Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Huawei Mate 10 Pro เรือธงปัญญาประดิษฐ์

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.8 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

 

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

สเปกของ Huawei Mate 10 Pro

  • CPU: Huawei Kirin 970 Octa-core
  • GPU: Mali-G72 MP12
  • RAM 6 GB
  • หน้าจอ OLED 6 นิ้วแบบ Full View สัดส่วน 18:9 ความละเอียด 2160 x 1080 พิกเซล
  • หน่วยความจำภายใน 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง: กล้องขาวดำ 20 ล้านพิกเซล, กล้องสี 12 ล้านพิกเซล f/1.6 (Leica Summilux-H) พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
  • แบตเตอรี่: 4000 mAh พร้อม Huawei Super Change
  • รองรับ 2 nano-sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกัน
  • Android 8.0 ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • กันน้ำระดับ IP67
  • ราคา: 27,900 บาท

การออกแบบตัวเครื่อง Huawei Mate 10 Pro

  • ดีไซน์ใหม่ทั้งจอยาว 18:9 ฝาหลังที่มีสีคาด
  • จอ OLED สีสันสวยงาม รองรับการแสดงผล HDR (แต่ตอนนี้ Netflix ยังไม่สนับสนุน) มีฟังก์ชั่น Always on Display
  • ฝาหลังลื่นและติดรอยนิ้วมือง่าย

Mate 10 Pro นั้นเป็นเรือธงตัวแรกของหัวเว่ยที่ใช้ดีไซน์หน้าจอแบบ Full View ขอบบางนะครับ ทำให้ด้านหน้าของเครื่องแทบจะเต็มไปด้วยหน้าจอ 18:9 ที่ปูพื้นที่ 6 นิ้วไปจนเกือบหมด เหลือพื้นที่ด้านบนสำหรับกล้องหน้า เซนเซอร์ และหูฟังแบบไม่แหว่งเข้าไปกินพื้นที่จอแบบเรือธงบางตัว ส่วนด้านล่างแน่นอนต้องมีพื้นที่เหลือสำหรับโลโก้ Huawei

ส่วนงานออกแบบด้านหลังก็เป็นดีไซน์ใหม่ของหัวเว่ย จุดเด่นคือแถบสีเน้นตรงกล้อง ก็ทำให้ด้านหลังดูมีลูกเล่นมากขึ้น ซึ่งด้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ทำงานรวดเร็วเหมือนเคย ระบบกล้องคู่ Leica พร้อมแฟลชคู่และเซนเซอร์โฟกัส และโลโก้ด้านหลังของ Huawei ส่วนวัสดุของฝาหลังก็เป็นกระจกโค้งดีไซน์รับกับฝามือครับ ซึ่งเมื่อรวมกับเฟรมโลหะของเครื่องก็ทำให้ความรู้สึกในการจับถือนั้นพรีเมี่ยมมาก แต่ดีไซน์และวัสดุของฝาหลังตัวนี้ก็มีข้อควรระวังสำหรับคนที่ใช้งานแบบไม่ใส่เคสนะครับ เพราะมันลื่นมาก เครื่องพร้อมจะลื่นตกเมื่อวางในพื้นที่ไม่มั่นคง ก่อนจะวางเครื่องให้ดูดีๆ ก่อนนะ ตกแตกจะไม่คุ้มกัน ส่วนเรื่องรอยนิ้วมือจะติดที่ฝาหลังเครื่อง ไม่ต้องห่วงครับ มันติดแน่นอน ก็คอยเช็ดเอานะครับ

หน้าจอ OLED ของ Huawei Mate 10 Pro นั้นดูดีครับ สีสันสดใสเป็นธรรมชาติ โดยค่ามาตรฐานเครื่องจะตั้งเป็นโหมดสี Vivid ก็ให้สีสันแจ่มชัดที่ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะชอบ แต่ถ้าใครคิดว่าสดไปก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนโหมดสีเป็น Normal ได้ ก็จะได้จอสีอมเหลือง และภาพสดน้อยลง ก็ดูสบายตาดีนะครับ แต่ถ้าถามว่าจอ OLED ตัวนี้เห็นแล้วรู้สึกว้าวเลยไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ อาจเพราะดีไซน์ด้านหน้าเครื่องที่ยังธรรมดาไปหน่อย แล้วก็ขอบที่ยังเห็นชัดอยู่ครับ

Netflix แบบเต็มจอ 18:9

Youtube แบบเต็มจอเช่นกัน

แอปส่วนใหญ่สามารถแสดงผลเต็มจอ 18:9 ได้เลย โดยหัวเว่ยจะแสดงปุ่มให้กดขยายแอปด้านล่าง แต่ถ้าขยายแล้วทำให้แอปหน้าตาเพี้ยนก็ปรับกลับมาได้ ส่วนแอปวิดีโออย่าง Youtube, Netflix ก็รองรับหน้าจอยาว ขยายวิดีโอไปจนสุดขอบได้ครับ

และเราสามารถเปิดใช้ Alway-on Display ใน Huawei Mate 10 Pro ได้โดยเข้าไปที่ Settings > Security & Privacy > Screen Lock & Passwords > Always Display Information ซึ่งก็น่าจะทำให้ถูกใจใครหลายคนมากขึ้น

Always-on Display

ด้วยความที่ Huawei Mate 10 Pro นั้นเครื่องค่อนข้างใหญ่ การใช้งานจึงเป็นรูปแบบจับถือ 2 มือเป็นหลักนะครับ ใช้มือเดียวค่อนข้างลำบากเพราะนิ้วต้องเอื้อมเยอะ แล้วพอเอื้อมมากๆ มือก็จะไปติดจอจนกดนู้นนี่ครับ แต่ก็สามารถกดที่ปุ่มโฮมแล้วลากซ้ายหรือขวาเพื่อย่อจอให้เหมาะกับมือเดียวได้ครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei Mate 10 Pro

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้ลื่นหมดไม่เสียราคาของเรือธง
  • การใช้งานในโหมด PiP ยังหน่วงๆ

Mate 10 Pro นั้นใช้ซีพียู Kirin 970 ตัวล่าสุดของ Huawei นะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงหวังได้ว่าจะได้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ซึ่งผลการทดสอบออกมาดังนี้

  • Geekbench 4.1 ทดสอบ Single core ได้ 1894 คะแนน, Multi Core ที่ 6279 และทดสอบ Compute – RenderScript (วัด GPU) ได้คะแนน 11,154
  • เทียบกับ Mate 9 ได้ 1871, 5963, 3501 ตามลำดับ ก็ถือว่าประสิทธิภาพของ CPU นั้นปรับปรุงไปไม่มาก แต่ GPU เร็วขึ้นเยอะครับ
  • เทียบกับ Galaxy S8 ได้ 1957, 6433, 8331 ตามลำดับ ก็ถือว่า Mate 10 Pro มีประสิทธิภาพในเชิงตัวเลขการทดสอบน้อยกว่านิดหน่อย

