Connect with us

รีวิวสินค้าไอที

แบไต๋บุกสำนักงานใหญ่ Brother พาชม Printer รุ่นใหญ่ที่มาพร้อมความสามารถใหม่ ๆ เพียบ !!

ขอบอกก่อนเลยนะครับว่า Review นี้เป็นประสบการณ์การใช้งานจริงโดยตรง (ตั้งแต่ช่วงบ่ายยัน 6 โมงเย็น) ซึ่งเราได้รับเชิญจากสำนักงานใหญ่ของ Brother โดยตรงเพื่อไปทดสอบการใช้งาน

HL-L6400DW และ MFC-L6900DW

สอบถามตัวแทนจำหน่าย
8.8

คุณภาพงานเอกสาร (Print FAX Scan)

8.5/10

ความเจ๋ง

9.0/10

ความสามารถพิเศษ (อุปกรณ์เสริม)

9.0/10

ระบบ Security

8.5/10

ความน่าซื้อ (รวมคะแนน)

9.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพงานพิมพ์สูง 1200 dpi คมชัดสวยงามในแบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์และพิมพ์ไวถึง 50 แผ่นต่อนาที
  • ถอด - ประกอบได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค และอุปกรณ์เสริมที่ทำให้งานของคุณง่ายขึ้นกว่าที่เคยมีมา
  • Brother's APP ช่วยดึงความสามารถออกมาได้เต็มที่
  • ระบบ Security ที่มีประสิทธิภาพสูงรวมทั้งรองรับ NFC ทำให้ควบคุมจัดการได้ง่าย
  • ระบบ Separate Job ช่วยแยกงานให้คุณได้

จุดสังเกต

  • รองรับการพิมพ์แบบขาว - ดำเท่านั้น
  • เวลาใช้งานบน APP จะใช้เวลาในการพิมพ์แต่ละ Job ค่อนข้างนาน
  • การพิมพ์บน APP ยังมีบัคบางจุดเช่นพิมพ์เอกสาร doc
  • ระบบการเลือกเครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นยังมีบัคด้านการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ อยู่ (ปกติไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้งาน Function นี้)

ขอบอกก่อนเลยนะครับว่า Review นี้เป็นประสบการณ์การใช้งานจริงโดยตรง (ตั้งแต่ช่วงบ่ายยัน 6 โมงเย็น) ซึ่งเราได้รับเชิญจากสำนักงานใหญ่ของ Brother โดยตรงเพื่อไปทดสอบการใช้งานเจ้า Printer ทั้ง 2 รุ่นที่เป็นรุ่น TOP ของ Brother ณ ปัจจุบันอย่าง HL-L6400DW และ MFC-L6900DW (และกำลังจะมีรุ่นใหม่ในอนาคตอันใกล้) โดยคุณ คุณฐิติวัชร์ ปาตัก Senior Technical Support Engineer (คนในภาพ) เป็นผู้แนะนำให้แบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว (เพราะดันไปผิดวัน !!!) ซึ่งบอกเลยว่าเขาแนะนำได้ลึกมากจริง ๆ ครับ

รุ่น HL-L6400DW ใช้ Print ได้เพียงอย่างเดียว ส่วนรุ่น MFC-L6900DW สามารถใช้ Print, Scanner, ถ่ายเอกสารและ รับ – ส่ง Fax ได้

โดยสเปคการใช้งานทั่ว ๆ ไปจะเหมือนกับรุ่น Brother MFC-5900DW ค่อนข้างมากดังนี้

จุดเด่น

  • คุณภาพงานพิมพ์สูง 1200 dpi คมชัดสวยงามในแบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์
  • สามารถพิมพ์เอกสาร 2 หน้า และสแกนพร้อมกัน 2 หน้าได้ง่ายๆ
  • เครื่อง Multifunction รองรับการพิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร รับ-ส่งแฟกซ์
  • Brother’s App ช่วยเพิ่มความสามารถเครื่องพิมพ์อีกมาก
  • รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พกพาเป็นอย่างดี
  • สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้

จุดสังเกต

  • รองรับการพิมพ์ขาว-ดำเท่านั้น
  • Brother’s App ต้องใช้เวลาเชื่อมต่อกับเครือข่ายครู่หนึ่ง ไม่ได้ใช้ได้ทันที

รีวิว Brother Laser Printer มาดูกันว่าเครื่องพิมพ์ยุคนี้ต้องทำอะไรได้

สิ่งที่เหนือกว่ารุ่น MFC-5900DW ที่เราเคยรีวิว

  • รองรับปริมาณการพิมพ์ต่อเดือนสูงถึง 150,000 แผ่น !! (รุ่น MFC-5900DW รองรับได้ 100,000 แผ่นต่อเดือน)
  • ตลับผงหมึก สามารถพิมพ์งานได้สูงสุดถึง 20,000 แผ่น (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานหมึก) ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าเดิม
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่าง Tower Tray TT-4000 และ Mail Box MX-4000 ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดสรรค์การพิมพ์ได้อย่างลงตัว
  • อุปกรณ์ทุกชิ้นสามารถถอด – ประกอบได้ง่ายด้วยตัวเอง
  • มี NFC Card-reader ที่จะช่วยควบคุมการใช้งาน Printer ได้อย่างเหนือชั้น
  • มีระบบเข้ารหัสการพิมพ์ที่สามารถป้องกันการขโมยข้อมูลในเครื่อง Printer ได้
  • สั่งพิมพ์ผ่าน USB ได้โดยตรง
  • ระบบการ Download เอกสาร FAX มาไว้บนมือถือ (ผ่านแอปฯ)

หน้าตาของแอปฯ Brother iPrint&Scan

แล้ว Tower Tray ทำอะไรได้บ้าง?

เจ้า Tower Tray ถือได้ว่าเป็น 1 ใน Hilight เด็ดของ Printer ทั้ง 2 รุ่นนี้เลยก็ว่าได้ เรามาดูสเปคกันก่อนดีกว่าว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง

tt4000-d

รองรับกระดาษได้เพิ่มอีกเยอะ

ซึ่งเจ้า TowerTray นี้จะทำให้คุณสามารถใส่กระดาษได้เพิ่มอีก 4 รีม รวมเป็น 5 รีมถ้านับของตัวเอง ซึ่งรวมทั้งหมดกว่า 2,500 แผ่น งานนี้ไม่ต้องมานั่งถอดมาเปลี่ยนกระดาษเรื่อย ๆ ให้เสียเวลากันอีกต่อไป

ควบคุมและตรวจสอบการใช้กระดาษได้ทั้งแบบ Password และแบบ NFC

โดยคุณสามารถควบคุมและตรวจสอบการใช้งานกระดาษของแต่ละแผนกได้โดยใช้การแบ่งว่าแผนกไหนจะใช้กระดาษชั้นไหนโดยการควบคุมผ่านระบบ Web-app ในเครื่องพิมพ์ ซึ่งสามารถตั้งได้ทั้ง Password ทั่วไปหรือจะตั้งเป็นรหัสการ์ด NFC ของแต่ละแผนกก็สามารถทำได้เช่นกัน งานนี้รู้ทันทีว่าใครใช้เยอะใช้น้อย แล้วแผนกไหนใช้เยอะผิดปกติเตรียมโดนสอบแน่ !! (ยกเว้นแผนกบัญชีที่ใช้เยอะเป็นปกติ)

16343

หน้าตาของ Web-App ที่ทั้ง 2 รุ่นจะต่างกันนิดหน่อยตรงรุ่น HL จะควบคุม Output ได้ ส่วนรุ่น MFC จะไม่สามารถควบคุม Output ได้

