Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Huawei Mate 10 Pro เรือธงปัญญาประดิษฐ์

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

 

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

สเปกของ Huawei Mate 10 Pro

  • CPU: Huawei Kirin 970 Octa-core
  • GPU: Mali-G72 MP12
  • RAM 6 GB
  • หน้าจอ OLED 6 นิ้วแบบ Full View สัดส่วน 18:9 ความละเอียด 2160 x 1080 พิกเซล
  • หน่วยความจำภายใน 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง: กล้องขาวดำ 20 ล้านพิกเซล, กล้องสี 12 ล้านพิกเซล f/1.6 (Leica Summilux-H) พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
  • แบตเตอรี่: 4000 mAh พร้อม Huawei Super Change
  • รองรับ 2 nano-sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกัน
  • Android 8.0 ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • กันน้ำระดับ IP67
  • ราคา: 27,900 บาท

การออกแบบตัวเครื่อง Huawei Mate 10 Pro

  • ดีไซน์ใหม่ทั้งจอยาว 18:9 ฝาหลังที่มีสีคาด
  • จอ OLED สีสันสวยงาม รองรับการแสดงผล HDR (แต่ตอนนี้ Netflix ยังไม่สนับสนุน) มีฟังก์ชั่น Always on Display
  • ฝาหลังลื่นและติดรอยนิ้วมือง่าย

Mate 10 Pro นั้นเป็นเรือธงตัวแรกของหัวเว่ยที่ใช้ดีไซน์หน้าจอแบบ Full View ขอบบางนะครับ ทำให้ด้านหน้าของเครื่องแทบจะเต็มไปด้วยหน้าจอ 18:9 ที่ปูพื้นที่ 6 นิ้วไปจนเกือบหมด เหลือพื้นที่ด้านบนสำหรับกล้องหน้า เซนเซอร์ และหูฟังแบบไม่แหว่งเข้าไปกินพื้นที่จอแบบเรือธงบางตัว ส่วนด้านล่างแน่นอนต้องมีพื้นที่เหลือสำหรับโลโก้ Huawei

ส่วนงานออกแบบด้านหลังก็เป็นดีไซน์ใหม่ของหัวเว่ย จุดเด่นคือแถบสีเน้นตรงกล้อง ก็ทำให้ด้านหลังดูมีลูกเล่นมากขึ้น ซึ่งด้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ทำงานรวดเร็วเหมือนเคย ระบบกล้องคู่ Leica พร้อมแฟลชคู่และเซนเซอร์โฟกัส และโลโก้ด้านหลังของ Huawei ส่วนวัสดุของฝาหลังก็เป็นกระจกโค้งดีไซน์รับกับฝามือครับ ซึ่งเมื่อรวมกับเฟรมโลหะของเครื่องก็ทำให้ความรู้สึกในการจับถือนั้นพรีเมี่ยมมาก แต่ดีไซน์และวัสดุของฝาหลังตัวนี้ก็มีข้อควรระวังสำหรับคนที่ใช้งานแบบไม่ใส่เคสนะครับ เพราะมันลื่นมาก เครื่องพร้อมจะลื่นตกเมื่อวางในพื้นที่ไม่มั่นคง ก่อนจะวางเครื่องให้ดูดีๆ ก่อนนะ ตกแตกจะไม่คุ้มกัน ส่วนเรื่องรอยนิ้วมือจะติดที่ฝาหลังเครื่อง ไม่ต้องห่วงครับ มันติดแน่นอน ก็คอยเช็ดเอานะครับ

หน้าจอ OLED ของ Huawei Mate 10 Pro นั้นดูดีครับ สีสันสดใสเป็นธรรมชาติ โดยค่ามาตรฐานเครื่องจะตั้งเป็นโหมดสี Vivid ก็ให้สีสันแจ่มชัดที่ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะชอบ แต่ถ้าใครคิดว่าสดไปก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนโหมดสีเป็น Normal ได้ ก็จะได้จอสีอมเหลือง และภาพสดน้อยลง ก็ดูสบายตาดีนะครับ แต่ถ้าถามว่าจอ OLED ตัวนี้เห็นแล้วรู้สึกว้าวเลยไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ อาจเพราะดีไซน์ด้านหน้าเครื่องที่ยังธรรมดาไปหน่อย แล้วก็ขอบที่ยังเห็นชัดอยู่ครับ

Netflix แบบเต็มจอ 18:9

Youtube แบบเต็มจอเช่นกัน

แอปส่วนใหญ่สามารถแสดงผลเต็มจอ 18:9 ได้เลย โดยหัวเว่ยจะแสดงปุ่มให้กดขยายแอปด้านล่าง แต่ถ้าขยายแล้วทำให้แอปหน้าตาเพี้ยนก็ปรับกลับมาได้ ส่วนแอปวิดีโออย่าง Youtube, Netflix ก็รองรับหน้าจอยาว ขยายวิดีโอไปจนสุดขอบได้ครับ

และเราสามารถเปิดใช้ Alway-on Display ใน Huawei Mate 10 Pro ได้โดยเข้าไปที่ Settings > Security & Privacy > Screen Lock & Passwords > Always Display Information ซึ่งก็น่าจะทำให้ถูกใจใครหลายคนมากขึ้น

Always-on Display

ด้วยความที่ Huawei Mate 10 Pro นั้นเครื่องค่อนข้างใหญ่ การใช้งานจึงเป็นรูปแบบจับถือ 2 มือเป็นหลักนะครับ ใช้มือเดียวค่อนข้างลำบากเพราะนิ้วต้องเอื้อมเยอะ แล้วพอเอื้อมมากๆ มือก็จะไปติดจอจนกดนู้นนี่ครับ แต่ก็สามารถกดที่ปุ่มโฮมแล้วลากซ้ายหรือขวาเพื่อย่อจอให้เหมาะกับมือเดียวได้ครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei Mate 10 Pro

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้ลื่นหมดไม่เสียราคาของเรือธง
  • การใช้งานในโหมด PiP ยังหน่วงๆ

Mate 10 Pro นั้นใช้ซีพียู Kirin 970 ตัวล่าสุดของ Huawei นะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงหวังได้ว่าจะได้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ซึ่งผลการทดสอบออกมาดังนี้