ทดสอบ 3Dmark โดยใช้ชุดการทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนสูงสุด 2551 คะแนน (ทดสอบ 4 ครั้ง คะแนนแกว่งมาก ได้คะแนน 1163, 1873, 2011 และ 2551) ก็ได้คะแนนพอๆ กับ iPhone 8 ครับ

ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานจริงนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ลื่นไหลทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้เฟซบุ๊กหรือเล่นเกม 3 มิติหนักๆ ก็ทำได้ดี ต่อเครื่องอ่านการ์ด SD เพื่อโหลดวิดีโอจากกล้องมาตัดต่อก็ได้ เรนเดอร์วิดีโอ 1080p 60 fps ได้เนียนๆ เล่น ROV ได้เฟรมเรทสูงสุดเกือบ 60 fps ก็ไม่เสียราคาของเรือธงสเปกสูงสุด

ปัญหาของ PiP จะเห็นว่าปุ่มขยายแผนที่ไปอยู่มุมล่างขวา ส่วนตัวแผนที่อยู่บนซ้าย ทำให้เวลาแตะแผนที่นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลำบากต่อการใช้พอสมควร

แต่เรื่องที่อาจจะต้องได้รับการปรับแต่งอีกหน่อย คือเวลาใช้ฟังก์ชั่น PiP (Picture in Picture) ของเล่นใหม่ของ Android 8 การทำงานของเครื่องจะหน่วงๆ ไปบ้างครับ เช่นเวลานำทางด้วย Google Maps แล้วกดสลับมาเป็น facebook โดยมีหน้าต่างของ Google Maps เล็กๆ ยังนำทางอยู่ เฟซบุ๊กจะหน่วง กระตุกขึ้นมาทันที นอกจากนี้ PiP ยังมีปัญหาอยู่บ้าง เช่นตำแหน่งกดคืนหน้าต่างของ Google Maps อยู่ไม่ตรงกับตัวหน้าต่าง ทำให้สลับกลับไปนำทางได้ยาก ก็ไม่แน่ใจว่าต้องเป็นฝ่าย Google Maps แก้ไขหรือ Huawei แก้ไขใน Firmware ตัวถัดไปนะครับ

เรื่องของ AI จุดเด่นของ Huawei Mate 10

แม้ว่า Mate 10 Pro จะมีกล้องชั้นเลิศ ประสิทธิภาพเครื่องดี และแบตเตอรี่ที่อึด แต่สิ่งที่หัวเว่ยชูขึ้นมาเป็นจุดเด่นในปีนี้คือหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า NPU หรือ Neural Network Processing Unit ที่ใช้ประมวลเลียนแบบสมองมนุษย์ ทำให้วิเคราะห์การทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นกว่าใช้ CPU หลักประมวลผลอย่างเดียว

  • วิเคราะห์การใช้งานเครื่อง และปรับทรัพยากรให้เหมาะสม ทำให้เครื่องยังเร็วอยู่ตลอดแม้จะใช้งานมานานเป็นปี (ซึ่งแอดเพิ่งเทสได้เดือนเดียว มันก็คงไม่เห็นผลมาก แต่เครื่องก็ไม่เคยช้านะ)
  • วิเคราะห์เสียงสนทนาและปรับปรุงให้ชัดเจนแม้อยู่ในพื้นที่เสียงดัง (เทสแล้ว Mate 10 Pro ก็เป็นโทรศัพท์ที่คุยได้ชัดเจนที่สุดรุ่นหนึ่งนะ)
  • วิเคราะห์ภาพที่กำลังถ่าย และปรับแต่งให้เหมาะสม อันนี้เห็นชัดเจนว่า Mate 10 Pro สามารถแยกแยะภาพต่างๆ ได้รวดเร็วว่าอะไรเป็นภาพคน ภาพสัตว์ ภาพอาหาร ทำให้ถ่ายอัตโนมัติได้เก่งขึ้น
  • ช่วยในการแปลภาษาได้เร็วขึ้น อันนี้ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะลองโหลด Microsoft Translate ลงในมือถือแอนดรอยด์เก่าๆ เครื่องอื่น มันก็แปลตัวอักษรจากภาพไม่ได้ช้ากว่า Mate 10 Pro เท่าไหร่เลย

AI เป็นก้าวที่สำคัญของ Huawei ครับ แต่เทคโนโลยีด้านนี้ต้องอาศัยเวลา และพันธมิตรมากมายที่จะนำ NPU เข้าไปประยุกต์ใช้กับระบบงานของแอปต่างๆ ครับ (ไม่เหมือน Apple ที่แกร่งพอที่จะทำแพลตฟอร์มเองได้ทั้งหมด) ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Android 8.1 ที่จะมี Neural Network API ของกูเกิ้ลนั้น Mate 10 Pro จะรองรับและสนับสนุนได้แค่ไหน แต่ปัจจุบันก็ต้องบอกว่า ยังไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ระหว่างมีกับไม่มี NPU

การถ่ายภาพและวิดีโอ เรื่องเทพเสมอมาของ Huawei

ภาพจากกล้อง Huawei Leica นั้นสีสันสะท้านใจมาก

ใน Mate 10 Pro นั้นมาพร้อมกับกล้องที่ร่วมพัฒนาโดย Leica ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันของหัวเว่ยแล้ว ความสามารถเดิมๆ ที่เคยมีใน P9, Mate 9, P10 ก็ยกมาใส่ใน Mate 10 Pro ทั้งหมดครับ แล้วก็ยังมีความสามารถใหม่ๆ ด้วย

sdr
sdr
  • ที่ใช้บ่อยสุดคือโหมดสี Vivid Color กับ Smooth Color ที่ให้ภาพสดเป็นเอกลักษณ์ของ Leica ยังมีให้เลือก
  • โหมดถ่ายภาพมีเยอะและหลากหลาย ที่ใช้บ่อยเช่น Panorama, Light painting ที่ถ่ายถนนให้เป็นเส้นไฟ หรือถ่ายน้ำตกให้นุ่มก็เลือกใช้ได้ รวมถึง Night Shot ที่คำนวณการถ่ายกลางคืนให้เอง (ต้องใช้ขาตั้งกล้อง)
  • โหมดหน้าชัดหลังเบลอ และโหมด Portrait ที่ปรับแต่งหน้าเนียนๆ หลังเบลอๆ ก็มีมาให้เลือก
  • โหมด Pro สามารถถ่าย RAW ได้ และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์, ISO (สูงสุด 3200), ระบบโฟกัส, EV และ White Balance ได้
  • มี Live Photo สำหรับถ่ายวิดีโอสั้นๆ พร้อมกับถ่ายรูป
  • กล้องหน้าสามารถเลือกระดับความเนียนของภาพ และสามารถถ่ายภาพ selfie แบบพาโนราม่าได้

ภาพขาว-ดำก็ยังเป็นเสน่ห์ของกล้อง Huawei อยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอก็ไม่น้อยหน้าการถ่ายภาพนิ่ง