ระบบกันคัดแยกงานออกเป็นชุด (Separate Job) รับรองไม่มีงง

อีก 1 ระบบที่จะช่วยให้คุณไม่งงเวลามีการสั่ง Print จากหลาย ๆ แผนกพร้อม ๆ กัน โดยการตั้งค่าเครื่องไว้ว่า จะให้กระดาษจาก Tray ไหนเป็นกระดาษสำหรับแยกงาน ซึ่งหน้าที่ของกระดาษแยกงานนี้คือ หลังจากที่ทำการ Print งานจบ 1 งานปุ๊ป เครื่องพิมพ์จะดึงเอากระดาษจาก Tray ที่ตั้งไว้มาทับงานที่พิมพ์เสร็จ โดยไม่ได้พิมพ์อะไรลงไป (จึงควรใช้กระดาษสีเพื่อการแยกที่ชัดเจน) โดยแนะนำว่าหลังจากที่เดินไปหยิบงานแล้วก็ควรนำเอากระดาษคัดแยกงานนี้ใส่กลับไปไว้ Tray เดิมจะได้ไม่ต้องเปลืองซื้อกระดาษสีใหม่บ่อย ๆ (และอย่าเผลอใส่ผิดช่องเชียว)

ระบบแจ้งเตือนที่บอกหมดทุกอย่าง

งานนี้กระดาษติดตรงไหน เราลืมใส่ถาดไหน หรือจะต้องแก้ไขอย่างไร เครื่อง Printer จะแสดงผลผ่านหน้าจอ LCD ด้านหน้าทั้งหมดแบบไม่มีกั๊ก รับรองว่าคุณก็สามารถเป็นช่างซ่อมเครื่อง Printer ได้อย่างง่ายดาย

16345

ออกแบบมาให้ถอด – ประกอบได้ด้วยตัวเอง (และดึงกระดาษที่ติดออกมาได้ง่ายด้วย)

เรียกได้ว่าตัวเครื่อง Printer รุ่น HL-L6400DW และ MFC-L6900DW นั้นคุณสามารถประกอบเข้ากับตัว Tower Tray ได้อย่างง่ายดายเพราะจะมีเดือยยื่นออกมาให้เห็นชัด ๆ และคุณก็เพียงแค่ทำการยกเครื่อง (ซึ่งไม่หนักมาก แต่ผู้หญิงแรงน้อย ๆ อาจยกไม่ไหว) ประกอบลงไปก็จะเข้าล็อคได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งตัว Mailbox สำหรับรุ่น HL-L6400DW โดยเฉพาะ อีกทั้งอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนอย่างดรัมและหมึกของเครื่องนี้ก็สามารถถอด-ใส่ ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องถึงมือช่าง รวมไปถึงการทำความสะอาดฝุ่นที่จับก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายทั้ง 2 รุ่นโดยตัวเซนเซอร์ต่าง ๆ ที่ห้ามโดนสัมผัสจะถูกนำไปไว้ด้านที่มือไม่สามารถสัมผัสได้โดยง่าย (รวมไปถึงโอกาสโดนฝุ่นเกาะก็น้อยตามไปด้วย) งานนี้กระดาษติดตรงไหน ทำตามหน้าจอที่แจ้งแล้วดึงกระดาษออกมาได้เลยไม่ต้องกลัวว่าจะพัง เพราะเขาบอกเลยว่ารุ่นนี้ทำมาแข็งแรงมาก ๆ ไม่พังง่าย ๆ แน่นอน

แล้ว Mailbox ล่ะ ทำอะไรได้? (ออกแบบมาสำหรับรุ่น HL-L6400DW เท่านั้น)

MX4000

รองรับกระดาษได้สูงสุด 800 แผ่น

งานนี้กดพิมพ์เยอะ ๆ ก็ไม่ต้องคอยมานั่งเอากระดาษออกเรื่อย ๆ แล้ว เพราะชั้นที่เพิ่มขึ้นมาสามารถรองรับได้อีกถึงชั้นละ 200 แผ่น ซึ่งมี 4 ชั้น และถ้ารวมกับช่องหลักอีก 250 แผ่นสรุปรวมแล้วสามารถรองรับได้ถึง 1,050 แผ่นเลยทีเดียว !!

สามารถแยกงานได้ง่าย (เว่อร์ ๆ)

ระบบ Mailbox ถือว่าเป็น 1 ในสิ่งที่ทุกคนใฝ่หามานานกับเครื่อง Printer ที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวคัดแยกได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ทั้งการพิมพ์แบบแยกชุด (แบบชั้นละ 1 ชุด แล้วยืนรอแม็กซ์เอกสาร) หรือจะแบ่งเป็นชั้นละ 1 แผนกก็สามารถทำได้ รับรองไม่มีการมั่วหยิบเอกสารผิดแน่นอน แถมยังใช้ควบคู่กับระบบคัดแยกงานออกเป็นชุด (Separate Job) ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งการควบคุมทั้งบนแอปฯ หรือในระบบ Web-Service ก็ทำได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก

16344

ระบบแจ้งเตือนกระดาษที่ Mailbox เต็ม

โดยปกติ Mailbox แต่ละชั้นจะสามารถบรรจุกระดาษได้ 200 แผ่น (และชั้นปกติอีก 250 แผ่น) ซึ่งถ้าชั้นไหนเต็ม ระบบก็จะแจ้งเตือนขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้กระดาษถูกดันออกมาแล้วหล่นลงพื้นหรือทำให้กระดาษยับเวลาถูกดันออกมาแล้วชนกับกระดาษเก่าที่พิมพ์ไว้ได้เป็นอย่างดี

มีความแข็งแรงทนทาน ถอด-ใส่ ได้ง่าย

ถาด Mailbox นี้เรียกได้ว่าค่อนข้างแข็งแรงมาก ๆ สามารถจับตรงถาดถือได้เลยไม่ต้องห่วงว่าจะหักหรืองอเพราะทำจากพลาสติกอย่างดี (แต่ถ้าจะยกทั้งเครื่องไม่แนะนำให้จับแค่ถาด) และยังสามารถประกอบได้ง่าย มีช่องเสียบให้เห็นเลยว่าประกอบตรงไหน และทำงานได้ทันทีหลังประกอบ (แต่ควรปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่หลังจากประกอบเสร็จ)

หลังจากพูดถึงส่วนเสริมทั้ง 2 ตัวแล้ว เรามาพูดถึงระบบเด่นอื่น ๆ กันบ้าง โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยที่บอกเลยว่า 2 เครื่องนี้มีให้คุณมากกว่า Printer เครื่องอื่น เยอะ !!

ระบบ NFC สุดเจ๋ง

เป็นอีกระบบที่เหมาะสำหรับองค์กรเป็นอย่างยิ่ง (เพราะบัตรพนักงานส่วนใหญ่เป็น NFC) เพียงแค่ Admin ทำการลงทะเบียนรหัส NFC ให้คุณผ่านระบบ Web-Service เท่านี้คุณก็ไม่ต้องมานั่งกรอก Password ทุกครั้งก่อนใช้งาน เพราะเพียงแค่คุณทำการแตะ NFC ของคุณไปที่เครื่องเท่านั้นคุณก็สามารถเรียกใช้งานได้แล้ว แถม Admin ยังสามารถควบคุมได้ว่ารหัสคนไหนสามารถใช้งานอะไรได้บ้าง รับรองไม่มีมั่วแน่นอน

ระบบเข้ารหัสการพิมพ์เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล

เชื่อหรือไม่ว่าเวลาคุณพิมพ์อะไรไปแล้ว เครื่องพิมพ์นั้นจะยังคงจำข้อมูลของคุณเอาไว้อยู่ ซึ่งถ้ามีมือดีที่ไหนใช้โปรแกรมดึงความจำของเครื่องออกมาแล้วล่ะก็ งานที่เป็นความลับของคุณก็จะไม่กลายเป็นความลับอีกต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทได้…

เรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับเครื่องพิมพ์ทั้ง 2 รุ่นนี้โดยเด็ดขาดเพราะมีระบบการเข้ารหัสการพิมพ์แบบ IPSec หรือ Internet Protocol Security ซึ่งจะเป็นการเข้ารหัสการพิมพ์ของเครื่องที่สั่งพิมพ์ไปยังเครื่อง Printer ซึ่งต่อให้ข้อมูลบนเครื่องพิมพ์ถูกดึงออกไป ข้อมูลนั้น ๆ ก็ไม่สามารถถอดรหัสหรือพิมพ์ออกมาได้อย่างแน่นอน