  • Geekbench 4.1 ทดสอบ Single core ได้ 1894 คะแนน, Multi Core ที่ 6279 และทดสอบ Compute – RenderScript (วัด GPU) ได้คะแนน 11,154
  • เทียบกับ Mate 9 ได้ 1871, 5963, 3501 ตามลำดับ ก็ถือว่าประสิทธิภาพของ CPU นั้นปรับปรุงไปไม่มาก แต่ GPU เร็วขึ้นเยอะครับ
  • เทียบกับ Galaxy S8 ได้ 1957, 6433, 8331 ตามลำดับ ก็ถือว่า Mate 10 Pro มีประสิทธิภาพในเชิงตัวเลขการทดสอบน้อยกว่านิดหน่อย

ทดสอบ 3Dmark โดยใช้ชุดการทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนสูงสุด 2551 คะแนน (ทดสอบ 4 ครั้ง คะแนนแกว่งมาก ได้คะแนน 1163, 1873, 2011 และ 2551) ก็ได้คะแนนพอๆ กับ iPhone 8 ครับ

ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานจริงนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ลื่นไหลทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้เฟซบุ๊กหรือเล่นเกม 3 มิติหนักๆ ก็ทำได้ดี ต่อเครื่องอ่านการ์ด SD เพื่อโหลดวิดีโอจากกล้องมาตัดต่อก็ได้ เรนเดอร์วิดีโอ 1080p 60 fps ได้เนียนๆ เล่น ROV ได้เฟรมเรทสูงสุดเกือบ 60 fps ก็ไม่เสียราคาของเรือธงสเปกสูงสุด

ปัญหาของ PiP จะเห็นว่าปุ่มขยายแผนที่ไปอยู่มุมล่างขวา ส่วนตัวแผนที่อยู่บนซ้าย ทำให้เวลาแตะแผนที่นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลำบากต่อการใช้พอสมควร

แต่เรื่องที่อาจจะต้องได้รับการปรับแต่งอีกหน่อย คือเวลาใช้ฟังก์ชั่น PiP (Picture in Picture) ของเล่นใหม่ของ Android 8 การทำงานของเครื่องจะหน่วงๆ ไปบ้างครับ เช่นเวลานำทางด้วย Google Maps แล้วกดสลับมาเป็น facebook โดยมีหน้าต่างของ Google Maps เล็กๆ ยังนำทางอยู่ เฟซบุ๊กจะหน่วง กระตุกขึ้นมาทันที นอกจากนี้ PiP ยังมีปัญหาอยู่บ้าง เช่นตำแหน่งกดคืนหน้าต่างของ Google Maps อยู่ไม่ตรงกับตัวหน้าต่าง ทำให้สลับกลับไปนำทางได้ยาก ก็ไม่แน่ใจว่าต้องเป็นฝ่าย Google Maps แก้ไขหรือ Huawei แก้ไขใน Firmware ตัวถัดไปนะครับ

เรื่องของ AI จุดเด่นของ Huawei Mate 10

แม้ว่า Mate 10 Pro จะมีกล้องชั้นเลิศ ประสิทธิภาพเครื่องดี และแบตเตอรี่ที่อึด แต่สิ่งที่หัวเว่ยชูขึ้นมาเป็นจุดเด่นในปีนี้คือหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า NPU หรือ Neural Network Processing Unit ที่ใช้ประมวลเลียนแบบสมองมนุษย์ ทำให้วิเคราะห์การทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นกว่าใช้ CPU หลักประมวลผลอย่างเดียว

  • วิเคราะห์การใช้งานเครื่อง และปรับทรัพยากรให้เหมาะสม ทำให้เครื่องยังเร็วอยู่ตลอดแม้จะใช้งานมานานเป็นปี (ซึ่งแอดเพิ่งเทสได้เดือนเดียว มันก็คงไม่เห็นผลมาก แต่เครื่องก็ไม่เคยช้านะ)
  • วิเคราะห์เสียงสนทนาและปรับปรุงให้ชัดเจนแม้อยู่ในพื้นที่เสียงดัง (เทสแล้ว Mate 10 Pro ก็เป็นโทรศัพท์ที่คุยได้ชัดเจนที่สุดรุ่นหนึ่งนะ)
  • วิเคราะห์ภาพที่กำลังถ่าย และปรับแต่งให้เหมาะสม อันนี้เห็นชัดเจนว่า Mate 10 Pro สามารถแยกแยะภาพต่างๆ ได้รวดเร็วว่าอะไรเป็นภาพคน ภาพสัตว์ ภาพอาหาร ทำให้ถ่ายอัตโนมัติได้เก่งขึ้น
  • ช่วยในการแปลภาษาได้เร็วขึ้น อันนี้ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะลองโหลด Microsoft Translate ลงในมือถือแอนดรอยด์เก่าๆ เครื่องอื่น มันก็แปลตัวอักษรจากภาพไม่ได้ช้ากว่า Mate 10 Pro เท่าไหร่เลย

AI เป็นก้าวที่สำคัญของ Huawei ครับ แต่เทคโนโลยีด้านนี้ต้องอาศัยเวลา และพันธมิตรมากมายที่จะนำ NPU เข้าไปประยุกต์ใช้กับระบบงานของแอปต่างๆ ครับ (ไม่เหมือน Apple ที่แกร่งพอที่จะทำแพลตฟอร์มเองได้ทั้งหมด) ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Android 8.1 ที่จะมี Neural Network API ของกูเกิ้ลนั้น Mate 10 Pro จะรองรับและสนับสนุนได้แค่ไหน แต่ปัจจุบันก็ต้องบอกว่า ยังไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ระหว่างมีกับไม่มี NPU

การถ่ายภาพและวิดีโอ เรื่องเทพเสมอมาของ Huawei

ภาพจากกล้อง Huawei Leica นั้นสีสันสะท้านใจมาก

ใน Mate 10 Pro นั้นมาพร้อมกับกล้องที่ร่วมพัฒนาโดย Leica ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันของหัวเว่ยแล้ว ความสามารถเดิมๆ ที่เคยมีใน P9, Mate 9, P10 ก็ยกมาใส่ใน Mate 10 Pro ทั้งหมดครับ แล้วก็ยังมีความสามารถใหม่ๆ ด้วย

sdr
sdr
  • ที่ใช้บ่อยสุดคือโหมดสี Vivid Color กับ Smooth Color ที่ให้ภาพสดเป็นเอกลักษณ์ของ Leica ยังมีให้เลือก
  • โหมดถ่ายภาพมีเยอะและหลากหลาย ที่ใช้บ่อยเช่น Panorama, Light painting ที่ถ่ายถนนให้เป็นเส้นไฟ หรือถ่ายน้ำตกให้นุ่มก็เลือกใช้ได้ รวมถึง Night Shot ที่คำนวณการถ่ายกลางคืนให้เอง (ต้องใช้ขาตั้งกล้อง)
  • โหมดหน้าชัดหลังเบลอ และโหมด Portrait ที่ปรับแต่งหน้าเนียนๆ หลังเบลอๆ ก็มีมาให้เลือก
  • โหมด Pro สามารถถ่าย RAW ได้ และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์, ISO (สูงสุด 3200), ระบบโฟกัส, EV และ White Balance ได้
  • มี Live Photo สำหรับถ่ายวิดีโอสั้นๆ พร้อมกับถ่ายรูป
  • กล้องหน้าสามารถเลือกระดับความเนียนของภาพ และสามารถถ่ายภาพ selfie แบบพาโนราม่าได้