  • เลือกโหมดสี Vivid และ Smooth Color สำหรับกล้องหลังได้เหมือนกัน
  • วิดีโอถ่ายได้สูงสุดที่ 4K 30 fps เป็นไฟล์ H.265 HEVC
  • Slow-mo ถ่ายได้สูงสุดที่ 240 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ 1080p
  • ใส่เอฟเฟกหน้าใสให้ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ด้วย ถ่ายโหมด Portrait ในโหมดวิดีโอก็ได้

สรุปประสบการณ์การใช้ Huawei Mate 10 Pro ในช่วง 1 เดือน

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้ดีมาก ขับรถวิ่งในอุโมงค์ยาวเป็นกิโลที่ญี่ปุ่น GPS ก็ยังคงแทร็กตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่หลุดตำแหน่ง
  • ใส่ 2 ซิม รองรับ 4G พร้อมกันสองซิม แถมเป็นโมเด็มตัวที่เร็วที่สุดของหัวเว่ย รองรับเทคโนโลยี 4×4 MIMO + 256QAM + 3CA ทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.2 Gbps (ถ้าเครือข่ายรองรับ)
  • รองรับ VoTLE ให้เสียงสนทนาคมชัดในเครือข่ายที่รองรับ
  • สามารถต่อสาย USB-C แปลงเป็น HDMI เพื่อใช้งานในโหมด Desktop เหมือนใช้คอมพิวเตอร์ได้ โดยเอามือถือเป็นเมาส์และคีย์บอร์ดได้ หรือจะต่อเพิ่มก็ได้ (อันนี้ยังไม่ได้ลอง เพราะไม่มีสาย)
  • ฟีเจอร์มือถือจีนมาเกือบครบ ทั้งบันทึกหน้าจอตามแนวยาว, App Twin ใช้งาน facebook, line, messenger พร้อมกัน 2 บัญชี ใช้งานเป็นรีโมททีวีก็ได้ แต่บันทึกเสียงสนทนาไม่ได้

ชาร์จด้วย Super Change

แบตเตอรี่และการชาร์จ

  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานพ้นวันสบายๆ แต่ไม่ถือว่าอึดจนน่าทึ่งเพราะถ้าใช้งานหนักหน่อย แบตก็เกือบหมดในแต่ละวัน ไม่สามารถใช้แบบ 2 วันชาร์จ 1 ครั้งได้
  • จากการทดสอบด้วย Super Change ของ Huawei การชาร์จแบต 30 นาทีได้แบตกลับมา 44% (เปิดเครื่องชาร์จ) ถ้าจะชาร์จจนเต็มร้อยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ก็ถือว่ารวดเร็วทันใจดี
  • ระบบการชาร์จทั้งหมดของ Mate 10 Pro ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland การันตีว่าถ้าใช้หัวชาร์จและสายชาร์จของของหัวเว่ยจะปลอดภัย

ชาร์จมาครึ่งชั่วโมง ได้แบต 44%

เรื่องเสียง

  • Huawei Mate 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth มากที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน คือรองรับทั้ง SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC ครบรูปแบบที่ผู้ใช้จะใช้หลักๆ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เชื่อมต่อกับลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth รุ่นใดก็จะดึงรูปแบบการส่งสัญญาณเสียงที่ดีที่สุดออกมาใช้

ลองกับลำโพงที่รองรับ LDAC ก็ขึ้นว่าสนับสนุนเต็มรูปแบบ

  • จากการเทสด้วย Huawei Mate 10 Pro กับหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง SBC, AAC, aptX แล้วสลับ Codec ที่ใช้ไปเรื่อยๆ พบว่า SBC ที่เป็นโค้ดเสียงพื้นฐาน อุปกรณ์ Bluetooth ทุกตัวรองรับให้คุณภาพที่แย่ที่สุด เสียงปลายทึบ ไม่โปร่ง ส่วน aptX กับ AAC ให้คุณภาพเสียงสดใสพอๆ กัน ถ้ามีหูฟังหรือลำโพงที่รองรับโค้ดเสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ระบบจะเลือกอันที่ดีกว่าให้เอง
  • Mate 10 Pro ไม่มีช่องต่อหูฟังแล้ว (แต่สมาชิกแบไต๋แจ้งว่าแถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm นะ) ก็ลำบากหน่อยโดยเฉพาะสาย Live Facebook

หูแถมของ Huawei Mate 10 Pro

  • หูแถมของ Mate 10 Pro ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่แหลม ไม่บวม
  • ระบบปรับเสียง Histen ของ Huawei ใช้ได้กับการฟังผ่านสายเท่านั้น ไม่สามารถฟังผ่าน Bluetooth ได้
  • ระบบ Histen ช่วยปรับเสียงให้โปร่ง ชัดขึ้น ก็แล้วแต่ชอบว่าชอบลักษณะเสียงแบบนี้รึเปล่า
  • ลำโพงเครื่องมี 2 จุดคือที่ลำโพงหูฟังและลำโพงท้ายเครื่อง ถ้าวางเครื่องแนวนอนจะให้เสียงสเตอริโอแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนถ้าวางเครื่องแนวตั้งระบบจะปรับเป็นโหมดลำโพงคุณภาพสูง ให้เสียงได้หนักแน่นกว่าเดิม ลำโพงให้เสียงดังและมีเบสมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป (แต่เบสก็ไม่ได้เยอะนะ เอาไปสู้ลำโพงแยกไม่ได้)
  • ไมโครโฟนในโหมด Speaker Phone เลือกได้ว่าจะรับเสียงรอบตัวหรือจุดเดียว เหมาะสำหรับการคุยในพื้นที่เสียงดัง นอกจากนี้การใช้บันทึกเสียงก็เลือกลักษณะการรับเสียงได้เช่นกัน ดีงาม
แตะเพื่ออ่าน Codec เสียงของ Bluetooth ตัวชี้วัดคุณภาพเสียงไร้สาย!

Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Huawei Mate 10 Pro

ถือว่า Mate 10 Pro เป็นการกลับมาของเรือธงที่สมการรอคอยนะครับ ทุกอย่างถูกปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีขึ้น และการโฟกัสด้าน AI ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ดี และสามารถพัฒนาด้านซอฟต์แวร์เพื่อตอบสนองได้ในอนาคต ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่งในตลาดครับ

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

รีวิว Vivo X21 มือถือสแกนนิ้วมือใต้จอ พร้อมชิปเสียง Hi-Fi และกล้อง AI

มือถือรุ่นแรกๆ ในไทยที่สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอได้ เป็นยังไง เราจัดรีวิวมาให้แล้ว!

