Connect with us

เพลง

กลับมาอีกครั้ง !! ‘Atlantis Princess’ รีเมคโดย ‘Taeyeon’ ในเพลงธีมเกมส์ ‘Sword and Magic by Kakao’

ผู้ชม 3,214 ครั้ง!

เมื่อไม่นานมานี้มี Digital Single ของ Taeyeon ปล่อยออกมาในชื่อ ‘Sword and Magic’ เป็นเพลงธีมของเกมส์ ‘Sword and Magic by Kakao’ ที่เพิ่งจะเปิดให้เล่นในวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

อันที่จริงแล้วเพลง ‘Sword and Magic’ ก็คือเวอร์ชันรีเมคของเพลง ‘Atlantis Princess’ ที่ร้องโดย BoA ในปี 2003 นั่นเอง แถมยังเป็นเพลงที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของ BoA อีกด้วย ในด้านเพลงนั้นจะปรับทำนองใหม่ให้ฟังง่ายมากขึ้นแต่เนื้อเพลงยังคงเดิม ใครที่ยังไม่ลืมเพลงนี้ก็ไปฟังกันได้เลยครับ

ตัว CF แบบเต็ม :

BoA – Atlantis Princess เวอร์ชัน Original :

ที่มา : KOREABOO

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 เรื่องที่เราอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับเพลง “Bohemian Rhapsody”

Published

on

“Bohemian Rhapsody” บทเพลงจากวงร็อคอันเป็นราชาในนามราชินี “Queen” ผู้ปักหมุดหมายสำคัญให้กับประวัติศาสตร์เพลงร็อคของโลกใบนี้ มันเป็นบทเพลงที่ทีส่วนผสมอันหลากหลายทั้งความละมุนโศก ความฮึกโหม ความหนวงหนัก  ท่วงทำนองของเพลงเริ่มจากความเป็นพาวเวอร์บัลลาดมาสู่โอเปร่าเบาๆ ก่อนจะเพิ่มดีกรีความแน่นหนักในท่อนต่อมา ก่อนจะพาไปสู่ฮาร์ดร็อคและคลี่ตัวมาสู่พาวเวอร์บัลลาดอีกครั้งก่อนจะจบเพลงลงภายในเวลากว่า 6 นาทีซึ่งถือว่ามีความยาวกว่าเพลงทั่วๆ ไปในยุคนั้น

ถ้าไม่ได้บ้าก็ถือว่ากล้ามาก (หรืออาจจะมีทั้งสองอย่าง) ที่ Queen ได้สร้างสรรค์บทเพลง ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่ารู้และเราอาจยังไม่เคยได้รู้เกี่ยวกับบทเพลงเพลงนี้ที่มีอายุอานามมากว่า 40 ปีแล้ว

1. ชื่อเพลง “Bohemian Rhapsody” นั้นแปลงมาจากเพลงคลาสสิคของ Franz Liszt ที่มีชื่อว่า “Hungarian Rhapsody”

2. ทุกส่วนสัดของเพลงนี้แต่งขึ้นโดยฟรอนท์แมนของวง “เฟรดดี เมอร์คิวรี”  (ตอนนี้ภาพยนตร์เรื่อง “Bohemian Rhapsody”  อันว่าด้วยเรื่องราวอันเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจผ่านชีวิตของ “เฟรดดี เมอร์คิวรี” กำลังเข้าฉายอยู่ในบ้านเรา รับรองดูแล้วจะอินแน่นอนไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของวงควีนหรือไม่ก็ตาม) ท่อนร้องประสานในเพลงนี้มีการวางเสียงซ้อนกัน (dubbing) มากที่สุดกว่า 160 ชั้น การบันทึกเสียงใช้เวลากว่า 3 สัปดาห์ เฉพาะท่อนโอเปร่าก็ปาไปกว่า 1 สัปดาห์แล้ว หลายคนทั้งสมาชิกวงและโปรดิวเซอร์รอย โธมัส เบเคอร์ ก็งงเป็นไก่ตาแตก มีเพียงเฟรดดีเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทุกคนก็เชื่อมั่นในตัวเขาว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงของโลกใบนี้ไปเลย และในวันนี้มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

