Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว “ซัมซุง เอ็กซพีเรียนซ์ สโตร์” โกลบอลดีไซน์แห่งแรกในไทย ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียลอย่างครบวงจร

ซัมซุง เปิดตัว “ซัมซุง เอ็กซพีเรียนซ์ สโตร์” โชว์เคสสุดยอด โกลบอลดีไซน์แห่งแรกในประเทศไทย กลางศูนย์การค้า สยามพารากอน อย่างเป็นทางการ สร้างมิติใหม่ของสไตล์การบริโภคสินค้ายุคดิจิทัล เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางสร้างประสบการณ์ไม่ซ้ำใครในรูปแบบเฉพาะบุคคล (Personalized experience) มากขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ รูปแบบการดีไซน์ และการแบ่งโซนพื้นที่ การโชว์เคสสินค้า การบริการ และกิจกรรมให้ผู้บริโภคทดลองก่อนใช้จริงอย่างสร้างสรรค์ น่าสนใจ และสะดวกครบครัน เพื่อตอบโจทย์และยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “นอกจาก ซัมซุง จะเน้นสร้างผลิตภัณฑ์บนความต้องการของผู้บริโภคมาโดยตลอดแล้ว การเปิดตัว ซัมซุง เอ็กซพีเรียนซ์ สโตร์ โกลบอลดีไซน์แห่งแรกในไทยครั้งนี้ ยังสะท้อนการยกระดับประสบการณ์ไร้ขีดจํากัดผ่านรูปแบบดีไซน์และการบริการที่เชื่อมต่อ ที่เข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่กลุ่มมิลเลนเนียลอย่างแท้จริง เพราะครั้งนี้ซัมซุงเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเป็น Personalized experience มากขึ้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน พร้อมบริการในรูปแบบ ออมนิ แชนนัล (Omni-channel) ที่รวบรวมการขายทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์แพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน”

รูปแบบการดีไซน์และการแบ่งโซนพื้นที่แนวใหม่ของ ซัมซุง เอ็กซพีเรียนซ์ สโตร์ แบ่งออกเป็น 8 โซน ประกอบด้วย :

  • U-Bar โซนที่จัดเรียงสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่างครบครันรูป U-Shape สองฝั่งหันหน้าเข้าหากันที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพื้นที่การเปิดประสบการณ์ในการทดลองสมาร์ทดีไวซ์เครื่องโปรดอย่างมีอิสระมากขึ้น โดยตรงกลางระหว่างโต๊ะทั้งสองตัวมีส่วนจัดแสดงอุปกรณ์ส่วมใส่ Wearable ทุกสีทุกรุ่นให้ทดลอง และเลือกสรรอย่างจุใจ
  • Photo โซนเกี่ยวกับรูปภาพ และการถ่ายภาพ ที่ไฮไลท์ฟีเจอร์เด็ดและประสิทธิภาพของกล้อง เลนส์ รวมถึงฟีเจอร์เด็ดในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต8 ที่มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพ Live Focus และ Dual Camera เป็นต้น
  • VR 4D โซนที่จัดเต็มด้วย เก้าอี้ VR ให้ผู้บริโภคทดลองเล่น ซัมซุง เกียร์ VR 4D ได้อย่างเต็มที่ โดยมี 4D Contents หลากหลายให้เลือกตามความต้องการ เหมือนได้สัมผัสโลกเสมือนจริงในรูปแบบที่แตกต่าง สนุกสนาน ไม่ซ้ำใคร
  • Gaming โซนของคนรักเกม ครบครันด้วยพื้นที่แสดงหน้าจอ และที่นั่งให้ผู้บริโภคทดลองเล่นเกมผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ของซัมซุง เช่น Gear VR ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับคอนโทรลเลอร์ผ่านหน้าจอได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน กับ จอยสติ๊ก ผ่านบลูทูธ เพื่อใช้ควบคุมหน้าจอสมาร์ทโฟนในขณะที่เล่นเกม และทั้งหมดนี้สามารถใช้ร่วมกับ สมาร์ททีวี เพื่อแสดงผลได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อจากสาย ด้วยฟังชั่น Smart View จากตัวเครื่องโดยตรงอย่างง่ายดาย
  • Music โซนที่จะทำให้ผู้บริโภคดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงเพลินใจที่จัดแสดงอุปกรณ์หูฟัง และลำโพงบลูทูธไร้สายรุ่นล่าสุดของซัมซุง ไม่ว่าจะเป็น ซัมซุง ยูเฟล็กซ์ (Samsung U Flex) / ซัมซุง เกียร์ ไอคอนเอ็กซ์ (Samsung Gear IconX) และ ซัมซุง เลเวล บ็อกซ์ สลิม (Samsung Level Box Slim)
  • Work โซนที่ดีไซน์คล้ายโต๊ะทำงาน จัดแสดงอุปกรณ์เสริมเช่น ซัมซุง เด็กซ์ ใหม่ (Samsung DeX) ที่สามารถเชื่อมต่อหน้าจอสมาร์ทโฟนกับหน้าจอพีซี ให้ผู้บริโภคทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาแบบไม่สะดุด อย่างมีสไตล์
  • Accessories โซนที่โชว์เคสอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างครบครันทุกรุ่นทุกสี เช่น เคสสมาร์ทโฟน และ ที่ชาร์จแบบไร้สาย ให้ผู้บริโภคทดลองใช้ให้เข้ากับความชอบและไลฟ์สไตล์ตรงจุดการใช้งาน ในแบบตัวเองมากที่สุด + Gear Sport (Wearable)
  • Service นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับบริการและให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ เช่น อัพเดทซอฟต์แวร์ ของตัวเครื่องเพื่อการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ , ปรึกษาปัญหาเบื่องต้นเกี่ยวกับการใช้งาน และ Smart Academy Training สอนการใช้งานตัวเครื่องแบบละเอียด เพื่อความเข้าใจของแต่ละฟังชั่น

This slideshow requires JavaScript.

นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของซัมซุงกล่าวว่า “เจมาร์ท กับ ซัมซุง มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน เราเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและพร้อมให้บริการที่ครบวงจรกับลูกค้าของซัมซุง ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยทำให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ได้สัมผัสกับเทคโนโลยีจริงด้วยตัวเอง และตอบโจทย์ในยุคที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ ซัมซุง ยังคงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการเป็นผู้นําตลาดต่อไป ทั้งในแง่ของยอดขายและความล้ำหน้าด้านนวัตกรรม โดยในปีนี้มีแผนขยายสาขา ซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ ในประเทศไทยให้ครอบคลุมพื้นที่หลักภายในกรุงเทพฯ และหัวเมืองภาคต่างๆ

**นอกจากนี้ ซัมซุงยังมีโปรโมชั่น “เก่าแลกใหม่”**

  • ให้ลูกค้าสามารถนำสมาร์ทโฟน ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ที่ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้จริง มาแลกรับส่วนลด และพิเศษ เมื่อแลกซื้อสมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแลคซี่ รุ่น เอส 8 และ
    เอส 8+ รับส่วนลดเพิ่มอีก 3,000 บาท  และ
  • สำหรับลูกค้าที่ไม่ประสงค์รับส่วนลดตามโปรโมชั่น 3,000 บาทจะได้รับ Aura Studio2 by Harman Kardon ลำโพงคุณภาพสูงให้เสียงครบ 360 องศาให้การเชื่อมต่อสมาร์ทดีไวซ์ มูลค่า 11,900 บาท เพียง 3,000 ท่านแรก ผ่าน Galaxy Gift เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ถึง 4 มีนาคม 2561

เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการและเงื่อนไขเป็นไปตามที่ บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กำหนด สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละได้ที่ Samsung Brand Shop หรือ Call Center โทร 092-483-0303

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Krungthai Next รองรับการช้อปปิ้งบน Facebook แล้ว จ่ายผ่าน Facebook Pay ได้ทันที

Published

on

By

Krungthai Next ของธนาคารกรุงไทย ประกาศรองรับการชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อบน Facebook แล้ว (Facebook Payment)

โดยสามารถใช้งานได้ผ่าน Messenger โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

เมื่อตกลงราคาแล้ว จะพบกับลิงค์ “View Order & Pay”

 

กด Continue

“Pay with Krungthai NEXT” โผล่มาให้เลือกแล้ว

คลิกที่ “Continue to Krungthai NEXT”

คลิก “Open”

 

คลิก “ยืนยัน”

ใส่ Passcode ของท่าน

กดกลับสู่ Messenger

จะพบการยืนยันว่าชำระเรียบร้อย

สถานะกลายเป็น “Paid” หรือจ่ายแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ก็นับว่าเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ประกาศตัวว่าสามารถชำระเงินผ่าน Facebook ได้ด้วย App ของธนาคารโดยตรง (ไม่ต้องสร้างบัตรเสมือน VISA, MasterCard) ต่อจาก KBank ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้นของ Krungthai Next ครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หนังสือดีน่าอ่านในยุคดิจิทัล “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” เจาะความนัยหลังโลกข้อมูล

Published

on

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง มีการใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อทำประโยชน์มากมาย รวมถึงกรณีที่ดักข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต ซึ่งเรื่องราวของข้อมูลในยุคดิจิทัลเหล่านี้เริ่มเข้าใจยากขึ้น แต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แบไต๋จึงขอแนะนำหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” โดย Andreas Weigend ให้อ่านกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลในยุคปัจจุบันเหล่านี้มากขึ้นครับ

Andreas Weigend

Andreas Weigend เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Big Data เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Social Data Lab และอดีตหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) ของ Amazon ซึ่งจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลของมวลมหาผู้ใช้มายาวนาน จึงได้หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ มากมายเช่น Alibaba, Hyatt, Lufthunsa และ MasterCard และคุณ Weigend ก็ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีที่เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” ให้ได้อ่านกัน

คุณ Weigend เล่าให้ฟังว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรู้ในการใช้ข้อมูล เพื่อให้รู้เท่าทันระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่แพร่หลายในยุค Social Media ซึ่งคุณ Weigend เน้นย้ำว่า Social Data นั้นใหญ่กว่า Social media อีก เพราะมันคือข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดในโซเซียล ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เราไม่ได้ป้อนเองเช่นตำแหน่งสถานที่ หรือวันเวลาต่างๆ พร้อมด้วยเคสตัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองพฤติกรรมผ่านแอป หรือความนัยของประโยคคุ้นหูอย่าง “บริษัทอาจทำการบันทึกการสนทนานี้เพื่อปรับปรุงการให้บริการ” หรือการที่ Amazon เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือนเมื่อคุณเลือกซื้อของซ้ำ รวมถึงเปิดให้ผู้ซื้อเป็นผู้บรรยายสรรพคุณของสินค้าเอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจได้อย่างไร

หนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” จำนวน 384 หน้าพร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 395 บาท ตามร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสอบถามผ่านเพจของ Banlue Books ได้

(ซ้าย) โชติกา อุตสาหจิต (กรรมการผู้จัดการบันลือกรุ๊ป) , Andreas Weigend (ผู้เขียนหนังสือ) , ดาวิษ ชาญชัยวานิช (ผู้แปลหนังสือ) , ดร. กวิน อัศวานันท์ (ที่ปรึกษางานแปล) , ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (บรรณาธิการ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!