Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series Lost In Space ทะลุโลกหลุดจักรวาล

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย  เออร์วิน อันเลน  พัฒนาสำหรับฉบับ Netflix โดย แมตต์ ซาซามา และ เบิร์ค ชาร์พเลส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ไซไฟท่องอวกาศ และซีรีส์แนวครอบครัว
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix


เมื่อโลกไม่อาจอาศัยได้อีกต่อไปจึงเกิดโครงการสร้างอาณานิคม เรสโซลูต  ในอวกาศโดย ครอบครัวโรบินสัน ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ขึ้นไปใช้ชีวิตบนนั้น แต่หลังเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันทำให้ยาน จูปิเตอร์ของพวกเขากระเด็นไปตกยังดาวลึกลับ งานนี้ทั้ง จอห์น (โทบี สตีเฟน์) คุณพ่อทหารผู้เข้มงวดกับลูกๆ  มอรีน (มอลลี พาร์คเกอร์) คุณแม่นักวิทยาศาสตร์  จูดี้ (เทย์เลอร์ รัสเซลล์) ผู้รอบรู้ ชาญฉลาด และกล้าหาญ  เพนนี (มีนา ซันด์วอลล์) ลูกสาวคนกลางที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ และ วิล (แม็กซ์ เจนคินส์) ลูกชายคนเล็กที่พบมิตรภาพในตัวหุ่นยนต์สังหารต้องร่วมใจกันหาหนทางกลับสู่ เรสโซลูต ก่อนดาวดวงนี้จะถูกดวงอาทิตย์แผดเผา โดยมี ดร.สมิธ (พาร์คเกอร์ โพซีย์) ผู้มีความลับดำมืดและไม่อาจไว้ใจได้ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างครอบครัวของพวกเขา



เดิมที Lost In Space  คือซีรีส์ยอดนิยมที่ออกอากาศถึง 3 ซีซันระหว่างปี 1965-1968 จำนวน 83 ตอน สร้างสรรค์โดย เออร์วิน อัลเลน ก่อนจะได้มีโอกาสขึ้นจอใหญ่ในปี 1998 ซึ่งได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ไม่ดีนัก จนมาถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน เมื่อ Netflix ร่วมกับ Legendary Television นำซีรีส์ไซไฟอวกาศชุดนี้มาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้ากับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเพิ่มบทบาทของตัวละครหญิงโดยเฉพาะตัวละคร มอรีน ที่ดูจะมีบทบาทและความเป็นผู้นำมากกว่า จอห์น เสียอีก สอดคล้องกับบทบาทผู้หญิงในยุคปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับเพศชาย รวมถึงการเปลี่ยนให้ลูกสาวคนโตอย่าง จูดี้ เป็นสาวผิวสีเพื่อเพิ่มมิติที่มาของครอบครัวโรบินสันให้ยิ่งซับซ้อน และแสดงถึงความหลากหลายด้านชาติพันธุ์อันเป็นอุดมคติของอเมริกาในยุคปัจจุบันเข้าไปได้อย่างคมคาย และทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าแค่การเป็นซีรีส์รีเมคจากผลงานดังในอดีต



สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้นอกจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆทั้ง หุ่นยนต์สังหาร หรือบรรดาแผ่นดินไหวและเหล่าสัตว์ประหลาดบนดาวแล้ว ก็มีความคล้ายสตาร์เทรคตรงที่ตัวละครจะแก้ปัญหาต่างๆโดยเน้นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจะเป็นไปได้มาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำ และด้วยนี่คือภารกิจเพื่อเอาชีวิตรอด หลายวิบากกรรมจึงดูใกล้ตัวและคนดูก็พร้อมเอาใจช่วย ถึงแม้บางอย่างจะดูโม้ไปหน่อยก็ตามแต่ด้วยการแสดงที่น่าเชื่อถือคนดูก็พอหยวนๆไปได้บ้างล่ะนะ