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.8 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

เว็บแบไต๋เรานำเสนอข่าวเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือใต้จอภาพมาตลอดนะครับ ตั้งแต่ที่ Vivo เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีนี้ในปีที่แล้ว และวันนี้เราก็ได้ Vivo X21 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกๆ ในไทยที่ย้ายตำแหน่งสแกนนิ้วมือมาอยู่บนจอภาพเลย แปะนิ้วกันโต้งๆ บนภาพในจอเพื่อปลดล็อกเครื่องมารีวิวให้อ่านกัน หลังจากใช้งานจริงอยู่เกือบสัปดาห์

ว่าด้วยเซนเซอร์สแกนนิ้วใต้หน้าจอตัวใหม่ของ Vivo X21

  • เซนเซอร์สแกนนิ้วใต้จอมันว้าวมาก น่าจะทำให้ดีไซน์มือถือในยุคหน้าเปลี่ยนไปได้อีก
  • เซนเซอร์ตัวใหม่นี้ทำงานได้เหมือนเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่เคยใช้ ใช้กับแอปธนาคาร หรือแอปที่ใช้ลายนิ้วมือได้ทั้งหมด
  • จุดสังเกตคือความเร็วในการอ่านลายนิ้วมือจะช้าหน่อย แตะแล้วรอแปร๊บ

สิ่งที่พิเศษที่สุดของ Vivo X21 ที่ขายในเมืองไทยคือมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออยู่ใต้หน้าจอเลย เวลาจะใช้งานเครื่องก็กดนิ้วแน่นๆ ลงบนจุดที่ขึ้นสัญลักษณ์สแกนนิ้วบนจอ ซึ่งเซนเซอร์สแกนนิ้วมือแบบนี้น่าจะทำให้มือถือในยุคต่อไปสามารถดีไซน์ให้เรียบหรูได้อีก ไม่ต้องมาหาตำแหน่งวางจุดสแกนนิ้วมือบนตัวเครื่องแล้ว แล้วก็ไม่ต้องตัดทิ้งไปเลยแบบที่ iPhone X ทำ ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนยุคของมือถือไปอีกครับ (ระยะหลังมือถือ Android เราเปลี่ยนดีไซน์มา 2 ยุคแล้วนะครับ จากมือถือธรรมดาก็เป็นมือถือจอยาว Full View แล้วก็มายุคจอบากในตอนนี้ ส่วนยุคหน้าก็น่าจะเป็นดีไซน์เซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือบนจอนี่แหละ)

เซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนจอของ Vivo X21 นั้นทำงานได้เหมือนเซนเซอร์สแกนนิ้วมือทั่วไปนะครับ คือใช้งานได้ทั้งปลดล็อกเครื่อง หรือใช้เข้าแอปที่มีความปลอดภัยสูงต่างๆ เช่นแอปเก็บรหัสผ่าน แอปธนาคาร หรือใช้ลายนิ้วมือจ่ายเงิน LINE Pay ก็ทำได้ทั้งหมดครับ ซึ่งเวลากดนิ้วมือเข้าไปที่จุดสแกนก็จะมีกราฟิกลายวงจรเท่ๆ ว่ากำลังอ่านลายนิ้วมืออยู่ มันเจ๋งมาก แถมแม้จะติดฟิล์มกันรอยก็ยังใช้งานตัวอ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอตัวได้ครับ (Vivo X21 ติดฟิล์มมาให้ตั้งแต่โรงงาน แต่เข้าใจว่าเป็นฟิล์มที่ออกมาพิเศษให้ไม่รบกวนการสแกนลายนิ้วมือ)

ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอนี้มีเรื่องเดียวครับ คือแตะแล้วต้องรออึดใจหนึ่งถึงจะผ่าน แล้วก็ต้องให้น้ำหนักกับการกดนิ้วลงบนจอนิดหนึ่งถึงจะผ่าน ไม่เหมือนเซนเซอร์แยกแบบเดิมที่แตะแล้วแทบจะผ่านทันที ก็ต้องรอการพัฒนาอีกหน่อยครับ ถือว่าตอนนี้เป็นรุ่นแรกที่ออกสู่ท้องตลาดนะ)

และ Vivo X21 นั้นสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าเช่นเดียวกันครับ แต่แอดไม่เคยชอบฟังก์ชั่นการสแกนหน้าของมือถือตัวไหนเลย มันไม่สะดวกเหมือนสแกนลายนิ้วมือ เลยไม่ได้เทสให้อ่านกันนะครับ 😛

ดีไซน์ตัวเครื่อง Vivo X21

  • สัมผัสในการจับถือแตกต่างจากมือถือทั่วไป ด้วยขอบเครื่องที่โค้งบางลงทั้งซ้าย-ขวา ทำให้รู้สึกว่าเครื่องบาง สีสันของเครื่องก็ดูดี
  • หน้าจอ Super AMOLED ให้ความสดใส ภาพชัดเจนดีมาก รองรับขอบเขตสีระดับ DCI-P3
  • ฝาหลังเป็นกระจกโค้ง มันจะลื่นๆ หน่อย ถ้าไม่ใส่เคสก็ระวังเครื่องลื่นตก

ตัวเครื่องของ Vivo X21 ออกแบบได้แตกต่างจากสมาร์ทโฟนยุคนี้ไปบ้างนะครับ โอเคแหละเราเห็นรอยบากบนจอ และกล้องคู่ด้านหลังที่วางแนวตั้งให้มีกลิ่นของ iPhone X อยู่บ้าง แต่ถ้าได้จับเครื่องจะรู้สึกเลยว่ามันแตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ตอนนี้ คือสัมผัสของขอบเครื่องมันจะเรียวกว่า ทั้งจากกระจกด้านหลังเครื่องที่โค้งซ้าย-ขวาเข้ารับมือ และขอบเครื่องแหลมกว่าเครื่องทั่วไป ทำให้รู้สึกว่าเครื่องบาง เข้ารูปเข้ามือดี โดยเครื่องที่เราได้รับมารีวิวเป็นสีเทา-ดำ อารมณ์แบบ Gunmetal Gray ก็เป็นสีที่ดูขรึมและดูคลาสซี่มาก และมีอีกสีหนึ่งคือสีแดงที่สวยงามไปอีกแบบครับ

ด้วยความที่ฝาหลังเป็นกระจกและโค้งทั้ง 2 ข้าง ก็ทำให้สัมผัสของตัวเครื่องค่อนข้างลื่นนะครับ เวลาอยู่ในมืออาจจะไม่เท่าไหร่ อาจเพราะเครื่องบางด้วยแหละ ก็ยังเกาะนิ้วมือดีอยู่ ไม่ลื่นตกจากมือไปไหน แต่ถ้าวางบนโต๊ะ บนโซฟา หรือที่ต่างๆ ต้องระวังเครื่องลื่นตกให้ดีๆ นะครับ โดยเฉพาะคนที่ไม่ใส่เคสและจังหวะที่โทรศัพท์เข้าจนเครื่องสั่น

ด้านหน้าเครื่องเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2280 x 1080 pixel) พื้นที่จอก็ปูจนสุดขอบไปทุกด้าน ยกเว้นด้านล่างที่มีขอบเหลือเยอะหน่อย (ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแอนดรอยด์ทุกรุ่นไม่สามารถทำจอด้านล่างไปจนสุดขอบได้ ไว้ต้องไปหาคำตอบมาให้ได้) ก็เป็นจอที่ให้สีสันได้สดใส ชัดเจนตามสไตล์จอ Super AMOLED ที่ให้สีดำได้มืดสนิท และสามารถปรับให้จออมเหลืองในโหมด Eye Protection สำหรับใช้ในที่มืดจะได้ไม่แสบตา แล้วก็รองรับขอบเขตสี DCI-P3 ที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ด้วยนะครับ ก็เป็นขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB อยู่ แต่ก็ไม่มีตัวเลือกการปรับจออื่นๆ เช่นโหมดสีธรรมชาติหรือโหมดสีสด ก็น่าเสียดายที่ปรับโหมดภาพไม่ได้

ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว!