ระบบการ Download เอกสาร FAX มาไว้บนมือถือ (ผ่านแอปฯ)

ถือได้ว่าแอปฯ ของ Brother นี้สำคัญมาก ๆ สำหรับการใช้งานเครื่องพิมพ์ตัวนี้ เพราะนอกจากที่จะสามารถสั่งพิมพ์ได้ เรายังสามารถสั่งงานอื่น ๆ ได้อีกมากมาย (เฉพาะรุ่น MFC-L6900DW) ไม่ว่าจะเป็นการสั่ง Scan แล้วให้ส่งข้อมูลขึ้นมาไว้บนมือถือหรือจะดูสถานะของเครื่องก็ทำได้ง่าย ๆ และจุดเด่นอีกอย่างคือการดึงเอาเอกสาร Fax ที่ส่งมาในเครื่องมาเป็นไฟล์บนมือถือก็สามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องเปลืองกระดาษและหมึกเพื่อ Print มันออกมาอีกด้วย

16390

เอกสารที่ทดสอบ FAX

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นจุดสังเกตของเครื่องนี้ก็มีอยู่บ้างนิดหน่อยอย่างเช่นการพิมพ์ไฟล์ DOC ผ่าน App จะมีปัญหาในด้าน Font และการจัดเรียงที่เพี้ยนไปมากกว่าเดิม ซึ่งถ้าสั่งพิมพ์ผ่านไฟล์ PDF จะไม่เป็น จึงควรแนะนำว่าถ้าจะสั่งพิมพ์ไฟล์ DOC ให้พิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ปกติจะดีกว่า และที่สำคัญคือ…

ยังพิมพ์สีไม่ได้ (แง…)

ปิดท้ายนี้เป็นอย่างไรกันบ้างครับเลยว่าเครื่องพิมพ์ทั้ง 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่นกว่าใครจริง ๆ ครับ ซึ่งใครที่อ่านจบแล้วอยากลองซื้อมาใช้งานที่บริษัทก็สามารถติดต่อไปทาง Brother Contact Center เบอร์ 0-2665-7777 หรือติดต่อผ่าน Facebook Fanpage BrotherCommercialThailand ก็ได้เช่นกันจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

feature

“AT&T Hololens” เทคโนโลยีที่นำประโยชน์ 5G มาใช้ในการแพทย์ ให้เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ

Published

on

HL-L6400DW และ MFC-L6900DW

สอบถามตัวแทนจำหน่าย
8.8

คุณภาพงานเอกสาร (Print FAX Scan)

8.5/10

ความเจ๋ง

9.0/10

ความสามารถพิเศษ (อุปกรณ์เสริม)

9.0/10

ระบบ Security

8.5/10

ความน่าซื้อ (รวมคะแนน)

9.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพงานพิมพ์สูง 1200 dpi คมชัดสวยงามในแบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์และพิมพ์ไวถึง 50 แผ่นต่อนาที
  • ถอด - ประกอบได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค และอุปกรณ์เสริมที่ทำให้งานของคุณง่ายขึ้นกว่าที่เคยมีมา
  • Brother's APP ช่วยดึงความสามารถออกมาได้เต็มที่
  • ระบบ Security ที่มีประสิทธิภาพสูงรวมทั้งรองรับ NFC ทำให้ควบคุมจัดการได้ง่าย
  • ระบบ Separate Job ช่วยแยกงานให้คุณได้

จุดสังเกต

  • รองรับการพิมพ์แบบขาว - ดำเท่านั้น
  • เวลาใช้งานบน APP จะใช้เวลาในการพิมพ์แต่ละ Job ค่อนข้างนาน
  • การพิมพ์บน APP ยังมีบัคบางจุดเช่นพิมพ์เอกสาร doc
  • ระบบการเลือกเครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นยังมีบัคด้านการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ อยู่ (ปกติไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้งาน Function นี้)

“AT&T Hololens” ดึงเทคโนโลยี 5G มาใช้ในการแพทย์ ชูเทคโนโลยี 5G ให้เกิดประโสชน์สูงสุด

Hololens คือ แว่นตาอัจฉริยะ ความโดดเด่นคือสามารถแสดงภาพจำลองโฮโลแกรมได้เสมือนจริง เช่น ดูห้องผ่าตัด ดูข้อมูลทางการแพทย์ของคนไข้ ดูเรื่องโรคของผู้ป่วย ตรวจสุขภาพร่างกาย วิเคราะห์ผลร่างกายของคนไข้ ฯลฯ สร้างประโยชน์ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ได้หลากหลาย โดยเฉพาะทางการการแพทย์

Hololens สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเปี่ยม

อย่ารอช้า…ตาม “หนุ่ย พงศ์สุข” ไปดูรายละเอียดกันในงาน CES 2019 (Consumer Electronics Show 2019) กันได้เลยค่ะ!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Computer Review

รีวิว Seagate IronWolf ฮาร์ดดิสก์ที่เกิดมาเพื่อ NAS โดยเฉพาะ เปิดดึงข้อมูลได้ทั้งวันอย่างทน!

Published

on

HL-L6400DW และ MFC-L6900DW

สอบถามตัวแทนจำหน่าย
8.8

คุณภาพงานเอกสาร (Print FAX Scan)

8.5/10

ความเจ๋ง

9.0/10

ความสามารถพิเศษ (อุปกรณ์เสริม)

9.0/10

ระบบ Security

8.5/10

ความน่าซื้อ (รวมคะแนน)

9.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพงานพิมพ์สูง 1200 dpi คมชัดสวยงามในแบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์และพิมพ์ไวถึง 50 แผ่นต่อนาที
  • ถอด - ประกอบได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค และอุปกรณ์เสริมที่ทำให้งานของคุณง่ายขึ้นกว่าที่เคยมีมา
  • Brother's APP ช่วยดึงความสามารถออกมาได้เต็มที่
  • ระบบ Security ที่มีประสิทธิภาพสูงรวมทั้งรองรับ NFC ทำให้ควบคุมจัดการได้ง่าย
  • ระบบ Separate Job ช่วยแยกงานให้คุณได้

จุดสังเกต

  • รองรับการพิมพ์แบบขาว - ดำเท่านั้น
  • เวลาใช้งานบน APP จะใช้เวลาในการพิมพ์แต่ละ Job ค่อนข้างนาน
  • การพิมพ์บน APP ยังมีบัคบางจุดเช่นพิมพ์เอกสาร doc
  • ระบบการเลือกเครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นยังมีบัคด้านการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ อยู่ (ปกติไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้งาน Function นี้)

แม้ว่าวงการคอมพิวเตอร์หลังๆ เราจะเข้าสู่โลกของ Solid State Drive หรือ SSD กันไปเรียบร้อย เพราะความเร็วในการอ่าน-เขียนสูงกว่าฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนเดิมมาก แต่ในวงการ NAS หรือกล่องฮาร์ดดิสก์ต่อเครือข่าย Harddisk ก็ยังคงเป็นใหญ่อยู่ เพราะฮาร์ดดิสก์ให้ความคุ้มค่าต่อความจุมากกว่า และงานในลักษณะที่ต้องเปิดเครื่องตลอดทั้งวันเพื่อเรียกใช้ข้อมูลตลอดเวลาของ NAS ก็เหมาะสำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ทนทานมากกว่า SSD ครับ แต่ก็ไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ทุกตัวที่เหมาะกับงานแบบนี้นะ ก็ต้องเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาเฉพาะด้วย ซึ่งค่าย Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะในตระกูล IronWolf ครับ

อ่านเพิ่มเติม NAS คืออะไร และ Synology NAS ทำอะไรได้บ้าง

รู้จักฮาร์ดดิสก์ตระกูลต่างๆ ของ Seagate

จะซื้อฮาร์ดดิสก์ใช้กับอุปกรณ์อะไร ก็ต้องเลือกฮาร์ดดิสก์ให้เหมาะสำหรับอุปกรณ์นั้นๆ นะครับ ซึ่ง Seagate ก็มีฮาร์ดดิสก์สำหรับใช้ในบ้านอยู่ 4 ตระกูลหลักๆ คือ