3. ท่อนริฟฟ์กีตาร์เจ็บๆ ในเพลงนี้และซึ่งเป็นท่อนเดียวกันกับในฉากโยกหัวในรถของ Wayne’s World นั้น แท้จริงแล้วไบรอัน เมย์มือกีตาร์ของวงไม่ได้เป็นคนแต่ง แต่เป็นเฟรดดี เมอรคิวรีอีกแล้วที่แต่งท่อนนี้จากการเล่นเปียโน! เมย์บอกว่าท่อนนี้เฟรดดีแต่งโดยเล่นด้วยมือซ้ายเป็นอ็อคเตฟ จากนั้นเมย์ก็แปลงจากการเล่นบนเปียโนมาเป็นบนกีตาร์แทนซึ่งเล่นยากมากเพราะวิธีการเล่นเปียโนของเฟรดดีถือว่ามีความเฉพาะตัวสูง แต่ถึงอย่างนั้นเฟรดดีกลับมองว่าฝีมือการเล่นของตัวเองนั้นมันงั้นๆ และไม่ค่อยกล้าที่จะโชว์ของอะไรออกมาอีกเลย

4. มีเรื่องเล่าลือกันว่าเปียโนที่เฟรดดีใช้อัดในเพลงนี้เป็นตัวเดียวกันกับที่ พอล แม็คคาร์ทนีย์ใช้ในเพลง “Hey Jude” ของเดอะ บีทเทิล

5. พวกชื่อแปลกในเพลงนี้มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน

  • Scaramouche เป็นชื่อตัวละครตลกของอิตาลีจากละครเวทีเรื่อง commedia dell’arte เป็นตัวละครที่โง่ แต่รู้จักเอาตัวรอดในทุกสถานการณ์ ซึ่งในเพลงบอกว่า Scaramouche จะเต้น fandango ซึ่งหมายถึงการเต้นฟลามิงโกแบบสเปนนั่นเอง
  • Galileo  ก็คือ กาลิเลโอที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง เขาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีจากเมืองฟลอเรนซ์
  • Figaro เป็นตัวละครหนึ่งในโอเปร่าของรอสสินีเรื่อง The Barber of Seville
  • Bismillah แปลว่าในนามขององค์อัลเลาะห์เป็นคำแรกที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอ่าน
  • “Mamma Mia!” เป็นคำอุทานในภาษาอิตาลี ใช้อุทานเวลารู้สึกเซอร์ไพรส์หรือประหลาดใจ คำนี้หมายถึงพระแม่มารี ต่อมา  ABBA ได้ใช้คำนี้ตั้งเป็นชื่อเพลงและกลายเป็นเพลงฮิตในปี 1975 ก่อนที่ต่อมามันจะกลายเป็นละครเพลง และภาพยนตร์เพลงชื่อดังในชื่อเดียวกันว่า “Mamma Mia!”  นั่นเอง
  • ความหมายที่แท้จริงของเพลงนี้ ยังขมุกขมัวอยู่ในสายหมอก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นสายหมอกที่งดงามยามเช้า ผู้ฟังมักจะรู้สึกสนุกเสมอทุกครั้งที่ได้พยายามค้นหาความหมายของมันหรือมีความหมายในแบบของตัวเอง ซึ่งเฟรดดีเคยกล่าวไว้ว่านั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา

ซึ่งถึงแม้เนื้อหาของเพลงจะดูมีความกำกวมอยู่มากและหลายจุดอาจไม่เป็นความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน แต่เฟรดดีก็เคยกล่าวไว้ว่ามันไม่ได้ออกมามั่วๆหากแต่ออกมาจากการค้นคว้าและความพยายามที่จะให้มันเป็นเหมือนกับการล้อขนบของโอเปร่า

มีการตีความจากหลายแหล่งที่มองว่าเพลงนี้เป็นดั่งภาพสะท้อนที่เฟรดดีมีต่อเพศสภาวะของตนอันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับ Mary Austen สตรีผู้เป็น “Love of My Life” ของเขา นอกจากนี้มันยังสื่อถึงความอึดอัดที่เขามีต่อการถูกบังคับให้ต้องทำตามขนบหลายอย่างจากการเป็นคนเชื่อสายปาร์ซีอันมีถิ่นเกิดในซานซิบาร์ของเขา ดังนั้นในเพลงจึงมีท่อนที่กล่าวว่า “Mama, just killed a man” ซึ่ง a man ในที่นี้อาจหมายถึงตัวตนของเขา ตัวตนอันมีรากมาจากสภาวะแวดล้อมในชีวิตที่เขาอยากจะกำจัดทิ้งเพื่อปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ และการเป็นตัวเองที่แท้จริงอันเป็นตัวตนที่กำเนิดมาจากจิตวิญญาณภายใน

