Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

BTS เดินหน้าปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณครั้งใหญ่ช่วงหยุดยาวนี้ พร้อมดูแลใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดถึงสิ้นปี

จากปัญหา BTS เสียที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เชื่อว่าหลาย ๆ คนได้รับผลกระทบไปไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะด้านเวลาเดินทางที่คลาดเคลื่อนไปหลายชั่วโมง แต่วันนี้ทาง BTS และ Bombardier บริษัทผู้สร้างระบบการเดินรถไฟฟ้า ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการปรับปรุงอาณัติสัญญาณครั้งใหญ่เพื่อให้เรามั่นใจว่า เหตุการณ์วันนั้น จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

โดยที่บีทีเอสและบอมบาร์ดิเอร์เตรียมใช้วันหยุดยาว 27-30 กรกฎาคมนี้ ที่มีปริมาณผู้โดยสารน้อย อัปเกรดระบบวิทยุสื่อสารที่ใช้ในการควบคุมการเดินรถไฟฟ้าในชื่อ “ม็อคซ่า” รวมทั้งทดสอบและปรับแต่งระบบให้พร้อมรองรับการให้บริการในอนาคต โดยจะยังคงให้บริการเดินรถไฟฟ้าตามปกติ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้โดยสารให้เหลือน้อยที่สุด

ม็อคซ่าคืออะไร ?

ม็อคซ่าคือระบบป้องกันสัญญาณรบกวนที่ทางบอมบาร์ดิเอร์ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยปกป้องคลื่นความถี่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับย่านที่ BTS ได้ใช้งานอยู่เข้ามารบกวนการทำงานของระบบรถไฟฟ้าที่ 2400 mHz โดยจะกันเอาสัญญาณที่มากกว่าหรือน้อยกว่าออกไป และทำให้สัญญาณมีความเสถียรขึ้นกว่าเดิมมาก

โดยเริ่มมีการดำเนินการลองทดสอบตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในช่วงเวลากลางคืนตี 1 ถึงตี 4 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีผู้โดยสารใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการทดลองใช้งานจริง ๆ ในช่วงเวลาปกติด้วย BTS จึงได้เลือกช่วงวันหยุดยาว 27 – 30 กรกฎาคมนี้ในการดำเนินการติดตั้งให้แล้วเสร็จ และจะติดตามความคืบหน้าไปจนกว่าจะสิ้นปี 2561 นี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตการณ์แบบเดียวกันขึ้นอีกครั้ง

หนุ่ย พงศ์สุข สัมภาษณ์ ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดการ และกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.อาณัติ อาภาภิรม ประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดการ และกรรมการที่ปรึกษา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บีทีเอสและบอมบาร์ดิเอร์ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านระบบรถไฟฟ้า ได้ร่วมกันติดตั้งเครื่องกรองสัญญาณในทุกขบวนรถเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กำลังทยอยติดตั้งเครื่องกรองสัญญาณระหว่างเส้นทางการเดินรถและที่สถานีทั้ง 35 แห่งด้วย ซึ่งช่วยป้องกันสัญญาณรบกวน และทำให้การเดินรถเป็นไปได้อย่างราบรื่นและเสถียรมากขึ้น

โดยในช่วงวันหยุดยาว27-30 กรกฎาคมนี้ เราจะดำเนินการขั้นต่อไป ด้วยการอัปเกรดและทดสอบระบบควบคุมอาณัติสัญญาณครั้งใหญ่ เพื่อรองรับส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้ทั้ง 8 สถานี ได้แก่ สถานีปู่เจ้า สถานีช้างเอราวัณ สถานีโรงเรียนนายเรือ สถานีศรีนครินทร์ สถานีแพรกษา สถานีสายลวด และสถานีเคหะฯ รวมระยะทาง 11 กิโลเมตร ที่จะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ ระหว่างการอัปเกรดดังกล่าว อาจเกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารบ้าง แต่คาดว่าจะน้อยมาก”