ภาพขาว-ดำก็ยังเป็นเสน่ห์ของกล้อง Huawei อยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอก็ไม่น้อยหน้าการถ่ายภาพนิ่ง

  • เลือกโหมดสี Vivid และ Smooth Color สำหรับกล้องหลังได้เหมือนกัน
  • วิดีโอถ่ายได้สูงสุดที่ 4K 30 fps เป็นไฟล์ H.265 HEVC
  • Slow-mo ถ่ายได้สูงสุดที่ 240 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ 1080p
  • ใส่เอฟเฟกหน้าใสให้ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ด้วย ถ่ายโหมด Portrait ในโหมดวิดีโอก็ได้

สรุปประสบการณ์การใช้ Huawei Mate 10 Pro ในช่วง 1 เดือน

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้ดีมาก ขับรถวิ่งในอุโมงค์ยาวเป็นกิโลที่ญี่ปุ่น GPS ก็ยังคงแทร็กตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่หลุดตำแหน่ง
  • ใส่ 2 ซิม รองรับ 4G พร้อมกันสองซิม แถมเป็นโมเด็มตัวที่เร็วที่สุดของหัวเว่ย รองรับเทคโนโลยี 4×4 MIMO + 256QAM + 3CA ทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.2 Gbps (ถ้าเครือข่ายรองรับ)
  • รองรับ VoTLE ให้เสียงสนทนาคมชัดในเครือข่ายที่รองรับ
  • สามารถต่อสาย USB-C แปลงเป็น HDMI เพื่อใช้งานในโหมด Desktop เหมือนใช้คอมพิวเตอร์ได้ โดยเอามือถือเป็นเมาส์และคีย์บอร์ดได้ หรือจะต่อเพิ่มก็ได้ (อันนี้ยังไม่ได้ลอง เพราะไม่มีสาย)
  • ฟีเจอร์มือถือจีนมาเกือบครบ ทั้งบันทึกหน้าจอตามแนวยาว, App Twin ใช้งาน facebook, line, messenger พร้อมกัน 2 บัญชี ใช้งานเป็นรีโมททีวีก็ได้ แต่บันทึกเสียงสนทนาไม่ได้

ชาร์จด้วย Super Change

แบตเตอรี่และการชาร์จ

  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานพ้นวันสบายๆ แต่ไม่ถือว่าอึดจนน่าทึ่งเพราะถ้าใช้งานหนักหน่อย แบตก็เกือบหมดในแต่ละวัน ไม่สามารถใช้แบบ 2 วันชาร์จ 1 ครั้งได้
  • จากการทดสอบด้วย Super Change ของ Huawei การชาร์จแบต 30 นาทีได้แบตกลับมา 44% (เปิดเครื่องชาร์จ) ถ้าจะชาร์จจนเต็มร้อยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ก็ถือว่ารวดเร็วทันใจดี
  • ระบบการชาร์จทั้งหมดของ Mate 10 Pro ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland การันตีว่าถ้าใช้หัวชาร์จและสายชาร์จของของหัวเว่ยจะปลอดภัย

ชาร์จมาครึ่งชั่วโมง ได้แบต 44%

เรื่องเสียง

  • Huawei Mate 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth มากที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน คือรองรับทั้ง SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC ครบรูปแบบที่ผู้ใช้จะใช้หลักๆ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เชื่อมต่อกับลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth รุ่นใดก็จะดึงรูปแบบการส่งสัญญาณเสียงที่ดีที่สุดออกมาใช้

ลองกับลำโพงที่รองรับ LDAC ก็ขึ้นว่าสนับสนุนเต็มรูปแบบ

  • จากการเทสด้วย Huawei Mate 10 Pro กับหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง SBC, AAC, aptX แล้วสลับ Codec ที่ใช้ไปเรื่อยๆ พบว่า SBC ที่เป็นโค้ดเสียงพื้นฐาน อุปกรณ์ Bluetooth ทุกตัวรองรับให้คุณภาพที่แย่ที่สุด เสียงปลายทึบ ไม่โปร่ง ส่วน aptX กับ AAC ให้คุณภาพเสียงสดใสพอๆ กัน ถ้ามีหูฟังหรือลำโพงที่รองรับโค้ดเสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ระบบจะเลือกอันที่ดีกว่าให้เอง
  • Mate 10 Pro ไม่มีช่องต่อหูฟังแล้ว (แต่สมาชิกแบไต๋แจ้งว่าแถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm นะ) ก็ลำบากหน่อยโดยเฉพาะสาย Live Facebook

หูแถมของ Huawei Mate 10 Pro

  • หูแถมของ Mate 10 Pro ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่แหลม ไม่บวม
  • ระบบปรับเสียง Histen ของ Huawei ใช้ได้กับการฟังผ่านสายเท่านั้น ไม่สามารถฟังผ่าน Bluetooth ได้
  • ระบบ Histen ช่วยปรับเสียงให้โปร่ง ชัดขึ้น ก็แล้วแต่ชอบว่าชอบลักษณะเสียงแบบนี้รึเปล่า
  • ลำโพงเครื่องมี 2 จุดคือที่ลำโพงหูฟังและลำโพงท้ายเครื่อง ถ้าวางเครื่องแนวนอนจะให้เสียงสเตอริโอแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนถ้าวางเครื่องแนวตั้งระบบจะปรับเป็นโหมดลำโพงคุณภาพสูง ให้เสียงได้หนักแน่นกว่าเดิม ลำโพงให้เสียงดังและมีเบสมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป (แต่เบสก็ไม่ได้เยอะนะ เอาไปสู้ลำโพงแยกไม่ได้)
  • ไมโครโฟนในโหมด Speaker Phone เลือกได้ว่าจะรับเสียงรอบตัวหรือจุดเดียว เหมาะสำหรับการคุยในพื้นที่เสียงดัง นอกจากนี้การใช้บันทึกเสียงก็เลือกลักษณะการรับเสียงได้เช่นกัน ดีงาม
แตะเพื่ออ่าน Codec เสียงของ Bluetooth ตัวชี้วัดคุณภาพเสียงไร้สาย!

