Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

สรุปกิจกรรมเด่นในงาน TGSBIG 2017 3-5 พ.ย. ที่พารากอน ที่เห็นแล้วต้องไป!

กลับมาอีกครั้งกับสุดยอดงานเกมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017” แหล่งพบปะของเหล่าเกมเมอร์และบุคลากรในอุตสาหกรรมเกม โดยปีนี้รวบรวมทุกความมันไว้ภายใต้คอนเซ็ปต์ CITY OF GAMES เนรมิตทุกพื้นที่ให้อลังการเหมือนมหานครแห่งเกม รวบรวมเกมทุกแพลตฟอร์มไว้ในงานเดียว พร้อมอัดแน่นด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกของวงการเกมและไอที โดยสองผู้จัดยักษ์ใหญ่ ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ และ โชว์ไร้ขีด

กลับมาอีกครั้งกับสุดยอดงานเกมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017” แหล่งพบปะของเหล่าเกมเมอร์และบุคลากรในอุตสาหกรรมเกม โดยปีนี้รวบรวมทุกความมันไว้ภายใต้คอนเซ็ปต์ CITY OF GAMES เนรมิตทุกพื้นที่ให้อลังการเหมือนมหานครแห่งเกม รวบรวมเกมทุกแพลตฟอร์มไว้ในงานเดียว พร้อมอัดแน่นด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกของวงการเกมและไอที โดยสองผู้จัดยักษ์ใหญ่ ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ และ โชว์ไร้ขีด

 

ตลาดเกมโตขึ้นเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันอยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่ารายได้ของอุตสาหกรรมเพลงและภาพยนตร์รวมกัน โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าของตลาดเกมอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สาหรับอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตสูงถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 7 หมื่นล้านบาทภายในปี 2025

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนางาน “THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017” ต่อเนื่องมากว่า 11 ปี โดยมุ่งหวังที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกม ในไทย รวมทั้งเปิดเป็นพื้นที่แหล่งพบปะของเหล่าเกมเมอร์และบุคลากรในอุตสาหกรรมเกม พร้อมร่วมสนับสนุนสร้างโอกาสและแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้รู้จักการเล่นเกมอย่างสร้างสรรค์ และผลักดันให้เยาวชนที่ชื่นชอบเกมสามารถนามาต่อยอด พัฒนาทักษะฝีมือจนกลายมาเป็นอาชีพได้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่จะร่วมเพิ่มขีดความสามารถของประเทศด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยเป็น Thailand 4.0 สร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรองรับตลาดโลกในยุคดิจิตอลนายต่อบุญ พ่วงมหา
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อและโฆษณา บริษัท ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ จำกัด

(ซ้าย) ต่อบุญ พ่วงมหา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อและโฆษณา บริษัท ทรู มีเดีย โซลูชั่นส์ จำกัด, พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด

คอนเซ็ปต์งานในปีนี้คือ CITY OF GAMES คือการที่งานนี้ได้รวบรวมเกมทุกแพลตฟอร์มมาไว้ในงานเดียว พร้อมจัดเต็ม ทุกๆ พื้นที่ด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกของวงการเกมและไอที ที่เนรมิตให้อลังการเหมือนมหานครแห่งเกม ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3-4-5 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10.00-20.30 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โดยในปีนี้ ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากค่ายเกมชื่อดังและบริษัทสินค้าไอทีชั้นนา ที่มาร่วมออกบูธและมอบความสนุกภายในงาน กว่า 30 บริษัท อาทิ Logitech , Sony , Lenovo , Intel , Nexon Thailand, Youtube, Electronics Extreme และ Playpark เป็นต้น นอกจากนั้น ในปีนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก est play เครื่องดื่มสาหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เล็งเห็นถึงศักยภาพกลุ่มเป้าหมายในตลาดเกมซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน มาร่วมสร้างสีสัน โดยเฉพาะกิจกรรม MEET & GREET WITH CASTER PRESENTED BY เอสเพลย์ กับเหล่าแคสเตอร์ชื่อดัง นาทีมโดย ZBING Z. แคสเตอร์หญิงอันดับ 1 ของประเทศ พร้อมร่วมออกบูธภายในงาน

สำหรับบัตรเข้างาน จะอยู่ที่ราคา 60 บาท พร้อมมีของที่ระลึกภายในงานจาหน่าย คือ พวงกุญแจ และ เสื้อยืด ซึ่งผลิตออกมาในจำนวนจำกัด พิเศษสาหรับเหล่าเกมเมอร์ของงาน THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017 เท่านั้น

