Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] Kursk คูร์ส หนีตายโคตรนรกรัสเซีย – เล่าโศกนาฏกรรมแต่ไร้อารมณ์ร่วม

Kursk

7

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

7.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังมีเทคนิคเล่าเรื่องน่าสนใจ

จุดสังเกต

  • บทหนังเลือกเล่าหลายประเด็นมากเกินไป
  • บทหนังปูพื้นตัวละครไม่ดีเท่าไหร่

หนังเรือดำน้ำไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่อย่างใด เราเคยผ่านตาทั้งหนังเรือดำน้ำในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตำนานทั้ง Das Boot (1981) และ U571 (2000) หนังเรือดำน้ำยึดที่กัปตันยึดอำนาจกันเองในช่วงสงครามอ่าวอย่าง Crimson Tide (1995) หรือกระทั่งหนังแอ็คชั่นเรือดำน้ำดูเอามันที่เพิ่งผ่านตาเราไปไม่นานอย่าง Hunter Killer (2018) แต่ความน่าสนใจของ Kursk คงหนีไม่พ้นการหยิบเอาข่าวเรือดำน้ำอัปปางเมื่อปี 2000 มาสร้างเป็นภาพยนตร์

หลังเกิดเหตุระเบิดไม่คาดฝันขึ้น จนเรือ K-141 หรือ คูร์ส ดำดิ่งสู่ก้นทะเลแบเร็นตส์ ทำให้ มิคฮาอิล (แมตไธอัส สโกเอนนาเอิร์ธส์) ต้องหาทางรอดให้กับตนเองและเหล่าทหารเรือที่ติดอยู่ในเรือดำน้ำอัปปาง ในขณะเดียวกัน เดวิด รัสเซล (โคลิน เฟิร์ธ) ผู้การแห่งราชนาวีอังกฤษก็ต้องฝ่าฟันเกมการเมืองของรัสเซียจนเป็นอุปสรรคต่อการให้ความช่วยเหลือลูกเรือคูร์สที่ความหวังดูจะริบหรี่ลงทุกที แล้วมิคฮาอิลจะได้กลับไปพบทานย่า (ลีอา เซย์ดูซ์) ภรรยาสุดที่รักและลูกชายหรือไม่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

จุดกำเนิดของ Kursk คือข่าวเรือดำน้ำอัปปางสุดวิปโยคเมื่อปี 2000 ที่มีส่วนโยงใยถึงการเมืองรัสเซียที่ในขณะนั้นพยายามอย่างถึงขีดสุดในการปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศและความลับที่ไม่ต้องการให้ต่างชาติล่วงรู้จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้น โดยหนังเป็นผลงานของป๊าดันอย่าง ลุค เบซง ที่ขอผลักให้ โธมัส วินเทอร์เบิร์ก ผู้กำกับหนุ่มชาวเดนมาร์กมากุมบังเหียนหนังเรือดำน้ำที่สร้างจากโศกนาฏกรรมร่วมสมัย ซึ่งไอเดียของ วินเทอร์เบิร์กในการถ่ายหนังแบบ 2 อัตราส่วนโดยให้ซีนบนบกที่รัสเซียตอนต้นเรื่องและท้ายเรื่องเป็นภาพอัตราส่วนแบบ 4:3 เพื่อให้เห็นความใกล้ชิดของครอบครัว และฉากส่วนใหญ่ตั้งแต่ตอนออกเรือจนเผชิญวิกฤติให้เป็น 2.35:1 จอกว้างเพื่อให้เห็นถึงความเวิ้งว้างของใต้ทะเลก็ดูน่าสนใจดี แต่ปัญหาของหนังจริงๆกลับอยู่ที่บทหนังของ โรเบิร์ต โรดาร์ต ที่ให้รายละเอียดตัวละครไม่ลึกพอและยิ่งเล่าหลายประเด็นคนดูก็ยิ่งเอาใจออกห่างเหล่าทหารเรือที่กำลังประสบภัยออกไปทุกทีจนแทบไม่เหลืออารมณ์ร่วมเท่าใดนัก