ส่วนการเน้นเรื่องราวดราม่าในครอบครัว ตรงนี้ยอมรับเลยว่าเป็นดาบสองคมของซีรีส์จริงๆเพราะหากคนดูไม่ได้เป็นโรควิตกกังวลหลังผ่านวิกฤติหรือ PTSD แบบจูดี้ หลังติดอยู่ในน้ำแข็งนานๆ  , รู้สึกว่าตัวเองไม่มีใครสนใจตามประสาลูกคนกลางแบบ เพนนี หรือกระทั่งเป็นเด็กอ่อนแอแบบ วิล แล้ว ก็ยากมากที่เราจะมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละคร แต่ยังดีที่ซีรีส์ให้รายละเอียดตัวละครพ่อและแม่ได้น่าสนใจ เพราะจอห์น เองก็ไม่ได้เป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบ ติดออกคำสั่งและแทบจะไม่สามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับลูกๆได้สนิทใจหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ มอรีนและจอห์น ต้องแยกทางกันก่อนเดินทางสู่ เรสโซลูต หรือแม้แต่มอรีน ที่มีปมผิดบาปในใจที่เธอต้องโกงผลให้ วิล ได้ขึ้นมาอยู่กับครอบครัว  แต่ที่รู้สึกกวนใจจริงๆคงหนีไม่พ้นปมบางอย่างในเรื่องที่ดูจงใจเกินไปหน่อย เช่นการใส่ ดร.สมิธ ให้เป็นตัวร้ายแบบคอยหาเรื่องมาทำให้ครอบครัว โรบินสัน แตกแยกกัน หรือที่นางพยายามแย่งหุ่นยนต์ไปจากวิล บางทีก็ดูไร้เหตุผลไปหน่อย แต่ว่าก็ว่าเถอะ พอเป็น พาร์คเกอร์ โพซีย์ มาแสดงเลยกลายเป็นว่า ตัวละคร ดร.สมิธ หรือ ชื่อจริงว่า….. (ไม่อยากสปอยล์ ไปดูกันเองนะจ๊ะ)  กลายเป็นสีสันที่หาก Lost In Space ขาดเธอไปเรื่องราวคงไม่เข้มข้นขนาดนี้แน่ๆ

สรุปแล้ว แม้ซีรีส์จะเต็มไปด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และเรื่องราวดราม่าครอบครัวที่บางครั้งอาจสร้างความลำไยไปบ้าง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคงเป็นด้านโปรดักชั่นที่คราวนี้คงต้องกล่าวชม Netflix ว่า ‘บ้าดีเดือดแท้ๆ’ ที่กล้าลงทุนมโหฬารชนิดที่ว่างานสเปเชียล เอฟเฟกต์ของซีรีส์ชุดนี้อาจดูดีกว่าหนังโรงบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่จุดที่ Netflix ควรนำไปพิจารณาปรับปรุงจริงๆคือควรเลิกทำซีรีส์สนุกๆแค่ 10 ตอนได้แล้ว คราวหลัง เบิ้ลเป็น 20-30 ตอนไปเลย มันค้างคาสุดๆอ่ะโอ๊ยยย

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] GLOW Season 2 โกลว ซีซัน 2 – กลับมาคราวนี้ทั้งซึ้ง ทั้งฮา

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลิซ ฟลาไฮฟ์ และ คาร์ลี เมนช์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์หรือหนัง ตลกที่มีผู้หญิงห่ามๆเป็นตัวละครนำ
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

สาวๆแห่งโกลวกลับมาแล้ว มาคราวนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับทัศนคติและการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนแล้ว สาวๆแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวไม่แพ้กัน ทั้ง รูธ (อลิสัน บรี) ที่ทำทุกทางเพื่อให้รายการออกมาดี ทั้งยอมให้ เดบบี (เบตตี กิลพิน)กลั่นแกล้งและดูถูกเธอสารพัด หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจว่าจะยอมนอนกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เพื่อให้รายการผ่านการพิจารณาหรือไม่  ด้านเดบบี เองก็กำลังเสียสติจากการหย่าของเธอกับสามี รวมถึงการเข้ามาของ โยลันดา (ชาคีรา บาเรรา) สาวนักเต้นจากบาร์เปลือยก็ทำให้ทุกคนสงสัยถึงที่มาของเธอ

