Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] Dora and the Lost City of Gold – รสชาติหนังผจญภัยที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

Dora and the Lost City of Gold

102 Mins
7.6

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบทหนัง

7.5/10

คุณภาพการแสดง

7.0/10

คุณภาพโปรดักชั่น การผลิต ความแปลกใหม่

7.5/10

ความสนุก

8.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

8.0/10

จุดเด่น

  • หนังเล่าเรื่องได้สนุก ไม่มีจุดน่าเบื่อ
  • การคงเอกลักษณ์ของดอร่า ไว้คือไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ดูสนุกขึ้น
  • อิซาเบลา โมเนอร์ น่ารักมากในผมหน้าม้า และการแสดงเป็นดอร่าก็ช่วยให้ตัวละครมีสีสันขึ้น
  • บูท กับ สไวเปอร์ คือตัวละครซีจีที่เด็กๆจะชื่นชอบ

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องอาจไม่สมเหตุสมผลบ้าง แต่ก็แลกกับความบันเทิงที่เต็มแมกซ์อย่างคุ้มค่า

เติบโตและใช้ชีวิตในป่ามาตั้งแต่เกิด ดอร่า (อิซาเบลา โมเนอร์) สาวน้อยผมหน้าม้าที่ใช้ชีวิตอยู่กับ พ่อ (ไมเคิล เพนยา)กับแม่ (อีวา ลองเกอเรีย)นักสำรวจที่ปลูกฝังความช่างสงสัยให้เธอ จนกระทั่ง ดอร่า ต้องไปใช้ชีวิตในเมือง โดยได้่กลับไปพบ ดิเอโก (เจฟฟ์ วอห์ลเบิร์ก)ลูกพี่ลูกน้องคนสนิทที่เปลี่ยนไปจากสังคมไฮสคูล และขณะไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ ดอร่าและเพื่อนๆก็ถูกกลุ่มนักล่าสมบัติลักพาตัวไปยังเปรูที่พ่อแม่ของเธอขาดการติดต่อไป งานนี้ ดอร่า ดิเอโก และ แซมมี (แมดเดลีน แมดเดน) กับ แรนดี (นิโคลัส คูมบ์) เพื่อนใหม่ของทั้งคู่ต้องทำทุกทางเพื่อตามหาพ่อและแม่นักสำรวจที่หายตัวไป ก่อนเหล่าร้ายจะค้นพบ พาราพาต้า เมืองทองคำของเผ่าอินคาและฉกสมบัติไปจากที่ที่มันควรอยู่

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

 

 

 

 

 

 

เดิมที Dora The Explorer คือแอนิเมชันซีรีส์ช่อง นิโคโลเดียน และ นิค จูเนียร์ ที่มุ่งสอนบทเรียนหลากหลายแก่เหล่าหนูน้อย เป็นแอนิเมชันส่งเสริมการศึกษาที่ดูสนุก และมีเอกลักษณ์ตรงสาวน้อยผมหน้าม้าอย่างดอร่า มักจะชักชวนให้เด็กๆได้ทบทวนบทเรียนที่เธอเพิ่งสอนไป รวมถึงเอกลักษณ์สำคัญคือ การตะโกน แบ็คแพค เพื่อนำของจากเป้สีเหลืองของเธอออกมา จนเกิดกระแสทำคลิปล้อเลียนฮาๆมากมาย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในความทรงจำสำหรับเด็กที่เกิดมาในยุคหลัง 2000 ก็ว่าได้

สำหรับการดัดแปลงเป็นบทหนัง Dora and the Lost City of Gold ของทอม วีลเลอร์, นิโคลาส สโตลเลอร์ และ แมตธิว โรบินสัน ก็ถือว่าชาญฉลาดมากที่กล้าหยิบเอกลักษณ์ที่แฟนๆดอร่ารู้จักดีข้างต้นมาใช้งานได้อย่างชาญฉลาด ตั้งแต่การให้ดอร่า ‘ทำลายกำแพงที่ 4’ หันมาชักชวนคนดูให้ทบทวนข้อมูลที่เธอเพิ่งให้ไป ซึ่งดูเผินๆเหมือนทีมบทขี้เกียจจนไปลอกงานแอนิเมชัน แต่กลับกลายเป็นว่ามันใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ตรงนี้ได้คุ้มค่ามาก ทั้งในเชิงการสร้างซีนคอเมดี ที่หลังดอร่า พูดแล้วพ่อ แม่ มักทำหน้างงๆประหนึ่งหนักใจที่ลูกสาวคุยกับแม่ซื้อ จนสร้างความฮาได้หลายครืน ไปจนถึงการนำข้อมูลที่ดอร่าเน้นย้ำ กลายมาเป็น ‘โมทีฟ’ หรือ ข้อมูลอันเป็นกลไกในการเล่าเรื่องนำมาใช้ซ้ำเพื่อแสดงให้เห็นว่า ความรู้ที่เธอให้ไปก่อนหน้านี้ ทำให้เธอเอาตัวรอดจากเหล่าร้ายได้ยังไง