นายเกรกอรี เอนไจเบิร์ท รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มธุรกิจระบบสัญญาณควบคุมการเดินรถ และกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท บอมบาร์ดิเอร์ ทรานสปอร์เทชั่น กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสและส่วนต่อขยายนั้นใช้เทคโนโลยี CBTC หรือ Communication-Based Train Control ซึ่งเป็นเทคโนโลยีควบคุมระบบการเดินรถไฟฟ้าที่ทันสมัย และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นที่ยอมรับกันในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย

สำหรับในครั้งนี้เราจะอัปเกรดระบบส่งข้อมูล (Data Transmission System) หรือเครือข่ายหลักที่เชื่อมต่อระบบวิทยุ ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟและราง ให้ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น และจะทำให้ระบบวิทยุของระบบรถไฟฟ้าปัจจุบันกับส่วนต่อขยายที่จะเปิดในเดือนธันวาคมนี้เชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมาดูแลอย่างใกล้ชิด”

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราได้เริ่มอัปเกรดระบบตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยทำเฉพาะช่วงกลางคืนหลังปิดให้บริการ ซึ่งเท่ากับมีเวลาทำงานน้อยมากในแต่ละวัน การให้บริการเดินรถในช่วงนี้ ระบบอาจยังไม่เข้าที่และเกิดความขัดข้องบ้าง เราจะใช้ช่วงวันหยุดยาว 27-30 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้ใช้บริการน้อยลง ดำเนินการอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ โดยบีทีเอสจะยังคงเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าตามปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสัญจรของประชาชน ขอให้คำมั่นว่า บีทีเอสและบอมบาร์ดิเอร์จะพยายามดำเนินการทุกอย่าง เพื่อลดผลกระทบต่อผู้โดยสารให้เหลือน้อยที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว

และหลังจากนั้นเรายังต้องดำเนินการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์หลังจากสายสีเขียวเปิดให้บริการในช่วงปลายปี ทั้งนี้ การอัปเกรดครั้งนี้จะรองรับการให้บริการในส่วนต่อขยายอย่างมีประสิทธิภาพไปอีก 20-30 ปี”

โดยทางแบไต๋จะมีคลิป แบไต๋บุก BTS มาให้แฟน ๆ ได้รับชมกันอย่างแน่นอนเร็ว ๆ นี้ ยังไงรอติดตามกันได้ที่เพจ Beartai Hitech นะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Under Armour เปิดตัว ‘HOVR’ รองเท้าวิ่งฝังชิป เชื่อมต่อทุกย่างก้าว พร้อมประสบการณ์วิ่งที่ลื่นไหลกว่าเดิม

Published

on

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Armour) ได้เปิดตัวรองเท้าซีรีส์ใหม่ในปี 2562 ภายใต้ชื่อเทคโนโลยี HOVR รองเท้าสำหรับวิ่งที่ผสมนวัตกรรมแผ่นรองรับแรงกระแทกรุ่นใหม่ล่าสุด และมาพร้อมกับชิปที่ฝังในรองเท้า ทำให้ติดตามได้ทุกก้าวและประมวลผลการวิ่งทุกครั้งผ่านแอปพลิเคชั่น MapMyRun

มิสเตอร์ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า “อันเดอร์ อาร์เมอร์ ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมอบชุดกีฬาคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในชุดกีฬาเข้ากับโลกดิจิตอลในครั้งนี้ ทำให้อันเดอร์ อาร์เมอร์ ตอบโจทย์พฤติกรรมและสามารถสื่อสารกับกลุ่มนักวิ่งได้โดยตรง ซึ่งปี 2562 นี้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การวิ่งให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิตอลที่เข้าใจความต้องการ และนำไปสู่การพัฒนาการวิ่งที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี”

มิสเตอร์ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว

มิสเตอร์ไมเคิลยังเสริมอีกว่า “หลังการเปิดตัวของรองเท้าเทคโนโลยี HOVR ที่มีชิปการติดตามเมื่อปีที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ สามารถแทร็กการวิ่งได้ทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านไมล์ผ่านแอพพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำแอพพลิเคชั่นนี้ให้กับ นักวิ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์การวิ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับโลกดิจิตอลได้ดีที่สุด และมีส่วนร่วมใน Under Armour Connected Community ซึ่งมีสมาชิกแล้วมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์”

ในส่วนของรองเท้าที่ทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัวใหม่ภายใต้ซีรีส์ HOVR ประจำปีนี้นี้ มีทั้งสิ้น 5 คู่ด้วยกัน ประกอบด้วยรุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

This slideshow requires JavaScript.