หลังจากซีซันแรกประสบความสำเร็จด้วยดี GLOW ในซีซันใหม่ก็กลับมาเดินเครื่องความสนุกเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องปูพื้นข้อมูลตัวละครมากมายนัก และยังมีเวลาไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมทบคนอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะตอนที่บอกเล่าเรื่องราวของ แทมเม่ หรือ เวลแฟร์ควีน (เคีย สตีเฟน) ในฐานะแม่ที่หวั่นใจว่าอาชีพนักมวยปล้ำจะสร้างความอับอายให้ลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ก็ทำออกมาได้อย่างลึกซึ้งมาก หรือแม้กระทั่งการบอกเล่าอีกด้านของชีวิตของเดบบี ก็ทำให้เราเห็นใจว่าเบื้องหลังความร้ายกาจต่างๆนานา เธอก็เป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเพียงไร รวมถึงซับพลอตโรแมนติกระหว่าง รูธ และตากล้องรายการก็ช่วยเพิ่มความหวานให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องความสนุกสนาน มุกฮา จิกกัด เจ็บแสบ ก็ยังคงใส่กันเต็มแมกซ์เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องชื่นชมบรรดานักแสดงสาวๆในเรื่องที่รับส่งมุก และยังทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเธอได้อย่างหมดใจ เรียกได้ว่าแม้บุคลิกตัวละครจะสุดโต่งแค่ไหน เราก็พร้อมเอาใจช่วย ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับทุกอย่างที่พวกเธอเผชิญ

คงต้องบอกว่าการกลับมาของ GLOW ในซีซันที่ 2 นี้แม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แตกต่างหรือคืบหน้าไปจากเดิมนัก แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสน่ห์ก็ยังทำให้เราตกหลุมรัก และเอาใจช่วยพวกเธอ จนยังไงก็ต้องตามซีซัน 3 ต่อแน่นอน.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series AMO อาโม่ – ซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจาก ฟิลิปปินส์

Published

on

 

  • กำกับซีรีส์โดย บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza)
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์อาชญากรรม หรือหนังแนวแก๊งสเตอร์
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

เรื่องราวคู่ขนานแต่มีแกนกลางอยู่ที่ปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์ เรื่องราวในส่วนแรกจะกล่าวถึง โจเซฟ (วินซ์ ริลลอน) เด็กส่งยาที่เอาดีทางด้านมืดมากกว่าการเรียน แต่หลังเหตุการณ์ลูกค้าสาวเสพย์ยาเกินขนาดจนตาย เขาก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไป  เรื่องราวในครึ่งหลังจะกล่าวถึงลุงของโจเซฟนั่นคือ คามิโล (อัลเลน ดิกซอน) ตำรวจปราบยาเสพย์ติดที่ถูกดึงเข้าสู่วังวนความฉ้อฉลในวงการตำรวจเมื่อนายใหญ่สั่งให้อุ้มพ่อค้ายาชาวญี่ปุ่นมาเรียกค่าไถ่แต่แผนที่คิดว่าง่ายก็กลับตาลปัตร เมื่อภรรยาชาวญี่ปุ่นใช้กฎหมายในการทวงถามความยุติธรรมจนทางรอดเดียวของคามิโลคือการหลบหนี


 