6. ทางวงอยากปล่อยเพลง “Bohemian Rhapsody” ออกมาเป็นซิงเกิ้ลแต่ทาง EMI ไม่เห็นด้วย บอกว่ามันยาวเกินกว่าที่เล่นทางวิทยุ เฟรดดีก็เลยหิ้วแผ่นไปให้เพื่อนที่เป็นดีเจชื่อว่าเคนนี เอเวอร์เรต เปิด เพลงนี้ถูกเล่นกว่า 14 ครั้งในช่วงสุดสัปดาห์และทำให้เกิดกระแสความสนใจขึ้นในที่สุด ต่อมาเมื่อมันถูกปล่อยเป็นซิงเกิ้ล (ในเวอร์ชั่นที่ถูกตัด) ในหลายประเทศ (อาทิเช่น ฝรั่งเศส) ถึงอย่างนั้นเวอร์ชั่นที่เป็นที่นิยมก็ยังเป็นเวอร์ชั่นเต็มนั่นเอง ซึ่งเฟรดดีแน่วแน่ในแนวทางของตนว่า หากเพลงนี้จะดังมันจะต้องดังในแบบที่มันเป็น หากเพลงนี้โดนตัดออกมันจะไม่ใช่ “Bohemian Rhapsody” อย่างแน่นอน

7. แน่นอนว่าเป็นเพลงดังก็ย่อมต้องมีคนอยาก tribute เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์โซดาซ่าๆจาก Jones Soda Company ที่ผลิตเครื่องดื่มรุ่น Bohemian Raspberry ออกมา และก็ในชื่อเดียวกันนี้ก็ยังถูกนำไปทำเป็นไอศครีมรสอร่อยจาก Ben & Jerry ด้วย  นอกจากนี้ยังมีเพลง  “Rap, Soda and Bohemias” จากวงเม็กซิกันร็อคนาม  Molotov ที่นอกจากชื่อจะ inspire มาแล้วยังนำเอาท่อนเปิดของเพลง “Bohemian Rhapsody”  มาใส่ก่อนเริ่มเพลงนี้อีกด้วย

 

8. อัลบั้มเพลงร็อคอัลบั้มแรกที่วางแผงในอิหร่านก็คือ Queen’s Greatest Hits ในปี 2004  แน่นอนว่ามันต้องมีเพลง “Bohemian Rhapsody”  อยู่ด้วยและด้วยเนื้อหาในเพลงที่อาจเป็นประเด็นล่อแหลมหมิ่นเหม่ ทางผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็เลยออกกฏว่าทุกคาสเซ็ทจะต้องใส่ใบปลิวที่อธิบายเหตุผลในเนื้อเพลงได้ด้วย เช่นท่อน “killed a man,” ต้องบอกว่าเพราะมันเป็นอุบัติเหตุ จากนั้นเขาก็เลยไปร้องขอการประทานอภัยจากพระผู้เป็นเจ้า (“Bismillah!”)  เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าปีศาจร้าย Beelzebub ลักเอาดวงวิญญาณของเขาไป (ช่างเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ หรือนี่คือคำอธิบายที่แท้จริงของเพลงนี้กันนะ !!!)

9. MV ของเพลงทำออกมาในรูปแบบการแสดงสดให้เหมือนกับออกรายการทีวีโชว์ ซึ่งเหตุผลจริงๆ ก็เพราะว่าทางวงไม่อยากไปออกรายการ Top of the Pops เนื่องจากในเพลงมีท่อนโอเปร่า หากให้พวกเขาไปยืนร้องท่อนนี้สดๆ ต่อหน้าธารกำนัลมันอาจจะดูไม่งามนัก พวกเขาก็เลยเลือกที่จะทำออกมาเป็น MV เพื่อส่งโปรโมททั้งทาง Top of the Pops  ในอังกฤษและทั่วโลก

MV ใช้เวลา 4 ชั่วโมงเท่านั้นในการถ่ายทำ เป็น MV แรกที่กำกับโดย Bruce Gowers หลังจากนั้นมันก็พาเขาไปได้ดิบได้ดีในฮอลลีวู้ด ทั้งกำกับรายการทีวีเช่น  MTV Movie Awards, Emmy Awards, the People’s Choice Awards และ American Idol 10 ซีซั่นแรก

