ถูกใช้เป็นชื่อขาย เจสันห่างหายจากหน้าจอไปนานพอควร หลังจาก The Fate of the Furious ตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เพิ่งมีเรื่องนี้ล่ะ เขารับบทเป็นโจนาส เทย์เลอร์ กับอาชีพใหม่ที่เรา ๆ เพิ่งเคยเห็นกันคือ นักกู้ภัยทางทะเลลึก หนังมาตามสูตรพระเอกฮีโร่เป๊ะ ด้วยการเปิดเรื่องให้เห็นวีรกรรมของโจนาสในอดีต ที่เขาเคยมีตราบาปฝังใจช่วยชีวิตผู้ประสบเคราะห์ในเรือดำน้ำอับปางได้ไม่ครบทุกชีวิต และหนึ่งในนั้นคือเพื่อนร่วมทีมของเขา ตามฟอร์มของพระเอกฮีโร่ โจนาสหนีไปปลีกวิเวกเป็นเวลานาน

ตัดมาปัจจุบัน มอร์ริส มหาเศรษฐีที่ไม่รู้เอาเงินไปทำอะไร เลยเอามาลงทุนที่จีน สร้าง Mana One ศูนย์สำรวจโลกใต้ทะเลลึกในจุดที่คาดว่าจะลึกที่สุดในโลก หนังสร้างสมมติฐานได้น่าสนใจว่า พื้นก้นสมุทรที่มองเห็นนั้นแท้จริงคือกลุ่มก๊าซลอยตัวเป็นแผ่นปกคลุมอีกโลกไว้เบื้องล่าง Mana One ส่งเรือดำน้ำที่ออกแบบเพื่อสำรวจทะเลลึกลงไปโลกใต้สมุทรได้พบกับสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ เม็กกาโลดอน ฉลามยักษ์ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 2 ล้านปี เรือดำน้ำโดนฉลามยักษ์โจมตีจนเสียหาย ร้อนถึง Mana One ต้องบินไปตามตัวโจนาส เทย์เลอร์ ที่มาตั้งรกรากอยู่ในไทย ให้มาช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 และหนึ่งในนั้นคือ ลอรี่ อดีตเมียของโจนาส ที่เวลาจะรอดชีวิตเหลือน้อยเต็มที แต่การที่โลกภายนอกรุกล้ำเข้ามาในโลกใต้สมุทรนี้ เท่ากับเป็นการเปิดทางให้เจ้าเม็กกาโลดอน ได้ออกมาสู่มหาสมุทรเบื้องบนอีกครั้ง

The Meg ก็เป็นหนังเอาใจตลาดทุนสูงอีกเรื่องที่ยังคงใช้ทุนสร้างจากจีน ซึ่งเป็นกระแสหลักของหนังฮอลลีวู้ดในช่วงหลังนี้ อย่างเช่น Skyscraper และ Mission : Impossible Fallout และ Pacific Rim Uprising เมื่อใช้ทุนจากจีน หนังจึงต้องกำหนดว่าเหตุการณ์เกิดในจีน และมีดาราจีนมาเป็นดารานำ แต่ The Meg เป็นหนังที่ออกจะสื่อถึงความเป็นจี๊นจีนมากกว่าทุกเรื่องข้างต้นที่กล่าวมา นอกจากกำหนดให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในทะเลจีนแล้ว ดอกเตอร์จาง หัวหน้าหน่วย Mana One ก็ยังเป็นจีน และบท ชูหยิน นางเอกของเรื่องก็ตกเป็นหน้าที่ของ หลี่ ปิงปิง นางเอกจีนที่ไปเล่นหนังฮอลลีวู้ดมาแล้วหลายเรื่อง ก็นับว่าเป็นนางเอกของเรื่องที่ค่อนข้างสูงวัย เพราะปีนี้เธอปาไป 45 ขวบแล้ว แต่หน้านี่ตึงเป๊ะ แล้วบทของเธอก็ถูกเขียนให้เป็นลูกสาวของดอกเตอร์จาง ที่รับบทโดย วินสตัน เชา ซึ่งแก่กว่าเธอแค่ 15 ปีเท่านั้น

และรายที่หลาย ๆ คนน่าจะรักคือ ชูย่า โซเฟีย ไค สาวน้อยวัย 8 ขวบในบท เหมยอิง ลูกสาวของ ชูหยิน เธอเป็นสาวน้อยที่มีเสน่ห์มาก หน้าตาน่ารัก เล่นหนังได้ลื่นไหล เสียที่ว่าบทเขียนให้เธอเป็นเด็กแก่แดดเกินวัย ดาราจีนเต็มไปหมดแบบนี้ จะมองในมุมกลับว่าเป็นหนังจีนแล้วจ้างเจสัน สตาแธมมาเล่นก็ไม่ผิด บทโจนาสของเจสัน สตาแธม นี่ก็เก่งแบบเวอร์วังมาก เก่งแบบไม่ใช่คนแล้ว โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์นี่ต้องร้อง โอ้วววว

ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน คือหนังพูดถึงเมืองไทยเยอะมาก และมาถ่ายทำในไทยด้วย ในเรื่องเขียนว่า โจนาส เทย์เลอร์ มาอยู่ในสมุทรปราการ แต่ดูในภาพน่าจะไปถ่ายที่เมืองท่องเที่ยวสักแห่งนี่ล่ะ แต่ภาพที่ออกมานี่ไม่น่าดูเอาซะเลย บรรยากาศซอมซ่อล้าหลังมาก มีพี่ปู วิทยา ปานศรีงาม ดาราไทยขาประจำในหนังฮอลลีวู้ด โผล่มาแวบนึงด้วย