หลังเราได้ดูซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Narcos กันถึง 3 ซีซันแล้ว มาคราวนี้เน็ตฟลิกซ์เลยขอร่วมผลิตซีรีส์อาชญากรรมในเอเซียบ้าง โดยคราวนี้ได้ร่วมกับ บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza) ผู้กำกับยอดเยี่ยมของเทศกาลเมืองคานส์จาก KINATAY (2009) หนังอาชญากรรมที่เล่าถึงเด็กหนุ่มที่รับงานสังหารผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อหาเงินเป็นค่าสินสอดสำหรับแต่งงาน  ในการรังสรรค์เรื่องราวโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายทำสงครามกับยาเสพย์ติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เต ในปี 2017 มาผูกโยงเรื่องราวของปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์

ซึ่งต้องบอกว่าบทภาพยนตร์ของ ทรอย เอสปีรีตู (Troy Espiritu) ทำให้เราเข้าถึงสภาพจิตใจของตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพย์ติดได้เป็นอย่างดีแถมยังวิพากษ์นโยบายแบบตีวัวกระทบคราดทั้งคำพูดของครูในห้องเรียนที่พร่ำบอกว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติแต่เมื่อเรามามองชะตากรรมของโจเซฟ เราก็เห็นได้ถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนดังจะเห็นได้จากสังคมแวดล้อมของโจเซฟที่เหล่าเด็กส่งยาล้วนมีอายุอานามไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก หรือเรื่องราวในครึ่งหลังที่กล่าวถึงลุงของโจเซฟที่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นปัญหาคอรัปชั่นและอาชญากรรมที่ตำรวจเป็นผู้ก่อเสียเอง



ไม่เพียงบทภาพยนตร์เท่านั้น แต่งานโปรดักชั่นของซีรีส์ยังถือว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับซีรีส์ของเอเชียอย่างแท้จริง แม้มุมกล้องมุมสูงจะแอบได้แรงบันดาลใจมาจาก Sicario บ้างก็เถอะ (อิอิ) แต่โดยภาพรวมนี่เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ได้รุ่มรวยที่สุดในวงการโทรทัศน์ของเอเซีย (หรือทีวีสตรีมมิงก็เถอะ)โดยตัวซีรีส์ออกแบบการนำเสนอได้ดีมากทั้งสีภาพออกโทนเหลืองทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศร้อนชื้นในฉากปกติหรือภาพที่ถูกลดความอิ่มตัวเมื่อตัวละครต้องเผชิญปัญหาเพื่อบ่งบอกถึงความตกต่ำที่มาเยือนตัวละคร ควบคู่ไปกับการกำกับของบริลแลนต์ เมนโดซา ที่ไม่เสียชื่อผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก คานส์เลย

โดยไม่ต้องแนะนำอะไรให้มากมาย AMO ถือเป็นซีรีส์อาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมมากทั้งการดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ และการแสดงที่ดูสมจริง การสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงเพลงแรพที่เหมือนอุทาหรณ์สอนใจก็ไปกันได้ดีกับเรื่องราวอาชญากรรมสุดเข้มข้นนี้

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร: จะอ่านหนังสือหรือจะดูซีรีส์ ก็เศร้าเคล้าสร้างกำลังใจ

Published

on

ครั้งก่อนเราได้แนะนำซีรีส์ “Alex., Inc.” ซีรีส์ที่นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายพอดแคสต์ อย่าง Alex Blumberg มาให้ได้อ่าน ครั้งนี้จะขอแนะนำซีรีส์อีกเรื่อง ที่นำเรื่องจริงของเจ้าของเรื่องมาสร้าง และไม่ได้มีแค่ซีรีส์อย่างเดียว ยังมีออกมาในแบบหนังสืออีกด้วย นั่นคือเรื่อง “บันทึกน้ำตา 1 ลิตร” (One Litre of Tears)

หน้าปกของหนังสือบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร เล่มต้นฉบับในภาษาญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า 1 Litre no Namida (1リットルの涙)