10. ด้วยยอดขายในต่างประเทศที่พุ่งทะลุเป้าในปี 1978 EMI ได้รับรางวัล the Queen’s Award To Industry For Export Achievement  จากควีนเอลิซาเบ็ท เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีทาง EMI ก็เลยออกแผ่นไวนิลจำนวน 200 ก็อปปี้เป็น “Bohemian Rhapsody” รุ่น blue vinyl โดยตัวแผ่นจะเป็นสีน้ำเงินสวย ​(สีน้ำเงินคือสีของกษัตริย์ ราชินี สีของราชวงศ์หรือผู้สูงศักดิ์นั่นเอง ดังคำกล่าวว่าผู้เป็นหน่อเนื้อกษัตริย์คือผู้ที่มี “เลือดสีน้ำเงิน” หรือ “Blue Blood”) โดยทุกแผ่นสีมีลายมือเขียนเลขกำกับไว้ เบอร์ 1-4 เป็นของสมาชิกวงควีน เบอร์ต้นๆเป็นของครอบครัวและผองเพื่อน นอกนั้นขาย โดยในเซ็ทจะประกอบไปด้วย

  • ซองใส่แผ่น
  • แผ่นไวนิล สีน้ำเงินขนาด 6 นิ้วครึ่ง
  • บัตรเชิญและเมนูในงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้นที่ Selfridge Hotel, ลอนดอน , 26 กรกฎาคม 1978
  • ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้า
  • ปากกา EMI
  • และ แก้วไวน์สองแก้วที่มีโลโก้รางวัล

ตอนนี้หากใครมีแผ่นชุดนี้เก็บไว้ คิดว่าสนนราคา ณ ปัจจุบันก็ราวๆ 200,000 บาทครับ


หลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง “Bohemian Rhapsody”  อาจกำลังอินกับบทเพลงนี้และอีกหลายเพลง รวมไปถึงเรื่องราวในชีวิตของ เฟรดดี เมอร์คิวรี นักร้องนำของวง

หากใครยังไม่ได้ไปชมแนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง อาจอ่านบทความของเราเรื่องนี้ก่อนก็ได้ครับ อาจจะช่วยให้อินกับบทเพลงที่เป็นตำนานของวงการเพลงโลกเพลงนี้และเรื่องราวสุดประทับใจและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของเฟรดดี เวอร์คิวรีชายหนุ่มผู้มีไฟฝันในการเป็นศิลปินเต็มเปี่ยม

ที่มา

  • http://www.bbcamerica.com/anglophenia/2015/10/10-things-you-may-not-know-about-queens-bohemian-rhapsody
  • http://mentalfloss.com/article/70634/10-operatic-facts-about-bohemian-rhapsody
  • https://wmgk.com/2018/10/19/5-facts-about-the-song-bohemian-rhapsody-that-you-didnt-know/
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

มาฟัง 5 บทเพลง แรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่ (และวายร้าย) มาร์เวล !!!

Published

on

ถึงแม้สแตน ลี จะเคยเอ่ยไว้ว่า ตนเองไม่ใช่ชาวร็อค แต่สำหรับชาวร็อคและศิลปินในแนวอื่นๆเช่น แร็ปเปอร์ทั้งหลายนั้น พวกเขาเป็นแฟนตัวยงของซูเปอร์ฮีโร่และวายร้ายในจักรวาลมาร์เวลที่ชายคนนี้สร้างสรรค์ขึ้นมาจนใช้มันเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของพวกเขา เรามาฟังบทเพลงของคนดนตรีเหล่านี้ที่ได้รับพลังจากเหล่าฮีโร่และวายร้ายมาร์เวลกันครับ

Ghostface Killah, ‘Slept On Tony’

เดนนีส โคลส์ เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ โกสต์เฟซ คิลลาห์ และ ลิตเทิลจิมมีไอซ์ ในอดีต เป็นแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน และเป็นสมาชิกคนสำคัญของวง Wu-Tang Clan 