บทหนังให้เครดิตว่าดัดแปลงมาจากนิยาย Meg: A Novel of Deep Terror ของสตีฟ อัลเท็น ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1997 แต่เนื้อหาในหนังแทบไม่มีอะไรเหมือนนิยายเลย นอกจากมีพระเอกชื่อโจนาส เทย์เลอร์ เหมือนกันเท่านั้น ถ้าแปลงซะขนาดนี้ไม่ต้องไปให้เครดิตนิยายเขาก็ได้นะ บทหนังแทบไม่มีตรรกะอะไรสมเหตุสมผลเลย สนใจเพียงแค่ว่าเขียนเส้นเรื่องอย่างไรให้สอดแทรกสถานการณ์ตื่นเต้นมาได้เรื่อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าทำได้สำเร็จ หนังเดินเรื่องเร็วมาก ไม่ต้องลุ้นรอฉลามยักษ์กันนาน ออกมาโชว์โฉมตั้งแต่ต้น ๆ เรื่อง  ตัวฉลามทำได้น่ากลัว สมจริง ออกมาอาละวาดบ่อย พิษสงเยอะ มีทั้งฉากให้ลุ้น สะดุ้งตุ้งแช่ และเซอร์ไพรส์ให้เหวอกันช่วงกลางเรื่อง

พลอตค่อนข้างมาในสไตล์ Slash Film คือสร้างตัวละครมาเยอะ ๆ แล้วก็ค่อย ๆ เขียนให้กลายเป็นเหยื่อทีละคน หลาย ๆ คนก็เดาได้ล่วงหน้าว่า “ไอ้นี่….ไม่น่ารอด” และบางรายก็ตายแบบโง่ ๆ ช่วงท้ายเหมือนว่าคนเขียนคงรู้สึกว่าหนังขาดดราม่า ก็เลยใส่ฉากดราม่าเข้ามาซะหน่อยนึง ดนตรีมา โคลสอัปหน้าดาราน้ำตาไหลพราก พยายามบิลท์กันอยู่ครู่นึง แล้วก็ถูกลืมหายไป มีมาแล้วรู้สึกเกิน ๆ แบบนี้ ไม่ต้องมีก็ได้นะ

MEG นิยายต้นฉบับ

หนังได้จอน เทอร์เทิลทอบ ผู้กำกับขาเก๋ามารับหน้าที่ ถ้ามองผลงานที่ผ่านมาก็ถือว่าไม่ตรงแนวนัก เพราะจอน ถนัดมากกับหนังคอมมีดี้ หรือผจญภัยใส ๆ สไตล์ดิสนีย์ ผลงานดัง ๆ ของเขาอย่างเช่น National Treasure ทั้ง 2 ภาค , The Sorcerer’s Apprentice พอมาจับ The Meg โทนสยองก็เลยเบาบางมาก ฉากฉลามกินคนก็เลยมาแบบแวบ ๆ ตัดไปเร็ว ๆ ไม่ถึงขั้นหวาดเสียวถึงกับต้องปิดตา ชวนหญิงไปดูได้เลย มันไม่มีฉากอี๋แหยะ ไม่สยองอย่างที่คิด เพราะหนังกลัวว่าจะได้เรต R ก็เลยยั้งไว้ที่ PG-13 พอ ยังดีที่ว่าหนังอัดฉากแอ็คชั่นมาถี่ ก็เลยได้ลุ้น และตื่นตาไปกับการโจมตีของเม็กกาโลดอนแทบตลอด 2 ชั่วโมง แต่ถ้าวัดกันถึงความน่าสะพรึงของตัวฉลาม The Meg ยังทำได้ห่างชั้น Jaws เมื่อ 40 ปีก่อน แม้นั่นจะเป็นผลงานแรก ๆ ของสตีเวน สปิลเบิร์ก ด้วยซ้ำและเทคโนโลยีหุ่นและซีจีในวันนั้นก็ยังล้าหลังอยู่มาก

สรุปได้ว่า The Meg เป็นหนังที่ตอบสนองความบันเทิงได้ดีเยี่ยม อยากเห็นฉลามก็ได้เห็นแบบจุใจ ได้ลุ้น ได้สะดุ้ง มีมุกตลกสอดแทรกเป็นระยะ ดูแล้วสนุกคุ้มกับเวลาและค่าตั๋ว  แต่ห้ามคิดหาตรรกะสาระใด ๆ จากหนังเรื่องนี้ ไม่งั้นจะหงุดหงิด เพราะสุดท้ายสิ่งที่หนังไม่ได้พูดถึง คือแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนในเรื่องนี่แหละคือตัวร้ายหมด ฉลามมันก็อยู่ของมันดี ๆ ลงไปรบกวนมันเองนะ พอมันหงุดหงิดก็ไปตามฆ่ามัน หนังใช้ทุนสร้างไปค่อนข้างสูง ถึง 150 ล้านเหรียญ แต่ตัวเลขขนาดนี้ ถ้าถูกใจตลาดจีนนะ กำไรเละเทะ เราได้ดู MEG , MEG3 กันอีกแน่

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!