ซึ่งแผลใหญ่สุดของหนังเห็นจะเป็นการโยงหลายเหตุการณ์มากเกินไปทั้งครอบครัวของเหล่าทหารเรือที่พยายามไปขอความกระจ่างถึงชะตากรรมของสามี หรือเรื่องการเมืองที่หนังดูจะให้ภาพอังกฤษเป็นพระเอกที่พยายามทำทุกทางที่จะรักษาชีวิตของทหารรัสเซียทั้งทึ่รัฐบาลเองกลับไม่เหลียวแลเท่าใดนัก จนสองเหตุการณ์ข้างต้นค่อยๆแย่งความสนใจหลักเราไปจากการเอาใจช่วยเหล่าทหารเรือที่ติดในเรือดำน้ำอัปปาง ซึ่งส่วนที่เป็นผลต่อเนื่องกันคือช่องโหว่หลายอย่างในบทหนังทั้งการไม่ปูพื้นตัวละครมากพอโดยเฉพาะ ผู้การเดวิด รัสเซล ที่นอกจากการอยู่ดีๆไปจับคลื่นโซนาร์ของเรือดำน้ำได้แล้ว หนังก็แทบไม่มีฉากที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าอยู่ดีๆผู้การราชนาวีอังกฤษจะไปอยากช่วยเหลือทหารเรือรัสเซียทำไมทั้งเหตุผลด้านการเมืองหรือศีลธรรมก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นหนังยังให้เวลาเราน้อยมากในการทำความรู้จักเหล่าทหารเรือ แม้ว่าหนังแทบจะลอกการเปิดเรื่องมาจาก The Deer Hunter (1978) ด้วยการสร้างฉากงานแต่งเพื่อปูพื้นความเป็นพี่เป็นน้องในหมู่ทหารเรือรัสเซียก็ตาม แต่กลับไม่ทำให้เราลึกซึ้งในสายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่ดูจริงใจจนอยากเอาใจช่วยเท่าใดนัก

และแม้หน้าหนังจะพยายามปั้นด้วยดาราดังทั้ง โคลิน เฟิร์ธ หรือ ลีอา เซย์ดูซ์ แต่เอาเข้าจริงบททั้ง 2 นี่เอาใครเล่นก็ได้โดยเฉพาะบทผู้การรัสเซลที่แทบจะกลายเป็นตัวประกอบในทุกฉาก หรือ ลีอา เซย์ดูซ์ ที่เพิ่มน้ำหนักเล่นเป็นคนท้องก็ดันให้เวลาปูความสัมพันธ์น้อยเหลือเกินจนเราแทบจับอะไรเธอไม่ได้เลย ยิ่งหนังดำเนินเรื่องอย่างสะเปะสะปะ และนานเกินเหตุกว่าเครื่องจะติดก็ทำให้ Kursk กลายเป็นหนังที่ดูผิดฟอร์มไปหมดจะระทึกก็ไม่ จะดราม่าก็อ่อนจนกลายเป็นหนังเรือดำน้ำที่ไม่ได้สนองความบันเทิงเท่าใดนัก

ตีตั๋วดำดิ่งไปกับโศกนาฏกรรมจากเรื่องจริงคลิกเลย

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

Published

on

Kursk

7

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

7.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังมีเทคนิคเล่าเรื่องน่าสนใจ

จุดสังเกต

  • บทหนังเลือกเล่าหลายประเด็นมากเกินไป
  • บทหนังปูพื้นตัวละครไม่ดีเท่าไหร่

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

Kursk

7

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

7.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังมีเทคนิคเล่าเรื่องน่าสนใจ

จุดสังเกต

  • บทหนังเลือกเล่าหลายประเด็นมากเกินไป
  • บทหนังปูพื้นตัวละครไม่ดีเท่าไหร่

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

Kursk

7

ความสมบูรณ์ของบทภาพยนตร์

7.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

งานถ่ายภาพและเทคนิคทางภาพยนตร์

7.0/10

การเล่นกับอารมณ์คนดูจากงานกำกับ

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังมีเทคนิคเล่าเรื่องน่าสนใจ

จุดสังเกต

  • บทหนังเลือกเล่าหลายประเด็นมากเกินไป
  • บทหนังปูพื้นตัวละครไม่ดีเท่าไหร่
หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!