คำว่า Bluetooth นั้นจริงๆ เป็นแค่ชื่อมาตรฐานการส่งสัญญาณระหว่างอุปกรณ์เท่านั้นครับ ซึ่ง Bluetooth เวอร์ชั่นสูงขึ้น ก็หมายถึงส่งสัญญาณไร้สายได้เร็วขึ้น แต่สัญญาณเสียงที่ส่งไปจะมึคุณภาพแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการเข้ารหัสเสียงหรือ Codec ที่ใช้ด้วย เทียบง่ายๆ ก็เหมือน Bluetooth คือรถตู้ที่วิ่งอยู่บนถนน เมื่อใช้ Bluetooth เวอร์ชั่นสูงขึ้นก็เหมือนอัปเกรดให้รถตู้ซิ่งแรงขึ้น ส่วน Codec ก็เหมือนสินค้าที่อยู่ในรถตู้ Codec คุณภาพดีก็เหมือนสินค้าคุณภาพดีแหละครับ ซึ่งในโลกของ Bluetooth เราใช้ Codec เสียง 4 ตัวหลักๆ คือ

  • SBC (subband codec) มาตรฐานการบีบอัดเสียงพื้นฐานของ Bluetooth ที่อย่างน้อยๆ อุปกรณ์ Bluetooth ทั้งโลกต้องจัดการเสียงแบบ SBC ได้ ซึ่งรูปแบบนี้ก็ให้เสียงคุณภาพพื้นฐาน คือไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีสำหรับที่นักฟังเพลงจริงๆ ต้องการ ใช้ bit rate สูงสุดประมาณ 328 kbps
  • AAC (Advanced Audio Coding) รูปแบบการบีบอัดเสียงใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิ้ล และสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า SBC
  • LDAC รูปแบบการบีบอัดเสียงที่ Sony พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสียงระดับ Hires ผ่าน Bluetooth โดยให้ bit rate สูงสุดถึง 990 kbps รองรับความละเอียดเสียงแบบ Hi Res 24-bit 96 kHz ซึ่งเป็น codec ด้านเสียงสำหรับ Bluetooth ที่คุณภาพสูงมากตอนนี้ ตอนนี้ใช้ได้กับอุปกรณ์ของ Sony เป็นหลัก แต่ใน Android 8 Oreo มาตรฐาน LDAC ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Android แล้ว ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกได้ว่าจะใส่ LDAC เข้าไปในอุปกรณ์ตัวเอง แต่ก็ต้องมีการตกลงใช้สิทธิ์กับ Sony ก่อนผลิตด้วยนะ ไม่ใช่เป็น Android 8 แล้วจะใช้ LDAC ได้เลย
  • aptX รูปแบบการบีบอัดเสียงยอดนิยมอีกแบบ ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า SBC และมี Latency ต่ำ (คือเสียงไม่แลค เหมาะสำหรับการเล่นเกม) มาตรฐานของ aptX จะใช้บิทเรท 352 kbps สำหรับเสียงสเตอริโอ 16-bit 44.1 kHz และมีมาตรฐานใหม่คือ aptX HD ที่รองรับเสียง 24-bit 48 kHz จะใช้บิทเรท 576 kbps (มีอุปกรณ์อยู่ไม่กี่ตัวที่รองรับ aptX HD) ซึ่งตอนนี้ aptX เป็นของ Qualcomm ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ชิป Qualcomm บางตัวจะรองรับ

Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Huawei Mate 10 Pro

ถือว่า Mate 10 Pro เป็นการกลับมาของเรือธงที่สมการรอคอยนะครับ ทุกอย่างถูกปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีขึ้น และการโฟกัสด้าน AI ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ดี และสามารถพัฒนาด้านซอฟต์แวร์เพื่อตอบสนองได้ในอนาคต ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่งในตลาดครับ

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3 สมาร์ทโฟนครบเครื่องในราคาแค่ 16,990 บาท

สมาร์ทโฟนที่ว่าเป็นนักฆ่าของนักฆ่าเรือธงอีกที มันเป็นยังไง เรารีวิวให้อ่านกัน

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

ใครกำลังหามือถือราคากลางๆ แต่ประสิทธิภาพแรงแบบมือถือรุ่นท็อป ดีเกินพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แถมได้กล้อง 4 ตัวพร้อม AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมอีกฟังทางนี้! Huawei nova 3 มาแล้ว มาอ่านรีวิวกันเลย!

กล้อง 4 ตัวของ Huawei nova 3

เรื่องกล้องหน้าคู่และกล้องหลังคู่นั้นเป็นจุดเด่นของสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยหลายรุ่นนะครับ ซึ่งตัว nova 3 เองก็เช่นกัน โดยมาพร้อมกล้องสเปคดีใช้ได้เลยสำหรับมือถือระดับกลางตัวนี้ แถมยังเป็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องพร้อม AI ช่วยปรับภาพรุ่นแรกอีกด้วย

  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์สี) และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 (เซนเซอร์ขาวดำ) พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล

กล้องหลังคู่ โหมดถ่ายภาพเพียบ

มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน เป็นระบบเซนเซอร์สีคู่กับเซนเซอร์ขาว-ดำเหมือนกล้องในตระกูล P-Series และ Mate-Series เพียงแต่ชุดเลนส์และซอฟต์แวร์ไม่ได้ร่วมพัฒนาโดย Leica เหมือนรุ่นพี่ ทำให้โทนสีจาก nova 3 ไม่ใช่โทนเข้มๆ ลึกๆ เหมือนโทนไลก้า แต่เรื่องความสามารถในการถ่ายภาพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ที่ชอบมากคือมีโหมดถ่ายภาพหลากหลายในสไตล์หัวเว่ย ทั้งโหมด Light Painting เปิดหน้ากล้องนานเพื่อลากเส้นไฟหน้ารถ หรือเอาไว้ถ่ายน้ำตกให้นุ่มนวล หรือโหมด Pro ที่สามารถถ่ายเป็น Raw และปรับค่า ISO, ความเร็วชัตเตอร์หรือ White Balance ได้ด้วย

เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ยไปแล้วสำหรับโหมด AI ช่วยปรับแต่งภาพระหว่างถ่าย ซึ่งใน nova 3 สามารถแยกได้ 22 ซีน เช่นถ่ายหมีแพนด้า (ห๊ะ), ถ่ายหมา, ถ่ายแมว, ถ่ายพลุ, ถ่ายน้ำตก, ถ่ายอาหาร, ถ่ายท้องฟ้า, ถ่ายภาพบุคคลหมู่ เป็นต้น แล้วก็มีปุ่มให้เลือกเปิด-ปิด AI ได้ง่ายๆ จากหน้าถ่ายรูปเลย จะชอบไม่ชอบผลงานของ AI ยังไงจะได้เปิด-ปิดได้รวดเร็ว และทีเด็ดของ nova 3 คือแม้เราจะถ่ายรูปด้วย AI ไปแล้ว ก็ยังเลือกจากแอปดูรูปได้อีกว่าจะเอาภาพที่ AI ช่วยปรับแต่งหรือภาพต้นฉบับ บางทีถ่ายสวน ถ่ายใบไม้มาเขียวอี๋เพราะ AI เลือกโหมด Plant มาให้ ก็กดปิดทีหลังได้ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ทางเลือกได้ตลอดเวลาแบบนี้ กดถ่ายด้วย AI ไปก่อน แล้วค่อยเลือกทีหลังก็ได้ครับ

ภาพถ่ายโหมด Portrait ธรรมดา สัดส่วน 4:3

Cinematic Portrait

โหมด Portrait ของ Huawei nova 3 ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ตั้งแต่โหมด 3D Lighting ที่สามารถปรับทิศทางแสงที่เข้าใบหน้าได้ จะมาปรับหลังจากถ่ายแล้วก็ได้ และโหมดใหม่คือ Cinematic Portrait ถ่ายภาพบุคคลสัดส่วนภาพแนวนอนแบบยาวมากๆ (น่าจะเป็น 21:9) เหมือนสัดส่วนภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้อารมณ์ภาพอีกแบบที่แตกต่างจากการถ่ายปกติครับ

ซึ่งกล้องหลังของ nova 3 ก็สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงความละเอียดระดับ 4K หรือถ่าย 1080p ได้ที่ 60 fps นะครับ ซึ่งก็ป้องกันการลั่นไหวเวลาถ่ายวิดีโอได้ดีระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่โหมด 4K นั้นสามารถถ่ายได้ยาวสุดแค่ 10 นาทีต่อคลิปครับ แต่ 1080p จะถ่ายได้เรื่อยๆ จนเต็มความจุ ส่วนการถ่ายภาพ Slow Motion นั้นสามารถทำได้สูงสุดที่ 480 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ความละเอียด 1080p ครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Huawei nova 3

ภาพจากโหมดขาว-ดำ

กล้องหน้าคู่พร้อม HDR Pro

สำหรับกล้องหน้าของ Huawei nova 3 จะมีความสามารถพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ HDR Pro เป็นความสามารถของเซนเซอร์รับภาพยุคใหม่ที่รับแสงได้ช่วงกว้างขึ้น ทำให้แก้ปัญหาฉากหลังสว่างเวอร์เวลาถ่าย Selfie ที่มักดันแสงในภาพให้สว่างขึ้นได้ ภาพ Selfie ของเราจึงได้รายละเอียดทั้งหน้าคนที่สว่างสดใส และฉากหลังที่ยังคงมีรายละเอียดอยู่ นอกจากนี้ AI ของกล้องก็ยังช่วยปรับแสงสีให้เหมาะสมเหมือนที่ทำได้กับกล้องหลัง

ด้วยความที่กล้องหน้านั้นเป็นกล้องคู่ จึงสามารถรับรู้ระยะตื้นลึกได้ ซึ่งหัวเว่ยก็นำความสามารถนี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างครับ ทั้งการถ่าย Portrait หน้าชัดหลังเบลอที่ดูเนียนตา หรือลูกเล่นแบบ AR ที่เปลี่ยนฉากหลังให้น่ารักฟรุ๊งฟริ๊งหรือทำเป็นตัวการ์ตูนที่ออกอารมณ์ตามสีหน้าของเราได้ (เรียกว่า Qmoji)

Qmoji

ลูกเล่น AR ของ nova 3

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3

ในเรื่องของความแรงไม่ต้องพูดถึงครับ แม้ว่า Huawei nova 3 จะวางตำแหน่งว่าเป็นสมาร์ทโฟนในราคาระดับกลาง เปิดตัวที่ราคาแค่ 16,990 บาท แต่สเปคนั้นก็จัดเต็มใช้ชิป Kirin 970 ตัวท็อปในตอนนี้ของหัวเว่ยมาใช้งาน แถมยังมีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB มากเกินหน้าเกินตารุ่นพี่ไปอีก

เล่น Asphalt 9 อย่างลื่น

สเปคระดับนี้ แน่นอนว่าการใช้งานทั่วไปเช่นการท่องเว็บ เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์นั้นลื่นทั้งหมด ส่วนการเล่นเกมนั้น เราได้ทดสอบกับเกม Asphalt 9: Legends เกมแข่งรถยอดฮิตตัวล่าสุดที่ภาพสวยที่สุดตอนนี้ โดยปรับกราฟิกในระดับ High ก็ให้ประสบการณ์การเล่นที่ดี ไม่มีอาการกระตุกให้เห็นระหว่างเล่นเกมเลย

ส่วนคะแนนจากโปรแกรมทดสอบนั้นก็ทำได้น่าตกใจครับ

  • 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extream ได้ไป 3,318 คะแนนในการใช้ Vulkan ซึ่งมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปหลายๆ รุ่นอีก
  • Geekbench 4.2 ได้คะแนน Multicore ไป 6,653 คะแนน สูงกว่าเรือธงอย่าง Samsung Galaxy Note 8 หรือ Google Pixel 2 อีก

ก็ถือว่า Huawei nova 3 เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีสเปคฆ่าเรือธงอย่างที่หัวเว่ยเน้นจริงๆ นั้นแหละครับ

ดีไซน์ Huawei nova 3 ดีเอ็นเอจาก P20 Series

งานออกแบบตัวเครื่องของ nova 3 นั้นได้กลิ่นอายจากตระกูล Huawei P20 มาเยอะนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสีสันที่ได้สไตล์เครื่องแวววาวมีการไล่สีมาด้วย โดยเครื่องที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ, สีแดง และสี Iris Purple ที่เราได้มารีวิวนี่แหละ ซึ่งก็เป็นเฉดสีที่สวยงามเลยแหละ

