R.I.P. Raymond Tomlinson ผู้ให้กำเนิดระบบ E-mail และกำหนดเครื่องหมาย @ ด้วยวัย 74 ปี

เรียกได้ว่าระบบ E-mail คือ 1 ในระบบที่มีความสำคัญมาก ๆ ในโลกใบนี้ โดยที่เราทุกคนน่าจะเคยใช้งานกันไม่มากก็น้อย ซึ่งบิดาผู้ให้กำเนิดระบบ E-mail นี้คือนาย Raymond Tomlinson นั้นได้เสียชีวิตลงแล้วโดยสาเหตุคือหัวใจล้มเหลวด้วยวัย 74 ปี

ซึ่งนาย Tomlinson ได้เป็น 1 ในผู้ที่ถูกยกย่องผ่าน Internet Hall of Fame ในปี 2012 ในเรื่องของการนำเอาสัญลักษณ์ @ ที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่นักมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมต่อ E-mail ตามที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง และเขายังเป็น 1 ในผู้พัฒนาระบบ “From”, “Subject” และ Date field หรือเวลาที่ส่ง e-mail ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักฐานการส่งอีกด้วย

โดยการส่ง E-mail ครั้งแรกเกิดขึ้นที่บริษัท Raytheon BBN Technologies ที่นาย Tomlinson ทำงานอยู่ โดยเขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าข้อความแรกที่ส่งอีเมลไปนั้นคืออะไร

1457275444444
ภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบส่ง E-mail

ที่มาของภาพ: smh

ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านี้ที่สัญลักษณ์ @ จะถูกใช้สำหรับ E-mail นั้น (ประมาณ 40 ปีก่อน) มันเคยถูกใช้เป็นตัวกำหนดมูลค่าของสินค้ามาก่อนเช่น 10 bananas @ 25 cents แต่ฝั่งลาตินอเมริกานั้นคำว่า @ ไม่ได้ใช้ในความหมายเดียวกัน จึงทำให้สับสนและถูกเลิกใช้งานแทนการกำหนดมูลค่าไปโดยปริยาย

และในหน้าชีวประวัติของเขาใน Internet Hall of Fame นั้นได้ถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาผู้เปลี่ยนแปลงรากฐานของโลกแห่งการติดต่อสื่อสาร” หรือ “fundamentally changing the way people communicate” อีกด้วย

และจากอดีตจนถึงปัจจุบันได้ว่ามีใช้งาน E-mail กันอยู่ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เวลา ทุก ๆ วินาที ซึ่งแต่ละวันจะมีผู้ส่ง E-mail ต่าง ๆ ทั้งเรื่องสนุก เรื่องงาน เรื่องความรู้ เรื่องนัดหมาย (และเรื่อง Haox) รวมแล้วมากกว่า 10 ล้านฉบับต่อวัน จึงเรียกได้ว่าระบบ E-mail เป็นระบบการติดต่อสื่อสารที่เป็นทางการที่สุด ที่ดีที่สุด ที่หลากหลายที่สุดเพราะสามารถส่งได้ทั้งข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ และที่สำคัญคือ การติดต่อนั้นจะส่งถึงผู้รับอย่างแน่นอน (ยกเว้น E-mail อีกฝ่ายเต็มหรือพิมพ์ผิด) และสามารถติดต่อกับผู้คนได้ทุกที่ทั่วมุมโลก ซึ่ง ณ ตอนนี้มีผู้ใช้งานระบบ E-mail แล้วกว่า 1,500 ล้านคนทั่วโลก (แต่มีจำนวน E-mail ที่ถูกใช้งานมากมายมหาศาลกว่านี้มาก) จึงเรียกได้ว่า Raymond Tomlinson นั้นคือ 1 ในผู้เปลี่ยนแปลกโลกก็คงไม่ผิดเท่าไรนัก

ที่มาของภาพ: www.theverge.com

ที่มา: smh