  • BarraCuda – ฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดี
  • FireCuda – ฮาร์ดดิสก์ลูกผสม รวมเอาชิป NAND Flash เข้าไปด้วยเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น สำหรับคอมที่ต้องการความแรง
  • IronWolf – ฮาร์ดดิสก์สำหรับ NAS โดยเฉพาะ เน้นความทนทาน ใช้งานได้นาน ระบบป้องกันข้อมูลเสียหาย ที่เราจะรีวิวกันในวันนี้
  • SkyHawk – ฮาร์ดดิสก์สำหรับกล้องวงจรปิดโดยเฉพาะ รองรับการเขียนข้อมูลหนัก รับข้อมูลจากกล้องหลายๆ ตัวได้พร้อมกัน
  • ส่วนระดับองค์กรก็จะมี Nytro ที่เป็น SSD ความเร็วสูงและ Exos ที่เป็นฮาร์ดดิสก์ประสิทธิภาพสูงครับ

สเปกและรุ่นต่างๆ ของ Seagate IronWolf

IronWolf 8 TB ทางซ้าย และ IronWolf 14 TB ทางขวา

Seagate IronWolf นั้นออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักของ NAS โดยเฉพาะ ไดรฟ์ตระกูลนี้จึงมีแค่ขนาด 3.5 นิ้วสำหรับติดตั้งใน NAS อย่างเดียว ไม่ได้มีรุ่น 2.5 นิ้วออกมาขายด้วย โดยมีความจุตั้งแต่ 1 – 14 TB สำหรับ IronWolf ปกติ และ 2 – 14 TB สำหรับ IronWolf Pro

ความแตกต่างระหว่าง IronWolf และ IronWolf Pro คือรุ่นโปรจะออกแบบมาสำหรับการใช้งานหนักกว่าปกติ เช่นใช้ในองค์กร SME ที่มีผู้ใช้งานพร้อมๆ กันมากกว่าฮาร์ดดิสก์ NAS ที่ใช้กันตามบ้าน ทำให้ IronWolf Pro มีค่า Mean Time Between Failures (MTBF) หรือค่าเฉลี่ยการใช้งานก่อนที่ฮาร์ดดิสก์จะเสียอยู่ที่ 1.2 ล้านชั่วโมง ส่วน IronWolf จะมี MTBF อยู่ที่ 1 ล้านชั่วโมง และรุ่นโปรจะได้ประกัน 5 ปีพร้อมบริการกู้ข้อมูลด้วย ในขณะที่รุ่นธรรมดาประกันอยู่ที่ 3 ปี ซึ่งแน่นอนว่า IronWolf Pro ก็จะมีราคาขายที่แพงกว่า IronWolf ธรรมดาด้วย

ส่วนที่ 2 รุ่นนี้เหมือนกันคือใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า AgileArray ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้แบบ NAS โดยเฉพาะที่จะเรียงฮาร์ดดิสก์กันเป็นตับในตู้เดียว เช่นมีเซนเซอร์พิเศษสำหรับตรวจจับแรงสั่นเวลาฮาร์ดดิสก์ทำงาน ซึ่งจะปรับให้การสั่นไหวในไดรฟ์น้อยลงแม้ทำงานพร้อมกันหลายๆ ไดรฟ์ ซึ่งจะทำให้ฮาร์ดดิสก์ทนทานขึ้น หรือเทคโนโลยีการใช้พลังงานที่ออกแบบกลไกกันหมุน การเข้าถึงข้อมูลให้เหมาะกับงานของ NAS ทำให้กินไฟน้อยกว่าปกติ

และเรื่องประสิทธิภาพ ตามสเปกบอกว่า Seagate IronWolf นั้นเชื่อมต่อโดยใช้อินเทอร์เฟซแบบ SATA 6 GB/s เป็นฮาร์ดดิสก์ความเร็วรอบ 7200 RPM มีแคชที่ 256 MB มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 210 MB/s (แต่รุ่น 4 TB ลงไปจะใช้ความเร็วรอบที่ 5900 RPM มีแคชที่ 64 MB และความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 180 MB/s) แต่ประสิทธิภาพในการใช้จริงผ่าน NAS จะไม่ถึงระดับนี้นะครับ เพราะมันต้องส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมา

ลองใช้ Seagate IronWolf

เราใช้งาน Seagate Ironwolf กับ Synology DS1817+ เจ้า NAS ประจำบริษัทนะครับ ซึ่งก็ติดตั้ง IronWolf ไว้หลายตัวเพื่อทำงานแบบ RAID สำรองข้อมูลระหว่างกัน ก็หลังจากติดตั้ง Seagate IronWolf เข้าไปใน NAS ของ Synology เรียบร้อยก็จะเห็นความจุประมาณนี้ครับ

  • ไดรฟ์ 8 TB จะใช้ได้ 7.3 TB
  • ไดรฟ์ 14 TB จะใช้ได้ 12.7 TB
  • ส่วนถ้ารวมหลายๆ ไดรฟ์จะได้ความจุรวมเป็นเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ว่าเราใช้ RAID แบบไหนนะครับ

ใส่ฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าไปใน NAS 1 ตัว

ซึ่งหน้าตาไดรฟ์ IronWolf ในระบบ Synology DSM จะเห็นเป็นไอคอนรูปหมาป่าชัดเจน ก็หมายความว่า Synology กับ Seagate มีการร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ NAS กับฮาร์ดดิสก์ทำงานร่วมกันเต็มที่ครับ ซึ่งใน NAS ที่รองรับระบบของ IronWolf เต็มตัวจะสามารถใช้งาน IronWolf Health ระบบวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ด้วย ซึ่งสามารถตั้งตารางเวลาให้มีการตรวจสอบข้อผิดพลาดของฮาร์ดดิสก์ได้เรื่อยๆ ด้วย ทำให้ผู้ใช้รู้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และจัดการได้ก่อนที่ข้อมูลในไดรฟ์จะพังเสียหายไป ซึ่ง IronWolf Health ก็รองรับใน NAS หลายยี่ห้อครับ เช่น Asustor, QNAP, Thecus และ Synology

หน้าจัดการของ IronWolf Health Management ใน Synology DSM

ส่วนประสิทธิภาพของ Seagate IronWolf นั้นเราไม่ได้นำไดรฟ์มาเสียบในคอมพิวเตอร์เพื่อวัดความเร็วโดยตรงนะครับ แต่เป็นการใช้งานผ่าน NAS โดยเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายด้วย Gigabit LAN ก็ได้ประสิทธิภาพตามที่เห็นในรูปจากโปรแกรม CrystalDiskMark ครับ ซึ่ง IronWolf สามารถทดสอบอ่านเขียนข้อมูลได้สูงสุดที่ 118.5 MB/s ก็เกือบถึงขอบสุดของ Gigabit LAN ที่ส่งข้อมูลได้สูงสุด 125 MB/s ครับ แต่ถ้าเรียกใช้งานผ่าน Wifi ก็จะช้ากว่านี้อีก เพราะว่ามาตรฐาน Wifi ในปัจจุบันนั้นอยู่แค่หลักร้อย Mbps ส่วนถ้าเสียบฮาร์ดดิกส์ภายนอกเข้ากับ NAS โดยตรง แล้วก็อปข้อมูลระหว่างกันก็จะได้ความเร็วหลัก 200 MB/s ตามสเปกครับ

ประสิทธิภาพการอ่านเขียนข้อมูลของ IronWolf ผ่าน Gigabit LAN ก็เกือบสุดขอบความเร็วเครือข่าย

ส่วนเรื่องเสียงและการสั่นสะเทือนระหว่างใช้งานก็ถือว่าเงียบและไม่มีการสั่นสะเทือนครับ ตั้ง NAS ที่ใช้ Seagate IronWolf ก็ไม่รู้สึกรบกวนอะไร