ไฮไลท์ของดีไซน์ Huawei nova 3 นั้นอยู่ที่ความบางครับ จับดูจะรู้สึกบางกว่ารุ่นอื่นๆ น่าจะเป็นเพราะดีไซน์กระจกโค้งรับฝ่ามือที่หลังเครื่องทำให้เวลาจับถนัดมือและรู้สึกเครื่องบางลง และมีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง ซึ่งน่าจะเป็นตำแหน่งการใช้งานที่หลายคนชอบ แต่ก็ยังสามารถสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องได้ด้วย ที่สำคัญใน nova 3 ใช้ USB-C แล้ว แต่ยังไม่ตัดช่องหูฟัง 3.5 mm ออก ทำให้การใช้งานฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังแบบมีสายคล่องตัวกว่าหลายๆ รุ่นที่ตัดช่องหูฟังออกไปแล้ว

ในส่วนของหน้าจอนั้นมีขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9 แบบมีรอยแหว่ง ซึ่งแน่นอนว่าสามารถปิดรอยแหว่งนี้ได้จาก Settings ในเครื่อง ที่ประทับใจคือตัว EMUI สามารถจัดการกับความแหว่งของจอได้ดีครับ เวลาดูหนัง เล่นเกม ใช้งานอะไรที่ให้ภาพเต็มจอ จะสามารถขยายภาพไปจนสุดจอแต่ยังไม่ติดรอยแหว่งได้ แล้วที่มุมของภาพทั้ง 4 มุมก็มีการตัดมุมโค้ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเข้าไปอีก ซึ่งตัวจอนี้เป็นแบบ IPS LCD ให้ภาพได้สดใสกำลังดี ไม่สดจัดจ้านเกินไปจนแสบตา แต่ในที่แสงแดดแรงๆ จออาจจะมืดหน่อย สู้แสงไม่ค่อยไหวครับ

ดู YouTube เต็มจอก็ไม่ทับรอยแหว่ง แถมยังตัดมุมโค้งให้อีก สวยงามจริงๆ

เรื่องจิปาฐะจากการใช้งาน Huawei nova 3 ในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าเป็นรีวิวจากแบไต๋ เราทดสอบการใช้งานเครื่องเหมือนการใช้งานจริงเสมอ ใส่ซิมแล้วถือเป็นเครื่องหลักเครื่องเดียวมาตลอดสัปดาห์ ทำให้เรารู้ข้อมูลดังนี้ครับ

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้โอเค สามารถระบุตำแหน่งเครื่องได้แม่นยำ นำทางใต้ทางด่วนได้โอเค ถ้าไม่ไปอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างอุโมงค์นานๆ ก็ยังไม่ขึ้น GPS Lost จากการใช้นำทางประมาณ 200 กิโลเมตร มีช่วงหนึ่งที่เข็มทิศของเครื่องเพี๊ยนไป แต่เมื่อหยุดพักรถ และกลับมานำทางอีกครั้ง ก็ไม่เจอปัญหานี้แล้วครับ (อาการนี้แก้ด่วนๆ ได้ด้วยการถือเครื่องหมุนๆ เป็นเลข 8 ครับ)
  • nova 3 สามารถใส่ได้ 2 ซิม ซึ่งรองรับ 4G ทั้งคู่ แถมยังรองรับทั้ง VoLTE และ VoWiFi ด้วย ทำให้คุยโทรศัพท์ได้ชัดแม้อยู่ในที่สัญญาณไม่ดี โดยจับสัญญาณผ่าน WiFi
  • nova 3 รองรับเทคโนโลยี Huawei Fast Charge ทำให้ชาร์จเครื่องได้รวดเร็วด้วยกำลังไฟ 9V 2A ซึ่งนอกจากจะใช้หัวชาร์จของหัวเว่ยในกล่อง ยังสามารถใช้หัวชาร์จ USB-C บางรุ่น (เช่น Innergie PowerGear 60C) ชาร์จแบบ Fast Charge ได้ด้วย
  • ลำโพงของ nova 3 นั้นมีด้านล่างลำโพงเดียว ก็ให้เสียงได้ดังดี เพียงแต่ว่าไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ
  • ด้วยความที่ nova 3 ใช้ Android 8.1 จึงรองรับโค้ดเสียง Bluetooth หลายตัว คือ AAC, aptX, aptX HD รวมถึง HWA โค้ดเสียงตัวใหม่ของ Huawei เองด้วย ทำให้ต่อหูฟังไร้สายที่รองรับโค้ดเสียงพวกนี้ก็จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าปกติ แต่ดันไม่รองรับ LDAC โค้ดเสียงตัวท็อปของ Sony (สงสัยทับไลน์กับ HWA ของตัวเอง)

สเปคของ Huawei nova 3

  • หน่วยประมวลผล Kirin 970 ตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้
  • RAM: 6 GB
  • หน่วยความจำ: 128 GB
  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้วแบบ FHD+ ความละเอียด 2340×1080 พิกเซล สัดส่วน 19.5 : 9
  • กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/1.8 และ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม AI
  • กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องรอง 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3750 mAh
  • ใช้พอร์ต USB-C พร้อม Huawei Quick Charge
  • Android 8.1

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Hand On] Honor Play เกมมิ่งโฟนตัวแรกจาก Honor จัดสเปคมาเต็มสูบ

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

วันนี้ทีมงานแบไต๋ได้สัมผัสกับ Honor Play ที่มาพร้อมกับ GPU Turbo ระบบการเล่นเกมแบบ 4D ระบบสั่น Smart Shock ระบบเสียง 3D Surround และขุมพลัง Kirin 970 เรียกได้ว่าจัดสเปคเต็มสูบเอาใจคอเกมเลย

มาดูดีกว่าว่าใน Honor Play มีอะไรเจ๋งสมเป็นเกมมิ่งโฟนบ้าง

GPU Turbo

ระบบนี้เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลย โดย GPU Turbo จะเร่งการประมวลผลกราฟิกของ GPU มากขึ้นถึง 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ให้เฟรมเรตที่สูงขึ้น และคงที่มากขึ้น หมดห่วงเรื่องการแลคการกระตุก จากการที่ทดลองเล่น PUBG แบบปรับสูงสุดคร่าว ๆ ค่อนข้างลื่นเลยครับ