เพลงธีมใหม่ของ TGSBIG ได้กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ สร้างสรรค์เพลง

นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงไฮไลท์และความสนุกภายในงานว่า “เพื่อให้สมกับความเป็นมหานครแห่งเกม CITY OF GAMES” ในปีนี้เราได้รวบรวมความ สนุกสุดมันไว้ให้คอเกมได้ฟินกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

มางาน TGSBIG 2017 ระหว่าง 3-5 พ.ย. ที่พารากอน จะมีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง มาอ่านกัน

  • การแข่งขัน ZONE ZEAN GAME ตลอด 3 วันเต็ม ชิงเงินรางวัลรวม มูลค่า 130,000 บาท กับ 3 เกมสุดมัน
    • Injustice 2 สนับสนุนโดย NGIN & SOFTZILLA
    • เกม Monster Hunter XX
    • เกม Super Ghouls’n Ghosts
  • MEET & GREET WITH CASTER PRESENTED BY เอสเพลย์ ร่วม สนุก กับกิจกรรม สุด EXCLUSIVE กับเหล่าแคสเตอร์ในสังกัด OS INFLUENCER NETWORK กว่า 20 ชีวิต นำทีมโดย ZBING Z. แคสเตอร์หญิงอันดับ 1 ของประเทศ รับรองความสนุกครั้งนี้ ไม่ธรรมดา!!
  • TGSBIG COSPLAY CONTEST 2017 การประกวดสุดยอดคอสเพลย์ ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 150,000 บาท มีให้ลงประกวดกันถึง 6 สาขา คือ Best Male, Best Female, Best Monster, Best Robot, Best Kids โดยในปีนี้มีการเพิ่มรางวัล สาขา “Amazing Thailand” รางวัลพิเศษจากการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งตัดสินจากเครื่องแต่งกายที่มาจากศิลปวัฒนธรรมไทย ประเพณี ประจาจังหวัด หรือสัญลักษณ์ประจาจังหวัดนั้นๆ นำมาสร้างสรรค์เป็นชุดที่สวยงามและสื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

  • TGSBIG CHARITY 2017 การประมูลสินค้าเกมและสินค้าไอที เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับ มูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯ ในโครงการ “ผ่าตัดเด็กโรคหัวใจ 1,800 ราย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช“
  • การประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการเกม และไอที THAILAND GAME AWARDS 2017 และ แบไต๋ IT AWARDS 2017 ที่มอบให้กับค่ายเกม และบริษัทสินค้าไอทีในด้านคุณภาพต่างๆ ซึ่ง มีการจัดขึ้นในทุกปี โดยปีนี้มีรางวัลละ 13 สาขาด้วยกัน
    • LIFETIME ACHIEVEMENT AWARD รางวัลอันทรงคุณค่าที่มอบให้เป็นเกียรติกับบุคลากรด้าน วงการเกมหรือการ์ตูน ที่ได้สรรสร้างผลงานดีๆ อันเป็นที่จดจำแก่ผู้คนตลอดเวลาที่อยู่ในวงการ

  • กิจกรรมไฮไลท์จากพันธมิตรค่ายเกมชื่อดัง และ บริษัทสินค้าไอทีชั้ นนาต่างๆ มากมาย อาทิ LOGITECH ที่ได้นา POWER PLAY แผ่นรองเมาส์ ที่สามารถชาร์จแบตเมาส์ได้แบบไร้สาย ที่มา พร้อมกับ LOGITECH G903 และ G703 เมาส์เกมมิ่งเกียร์ไร้สายในซีรีย์ LIGHT SPEED มาให้ได้ ร่วมสัมผัสและทดลองกันในงานเป็นที่แรกก่อนใคร
  • ความบันเทิงจากคนบันเทิง ตลอด 3 วันเต็ม ไม่ว่าจะเป็น
    • มินิคอนเสิร์ต จาก BNK48 วงไอดอลมาแรงที่สุดในขณะนี้ที่จะมาสร้างความสดใสกันบนเวทีกลาง
    • Audition Dance Party จาก เก่ง ธชย ที่บูธ Playpark
    • มินิคอนเสิร์ตจากเบียร์ The Voice ที่บูธ Nexon Thailand
    • พบกับทีม เสือร้องไห้ และ ซาร่า AF ที่จะมาสร้างสีสันให้กับเกม Battle Carnival
    • ฟินไปกับมินิคอนเสิร์ตจาก เป๊ก ผลิตโชค หนุ่มฮอตที่มาแรงที่สุดแห่งปี 2017 ที่บูธ Electronics Extreme
    • พร้อมเปิดตัวเพลงพิเศษ CITY OF GAMES เพลงธีมงาน THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017 เวอร์ชั่นใหม่ โดย กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่