แม้ว่าหลายเหตุการณ์จะเต็มไปด้วยความบังเอิญและโชคช่วยบ้าง แต่ในภาพรวมตัวหนังก็มีลูกเล่นหลายอย่างที่พยายามเอาใจคนดูแทบทุกช่วงวัย ทั้งจากตัวละครซีจีอย่าง เจ้าบูต ลิงจอมกวน และ สไวเปอร์ (ให้เสียงโดย เบเนซิโอ เดล โทโร) หมาป่าจอมโจรสวมที่คาดตา ที่ขยันมาขโมยซีนจนน่าจะกลายเป็นขวัญใจเด็กๆได้ไม่ยาก หรือเอาใจวัยรุ่นกับบทโรแมนติกแบบซึนดาเระ ระหว่าง ดิเอโก กับ แซมมี  ไปจนถึงมุกตลกกาวๆ และการผจญภัยที่น่าจะทำให้คอหนังรุ่นใหญ่นึกถึงหนังอินเดียนาโจนส์ ไม่น้อยเลยทีเดียว และในขณะเดียวกันการเพิ่มตัวละครวัยรุ่นทั้ง 3 ตัวยังทำให้เรื่องราวดูมีมิติมากขึ้นโดย ดิเอโก เป็นตัวแทนเด็กหนุ่มสุดแปลกแยกที่พยายามเข้ากับคนอื่นจนต้องทำตัวเหินห่างจากดอร่า แซมมี เด็กสาวที่พยายามทำทุกอย่างให้เป็นตัวเองเป็นที่หนึ่งไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น และ แรนดี เนิร์ดดาราศาสตร์สุดขี้ขลาด โดยเมื่อทั้ง 3 ตัวละครมาตกอยู่ในการผจญภัย พวกเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันซึ่งถือเป็นการให้ข้อคิดทางอ้อมกับเหล่าวัยรุ่นได้ดีเลย แม้ว่าหนังจะแตะประเด็นที่โรงเรียนน้อยไปนิดแต่ก็แลกมากับฉากผจญภัยสนุกๆที่อัดแน่นตลอด 102 นาทีของหนังก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

จุดเด่นที่สุดของ Dora and the Lost City of Gold คงหนีไม่พ้นการเลือก อิซาเบลา โมเนอร์ ที่เคยปรากฎตัวในหนังฟอร์มยักษ์ทั้ง Transformers : The Last Knight (2017) และ Sicario: Day of the Soldado (2018) มารับบท ดอร่า ที่เปลี่ยนภาพจำจากเด็กสาวหัวโตผมหน้าม้าด้วยลุคเด็กสาววัยรุ่นผิวสีน้ำผึ้งหน้าตาสวยๆแต่ยังคงผมหน้าม้าเป็นเอกลักษณ์ซึ่งพอแคส อิซาเบลา โมเนอร์ มาสวมวิญญาณเจ้าหนูจัมไมอย่าง ดอร่า แล้วต่อให้ยังคงคาแรกเตอร์พูดพล่ามไม่หยุดไว้ก็ยังน่ามองอยู่ดี แถมเธอยังแสดงได้อย่างน่ารักน่าชังโดยไม่ทิ้งส่วนดราม่าที่ใช้สายตาสื่ออารมณ์ได้ดีมากเลยทีเดียว ส่วนนักแสดงสมทบส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ในส่วนของฉากตลกๆได้ดี โดยเฉพาะไมเคิล เพนยา และ อีวา ลองเกอเรีย ที่รับบทพ่อแม่นักสำรวจสุดรั่วได้ฮามาก เจฟฟ์ วอห์ลเบิร์ก ก็โชว์ความหล่อเท่ในบทเด็กหนุ่มค้นหาตัวตนได้ดี, แมดเดลีน แมดเดน ในบทแซมมีก็ค่อยๆทำให้คนดูหลงรักเธอได้จากบทโรแมนซ์กับเจฟฟฺ์ วอห์ลเบิร์ก และ นิโคลัส คูมบ์ ในบทหนุ่มเนิร์ดก็ช่วยเสริมในทางคอเมดีได้ดีเช่นกัน ซึ่งก็ต้องยกย่องการกำกับของ เจมส์ โบบิน ที่มาสายคอเมดีทั้ง The Muppets (2011) และซีรีส์ชุด Ali G ที่กำกับการแสดงสายคอเมดีให้หนังแทบไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย ดูไปหัวเราะไปได้ยาวๆ

นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ Dora and the Lost City of Gold ได้เข้าฉายในสัปดาห์ต้อนรับวันแม่แบบนี้ ซึ่งตัวหนังก็เหมาะจะจูงลูกหลานทั้งครอบครัวไปสนุกกันจริงๆ โดยแม้หนังจะยังมีบางช่วงที่ดูเด็กน้อยอยู่บ้าง แต่มุกตลกต่างๆของหนังก็เวิร์กพอให้ผู้ใหญ่ได้บริหารขากรรไกรอยู่ครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น