  • รุ่นนี้ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว! เป็นสิ่งดีๆ ในรุ่นนี้เลย
  • มีช่องหูฟัง 3.5 mm ก็เป็นเรื่องดีๆ อีกอย่าง
  • รองรับ codec bluetooth หลากหลาย นี่ก็เรื่องดีๆ

สิ่งหนึ่งที่เราเคืองเกี่ยวกับ Vivo V9 คือวีโว่ตัดระบบเสียง Hi-Fi ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองออกไป เราเลยงอนไม่รีวิวรุ่นนั้นให้อ่านกัน 555 (จริงๆ แล้วคือรีวิวไม่ทันต่างหาก) แต่ใน Vivo X21 ระบบเสียง Hi-Fi กลับมาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีงามสำหรับคนที่รักการฟังเพลงนะครับ

อธิบายก่อนว่าระบบเสียง Hi-Fi ของวีโว่นั้นจะใช้วงจร DAC (ตัวแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นอนาล็อกเพื่อส่งเสียง) แบบพิเศษ หรือพูดง่ายๆ ว่ามีชิป DAC เพื่อประมวลผลเสียงแยกนั้นแหละ โดยใน X21 จะใช้ชิป Asahi Kasei AK4376a ซึ่งก็มีความสามารถที่ดีกว่า DAC ที่อยู่ในชิปประมวลผลหลัก ซึ่งเมื่อเปิดใช้โหมด Hi-Fi แล้ว จะรู้สึกเลยว่าเสียงที่ออกจากหูฟังนั้นหนักแน่นขึ้น มีมวลเสียงมากกว่า คือมันไม่ใช่เอฟเฟกแบบที่เพิ่มความฟุ้งให้เสียงจะได้รู้สึกว่า Sound Stage นั้นกว้างขึ้นแบบที่สมาร์ทโฟนหลายรุ่นทำกัน แต่มันเป็นการขุดเอาเสียงต้นฉบับกลับมาถ่ายทอดให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเราก็ชอบเสียงแบบนี้มากกว่านะครับ

ส่วนข้อจำกัดของโหมด Hi-Fi คือมันจะกินแบตเตอรี่มากขึ้นนะครับ เครื่องจะแบตหมดเร็วกว่าปกติ แล้วก็ไม่สามารถใช้กับการฟังเพลงไร้สายได้นะครับ ฟังผ่านช่อง 3.5 mm กันลูกเดียว (ใข่ ส่วนการฟังเพลงผ่าน Bluetooth ไร้สายนั้นก็รองรับ codec เสียงหลากหลายทั้ง aptX HD, AAC, LDAC เพราะใช้ Android 8.0 ครับ ก็มั่นใจได้ว่าเล่นเพลงกับหูฟังหรือลำโพง Bluetooth ดีๆ หน่อยก็ยังส่งสัญญาณเสียงที่ดีออกไปได้

ส่วนลำโพงที่ตัวเครื่องก็มีตัวเดียวอยู่ที่มุมขวาล่างนะครับ ไม่ใช่ลำโพงสเตอริโอ ก็ให้เสียงดังดี คุณภาพเสียงก็ใช้ได้ในแบบลำโพงเล็กๆ ของมือถือนะครับ

ประสิทธิภาพของ Vivo X21

  • ชิป Snapdragon 660 แรงหายห่วงสำหรับงานทั่วไป
  • เล่นเกมอย่าง ROV ก็ลื่นไหลดี
  • มี Game Mode ช่วยสนับสนุนการเล่นเกมให้ไม่ติดขัดมากขึ้นด้วย

Vivo X21 ใช้ซีพียูรุ่นล่าสุดของ Qualcomm คือ Snapdragon 660 AIE มีแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB (และรองรับ MicroSD อีก 256 GBX แล้วคำว่า AIE หลังชื่อซีพียูคืออะไร มันคือ AI Engine หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์อยู่ในตัวด้วย ทำให้ Vivo X21 เริ่มมีความสามารถ AI ที่ชัดเจนขึ้น อย่าง AI Image Identification ในแอป Albums ก็ช่วยจัดกรุ๊ปรูปถ่ายได้ว่ามันน่าจะเป็นอะไร หรือฟังก์ชั่นกล้องถ่ายภาพที่สามารถแยกซีนต่างๆ และปรับการถ่ายภาพให้เหมาะสมได้ แต่ความสามารถอื่นๆ ก็รอการปรับปรุงซอฟต์แวร์ของสมาร์ทโฟนให้ดึงความสามารถ AI ออกมาใช้มากขึ้นในอนาคตนะครับ

ส่วนประสิทธิภาพของ Vivo X21 นั้นอยู่ในเกณฑ์ดีเลย อย่าไปคิดว่าซีพียูขึ้นต้นด้วยเลข 6 ที่เป็นรุ่นกลางจะช้าแล้วในยุคนี้ โดย Geekbench 4.2 ได้คะแนนในส่วน Multicore ไปได้ 5688 คะแนน เร็วกว่า Galaxy S7 ที่ใช้ Exynos อีก ส่วน 3Dmark ในชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนน 1346 คะแนน ก็สูงใช้ได้ แต่คะแนนที่ดูน้อยไปนิดคือประสิทธิภาพของหน่วยความจำจาก AndroBench ครับ ที่ทดสอบการอ่านข้อมูลแบบต่อเนื่องได้ราวๆ 300 MB/s เท่านั้นเอง

เมื่อทดสอบการเล่นเกม ROV ก็ถือว่าสอบผ่านอย่างสวยงามตามสไตล์ชิป Snapdragon ครับ สามารถเล่นโหมด 60 fps ได้ลื่นๆ แถมยังมี Game Mode ที่ช่วยให้การเล่นเกมลื่นไหลขึ้น เช่น ไม่ให้แสดงผล notification กวนใจระหว่างเล่นเกม หรือเมื่อโทรศัพท์เข้าก็เลือกได้ทั้งบล็อกไปเลยไม่ให้กวนเกม หรือจะให้รับสายแบบเบื้องหลังเป็น Speaker Phone แถมยังสามารถเปิดแอปแชทแบบ Picture in Picture เพื่อใช้คุยระหว่างเล่นเกมโดยไม่ต้องออกไปหน้าอื่นๆ ได้ด้วย

กล้องพลัง AI ของ Vivo X21

  • Vivo X21 มีกล้องหน้าและกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีโฟกัส Dual Pixel ทำให้โฟกัสรวดเร็วแม่นยำ สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K
  • มีการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ซีนภาพว่ากำลังถ่ายอะไรอยู่ แต่ไม่บอกว่ากำลังใช้โหมดอะไรอยู่
  • UI กล้องก็ยังเป็นแบบของ Vivo ถ้าไม่คุ้นเคยจะต้องงมๆ หน่อยว่าแต่ละตัวเลือกคืออะไร