ก่อนอื่น ต้องขอเกริ่นว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ที่มาจากแผ่นดินอเมริกา แต่มาจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง จริงๆ แล้ว เคยออกอากาศในประเทศไทยเมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวสร้างจากเรื่องจริงของ “คิโต อายะ” หญิงสาวผู้ร่าเริงที่ดูแล้วว่าอนาคตของเธอไปได้ไกลกว่านี้ แต่ชีวิตทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อเธอเริ่มมีอาการป่วยแบบที่คนปกติทั่วไปเขาไม่ค่อยได้เป็นกัน

จากอาการป่วย สู่การถ่ายทอดลงไดอารี่

คิโต อายะ

คิโต อายะ ในวัย 15 ปี ถูกตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง (ศัพท์ทางการแพทย์ ในหนังสือจะเขียนว่า spinocerebellar ataxia แต่ในแบบซีรีส์ จะเรียกว่า spinocerebellar degeneration ซึ่งเป็นโรคเดียวกันนะ แต่มีชื่อสองชื่อ) ทำให้ระบบประสาทของเธอนั่นเริ่มถดถอย ส่งผลให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้เหมือนปกติ มีการเคลื่อนไหวช้า รับรู้ต่อสิ่งรอบข้างได้ช้าลง แม้แต่ยืนทรงตัวเหมือนคนทั่วๆ ไป ก็ยังทำไม่ได้ รวมไปถึงการเคี้ยว บด และกลืนอาหาร ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ว่าอาการที่ว่ามานี้ ค่อยๆ เริ่มหนักขึ้น ทีละนิด ทีละน้อย จนท้ายที่สุด กลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการใช้ปลายนิ้วมือ ชี้ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาน เพื่อถ่ายทอดข้อความที่ตนเองต้องการจะสื่อสารกับคนรอบข้าง

คิโต อายะ ในวัย 23 ปี ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด หรือการเขียนได้อีกต่อไป มีเพียงกระดานตัวอักษรที่ผู้เป็นแม่สร้างขึ้นมา ใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารระหว่างตัวเธอกับคนรอบข้าง สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น คือการชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรต่างๆ

ช่วงที่ยังสามารถทำอะไรต่างๆ ได้ด้วยตนเองนั้น เธอได้จดบันทึกทุกอย่างลงในไดอารี่ของเธอเอง เป็นการจดบันทึกว่าวันนี้ได้พบเจออะไรบ้าง (ก็เหมือนกับเราๆ ที่ชอบจดบันทึกลงในสมุดส่วนตัวนั่นแหละ…) แน่นอนว่าในแต่เรื่องราวที่เธอได้จดลงในไดอารี่นั้น ได้กลายมาเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายในระดับ Best Seller รวมถึงมีการตีพิมพ์อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีการแปลภาษาในหลายต่อหลายภาษา (หนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย)

ส่วนหนึ่งจากไดอารี่ที่เธอเขียนบันทึกไว้

ทำไม ไดอารี่ของเธอถึงกลายเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้ ผู้อ่านลองนึกภาพตาม คิโต อายะ เริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกเมื่อตอนอายุ 14 ปี ซึ่งเริ่มเขียนก่อนที่เธอจะตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการดังกล่าวถึง 1 ปี (เริ่มป่วยเมื่อตอนอายุ 15 ปี) เธอเขียนไดอารี่อย่างนี้แทบทุกวัน จนถึงวันที่ไม่สามารถหยิบปากกามาจรดถ้อยคำลงในไดอารี่ได้ (เธอสูญเสียความสามารถทางด้านการเขียนเมื่อตอนอายุ 21 ปี) นับจากเล่มแรก จนถึงเส่มสุดท้ายที่เขียน มีทั้งสิ้น 46 เล่ม เรียกได้ว่าเธอเป็นนักบันทึกตัวยงเลยก็ว่าได้ และนั่นก็มากพอที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้

จากหน้าท้ายๆ ที่เธอเขียนบันทึกไดอารี่ สังเกตได้ว่าเธอได้สูญเสียทักษะการเขียนไปแล้ว