Ironman คือการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ถือกำเนิดขึ้นในยุค 60 อันเป็นช่วงพีคของสงครามเย็น หากจะมีสิ่งใดที่เหล่านักอ่านเกลียดนักเกลียดหนาในช่วงเวลานี้ สิ่งนั้นก็คงเป็น “สงคราม”นี่ล่ะ  สแตน ลี ก็เลยอยากที่จะนำเสนอสิ่งนี้โดยสร้างซูเปอร์ฮีโร่ที่เป็นผลพวงมาจากสงคราม และทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ผมคงจะสนุกดีหากมีฮีโร่สักคนที่ไม่ค่อยจะเป็นที่น่าอภิรมย์สำหรับนักอ่านเสียเท่าไหร่ แต่แล้วเส่นห์บางอย่างในตัวฮีโร่คนนี้จะทำให้คุณหลงรักได้ เหมือนพวกแอนตี้ฮีโร่ พวกแก๊งสเตอร์ทั้งหลาย

หากถามถึงศิลปินที่หลงรักฮีโร่จอมแสบคนนี้ คงไม่มีใครเกินนาย เดนนีส โคลส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ โกสต์เฟซ คิลลาห์ และ ลิตเทิลจิมมีไอซ์ เขาเป็นแร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน และเป็นสมาชิกคนสำคัญของวง Wu-Tang Clan  โคลส์ได้ทำเพลงเกี่ยวกับ Ironman ภายใต้ชื่อ โกสต์เฟซ คิลลาห์  นายคนนี้ล่ะโอตะโทนี่ สตาร์คส์ตัวจริง เพราะบางครั้งเขาก็ใช้ชื่อ โทนี่ สตาร์คส์ เวลาเล่นดนตรี นอกจากนี้อัลบั้มเปิดตัวของเขาในปี 1996 ก็มีชื่อว่า ‘Ironman’ ค่ายเพลงส่วนตัวของเขาก็คือ ‘Starks Enterprises’ แถมยังได้รับบทเล็กๆในหนัง Ironman ภาคแรกอีกต่างหาก แต่สุดท้ายก็โดดตัวออกไป (อ้าว) แต่ถึงอย่างนั้นเพลง ‘Slept On Tony’ ของเขาก็ถูกใช้ประกอบหนังเรื่องนี้นะ

Ramones, ‘Spider-Man’

เพลงนี้เป็นเพลงธีมจากการ์ตูนเรื่อง สไปเดอร์แมน ในปี 1967 ประพันธ์ขึ้นโดย  Paul Francis Webster และ Robert “Bob” Harris  แต่ต่อมาวง ดอะราโมนส์ วงพังก์ร็อกจากมหานครนิวยอร์ค ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น วงพังก์วงแรกของโลกใบนี้ ได้คัฟเวอร์เพลงนี้เพื่อบรรจุเอาไว้เป็นโบนัสแทร็คในอัลบั้มสุดท้ายของวงในปี 1995 ที่มีชื่อว่า ¡Adios Amigos!   ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใด มีเรื่องเล่าว่านักดนตรีแจ๊ซในตำนานอย่าง ชาร์ลส์ มิงกัสเป็นคนบันทึกเสียงเบสในเวอร์ชั่นออริจินัลของเพลงนี้ด้วย

Megadeth, ‘Holy Wars… The Punishment Due’

บทเพลงอันได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่อง เดอะ พันนิชเชอร์ อันเป็นเรื่องราวของ แฟรงค์ คาสเซิล อดีตทหารในสงครามเวียดนาม ที่ต้องสูญเสียครอบครัวจากการไปขัดแข้งขัดขาพวกมาเฟียตระกูลใหญ่ เคขาเลยต้องออกตามล่าล้างแค้นและปราบเหล่าร้ายภายใต้ชื่อ “เดอะพันนิชเชอร์”

“เดอะพันนิชเชอร์” เป็นตัวละครซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวลคอมิกส์ ปรากฏตัวครั้งแรกในต้นปี 1974 สร้างสรรค์โดย เจอร์รี่ คอนเวย์ แต่เดิมเกือบจะชื่อว่า “ The Assassin” (แปลว่านักลอบสังหาร) แต่ สแตน ลี รู้สึกว่าชื่อมันดูเป็นแง่ลบอย่างไรไม่รู้ ก็เลยเป็นเป็น The Punisher ที่แปลว่า ผู้ลงทัณฑ์แทน (ชื่อนี้มีที่มาจากชื่อหุ่นตัวหนึ่งของ Galactus)

เพลงนี้เป็นแทร็คแรกจากอัลบั้มที่สี่สุดคลาสสิคจากวงแทรชเมทัล Megadeth  ‘Rust In Peace’ (1990) ที่มีธีมเกี่ยวกับความขัดแย้งทางศาสนาซึ่งก็เข้ากันได้ดีกับธีมความแค้นของเดอะ พันนิชเชอร์ เรียกได้ว่าเดือดพอๆกันเลย