กล้องหน้าและกล้องหลังของ Vivo X21 สามารถถ่ายภาพที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยกล้องหลังจะมีรูรับแสง f/1.8 พร้อมเซนเซอร์ตัวรองความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเพื่อช่วยวัดระยะชัดลึกด้วย โดยทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังมีการใช้โฟกัสระบบ Dual Pixel ที่ทำให้โฟกัสได้รวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งจากการลองใช้ก็จริงตามนั้นครับ กล้องหาโฟกัสได้รวดเร็ว ไม่ต้องห่วงว่าภาพจะหลุดโฟกัสเท่าไหร่

กล้องของ Vivo X21 มีการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ซีนภาพได้ 18 แบบ เพื่อปรับการถ่ายภาพให้เหมาะสมกับวัตถุนั้นๆ โดยอัตโนมัติ แต่ AI ของ Vivo X21 นั้นไม่ได้บอกระหว่างถ่ายภาพนะครับว่ากำลังใช้โหมดอะไรอยู่ และไม่สามารถเปิดหรือปิดการใช้งาน AI กับการถ่ายอัตโนมัติได้ ส่วนโหมดโปรนั้นใช้ได้กับกล้องหลังอย่างเดียว โดยดัน ISO สูงสุดได้ 3,200 และความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุด 32 วินาที แต่หาไม่เจอว่าบันทึกเป็น RAW ได้ตรงไหนนะครับ เข้าใจว่าเซฟภาพเป็นไฟล์ RAW ไม่ได้นะครับ

ภาพจาก Vivo X21

ภาพจากกล้องหลังในโหมดหลังละลายของ Vivo X21

คุณภาพภาพที่ได้จาก Vivo X21 นั้นถือว่าดีสำหรับมือถือระดับราคา 20,000 บาทนะครับ สามารถเก็บแสงสีได้เยี่ยม กล้องหลังถ่ายทอดสีสันออกมาได้ดี ถือเป็นโหมด Auto ที่ใช้งานง่าย กดแล้วมั่นใจได้ว่าภาพชัด ภาพสวย การละลายฉากหลังก็ทำได้นุ่มนวลดี ทำให้การถ่ายภาพ Portait ออกมาดูดี สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้

ภาพจากกล้องหน้าของ Vivo X21

ส่วนกล้องหน้าที่มีโหมดหน้าสวยวิเคราะห์โดย AI แยกเพศคนถ่ายด้วยได้ พร้อมความสามารถละลายฉากหลัง ซึ่งค่ามาตรฐานเรามองว่าทำให้หน้าเนียนและสว่างไปสักนิด ก็ต้องปรับลงความแรงลงมาหน่อยนะ สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพ Selfies หมู่ก็มีโหมดภาพ Group Selfies มาให้ เพื่อให้ถ่ายแล้วบิดกล้องซ้าย-ขวาเพื่อเก็บภาพทั้งกลุ่มมาได้ครบ แล้วยังสามารถใช้ความฟรุ้งฟริ๊งแบบนี้กับ Video Call ได้ด้วย (เปิดได้ใน Settings) และกล้องหน้ายังสามารถถ่ายวิดีโอในระดับ 4K ได้ด้วย

ส่วนจุดสังเกตเกี่ยวกับกล้องของ Vivo X21 คือหน้าตาแอปกล้องมันเรียบไปหน่อย ถ้าใช้โหมด Auto เป็นหลักก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะยกมาแล้วถ่ายได้เลย แต่ถ้าจะเข้าไปปรับการตั้งค่าต่างๆ UI ของ Vivo จะแสดงเป็นไอคอนเป็นหลักซึ่งไม่ค่อยสื่อเท่าไหร่ว่าแต่ละตัวเลือกคืออะไร ปรับแล้วให้ผลยังไง ทำให้ต้องลองกดลองใช้ดูครับ จะพอเดาได้ว่านี่คือปุ่มอะไร

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Vivo X21

สรุปประสบการณ์การใช้ Vivo X21

หลังจากใช้ Vivo X21 มาเกือบสัปดาห์ ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานจิปาถะได้ดังนี้ครับ

อุตส่าห์ซ่อนปุ่ม Back, Home, Recent แล้วใช้การปัดๆ แทนได้แล้ว ทำไมถึงยังเหลือที่ว่างด้านล่างอีกนะ มันไม่เต็มจอจริงๆ นี่

ใช้ Vivo X21 นำทางระหว่างขับรถ นำได้ดีใช้ได้เลย

  • เราสามารถปรับ Navigation Menu จากเป็นปุ่ม Recent app, Home, Back เป็นรูปแบบการใช้ Gesture ปัดไปปัดมาเพื่อเป็น Back หรือกลับหน้าโฮมได้ ตรงนี้คือจุดที่ดี แต่ในโหมดซ่อนปุ่มทั้งหมดใช้การปัดอย่างเดียว กลับแสดงผลแอปไม่เต็มจอจริงๆ ขาดอีกนิดหนึ่งนะ Vivo
  • ทดสอบการใช้ Vivo X21 นำทางด้วย Google Maps ก็สามารถจับตำแหน่งได้ดี ไม่โดนหลอกแม้วิ่งอยู่ใต้ทางด่วน ถือว่าใช้นำทางในกรุงเทพได้สบายๆ แต่ช่องหูฟังที่อยู่ด้านบนอาจจะทำให้เส้นสายยุ่งไปสักหน่อยถ้าจะต่อสาย AUX ฟังเพลงกับระบบเสียงในรถ
  • ช่องใส่ซิมอยู่ด้านล่างของเครื่อง ก็เป็นตำแหน่งที่แปลกดี แต่ไม่มีผลกับการใช้งาน ส่วนการใส่ซิม 2 ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือใส่ Micro SD
  • ชาร์จ Vivo X21 ด้วยหัวชาร์จที่มากับเครื่องนั้นได้โหมดชาร์จเร็วที่ชาร์จเร็วมาก แต่ถ้าใช้หัวชาร์จมือถือทั่วไปจะชาร์จช้า (กว่าปกติ) เพราะงั้นถ้าจะซื้อหัวชาร์จเพิ่ม ต้องซื้อหัวชาร์จเร็วของ Vivo เท่านั้น
  • ฟังก์ชั่นด้านซอฟต์แวร์มาเพียบ ทั้ง Clone App สามารถใช้แอปพวก Facebook 2 บัญชีได้พร้อมกัน สามารถแคปจอตามแนวยาวได้ บันทึกเสียงสนทนาระหว่างโทรศัพท์ได้
  • หูฟังที่แถมมาในกล่องเป็นแบบ In-ear รุ่น XE710 อันนี้ยังไม่ได้ลองว่าเสียงเป็นยังไง แค่เล่าให้ฟังว่ามีหูฟังดีๆ แถมมาให้นะ 😛

อุปกรณ์ภายในกล่องของ Vivo X21 (กล่องหรูมาก มีลายฟุตบอลโลกด้วย) มีเคสหน้าตาดูดีให้ พร้อมหูฟังแบบ In-ear และชุดจ่ายไฟ