Seagate IronWolf คุ้มไหมสำหรับการใช้งาน

เนื่องจากว่า IronWolf นั้นเป็นฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาให้ทนทานกว่าปกติ ทำให้ราคาจะสูงกว่าฮาร์ดดิสก์สำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไปในความจุเดียวกันอยู่สักหน่อยครับ อย่าง IronWolf 14 TB ที่โชว์ในบทความนี้มีราคาประมาณ 21,000 บาท และ IronWolf 8 TB มีราคาราว 10,000 บาทในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นะครับ ถ้าถามว่าคุ้มไหม เราก็คิดว่าคุ้มนะ เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นก็ซื้อความมั่นใจ ซื้อเทคโนโลยีที่จะทำให้ข้อมูลของเราไม่หายไปแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย ดีกว่าซื้อฮาร์ดดิสก์ธรรมดาใส่ NAS แล้วมันทำงานหนักจนพังไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งข้อมูลที่เสียหายนั้นสำคัญกว่าตัวฮาร์ดดิสก์อีกนะ และเราก็ใช้ Seagate IronWolf เก็บข้อมูลตัดต่อวิดีโอมานานนับปี ก็ไม่มีไดรฟ์ไหนที่เสียหายจากการใช้งานอย่างหนักของเราในทุกๆ วันเลย

ขอบคุณ Seagate สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่ส่งมาให้เราทดสอบครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Apex Legends อีกขั้นของเกม Battle Royale ที่จะมาสยบทุกกระแสที่ผ่านมา

Published

on

By

HL-L6400DW และ MFC-L6900DW

สอบถามตัวแทนจำหน่าย
8.8

คุณภาพงานเอกสาร (Print FAX Scan)

8.5/10

ความเจ๋ง

9.0/10

ความสามารถพิเศษ (อุปกรณ์เสริม)

9.0/10

ระบบ Security

8.5/10

ความน่าซื้อ (รวมคะแนน)

9.0/10

จุดเด่น

  • คุณภาพงานพิมพ์สูง 1200 dpi คมชัดสวยงามในแบบเครื่องพิมพ์เลเซอร์และพิมพ์ไวถึง 50 แผ่นต่อนาที
  • ถอด - ประกอบได้ง่าย ไม่ต้องพึ่งพาช่างเทคนิค และอุปกรณ์เสริมที่ทำให้งานของคุณง่ายขึ้นกว่าที่เคยมีมา
  • Brother's APP ช่วยดึงความสามารถออกมาได้เต็มที่
  • ระบบ Security ที่มีประสิทธิภาพสูงรวมทั้งรองรับ NFC ทำให้ควบคุมจัดการได้ง่าย
  • ระบบ Separate Job ช่วยแยกงานให้คุณได้

จุดสังเกต

  • รองรับการพิมพ์แบบขาว - ดำเท่านั้น
  • เวลาใช้งานบน APP จะใช้เวลาในการพิมพ์แต่ละ Job ค่อนข้างนาน
  • การพิมพ์บน APP ยังมีบัคบางจุดเช่นพิมพ์เอกสาร doc
  • ระบบการเลือกเครื่องพิมพ์ยี่ห้ออื่นยังมีบัคด้านการเชื่อมต่อผ่านแอปฯ อยู่ (ปกติไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้งาน Function นี้)

กระแสเกม Battle Royale นั้นยังคงแรงต่อเนื่อง หลังจากที่ดูเหมือนว่าจะหายๆกันไปบ้างในช่วงต้นๆปี 2019 และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่ามีหลายทีมหลายค่ายที่พยายามทำเกม BR ของตัวเองออกมา และก็มีหลายเกมเลยทีเดียว ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก โดยสองเกมผู้นำตลาดอย่าง Fortnite และ PUBG ที่ดูเหมือนว่าจะมียอดผู้เล่นลดลงเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มที่จะเบื่อเกมแนวๆ BR อย่างเลี่ยงไม่ได้

แล้วจู่ๆ ก็มีเกมๆ นึงที่โผล่ออกมาเปิดให้เกมเมอร์สาย Battle Royale เล่นกันอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีแม้แต่การประกาศ โปรโมท หรืออะไรทั้งสิ้น มีเพียงแค่ข่าวหลุดมาก่อนหน้าวันเปิดตัว 1 วันเท่านั้น

ขอแนะนำให้รู้จัก Apex Legends เกมเดินหน้ายิงแนว Battle Royale โดยใช้ Setting โลกแบบเดียวกับ Titanfall แต่ตัดหุ่นยนต์และกระโดดสไลด์กำแพงออกไป ผลงานจาก Respawn Entertainment ผู้สร้าง Call of Duty Modern Warfare ตัวเกมมีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ด้วยการที่ผู้เล่นจะต้องเลือก Legend หรือ Hero ของตัวเองที่มีความสามารถไม่เหมือนกันเข้าไปสู้กับทีมอื่นๆที่ต้องบอกเลยว่ามันส์อย่างไม่น่าเชื่อ

Apex Legends นั้นได้รับความนิยมสูงมากการันตีด้วยยอดผู้เล่นทะลุ 25 ล้านคน และออนไลน์พร้อมกัน 2 ล้านคนด้วยกัน ตัวเกมเปิดให้เล่นทั้งใน PS4,Xbox One และ PC ในรูปแบบ FREE 2 PLAY พูดได้เต็มปากว่า นี่เป็นการเปิดตัวที่สวยงามที่สุดในบันดาลเกม Battle Royale ทั้งหมด ทั้งๆที่ไม่มีการโปรโมทอะไรเลยด้วยซ้ำ อยู่ดีๆ ก็โผล่มา ราวกับพายุที่จะมาพัดเกม BR เก่าๆ ให้หายไปเลยล่ะ บทนำจบเพียงเท่านี้ เราไปเข้ารีวิวกันให้ถึงเนื้อเลยดีกว่า


THE NEXT EVOLUTION OF BATTLE ROYALE


Apex Legends เป็นเกม FPS เดินหน้ายิงสไตล์ Battle Royale โดยถูกรวมอยู่ในจักรวาลเดียวกับ Titanfall แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ขี่หุ่นยนต์ไล่ยิงกันแบบในเกมหลัก เกมนี้พื้นฐานแล้วยังคงมีความเป็น BR ดั้งเดิมอยู่บ้าง สิ่งที่แตกต่างไปเลยก็คือเกมนี้จะบังคับให้เล่นกันเป็นทีม 3 คน ไม่มีการ Solo, Duo โดยจะถูกแบ่งเป็น 20 ทีม รวมๆแล้วก็จะมีผู้เล่นทั้งหมด 60 คนต่อ 1 รอบ ถือว่าเป็นเกมแรกเลยที่บังคับให้ผู้เล่นจะต้องเล่นเป็นทีมเท่านั้น

ถึงแม้ว่า Core Gameplay นั้นก็คงเป็น Battle Royale เดิมๆก็ตาม ไล่ไปตั้งแต่การเลือกจุดกระโดด หาอาวุธชุดเกราะ วิ่งเข้าสู่ Safe Zone และอยู่รอดเป็นทีมสุดท้าย แต่ด้วยการที่ตัวเกมบังคับให้เล่นกันเป็นทีม มันจึงเกิดรูปแบบการเล่นใหม่ๆขึ้นมา และกลายเป็นเกมที่มีแนวทางของตัวเองไปไม่ซ้ำใคร แถมมันยังทำออกมาได้ดีโคตรๆอีกด้วยครับ

เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะเคยเล่นเกม BR อื่นๆกันมาบ้างและรู้วิธีการเล่นของมันแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่ลงรายละเอียดลึกเกี่ยวกับพื้นฐานของเกม BR มากนัก แต่จะเน้นไปทีระบบหลักๆของ Apex กันเลย