ย้อนกลับมาที่อาการป่วยของโรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในทางการแพทย์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่เพียงรักษาอย่างประคับประคอง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพลาดในการดูแลแม้แต่วินาทีเดียว แค่เพียงสำลักน้ำลาย หรือเศษอาหารติดหลอดลม นั่นก็ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย แต่อาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของผู้ป่วยรายดังกล่าว ซึ่งจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้แล้ว

สมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง สามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการขยับ สัมผัส รับรู้ และรู้สึก หากส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุดหรือได้รับการกระทบกระเทือน นั่นทำให้ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนไปโดยตลอดการ

ภาพเอ็กซ์เรย์เปรียบเทียบระหว่างส่วนของสมองน้อย ของผู้ที่ปกติ (ด้านขวามือ) กับผู้ที่มีอาการ (ด้านซ้ายมือ) สังเกตในวงกลมสีแดง จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

คิโต อายะ เริ่มป่วยตั้งแต่อายุ 15 ปี จนไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยตัวเองได้เมื่อถึงอายุ 21 ปี และเสียชีวิตลงอย่างสงบตอนอายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 เป็นเวลาร่วมๆ 10 ปี ที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าว จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ไดอารี่ที่เขียนทั้งหมด 46 เล่มนั้น ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและตีพิมพ์เป็นหนังสือ หลัจากที่เธอได้เสียชีวิตลง

จริงๆ ไม่ได้มีแค่คิโต อายะ ที่เขียนไดอารี่ทั้งหมด ยังมีคุณแม่ และแพทย์ที่ดูแลอาการป่วย เข้ามาร่วมเขียนในไดอารี่เล่มดังกล่าว เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวอีกด้าน และความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เสมือนบรรณาธิการที่ต้องเขียนคอลัมน์ปิดเล่มในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร

จากไดอารี่ สู่ซีรีส์ที่เรียกน้ำตาจากผู้ชม

หลังการเสียชีวิตของคิโต อายะ ถึง 17 ปี ในปี 2548 เรื่องราวของเธอที่ถูกถ่ายทอดจากไดอารี่ สู่เล่มหนังสือ ได้หยิบขึ้นมาเล่าอีกครั้ง ผ่านการผลิตออกมาเป็นซีรีส์ ออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ฟูจิ (Fuji Television) ในประเทศญี่ปุ่น โดยออกอากาศเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ในปีเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว เคยถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์ และฉายในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2547 (เพียง 1 ปี ก่อนการออกอากาศของซีรีส์เรื่องนี้)

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ดัดแปลงเรื่องราวจากในหนังสือ โดยมีการปรับเนื้อหาให้เล่าอย่างกระชับ และปรับเปลี่ยนชื่อของตัวละครให้มีความใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากเนื้อหาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคิโต อายะ ซีรีส์เรื่องนี้ ยังได้อธิบายถึงอาการของโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลังได้อย่างเข้าใจง่าย

อีกอย่างที่เป็นที่จดจำของเรื่องนี้ก็คือ คู่พระ – นาง ที่ร่วมแสดง อย่าง เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) อดีตนักร้องบอยแบนด์แห่งวง NEWS และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri) นักแสดงสาวที่เคยรับบทสมทบจากหลายต่อหลายเรื่อง ได้โอกาสในการแสดงบทนำเป็นเรื่องแรก ในบทบาทของ “อิเคอุจิ อายะ”

จากด้านซ้าย: เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri)

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีจำนวนตอนในการออกอากาศแค่เพียง 11 ตอน แต่ในแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้น ต่างมีเรื่องราวให้ได้ติดตามอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องเพื่อน และเรื่องความรัก แต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นจะเห็นได้ว่า อิเคอุจิ อายะ ได้พยายามต่อสู้กับอาการป่วยของเธอมาโดยตลอด ตั้งแต่วันแรกที่รับรู้ถึงโรคร้าย รวมถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งในครอบครัว และเหล่าเพื่อนพ้อง