The Traits, ‘Nobody Loves The Hulk’

เดอะ ฮัลค์  หรือ ดร.โรเบิร์ตบรูซแบนเนอร์ ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือการ์ตูนของมาร์เวลคอมิกส์ เรื่อง “The Incredible Hulk” ในปี 1962 ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ.. 1962 ออกแบบโดยสแตน ลี  และแจ็ค เคอร์บี้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องวิปลาสของด็อกเตอร์จีคอลกับมิสเตอร์ไฮด์ (Jekyll and Hyde ) ของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน และเรื่องแฟรงเกนสไตน์ ของแมรี เชลลีย์  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครที่มีสองขั้วดี-ร้าย ดำรงอยู่ด้วยกัน สแตน ลี เคยบอกว่า “ผมมีความรู้สึกสงสารเห็นใจในตัวของแฟรงเกนสไตน์อยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถโน้มน้าวผมให้เกลียดเค้าหรือมองเค้าเป็นคนเลวได้” และความรู้สึกละเอียดอ่อนตรงนี้นี่เองที่ สแตน ลีหยิบจับมันมาใส่ในตัวของเดอะ ฮัค ซูเปอร์ฮีโร่ที่เราเกลียดเขาไม่ลง

The Traits วงการาจร็อคยุค 60 จากนิวยอร์คได้แต่งเพลง ‘Nobody Loves The Hulk’ (ไม่มีใครรักฮัคเลย) ชื่อเพลงดูน่าสงสารมาก เพลงนี้ถูกใช้เป็นเพลงโปรโมตการ์ตูนเรื่องเดอะ ฮัค ซึ่งก็ช่วยให้คนอ่านเข้าใจหัวอกหัวใจฮีโร่คนนี้ขึ้นอีกมากเลย

MF DOOM, ‘Vomitspit’

Victor Von Doom หรือฉายา Doctor Doom คือวายร้ายตัวเอ้จาก  Fantastic Four ตัวละครตัวนี้ถือกำเนิดมาจาก สแตน ลี และแจ็ค เคอร์บี้  ลีบอกว่า ดูม คือ วายร้ายตัวโปรดของเขาเลย “เขาอาจจะมาเยือนอเมริกาในตัวหนึ่งและทำอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ” (ดูมเป็นผู้นำประเทศแลทเวอร์เรียแห่งมาร์เวลยูนิเวิร์ส)  เขามีอุดมการณ์แน่วแน่ในการครอบครองโลกใบนี้ และมันไม่ใช่อาชญากรรมซะหน่อย”

เพลงนี้มาจาก Daniel Dumile ฉายา  MF Doom แร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน ที่ชอบใส่หน้ากากเหล็กแบบดร.ดูม เวลาเล่นคอนเสิร์ต เรียกว่าแรงบันดาลใจมาเต็มๆ นี่ก็โอตะดูมตัวจริงเลย จริงๆมีอีกหลายเพลงของ MF Doom ที่น่าสนใจแต่ที่เลือกเพลงนี้มาก็เพราะว่า มันมีเสียงหัวเราะสุดชั่วร้ายของดร.ดูมตอนเริ่มเพลงนั่นเองครับ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ที่มา

https://www.nme.com/blogs/marvel-music-songs-inspired-work-late-stan-lee-2402094

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“IM A SINGER” เมื่อ Toshi (X-JAPAN) มาร้องเพลงของ AKB48 และเพลงเด็ดๆอีกมากมาย

Published

on

ป๋าโทชิ นักร้องนำเสียงแหลมลึกทรงพลังแห่งวงเจร็อคระดับตำนาน X-Japan กำลังจะออกใหม่ในรูปแบบของคัฟเวอร์อัลบั้ม ที่เอาบทเพลงดีๆโดนๆจากศิลปินญี่ปุ่นจำนวน 10 ศิลปินมาเรียบเรียงและขับร้องใหม่ในสไตล์ของเขาเอง ซึ่งอัลบั้มนี้ใช้ชื่อว่า “IM A SINGER”

 

“IM A SINGER”  มีกำหนดวางแผงในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้โดย ยูนิเวอร์แซล มิวสิค