โดยทุกรุ่นที่กล่าวมานี้จะมีแผ่นรองกันกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟม แผ่นรองนี้เป็นนวัตกรรมที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้ร่วมกับแบรนด์ Dow Chemical สร้างสรรค์ขึ้นมา และยังห่อหุ้มด้วย Energy Web โครงสร้างตาข่ายที่ช่วยคงรูปร่างของแผ่นรองกันกระแทกไว้ให้เหามะและเข้ากับแผ่นเท้าของคุณ รองรับแรงกระแทก และคือแรงส่งที่มีความแข็งแรง รวมถึงป้องกันอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นจากการวิ่งโดยที่ลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมออีกด้วย

ไฮไลท์ที่สำคัญของรองเท้าทั้งห้ารุ่นย่อยนี้ก็คือ การฝังชิปลงไปในรองเท้า โดยจะฝังในรองเท้าข้างขวา ทำการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธผ่านแอปพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งแอปนี้ ทางอันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้พัฒนาขึ้นมา ตัวแอปจะทำหน้าที่วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำ ทำให้สามารถประเมินสมรรถภาพจากการวิ่งในแต่ละครั้งที่ผ่านมา และยังช่วยวางแผนการวิ่งในครั้งถัดๆ ไป ได้อีกด้วย

แอปพลิเคชั่น MapMyRun

ข้อดีอย่างหนึ่งของแอปพลิเคชั่น MapMyRun ก็คือ สามารถเชื่อมต่อเข้ากับรองเท้าของคุณผ่านบลูทูธ และทำการซิงค์ข้อมูลในทุกครั้งที่วิ่ง ซึ่งไม่ได้มีแค่วิ่งอย่างเดียวที่ตัวแอปสามารถวัดค่าได้ ยังสามารถกำหนดได้ว่าคุรกำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ในช่วงเวลานั้น และไม่จำเป็นที่จะต้องพกสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์ที่เชื่อมต่อกับรองเท้าของคุณไปในทุกครั้งที่วิ่ง เป็นการช่วยเพิ่มสมาธิในการวิ่งและทำให้การวิ่งนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย

ในส่วนของฟีเจอร์ต่างๆ ของแอป มีดังนี้

  • In Depth Coaching การวิเคราะห์เชิงลึกที่ให้ผลลัพธ์ตรงกับผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • Customized Training Plan การออกแบบแผนการซ้อมวิ่งเฉพาะตัวบุคคล โดยกำหนดจากค่าน้ำหนัก และส่วนสูงของนักวิ่งแต่ละคน
  • Track Achievement การติดตามผลการวิ่งและการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปประเมินและอกกแบบการวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
  • Metrics การแสดงค่าและคำนวนผลต่างๆ ที่ควรรู้ในการออกกำลังกาย เช่น ระยะความยาวก้าว จำนวนก้าว การเร่งความเร็ว
  • Friends and Challenge Community ชุมชนออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงแข่งขันกันในกลุ่มนักวิ่งที่มีมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์

สำหรับรองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ซีรีส์ HOVR ทั้งห้ารุ่น ประจำปี 2562 นี้ มีวางจำหน่ายตามอันเดอร์ อาร์เมอร์แบรนด์ช็อป ทั้ง 9 สาขา ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

  • Siam Center
  • Central World
  • Mega Bangna
  • Zpell @ Future Park
  • เซ็นทรัล ลาดพร้าว
  • เซ็นทรัล เวสต์เกต
  • เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา
  • จังซีลอน ภูเก็ต
  • ไอคอน สยาม

และยังรวมไปถึงสาขาในสยามพารากอน, ดิเอ็มโพเรี่ยม, ดิเอ็มควอเทียร์ และ Official Dealers ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ทั่วประเทศ

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.underarmour.co.th หรือทางเฟซบุ๊กเพจ UnderArmourThailand และทางอินสตาแกรม @UnderArmourTh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววงการเกม

Predator League 2019! งานแข่งอีสปอร์ตระดับเอเชียแปซิฟิกซีซั่นล่าสุดจัดในไทย!