4D Gaming, Smart Shock, 3D Surround

4D Gaming ทำงานร่วมกันกับ 2 เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่ Smart Shock ที่ประมวลผลฉากต่างๆ เช่นการเปลี่ยนอาวุธ การใช้สกิล เพื่อสั่นแบบ force feedback ออกมา โดย Smart Shock ตอบสนองการสั่นกว่า 10 รูปแบบใน 30+ สถานการณ์ ส่วน 3D Surround เป็นการประมวลผลเสียงให้ออกมาเป็นแบบ 3 มิติ รอบทิศทางด้วยระบบ 7.1 Surround ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม ในขณะใส่หูฟัง เพราะตัวเครื่องมีเพียงลำโพงเดียว

Game Suite Mode

ป้องกันการรบกวนขณะเล่นเกม เช่น การแจ้งเตือนจากแอปต่าง ๆ หรือ การโทรเข้า

(มี 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black)

เครื่องที่ได้ทดลองเล่นเป็นสี Midnight Black หรือว่าสีดำด้าน (มีให้เลือก 3 สี Ultra Violet / Navy Blue / Midnight Black) ตัวเครื่องเป็นแผ่นโลหะชิ้นเดียว ระบายความร้อนได้ดี และทนทานกว่ากระจก

ไม่ทิ้งเรื่องการถ่ายภาพ

แม้จะเป็นเกมมิ่งโฟน แต่เรื่องกล้องก็ยังเป็น 1 ในปัจจัยหลักในการเลือกซื้ออยู่ดี Honor Play จึงให้กล้องหน้ามาที่ความละเอียด 16MP และกล้องหลังคู่ 16MP + 2MP ที่ทำ Bokeh ได้ดีเลยทีเดียว

สเปค Honor Play

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว
  • ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080)
  • หน่วยประมวลผล Kirin 970
  • GPU Mali-G72 MP12
  • Rom 64 GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 64 GB
  • Ram สูงสุด 4 GB
  • กล้องหลังคู่ AI Camera + AR gestures ความละเอียด 16 (F/2.2) MP + 2 MP (F/2.4) ใช้วัดระยะชัดลึก Bokeh
  • กล้องหน้า ความละเอียด 16 MP (F/2.0)
  • EMUI 8.2 base on Android 8.1 OREO
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,750 mAh
  • ช่องหูฟัง 3.5mm
  • พอร์ต USB Type-C

เรียกได้ว่าสเปคน่าคบหาสำหรับการเล่นเกมเลยครับ ส่วนราคาและวันวางจำหน่าย ต้องรอติดตามต่อไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวแบบสรุป Vivo NEX S (ที่อาจไม่ขายในไทย) แบไต๋ชอบอะไร ไม่ชอบอะไรบ้าง

สมาร์ทโฟนที่เราคิดว่าให้เสียงผ่านการต่อสายหูฟังที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเทสมา พร้อมกล้องเด้ง

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

หลังจากที่หนุ่ย พงศ์สุขได้รีวิว Vivo NEX S ให้เห็นภาพรวมชัดๆ กันไปแล้วว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปของวีโว่รุ่นนี้มีดียังไง ใช้พื้นที่หน้าจอเต็มแบบไร้แหว่งพร้อมกล้องที่ยื่นออกมาเป็นยังไงบ้าง วันนี้ทีมงานแบไต๋ที่มีโอกาสใช้งาน Vivo NEX ต่ออีกหลายวัน ขอสรุปเพิ่มเติมว่าเราชอบอะไร และไม่ชอบอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้องของ Vivo NEX ว่าจะสวยขนาดไหน

ดีไซน์และหน้าจอของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX นั้นมีขนาดจอ 6.59 นิ้ว ก็ทำให้มีขนาดใหญ่เต็มไม้เต็มมืออยู่นะครับ แต่ฝาหลังที่โค้งเข้ามือก็ทำให้ยังจับถนัดอยู่
  • การที่ NEX ไม่มีติ่งหน้าจอแล้วคือดีงาม กลายเป็นมือถือที่แสดงภาพเกือบเต็มหน้าจออย่างแท้จริง มือถือจอใหญ่ๆ เครื่องไม่หนัก เปิดหนังดูนี่ฟินมาก ซึ่งสีสันจากจอก็สดใสตามสไตล์ Super AMOLED ครับ


  • กระจกด้านหน้าของ Vivo NEX นั้นเป็นกระจกแบนมีขอบโค้งนิดๆ ไม่ได้โค้งรับมือแบบ Samsung Galaxy S9 หรือ Oppo Find X ครับ ก็ทำให้ด้านหน้าดูธรรมดาไปหน่อย
  • ที่ดีงามคือยังมีพอร์ตหูฟังอยู่ด้านบนเครื่องแล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จและพอร์ตเชื่อมต่อเป็น USB-C (สักที) ทำให้ใช้งานกับอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ ได้สะดวกขึ้นอีกเยอะ

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือของ Vivo NEX S

  • NEX S ใช้เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบเดียวกับที่อยู่ใน Vivo X21 UD นะครับ ซึ่งก็เป็นฟีเจอร์ที่ว้าวดี เพราะเอานิ้วยีไปในหน้าจอเพื่อปลดล็อกได้เลย แถมยังสามารถใช้ปลดล็อกการใช้งานแอปที่เรียกหาลายนิ้วมือได้ด้วย
  • แต่เซนเซอร์ไปอยู่ใต้หน้าจอก็ทำให้การสแกนนิ้วช้าลงแบบเดียวกับ Vivo X21 UD นิ้วเปียกๆ นี่สแกนจนเหนื่อย และอาจมีปัญหากับฟิล์มกันรอยบางประเภทด้วย
  • นอกจากนี้ Vivo NEX นั้นไม่มีฟังก์ชั่นสแกนหน้าเพื่อปลดล็อกนะครับ (ก็เข้าใจว่ากล้องอาจจะเด้งขึ้นเด้งลงไม่เร็วพอ) ก็ใช้ตัวสแกนนิ้วมือไปลูกเดียวนะ

ประสิทธิภาพเครื่องของ Vivo NEX S

  • Vivo NEX S นั้นใช้ Snapdragon 845 มาพร้อมแรม 8 GB และหน่วยความจำในเครื่อง 128 GB ในตัวที่เราได้มารีวิวนะครับ ซึ่งก็เป็นสเปกระดับท็อปของโลก Android ตอนนี้แหละ
  • ซึ่งทดสอบด้วย Geekbench 4.2 ก็ทำคะแนนไปโหดมาก ทำคะแนน Multicore ไป 9000 ที่สุดในตาราง Geekbench Browser ตอนนี้ (ที่ยังไม่มี Asus ROG Phone อยู่ในตารางตอนนี้) คือแซง Galaxy S9+ ที่ใช้ Snapdragon 845 เบอร์เดียวกันไปพันคะแนน
  • ส่วนทดสอบการแสดงผล 3 มิติด้วยแอป 3Dmark ก็ได้คะแนนจากชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ไปเกือบ 4000 คะแนน ถือว่าสูงมาก
  • และทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของหน่วยความจำในเครื่องด้วย AndroBench ได้ความเร็วอ่านต่อเนื่องไปราว 730 MB/s อันนี้ถือว่ากลางๆ