ก่อนเริ่มเกม ผู้เล่นจะต้องทำการเลือกตัวละครกันก่อน โดยตัวละครพวกนี้จะมีสกิลความสามารถที่แตกต่างกันออกไป และแบ่งแยกสายอย่างชัดเจน ตรงนี้จะคล้ายๆ กับเกมอย่าง Overwatch ที่แต่ละตัวจะมีสกิลติดตัว สกิลใช้งาน และสกิลอัลติเมท โดย Apex เองก็ได้ลอกเอาระบบนั้นมาใช้แถบจะเหมือนกันเป๊ะเลยล่ะครับ โดยผู้เล่นในทีม 3 คนไม่สามารถใช้ตัวละครซ้ำกันได้ และไม่เกี่ยวกับผู้เล่นคนอื่นๆนอกทีม หมายความว่าเราอาจจะได้ตัวละครเหมือนกัน จากทีมอื่นๆนั้นเอง

และเมื่อเลือกตัวละครเสร็จแล้ว ก็ต้องถึงเวลากระโดดลงจุดกันแล้ว ผู้เล่นทั้งหมด 20 ทีมจะอยู่บนยานลำเดียวกัน และจะสามารถกระโดดลงตอนไหนก็ได้ โดยการกระโดดลงจุดนั้นจะต้องไปพร้อมกันทั้งทีม ตัวเกมจะทำการสุ่มเลือกผู้เล่นในทีมที่เป็น Jumpmaster ขึ้นมาหนึ่งคนที่จะเป็นผู้นำการกระโดดลงไปในจุดต่างๆพร้อมกันได้ คนที่ไม่ได้เป็น Jumpmaster ก็จะไม่สามารถบังคับอะไรได้ระหว่างการกระโดดครับ แต่ถึงแบบนั้น เราสามารถแยกตัวออกมาบังคับเองเดี่ยวๆได้เช่นกัน

เมื่อถึงพื้นแล้วแน่นอนว่าต้องหาอาวุธอุปกรณ์ทั้งหลาย โดยรวมแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเกมอื่นๆเลย ผู้เล่นจะสามารถพกอาวุธได้ 2 กระบอกไม่จำกัดประเภท มีช่อง Quick Slot อยู่ 2 ช่อง หนึ่งคือช่องไอเท็มฟื้นฟู และอีกอันคือช่องไอเท็มพวกระเบิดต่างๆ สิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเกมอื่นๆก็คือพวกชุดเกราะ หมวก กระเป๋า รวมไปถึงของแต่งปืนต่างๆ ของพวกนี้มันมาเป็นรูปแบบ Level ที่แบ่งตามสีไปทั้งหมด 4 ระดับสี เทา ฟ้า ม่วง ทอง และยังมีไอเท็มป้องกันชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาเรียกว่า Knockdown Shield ความสามารถคือขณะที่เรากำลัง Down อยู่นั้น เราสามารถยกโล่มาป้องกันกระสุนปืนได้นั้นเอง

แน่นอนว่าเกมอื่นๆมันก็มี Level ชุดเกราะ หมวกเช่นกัน แต่เกมนี้มันแตกต่างออกไปครับ ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋าระดับทอง มันจะมี Buff พิเศษที่จะทำให้ผู้เล่นใช้ไอเท็มฟื้นฟูเร็วขึ้น 50% (โกงมาก) หรือ Knockdown Shield ระดับทอง ที่จะมีความสามารถพิเศษที่ขณะ Down อยู่นั้น เราสามารถ Revive หรือชุบตัวเองขึ้นมาขณะล้มได้เลยทันที แน่นอนว่าของระดับทองนั้นมันหายากมากๆ ยากจริงจังสุดๆ

ถ้าพูดถึงอาวุธปืนเองแล้ว เกมนี้เรียกได้ว่าแทบจะยกเอาปืนจาก Titanfall มาทั้งแผงเลยครับ เพิ่มเติมด้วยปืนใหม่ๆ ที่เป็นของ Apex เองก็มีเช่นกัน ทั้งปืนกลหนัก ปืนไรเฟลจูโจม สไนเปอร์ ปืนกลเบา ลูกซอง ปืนพก ก็มีให้เลือกใช้กันอย่างหลากหลาย ปืนแต่ละชนิดก็จะใช้กระสุนที่ไม่เหมือนกันเหมือนเกม BR เจ้าอื่นๆ รวมไปถึงพวกของแต่งปืนด้วยเช่นกันครับ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ถึงแม้ว่าปืนแต่ละกระบอกมันจะมี “คาแรคเตอร์” ของมันเองก็ตาม แต่ปืนบางกระบอกนั้นมันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไร เอามาพอใช้แก้ขัดก่อนที่จะเปลี่ยนปืนใหม่ได้ และชนิดปืนที่ผมคิดว่าค่อนข้างจะไม่มีประโยชน์ที่สุดในเกมนี้ ก็คือปืนสไนเปอร์ทั้งหลายนี่แหล่ะครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าสไนเปอร์นี่ไร้ประโยชน์ จริงๆมันก็มีประโยชน์อยู่พอสมควร แต่ด้วยการที่เกมนี้นั้นมี Gameplay ที่รวดเร็วมาก จนทำให้ไม่ค่อยได้ใช้สไนเปอร์ดวลระยะไกลกันแบบเกมอื่นๆ ด้วยการที่มันไม่ได้มี Damage ที่สูงสักเท่าไร แต่ถ้าใช้ซุ่มยิงไกลๆในขณะที่ทีมอื่นกำลังต่อสู้กันอยู่ มันก็พอใช้ได้เลยล่ะ

และปืนที่ผมคิดว่ามันมีอานุภาพสูงสุดในเกมนี้ ก็คือปืนลูกซองครับ เพราะถ้าเรามาดูปืนกลชนิดต่างๆ แน่นอนว่ามันใช้งานได้ทุกระยะเลยก็จริง แต่มันมีกระสุนในแม็กกาซีนที่น้อยมากๆ หากไม่มีของแต่งปืนล่ะก็ และในการต่อสู้ระยะใกล้นั้น ปืนลูกซองอย่าง Peacekeeper ที่สามารถฆ่าเป้าหมายได้ในนัดเดียว จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายๆคน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าปืนกลทำ Damage ได้น้อยนะครับ

เราสามารถหาปืนได้ตามตึกต่างๆในฉาก หรือจะหาจาก Supply Crate ที่มีอยู่ตามฉากก็ได้ Loot Rate ของเกมนี้นั้นจัดอยู่ในขั้นพอใช้ได้ ไม่เกลือมากจนเกินไป ปืนสไนเปอร์ทุกกระบอกสามารถหาได้ตามฉาก ยกเว้นอยู่ 1 กระบอกที่เป็นปืนโคตรแรร์ระดับทอง ที่จะได้จาก Supply Drop เท่านั้น รวมไปถึงปืนลูกซอง ที่สามารถทำ Damage Headshot ได้ รวมไปถึงพวกชุดเกราะระดับทองต่างๆ ที่สามารถหาได้จาก Supply Drop เช่นกัน


EVOLUTION OF GAMEPLAY


Apex Legends นั้นมี Gameplay ที่ค่อนข้างรวดเร็วอยู่มาก แต่ถ้าหากเราเอาไปเปรียบเทียบกับพวก Overwatch ,Unreal Tournament, นั้นก็ดูเหมือนว่าจะเร็วเกินไปสักหน่อย ตัวเกมค่อนข้างให้อารมณ์เหมือนกับ Titanfall เลยนั้นแหล่ะครับ แต่เพียงแค่ว่าเราจะไม่สามารถไต่กำแพงวิ่งได้นั้นเอง หรือลองนึกถึงเกมอย่าง Halo และ Black Ops 4 ที่มี Gameplay ที่รวดเร็วกว่าเดิมนิดหน่อย นั้นแหล่ะครับคือ Apex Legends