หัวชาร์จจ่ายไฟสูงสุด 9V 2A

ตำแหน่งใส่ซิมที่ไม่เหมือนเครื่องอื่น และช่องที่สองก็ต้องเลือกว่าจะใส่ซิมหรือ MicroSD แต่รองรับ 4G ได้ทั้ง 2 ซิมนะจ๊ะ

Vivo X21 เปิดตัวราคา 19,990 บาท ก็ด้วยชิป Snapdragon 660, Ram 6 GB, Rom 128 GB กล้อง AI แถมได้ตัวสแกนลายนิ้วมือแบบใหม่ใต้จอภาพ ก็ถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลอยู่ แต่ราคานี้ก็มีคู่แข่งหินๆ หลายตัวที่ต้องสู้นะครับ แต่ถ้าเป็นสายฟังเพลง อยากได้มือถือถ่ายรูปง่ายๆ เล่นเกมลื่นด้วย Snapdragon และต้องการนวัตกรรมล้ำๆ อย่างเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนจอภาพ Vivo X21 คือตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิว Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนราคาแค่หมื่น เน้นกล้องหน้าพร้อมความจุ 128 GB

สมาร์ทโฟนรุ่นกลางตัวใหม่ของหัวเว่ย จะให้ภาพจากกล้องเป็นยังไง มาดูกัน

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.8 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

ปีนี้สมาร์ทโฟนช่วงราคาหมื่นบาทแข่งกันดุมากครับ แน่นอนว่าเจ้าตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอย่าง Huawei ก็ไม่ยอมปล่อยให้การแข่งขันในตลาดนี้ง่ายเกินไป ส่ง Huawei nova 3e สมาร์ทโฟนที่เน้นกล้องหน้าและให้ความจุเครื่องสูงถึง 128 GB ออกมาในราคาแค่ 10,990 บาท ซึ่งแบไต๋ได้ทดลองใช้เครื่องมาเกือบสัปดาห์ จึงรีวิวให้อ่านกันครับ

รูปลักษณ์ของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e มีอีกชื่อหนึ่งคือ Huawei P20 Lite ที่ขายในตลาดต่างประเทศ เพราะงั้นเลยไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมหน้าตามันคล้ายกับตระกูล P20 จัง สิ่งที่ nova 3e ต่างจาก P20 คือไม่มีปุ่มโฮมที่เป็นตัวสแกนนิ้วด้านหน้าครับ บริเวณนี้จะถูกแทนด้วยโลโก้ Huawei แทน แล้วตัวสแกนนิ้วมือก็ไปอยู่ด้านหลังแทน ก็ใช้งานสะดวกไปอีกแบบนะครับ

สีสันของ nova 3e ก็เป็นชุดสีแวววาวตามสมัยนิยมนะครับ โดยสีที่จำหน่ายในไทยนั้นมี 3 สีคือ Midnight Black, Sakura Pink และ Klein Blue ซึ่งตัวที่เราได้รับมารีวิวคือสีน้ำเงิน Klein Blue ที่เครื่องจริงก็ส่องประกายเห็นเป็นแฉกแสงแนวตั้งเหมือนในรูปเลย สัมผัสของตัวเครื่องก็พรีเมี่ยมด้วยฝาหลังแก้วจับถือแล้วให้ความรู้สึกมั่นใจและรู้สึกว่าเป็นของแพง อีกจุดที่ชอบคือกล้องหลังไปอยู่ตรงมุมบนซ้าย และไม่นูนมากแบบ nova 2i แล้ว ทำให้ดีไซน์โดยรวมนั้นดูดีมาก

มาที่เรื่องของหน้าจอบ้าง แน่นอนมือถือในยุคนี้มันต้องเป็นจอแหว่งแล้ว ถ้าไม่แหว่งตอนนี้จะดูเหมือนเป็นมือถือดีไซน์เก่าทันที แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบจอแหว่งก็สามารถเข้าไปปิดโดยการถมดำได้จาก Settings ของระบบนะครับ โดยหน้าจอของ nova 3e นั้นเป็นจอ IPS ความละเอียด 2280 x 1080 pixel ขนาด 5.8 นิ้วสัดส่วน 19:9 ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าของเครื่องไปจนเกือบสุดขอบด้านล่างที่เป็นพื้นที่ของโลโก้ Huawei (ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมมือถือ Android ถึงไม่สามารถปูจอไปจนสุดขอบทุกด้านได้จริงๆ)

สีดำของหน้าจอ Huawei nova 3e มันดำดีจริงๆ

จอตัวนี้หัวเว่ยเคลมว่ารองรับขอบเขตสี NTSC 96% หรือขอบเขตสีที่แสดงในโทรทัศน์ระบบมาตรฐานครับ เมื่อลองใช้งานจริงก็พบว่าเป็นจอที่ดีมากสำหรับมือถือในระดับราคานี้เลยแหละครับ ให้ Contrast ภาพได้ดี เอาไปเปิดแอปที่ฉากหลังดำสนิทอย่าง Wikipedia ในโหมด Black (ที่ออกแบบไว้ใช้กับจอ OLED) ก็รู้สึกว่าสีดำด้านหลังมันดำลึกจริงๆ ตัดกับตัวอักษรสีขาวได้อย่างสบายใจ ไม่ใช่ดำแบบเทาๆ อย่างที่จอ LED จะเป็นกัน ก็พอได้ใช้จอแบบนี้รู้สึกว่าเต็มตาดีนะครับ เครื่องก็ไม่ใหญ่เกินไปจนจับลำบาก

ส่วนการชมภาพยนตร์บนจอ Full View รุ่นนี้ก็ทำได้ดีครับ อย่าง Youtube ก็สามารถยืดจอไปจนสุดขอบซ้าย-ขวาได้ แต่ไม่ได้ยืดเกินจนไปทับกับบาก ก็ให้ประสบการณ์การรับชมที่ดี ส่วน LINE TV ก็ยืดภาพได้จนเต็มจอเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ครอปส่วนบนกับส่วนล่างออกนะครับ ทำให้ได้สัดส่วนภาพที่ดูยืดๆ หน่อย

กล้องหน้าเน้น Selfies ของ Huawei nova 3e

จุดเด่นของแบรนด์ Huawei คือเรื่องความฉลาดของกล้องครับโดยกล้องหน้าของ Huawei nova 3e นั้นใช้เซนเซอร์ Sony IMX576 ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล f/2.0 พร้อมซอฟต์แวร์ปรับปรุงภาพให้เหมาะสำหรับการ Selfie โดยเฉพาะ ซึ่งจากภาพตัวอย่างจะเห็นว่ากล้องของ Huawei nova 3e เก็บรายละเอียดผิวได้ดี การปรับมาตรฐานยังคงเหลือรายละเอียดของผิวพรรณเอาไว้ให้ดูจริง และมีการปรับสีผิวให้ดูสุขภาพดีด้วย