และนี่คือลิสต์เพลงทั้ง 10 บทเพลงจากอัลบั้มนี้ครับ

1.ひこうき雲 (hikōkigumo) (original by 荒井由実 (Yumi Arai), 1973)
2.赤いスイートピー (Akai Sweet Pea) (original by 松田聖子 (Seiko Matsuda), 1982)
3.I LOVE YOU (original by 尾崎豊 (Yutaka Ozaki), 1983)
4. (ito) (original by 中島みゆき (Nakajima Miyuki), 1992)
5.Everything (original by MISIA, 2000)
6.チキンライス (chicken rice) (original by 浜田雅功と槇原敬之 (Hamada masatoshi to makiharanoriyuki), 2004)
7. (michi) (original by EXILE, 2007)
8.幸せのちから (Shiawase no chikara) (original by 和田アキ子 (Wada Akiko), 2008)
9.手紙 ~拝啓 十五の君へ (Tegami ~ haikei jū go no kimi e) (original by アンジェラ・アキ (Angela Aki), 2008)
10.365日の紙飛行機 (365-Nichi no kami hikōki) (original by AKB48, 2015)

ที่เด็ดที่สุดและสร้างความเซอรืไพรซ์ให้กับแฟนๆ (ทั้งแฟน X-Japan , โทชิ และก็ AKB48) ก็คือการนำเอาเพลงที่มีชื่อว่า 365日の紙飛行機 (365-Nichi no kami hikōki) ของไอดอลกรุ๊ปขวัญใจเหล่าโอตะทั้งหลาย AKB48 (ในเวอร์ชั่น BNK48 ใช้ชื่อว่า 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ) มาขับร้องใหม่ให้ไฉไลด้วยเสียงแบบหนุ่มร็อค จะเป็นยังไงเราไปแซมเปิ้ลฟังกันจากคลิป โปรโมตอัลบั้มในรายการ Best HIts 2018 กันครับ

ฟินกันไปเลยไม่น่าเชื่อว่า ในชีวิตนี้จะได้ฟังโทชิร้องเพลงนี้ น่าสนใจที่ว่าทำไมโทชิถึงเลือกเพลงนี้มาคัฟเวอร์อาจเพราะ ในญี่ปุ่น AKB48 เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่ดังและทรงอิทธิพลที่สุด หรืออีกคำตอบหนึ่งก็คือ โทชิ เป็นโอตะของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้นั่นเอง (555)

แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่การได้ฟังโทชิกับเสียงใสๆและทรงพลังของเขา โดยมีสาวๆ AKB48 เต้นประกอบอยู่ด้านหลังก็ทำให้ฟินใช่น้อยเลย

ส่วนคลิปนี้เป็นแบบ official ของทาง ยูนิเวอแซล มิวสิค เจแปนครับ ซึ่งก็มาแค่ 2 นาทีกว่าไม่ได้เต็มเพลง แต่ก็อิ่มเอมกันไป

แถมด้วยพรีวิวของคัฟเวอร์แทร็คแรกจากอัลบั้ม ในบทเพลงที่มีชื่อว่า “Hikokigumo” ของยูมิ อะราอิ หรือ ยูมิ ทัตสึโตยะ ที่เป็นเพลงประกอบแอนิเมชั่นเรื่องเยี่ยมจากจิบลิ สตูดิโอ “The Wind Rises” นั่นเองครับ

ปิดท้ายกันด้วยอีกหนึ่งบทเพลงกับ Everthing งานเพลงของ Misia ที่เคยถูกใช้เป็นเพลงประกอบซีรีย์เรื่อง “Yamato Nadeshiko” หรือ “รวย เท่ เก๋ กว่านี้มีอีกมั้ย” นำแสดงโดย มัตสึชิมะ นานาโกะ และ ซึซึมิ ชินอิจิ ซึ่งซีรีย์เรื่องนี้เคยฉายทางช่อง ITV บ้านเราในปี 2546 ด้วย ซึ่งผมขอตีรันฟันธงเลยว่า หากโทชินำมาร้องจะต้องไพเราะเพราะพริ้งอย่างแน่นอน ไปฟังเพลงนี้จากต้นฉบับขับร้องโดย Misia กันครับ

ที่มา

https://www.monochrome-heaven.com/topic/53863-toshi-x-japan-new-cover-album-im-a-singer-release/

http://jrock247.com/2018/10/toshl-to-release-cover-album-im-a-singer-in-november/

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!