Published

on

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Asia Pacific Predator League 2019 ทัวร์นาเม้นต์การแข่งขัน E-Sport สุดยิ่งใหญ่จากทาง Acer ที่ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นเป็นซีซั่นที่สอง โดยครั้งล่าสุดนี้ ประเทศไทยได้ถูกรับเกียรติให้จัดเป็นสถานที่การแข่งขันขึ้น

โดยพิธีในงานต่างก็เต็มไปด้วยหลากหลายความน่าสนใจตรึงผู้ร่วมงานจนอยู่หมัดกันเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่วิดีโอแอนิเมชั่น 3D ของเหล่ามาสคอตกลายๆ ที่สนุกเอาเรื่อง ภาพสวยใช้ได้ การเคลื่อนไหวและแอกชั่นของตัวละครพริ้วไหวพอสมควร แถมเมื่อเรื่องราวจากในวิดีโอถูกส่งต่อไปยังพิธีเปิดบนเวที หนึ่งในตัวละครที่หลุดออกมาจากแอนิเมชั่นและเป็นได้ผู้ที่ปักโล่รางวัลกลางเวที ก็คือคุณอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดไชน่าของทาง Acer’s Predator นั่นเอง (เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และสร้างภาพลักษณ์ที่มีต่อแบรนด์ของตนได้อย่างเจ๋งเอามากๆ) และอีกไฮไลต์ที่ได้ใจผู้ชมไม่แพ้กันคือการได้เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุคอย่าง BNK48 มาร่วมเปิดงาน

ในส่วนของเกมที่จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขั้นนั้นจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 2 เกม 16 ทีมครับ นั่นคือ DOTA 2 เกมแนว MOBA ระดับโลก และเกมแบทเทิลรอยัลแห่งยุคอย่าง PUBG (PlayerUnknown’s BattleGround) ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งสองเกมมีทีมจากประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย (Dota 2 มี Alpha Red และ Purple Mood ส่วน PUBG มี Mith.pubg, Pinto Gaming และ Signature. pubg) แถมการแข่งขันในครั้งนี้ยังมีพยานรู้เห็นการปะทะกันของทุกทีมมากกว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว!

โดยผลสรุปของผู้ชนะการแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2019 นั้น ในเกมแรกอย่าง PUBG รางวัลชนะเลิศก็ได้ตกเป็นของทีมสัญชาติเกาหลีมาแรง AfreecaFreecs Fatal from The Republic of Korea ที่เดินเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) พร้อมทั้งสมาชิกทุกคนจะได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios กลับไปอีกด้วย ส่วนทีมไทยอย่าง Purple Mood ก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ไป 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ในขณะที่ทีมชนะเลิศอันดับที่ 2 จากประเทศออสเตรเลียอย่าง Immunity ก็ได้เงินรางวัลกลับไปอยู่ที่ 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)

ส่วนทางด้านเกม MOBA อย่าง DOTA 2 แชมป์จากการแข่งในเกมดังกล่าวนี้อย่างทีม TNC Predator (ชื่อทีมเอาใจผู้จัดการแข่งซะด้วยนะ ฮ่าๆ) จากประเทศฟิลิปปินส์ ก็กวาดเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และทุกคนในทีมได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios ไปใช้ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นทีมสัญชาติอินโดนิเซียอย่าง BOOM ID ที่ได้รับเงินรางวัล 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และปิดท้ายด้วยทีม GeekFam จากมาเลเซียที่ได้เงินรางวัลก็ได้เงินรางวัลกลับไป 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ)

ปิดท้ายนี้ Predator League ซีซั่นหน้าก็ได้มีพิธีส่งมอบให้ครั้งถัดไปจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ ถือได้ว่าเป็นอีกโอกาสดี ๆ ในประเทศไทยของเราที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเกมได้เติบโตขึ้นจนถึงขั้นมีทัวร์นาเม้นต์ E-Sport มาจัดขึ้นในบ้านเราได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!