อีกทั้งยังสามารถรับชม Live Stream สดกิจกรรมบนเวทีกลางตลอด 3 วัน และดูคลิปไฮไลท์ย้อนหลังได้ที่แอป ทรู ไอดี

ร่วมสัมผัสความสนุกทั้งหมดได้ด้วยตัวเองที่งาน THAILAND GAME SHOW BIG FESTIVAL 2017 ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3-4-5 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10.00-20.30 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน แล้วทุกพื้ นที่จะกลายเป็นมหานครแห่งเกม CITY OF GAMES ติดตามข้อมูลความ เคลื่อนไหวได้ที่ tgsbig.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Krungthai Next รองรับการช้อปปิ้งบน Facebook แล้ว จ่ายผ่าน Facebook Pay ได้ทันที

Published

on

By

Krungthai Next ของธนาคารกรุงไทย ประกาศรองรับการชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อบน Facebook แล้ว (Facebook Payment)

โดยสามารถใช้งานได้ผ่าน Messenger โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

เมื่อตกลงราคาแล้ว จะพบกับลิงค์ “View Order & Pay”

 

กด Continue

“Pay with Krungthai NEXT” โผล่มาให้เลือกแล้ว

คลิกที่ “Continue to Krungthai NEXT”

คลิก “Open”

 

คลิก “ยืนยัน”

ใส่ Passcode ของท่าน

กดกลับสู่ Messenger

จะพบการยืนยันว่าชำระเรียบร้อย

สถานะกลายเป็น “Paid” หรือจ่ายแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ก็นับว่าเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ประกาศตัวว่าสามารถชำระเงินผ่าน Facebook ได้ด้วย App ของธนาคารโดยตรง (ไม่ต้องสร้างบัตรเสมือน VISA, MasterCard) ต่อจาก KBank ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้นของ Krungthai Next ครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หนังสือดีน่าอ่านในยุคดิจิทัล “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” เจาะความนัยหลังโลกข้อมูล

Published

on

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง มีการใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อทำประโยชน์มากมาย รวมถึงกรณีที่ดักข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต ซึ่งเรื่องราวของข้อมูลในยุคดิจิทัลเหล่านี้เริ่มเข้าใจยากขึ้น แต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แบไต๋จึงขอแนะนำหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” โดย Andreas Weigend ให้อ่านกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลในยุคปัจจุบันเหล่านี้มากขึ้นครับ

Andreas Weigend

Andreas Weigend เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Big Data เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Social Data Lab และอดีตหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) ของ Amazon ซึ่งจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลของมวลมหาผู้ใช้มายาวนาน จึงได้หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ มากมายเช่น Alibaba, Hyatt, Lufthunsa และ MasterCard และคุณ Weigend ก็ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีที่เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” ให้ได้อ่านกัน

คุณ Weigend เล่าให้ฟังว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรู้ในการใช้ข้อมูล เพื่อให้รู้เท่าทันระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่แพร่หลายในยุค Social Media ซึ่งคุณ Weigend เน้นย้ำว่า Social Data นั้นใหญ่กว่า Social media อีก เพราะมันคือข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดในโซเซียล ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เราไม่ได้ป้อนเองเช่นตำแหน่งสถานที่ หรือวันเวลาต่างๆ พร้อมด้วยเคสตัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองพฤติกรรมผ่านแอป หรือความนัยของประโยคคุ้นหูอย่าง “บริษัทอาจทำการบันทึกการสนทนานี้เพื่อปรับปรุงการให้บริการ” หรือการที่ Amazon เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือนเมื่อคุณเลือกซื้อของซ้ำ รวมถึงเปิดให้ผู้ซื้อเป็นผู้บรรยายสรรพคุณของสินค้าเอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจได้อย่างไร

หนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” จำนวน 384 หน้าพร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 395 บาท ตามร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสอบถามผ่านเพจของ Banlue Books ได้

(ซ้าย) โชติกา อุตสาหจิต (กรรมการผู้จัดการบันลือกรุ๊ป) , Andreas Weigend (ผู้เขียนหนังสือ) , ดาวิษ ชาญชัยวานิช (ผู้แปลหนังสือ) , ดร. กวิน อัศวานันท์ (ที่ปรึกษางานแปล) , ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (บรรณาธิการ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!