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์บันทึกน้ำตา 1 ลิตร

จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพียง 11 ตอนที่ออกอากาศทางหน้าจอโทรทัศน์ในญี่ปุ่น หลังจากการออกอากาศของตอนสุดท้ายเพียงสองปี ฟูจิเทเลวิชั่นได้มีการสร้างอีกครั้ง โดยนำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคิโต อายะ มาถ่ายทอดเป็น Side Story เล่าถึงเรื่องราวหลังการเสียชีวิตของเธอ และออกอากาศยาวถึงสามชั่วโมงด้วยกัน

หลังจากการสิ้นสุดการออกอากาศเมื่อช่วงปลายปี 2548 หนังสือที่เรียบเรียงจากไดอารี่ของเธอ ได้ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายอีกครั้ง

สำหรับในเมืองไทย มีการนำมาฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อปี 2551 แต่ทว่า นำมาฉายแค่เพียง 11 ตอนเท่านั้น ตอนพิเศษที่มีความยาว 3 ชั่วโมงที่ได้กล่าวมานั้น ไม่มีการออกอากาศให้เหล่าผู้ชมได้ชมกัน ส่วนในรูปแบบหนังสือ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณเมธินี นุชนาคา ผู้ที่ฝากผีไม้ลายมือในการแปลหนังสือเรื่อง “โลกใบใหม่หมายเลขหก” และ “1303 ห้องผีดุ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ และไม่ได้มีแค่เพียงซีรีส์และหนังสือที่มีการแปลภาษา ยังมีในรูปแบบหนังสือการ์ตูนออกมาอีกด้วย เพียงแต่เนื้อหาในหนังสือการ์ตูนนั้น เป็นการหยิบยกบางช่วงบางตอนจากในหนังสือ มาถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้น

เมธินี นุชนาคา ผู้แปลหนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร ในแบบภาษาไทย (Source: OKNation)

ซ้าย: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับแปลภาษาไทย, ขวา: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับลายเส้นการ์ตูน (ตัวของผู้เขียนนี้มีครอบครองทั้งสองแบบเลยนะ…)

ถ้าถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่มีทั้งในหนังสือ และแบบซีรีส์ เหมาะกับใครบ้าง ในมุมของผู้เขียนมองว่าเหมาะกับทุกคน มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง ยิ่งอ่านไปนานๆ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็เป็นได้ คุณได้เห็นถึงการต่อสู้ชีวิต และการรับมือในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ใครที่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ จะป่วยทางกาย หรือป่วยทางใจ ก็ลองหาเล่มนี้มาอ่านกันได้

ถามว่าเศร้าหรือไม่นั้น ในแบบหนังสืออาจจะเศร้าในบางช่วงบางบท แต่ถ้าได้ชมซีรีส์ ชมตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวคุณเองอาจต้องเสียน้ำตาในตอนท้ายๆ ก็ได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัว (แต่ไม่ต้องเสียถึงหนึ่งลิตรตามชื่อเรื่องก็ได้นะ…)

ในส่วนของหนังสือที่จำหน่ายตามร้านนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักหน่อยในตามหามาอ่าน อย่างไรก็ตาม ลองสอบถามตามร้านหนังสือก็ได้ว่ายังมีในสต็อกหรือเปล่า ส่วนในแบบซีรีส์นั้น แน่นอนว่าไม่มีการออกอากาศตามสถานีโทรทัศน์ เว้นแต่เพียงว่ามีผู้ชมบางท่านที่รับชม แล้วได้บันทึกเทปเอาไว้ และนำมาลงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นรูปแบบแผ่นซีดี คงต้องถามหาตามร้านที่มีรูปแบบสั่งซื้อจากต่างแดนดูละกัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!