ตัวเกมเองนั้นมันไม่ได้ออกแนวอนาคตไซไฟ ที่ใช้ปืนเลเซอร์ยิงกันอย่างพวก Overwatch แต่มันก็ยังคงเป็นปืนปกติที่รูปร่างออกจะเวอร์ๆ หน่อยเท่านั้นครับ หมายความว่าตัวเกมยังมีเรื่อง Recoil, Bullet Drop เข้ามาเกี่ยวด้วยเช่นกัน และขอบอกเลยว่าปืนในเกมนี้ไม่ได้ยิงง่ายๆเหมือนพวก Call of Duty แน่นอน

การบังคับตัวละครของผู้เล่นที่ถูกออกแบบมาได้ดี เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไวตามใจชอบ สามารถสไลด์กับพื้นพร้อมๆกับยิงไปด้วยกันได้ และที่สำคัญเลยคือกระโดดตกจากที่สูงแค่ไหน ก็ไม่เป็นไรครับ งานนี้บอกเลยว่างาน Action นั้นจัดเต็มมากๆ เพิ่มเติมด้วยสกิลของตัวละครแต่ละตัวที่จะสร้างสีสันตลอดการเล่นได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

ว่าด้วยเรื่องสกิล อย่างที่ผมได้บอกไปว่าตัวละครทุกๆตัวมีสกิลที่ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ตัวเกมเบื้องต้นมีตัวละครมาให้เลือกทั้งหมด 8 ตัว เช่นผมจะยกตัวอย่างตัว Lifeline ที่จะมีสกิลติดตัวในการ Revive เพื่อนเร็วขึ้นขณะใช้โล่ป้องกัน และสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้เร็วกว่าชาวบ้านเขา 25% และมีสกิลกดใช้ โดยการเรียก Drone ออกมาคอยฮีลให้เพื่อนๆ มีอัลดิเมทที่สามารถเรียก Supply Drop ที่จะมีไอเท็มป้องกันระดับสูงมาให้ใช้ครับ

หรือจะเป็นตัวที่ผมชอบที่สุดอย่าง Wraith ที่จะมีความสามารถติดตัวอย่าง Voices from the Void ที่ผู้เล่นจะได้ยินเสียงเตือนหากศัตรูอยู่ใกล้ๆตัว และมีสกิลกดใช้ โดยจะทำการหายตัวไปในอีกมิติหนึ่ง โดยทั้งตัวเราและศัตรูก็จะต่างคนต่างมองไม่เห็นกันและกัน ก่อนที่จะโผล่มาในมิติเดิม และมีอัลติเมทสุดล้ำ อย่างการสร้างประตูมิติที่จะเชื่อมจากอีกจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ คล้ายๆกับจุด Teleport ไปมา ที่จะสร้างความได้เปรียบ และกับดักให้ศัตรูได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้ก็แค่น้ำจิ้ม เพราะผมได้บอกไปแล้วว่าตัวเกมมีตัวละครให้เลือกถึง 8 ตัว แถมยังมีแผนจะ Update เพิ่มตัวละครใหม่ๆเข้าไปในอนาคตอีกด้วย

เรื่องที่หลายๆคนที่ยังไม่ได้เล่นกังวล ก็คงจะเป็นเรื่อง “ความสมดุล” และ “Meta” ของตัวเกม ที่ประมาณว่า 1 ทีมจะต้องมีตัวนี้ๆ เอาเข้าจริงแล้วมันก็อาจจะมีส่วนแน่ๆแหล่ะครับ แต่นั้นมันขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้เล่นเองเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าจริงแล้วสกิลพวกนี้มันก็เหมือนเป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้เล่นเองมากกว่าเป็นอาวุธหลัก เพราะอย่าลืมว่าอาวุธหลักของเราก็คือปืนที่ถืออยู่ที่จะเป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ แถมสกิลพวกนี้ยังสร้างสีสันในการเล่นได้ดีเลยด้วยล่ะ

อีกหนึ่งจุดที่ผมไม่ได้บอกไปในตอนแรก ก็คือเรื่องชุดเกราะ และอุปกรณ์ฟื้นฟูทั้งหลายนั้นแหละครับ ชุดเกราะในเกมนี้จะมีระดับที่แตกต่างกันไป โดยมันจะมี Point บอกเลยว่าชุดเกราะระดับนี้สามารถป้องกัน Damage ได้กี่หน่วย ถ้าหากเราถูกยิงจนชุดเกราะพัง เราก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังของชุดเกราะได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกราะใหม่ครับ

ยกตัวอย่างเช่นผมใช้ชุดเกราะระดับม่วงอยู่ และถูกยิงจนพลังของชุดเกราะหมด ไม่สามารถป้องกันได้ ผมก็สามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูพลังชุดเกราะที่มีอยู่ตามฉากค่อยๆเพิ่มพลังให้เกราะกลับมาเต็ม 100 เหมือนเดิมทั้งๆที่ไม่ต้องเปลี่ยนชุดเกราะใหม่นั้นเอง และยังคงเป็นระดับม่วงอยู่เหมือนเดิมด้วย และที่น่าสนใจไปกว่าก็คือหมวกภายในเกมนี้ ที่ขอแค่มีใส่ก็ป้องกัน Headshot ได้แล้ว ไม่ต้องคอยมาไล่เปลี่ยนหมวกกันให้เหนื่อย เพราะมันรวมอยู่ในค่าพลังชุดเกราะแล้วครับ

เราสามารถใช้ไอเท็มฟื้นฟูได้ โดยการกดปุ่มๆเดียวบนจอยหรือคียบอร์ด เท่านี้ก็จะใช้แล้ว และถ้าอยากเปลี่ยนของที่ใช้ ก็แค่กดปุ่มข้างไว้ แล้วหันอนาล็อค หรือเมาส์เลือกเอาก็เป็นอันเสร็จ นั้นรวมไปถึงระเบิดชนิดต่างๆด้วย ตรงจุดนี้ถือว่าทำมาได้ดีมาก เพราะไม่จำเป็นต้องกดเปิดหน้าช่องเก็บของเพื่อ Heal เลย อีกทั้งยังทำให้ Gameplay นั้นไหลลื่น และรวดเร็วกว่าเดิมด้วยครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจมากๆ นั้นก็คือ “การชุบชีวิตเพื่อนที่ตายไปแล้ว” นั้นเองครับ ในเกม BR เกมอื่นๆ หากมีเพื่อนตายระหว่างรอบ ก็คงทำอะไรไม่ได้และนั่งดูเพื่อนเล่นยันจบ แต่ใน Apex Legends นั้น เราสามารถไปชุบชีวิตเพื่อนที่ตายได้ โดยการไปที่กล่องศพของเพื่อน ทำการเก็บ Data Chip มาและเอาไปใส่ที่ Spawn Beacon ที่มีอยู่ตามฉาก และทันใดนั้นเพื่อนที่ตายก็จะเกิดใหม่ กระโดดลงมาจากยานขนส่ง และกลับเข้าสู่เกมพร้อมลุยกันอีกครั้งทันที !!

เรื่องการสื่อสารระหว่างเพื่อนรวมทีมนั้น ถือว่าเป็นหัวใจหลักของเกมแนวนี้เลยก็ว่าได้ ใน Apex Legends เองนั้น ตัวเกมมันได้ยกระดับการสื่อสารกันในทีมไปอีกขั้นของวงการเกมไม่ใช่แค่แนว BR เลยทีเดียว ผู้เล่นสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ง่ายๆโดยการกด “PING” ใส่ฉากนั้นแหล่ะครับ

โดยการ PING ของเกมนี้มันออกแบบมาได้ดีมากๆ ผู้เล่นสามารถบอกต่ำแหน่งศัตรู หรือบอกจุดกระโดด บอกว่าตรงนี้มีไอเท็มนี้อยู่ และอื่นๆอีกมากมายได้โดยกดเพียงแค่ปุ่มเดียว มันสะดวกมากๆ จนแถบไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารผ่านไมค์เลย เพราะตัวละครของเราก็จะพูดแทนเราหมด ตรงนี้ถือว่าทีมงานทำการบ้านมาดีมาก เมื่อรู้ว่าเกมของตัวเองบังคับเล่น 3 คน ก็เลยออกแบบระบบการสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมอีกที่ยอดเยี่ยมได้ขนาดนี้