เรื่องเสียงคือที่สุดของ Vivo NEX S

  • NEX S กลับมาทวงบัลลังก์หนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ให้เสียงดีได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่เราไม่ได้เห็นสมาร์ทโฟนระดับนี้จาก Vivo มาสักพักแล้ว
  • ตัว Vivo NEX S นั้นใช้ชิป DAC (ตัวสัญญาณดิจิตอลให้เป็นคลื่นเสียง) ของ Cirrus Logic รุ่น CS43199 ซึ่งเป็นชิปรุ่นพิเศษที่ Vivo ออกแบบร่วมกับ Cirrus Logic ชิปตัวนี้ถือเป็น DAC ระดับท็อปของบริษัท พร้อมชิป Analog Devices SSM6322 อีก 3 ตัวเป็นแอมป์
  • (แต่ NEX A สมาร์ทโฟนรุ่นรองนั้นใช้ชิป DAC อีกตัวหนึ่งเป็น AKM AK4376 ซึ่งก็ให้เสียงดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่ไม่ได้เทพเท่าตัวที่ใช้ใน NEX S)
  • ระบบเสียงของ Vivo NEX S นั้นจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเราเสียบหูฟังแบบมีสายเข้ากับเครื่องครับ ชิป DAC พร้อมระบบเสียง Hi-Fi จึงจะทำงาน ซึ่งความพิเศษของชิปเหล่านี้จะไม่ทำงานกับหูฟังและลำโพง Bluetooth นะ

ใส่ได้ 2 ซิม แต่ใส่ MicroSD เพิ่มไม่ได้นะ

  • เสียงของ NEX S นั้นมีความอิ่มแน่น ให้เสียงอบอุ่น แบบที่เอฟเฟกเสียงทั่วไปในสมาร์ทโฟนนั้นทำไม่ได้ เสียงแบบนี้ต้องเกิดจากชิปและวงจรเสียงที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ถึงจะได้เสียงที่เป็นธรรมชาติเหมือนฟังดนตรีสดๆ อยู่ตรงหน้า
  • นอกจากนี้สำหรับ Audiophile กลุ่มคนหูทองที่ฟังเพลงแบบ DSD (Direct Stream Digital ไฟล์เสียงคุณภาพสูงแบบ Hi-res ที่บันทึกเสียงที่มีรายละเอียดสูงยิ่งกว่าแผ่น CD) ใน NEX S ยังมีความสามารถถอดรหัส DSD ภายในตัวชิปเสียง ไม่ต้องแปลงกลับมาเป็น PCM (เสียงที่เราได้ยินทั่วไปจากระบบคอมพิวเตอร์หรือแผ่น CD) ทำให้ไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากต้นฉบับเลย ซึ่งก็เป็นสมาร์ทโฟนไม่กี่รุ่นทีมีความสามารถนี้ (เท่าที่รู้ก็มี LG V30 อีกรุ่นที่ Quad DAC สามารถทำแบบนี้ได้)
  • ซึ่งสำหรับใครที่มีไฟล์เพลงแบบ DSD เก็บไว้ นี่คือสมาร์ทโฟนของคุณครับ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อ DAC ภายนอกเพิ่มเลย (ถ้าจะซื้อ DAC เพิ่ม ก็ต้องดูรุ่นท็อปๆ ราคามากกว่าหมื่นไปเลย เพราะถ้าซื้อต่ำกว่านั้น ใช้ของที่มีมาใน NEX S ก็ได้)

แต่ลำโพงภายนอกและลำโพงแนบหูงั้นๆ

ด้านล่างของ Vivo NEX Sเป็นลำโพงตัวเดียว ส่วนด้านบนเป็นช่องเสียบหูฟัง

  • ในขณะที่การฟังเพลงผ่านสายของ Vivo NEX S นั้นดีงามมากจนน้ำตาไหล ลำโพงภายนอกของเครื่องนั้นไม่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป
  • คือมีแค่ลำโพงเดียวอยู่ด้านล่าง ไม่ได้มีลำโพงอีกตัวเป็นสเตอริโอ ซึ่งลำโพงตัวเดียวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี แต่เบสน้อย ตามสไตล์ลำโพงมือถือทั่วไปครับ

กล้องหน้า และลำโพงแนบหูที่ไม่มีรู

  • ในส่วนของลำโพงแนบหูนั้นเป็นแบบที่ไม่มีช่องลำโพงเพื่อส่งเสียงมาที่หูระหว่างคุยโทรศัพท์ ก็อาศัยการสั่นสะเทือนแผ่นกระจกบริเวณนั้นแทน ซึ่งก็ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจนดีครับ แต่ถามว่าสู้ลำโพงแนบหูแบบมีรูปกติได้ไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ เพราะเสียงที่เราจะได้ลำโพงแนบหูตัวนี้จะอู้ๆ หน่อย ไม่สดใสเหมือนลำโพงจริงๆ ครับ

ว่าด้วยเรื่องการถ่ายภาพ

  • เรื่องถ่ายภาพเราไม่คอมเมนต์เพิ่มเติมเยอะ เพราะไม่ได้ลองมากนัก แต่โหมดถ่ายภาพอัตโนมัติก็ให้คุณภาพภาพที่เชื่อใจได้ ด้วยกล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล f/1.8 พร้อม OIS ป้องกันภาพสั่นไหว พร้อมเลนส์คู่ 5 ล้านพิกเซล สำหรับตรวจจับความลึกของภาพ
  • ถ่ายโหมด Portrait หน้าชัดหลังเบลอก็ทำงานได้เป็นธรรมชาติดีครับ ไม่เบลอหลอกจนน่าเกลียด
  • ในขณะที่กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0 ที่เด้งออกมาเพื่อถ่าย Selfie ก็ให้ผลลัพธ์ภาพที่ดี เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างภาพกันดีกว่าครับ

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพโหมด Portrait กล้องหลังของ Vivo NEX S

ภาพในที่แสงน้อยของ Vivo NEX S

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า

ก็น่าเสียดายที่ Vivo NEX S อาจจะไม่ได้ขายในไทย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!