ในปัจจุบันวงการเกมนั้น เรื่องของ Loot Box และ Microtransaction ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติที่เกมเมอร์พากันไม่ชอบ แต่ก็มีอยู่หลายเกมที่มีระบบนี้ และออกแบบมาได้ดี ไม่น่าเกลียดมากจนเกินไป Apex Legends เองก็มีระบบนี้เช่นกันครับ ทั้งบรรดาล Skin ทั้งหลาย และของแต่งอื่นๆอีกมากมายที่มาอยู่ใน Loot Box โดยมีอัตราสุ่มได้ชัดเจน และมีไอเท็มรายวันที่จะสุ่มขายไปเรื่อยๆ แบบ Fortnite โดยต้องใช้เงินในเกมชื้อ หรือใช้เงินจริงชื้อ

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหมดมันก็มีผลทางใจสำหรับตัวผู้เล่นเองนั้นแหล่ะครับ หรือจะเรียกว่าแฟชั่น Loot Box ก็ได้ ระบบการปลดล็อค Skin นั้นเหมือนกับ Overwatch เลย เมื่อผู้เล่น Level Up ก็ได้จะ 1 Loot Box มาเปิดลุ้น Skin หรือลุ้นแต้ม Crafting Metals ที่จะเอาไปปลดล็อค Skin ที่ตัวเองต้องการได้ โดยแต้มนี้สามารถได้จาก Loot Box เท่านั้น ใช้เงินจริงชื้อแต้มไม่ได้ครับ (แต่ก็ใช้เงินจริงชื้อ Loot Box อยู่ดี)


Graphics & Performance


Apex Legends ขับเคลื่อนโดย Source Engine ตัวเดียวกับ Titanfall หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักเจ้า Source Engine แต่ถ้าผมบอกว่ามันเป็น Engine ตัวเดียวกับ CSGO, Dota 2, L4D ละก็ อาจจะร้องอ้อกันก็ได้ แต่ Source Engine ของทีม Respawn นั้นเป็นเวอร์ชั่น Heavily Modified ที่ปรับปรุงและรีดเอาความสามารถของมันออกมาให้ถึงขีดสุด ผลที่ออกมาคือเกมที่สามารถทำกราฟิกได้สวยงาม มีฟิสิกส์ที่สมจริง และไม่กินสเป็คคอมพิวเตอร์ครับ

บรรยากาศภายในเกมนั้นสามารถทำออกมาได้สวยงาม ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามันสวยกว่า Titanfall 2 อีก โมเดลตัวละครที่ทำออกมาได้ดูดี อนิเมชั่นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลจนรู้สึกได้ เอฟเฟกระเบิด ควัน ปืน สกิลต่างๆที่จัดเต็ม และไม่รกตามากจนเกินไป เหมาะสำหรับเป็นเกมที่จัดแข่งขันได้ดี และที่เหนือไปกว่านั้นก็คือการ Optimize ตัวเกมที่ทำออกมาได้ดีมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สเป็คเครื่องที่สูงมาก ก็สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล เพราะตัวเกมจัดการทรัพยากรมาได้ดีมากครับ

ตัวเกมที่ผมใช้รีวิวในครั้งนี้เป็นเวอร์ชั่น PC แน่นอนว่าผมได้ปรับกราฟิกไปอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอเล่นจริงก็พบว่าตัวเกมทำ Frame Rate ออกมาได้น่าประทับใจ สูงสุดถึง 140 และต่ำสุดที่ 56 (ขณะ Streaming) แต่โดยรวมแล้วจะอยู่ที่ช่วง 70-90 ครับ ผมได้ใช้ Monitor 75hz Freesync ด้วย ภาพที่ออกมานั้นลื่นไหลมาก สมกับเป็นเกมระดับ AAA ได้เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้รันโดย GTX 1070Ti และ Ryzen 5 1600 ครับ

แน่นอนว่าผมเองก็ไม่พลาดที่จะทดสอบความสามารถบนเครื่อง Console สุดฮิตในบ้านเราอย่าง Playstation 4 เองเช่นกัน โดยเครื่องที่ผมใช้เป็นเครื่องรุ่นแรก (ไม่ใช่ Slim) โดยผลที่ออกมาก็น่าประทับใจ ตัวเกมรันที่ 60FPS ตลอดเวลา มีตกไปเหลือต่ำสุดที่ 55 บ้าง แต่เท่านี้ถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Gameplay ที่รวดเร็ว หรือมีฉากที่กว้างแค่ไหน ก็เล่นได้ไหลลื่นสบายๆ (ไม่เหมือน PUBๆ อะไรสักอย่าง)

เรื่องที่น่าติก็คือตัวเลือก Anti-Aliasing ที่มีให้เลือกเพียงแค่ TSAA อย่างเดียวเท่านั้น แถมยังปรับ Depth of Field และ Motion Blur ไม่ได้ (ต้องตามไปแก้ในไฟล์ txt )

ปัญหาเรื่อง Hacker เองก็น่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนให้ความสนใจ สำหรับ Apex Legends นั้นตัวเกมเลือกใช้ Easy Anti-Cheat (EAC) เป็นกำแพงในครั้งนี้ครับ โดยเจ้า EAC นี้ถูกใช้บ่อยๆ ในเกมออนไลน์ต่างๆ และพักหลังๆ ก็ถูกใช้ในเกมของ Ubisoft เองด้วย (ยกเว้น R6 ที่ใช้ Battle Eye) ถ้าหากถามถึงความสามารถในการป้องกันแล้ว ก็ต้องพูดกันตามตรงว่าผมไม่ค่อยมั่นใจเจ้า EAC นี่เลย แต่จากที่เล่นๆ มา ผมยังไม่เคยได้เจอกับพวก Hacker เลยสักครั้ง (เวอร์ชั่น PC)


สรุป


Apex Legends นั้นเป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากในหลายๆ ด้าน ทั้งระบบการเล่น และการจัดการตัวละครที่ออกแบบมาได้ดี เหมาะสำหรับเกมเมอร์ทุกคนที่ชอบความมันส์ในสนามต่อสู้ขนาดใหญ่ โดยเน้นการเล่นแบบ Teamwork ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเกม Squad-Based Shooter ที่มีแผนที่ใหญ่ๆ มากกว่าเป็นเกม Battle Royale เสียมากกว่า เพราะมันบังคับให้เล่นทีมเป็น 3 คนนี่แหล่ะ เรื่องที่น่าจะติ สำหรับตอนนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าจะติมันในด้านในไหนดี

แต่ที่เห็นชัดๆเลยก็คือกราฟฟิกที่อาจจะดูไม่ค่อยสวยงามแลตกยุคไปบ้าง และความไม่สมดุลกันระหว่างปืนบางชนิด เช่นทุกวันนี้มีคนเลือกใช้ Shotgun มากยิ่งกว่า SMG เสียอีก ทำให้รูปแบบการเล่นมันค่อนข้างจะถูกจำกัดอยู่เล็กน้อย เพราะยังไงสุดท้ายแล้วการใช้อาวุธชนิดนี้ มันก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ดีครับ

อย่างไรก็ตาม Apex Legends ก็จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่ต้องประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแน่นอน การันตีจากยอดผู้เล่นสูงสุดที่ออนไลน์พร้อมกันถึง 2 ล้านคน จำนวนยอดคนดูใน twitch ที่พุ่งทะยานฟ้า และคาดว่าเกมนี้น่าจะสร้างรายได้ให้กับ EA เป็นอย่างงาม แน่นอนว่าตัวผมเองก็จะเล่นและสนับสนุนมันต่อไป ตราบใดที่ Rainbow Six Siege ยังคงทำให้ผมหัวร้อนอยู่ตลอดทุกๆ Season ครับ

Apex Legends นั้นเปิดให้บริการในรูปแบบ Free 2 Play ทั้งสามแพลตฟอร์ม PS4, Xbox One และ PC Origin แล้วเจอกันในเกมครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!