ภาพจากกล้องหน้า Huawei nova 3e

แต่เนื่องจากกล้องหน้าของ nova 3e นั้นมีแค่กล้องเดียว ก็จะเห็นว่าบางส่วนของภาพหลุดไม่เบลอไปเหมือนกัน และการปรับเอฟเฟกความงามนั้นยังไม่ได้แยกรายละเอียดให้ปรับได้อิสระระหว่างการปรับผิวกับการปรับโครงสร้างใบหน้า ทำให้บางทีถ่ายในโหมดหน้าสวยจะรู้สึกว่าโครงหน้าหรือดวงตาแปลกไปบ้างครับ

AR Effect ถ่ายตัวคนและตัดฉากหลังได้สนุกๆ

ในส่วนของกล้องหลังนั้นมี 2 เลนส์ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/2.2 และกล้องรอง 2 ล้านพิกเซลเอาไว้ตรวจสอบความลึกของภาพเพื่อเบลอฉากหลัง ซึ่งคุณภาพภาพที่ได้ก็ดีในระดับหนึ่งครับ ให้สีสันสดใส ภาพสวยงามดี ก็ไม่ได้ดีระดับตะลึงแบบที่ Huawei P20 ถ่ายได้นะครับ

โหมดถ่ายภาพสารพัดตามสไตล์หัวเว่ย

  • เลนส์ AR ตัดฉากหลัง ใส่ฉากฟรุ้งฟริ้งแบบกล้องหน้า
  • โหมดวาดภาพด้วยแสงที่สามารถถ่ายน้ำตกให้นุ่ม หรือไฟรถให้เป็นเส้นยาวตามสไตล์ของหัวเว่ย
  • โหมดโปรก็สามารถปรับความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดได้ 8 วินาที, ISO สูงสุด 3200 แถมยังสามารถบันทึกออกมาเป็น Raw File ได้ด้วย
  • โหมดวิดีโอถ่ายได้สูงสุด 1080p 30fps
  • โหมด Slow Motion ถ่ายได้ความละเอียด 640 x 480 pixel ที่ 120 fps

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง Huawei nova 3e

โหมดหน้าชัด หลังละลาย

ภาพถ่ายกลางคืนในพื้นที่แสงน้อยสุดๆ

ภาพถ่ายในอาคาร

ประสิทธิภาพของ Huawei nova 3e

Huawei nova 3e นั้นใช้ชิปตัวเดียวกับ nova 2i และ Y9 2018 คือ Kirin 659 ของหัวเว่ยเอง พร้อมแรมอีก 4 GB เมื่อทดสอบกับเกมมหานิยมอย่าง ROV ก็เล่นได้ลื่นๆ ที่ 30 fps ครับ เฟรมเรตค่อนข้างนิ่ง ไม่ได้มีการตกลงมามากนัก แต่ก็ไม่มีตัวเลือกให้ปรับเป็น 60 fps ครับ

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพด้วย Geekbench 4.2 ก็ได้คะแนน Single-core 933 และ Multi-core ที่ 3703 คะแนน ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่เราทดสอบไว้กับ Huawei nova 2i เมื่อครึ่งปีก่อนครับ ก็เป็นคะแนนพอๆ กับ Snapdragon 820 ที่ใช้ใน Galaxy Note 7 ครับ ส่วนทดสอบประสิทธิภาพกราฟิก 3 มิติด้วย 3Dmark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ก็ได้คะแนนสูงสุดที่ 371 กับการใช้ Vulkan เป็นตัวประมวลผลกราฟิก

ที่แปลกใจคือการใช้งานทั่วไป เช่นการเปิดกล้อง หรือสลับแอปแบบด่วนๆ จะรู้สึกหน่วง ต้องรอสักอึดใจหนึ่ง ก็หวังว่าหัวเว่ยจะออกเฟิร์มแวร์ที่ปรับปรุงประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตนะครับ

สเปกที่น่าสนใจของ Huawei nova 3e คือมาพร้อมความจุเครื่อง 128 GB ซึ่งก็ทำให้เก็บรูปและสื่อต่างๆ ได้เยอะมาก แถมยังสามารถใส่ MicroSD ได้เพิ่มอีก 256 GB ซึ่งเมื่อทดสอบความเร็วของหน่วยความจำภายในเครื่องด้วยแอป AndroBench ก็ความเร็วอ่านต่อเนื่องราว 280 MB/s ครับ ก็ไม่น่าแปลกใจสำหรับเครื่องในราคานี้ที่ใส่หน่วยความจำเยอะขนาดนี้มาให้ครับ

ว่าด้วยเรื่องของเสียง

Huawei nova 3e มาพร้อมลำโพงภายนอกตัวเดียว อยู่ที่ท้ายเครื่องด้านขวานะครับ ซึ่งลำโพงตัวนี้ก็ให้เสียงได้ดังดี อาจจะแหลมๆ ฟุ้งๆ บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของเสียงจากลำโพงมือถือตัวเล็กๆ ครับ

ที่น่าชื่นใจคือ nova 3e ยังมีช่อง 3.5 mm อยู่ ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อหูฟัง 3.5 mm เดิมของตัวเองได้ทันที ซึ่งถ้าเราฟังเพลงผ่านสาย ก็สามารถเปิดระบบเสียง Histen ของหัวเว่ยได้ ซึ่งเสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm และระบบเสียง Histen นั้นจะเน้นเสียงที่โอบล้อม สร้าง Sound Stage ที่กว้างขึ้น ไม่ได้เป็นเสียงโทนสุขุมนุ่มลึกเหมือนอย่างสมาร์ทโฟนที่มี DAC แยกทำได้นะครับ

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth เพราะว่า Huawei nova 3e เป็น Android 8.0 แล้ว ทำให้รองรับ codec เสียงได้หลายตัว ทั้ง SBC, aptX หรือ AAC แต่ไม่รองรับ LDAC ระบบเสียงตัวท็อปของโซนี่นะครับ แต่ก็มากพอที่จะรองรับหูฟังและลำโพงในท้องตลาดให้ได้เสียงดีกว่าปกติแล้ว

การเชื่อมต่อกับเครือข่าย ข้อจำกัดของ nova 3e

แม้ว่า Huawei nova 3e จะสามารถเชื่อมต่อเครือข่าย 4G และรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เฉพาะซิม 1 เท่านั้นครับ น่าเสียดายที่ซิม 2 นั้นรองรับแค่ 2G เท่านั้น ใครที่ต้องการซื้อไปใช้งานแบบ 2 ซิม ก็ต้องเช็คกับค่ายมือถือที่เราใช้ให้ดีๆ ว่ายังให้บริการแบบ 2G อยู่หรือไม่นะครับ ซึ่งแบไต๋ลองเช็คดูแล้ว ตอนนี้ AIS ไม่มีบริการ 2G แล้ว ส่วน dtac จะใช้งาน 2G 1800 MHz ได้ถึง 15 ก.ย. 61 และ Truemove H ให้บริการ 2G ที่ความถี่ 900 MHz โดยยังไม่มีกำหนดเลิกให้บริการ และผู้ใช้ต้องเลือกระหว่างการใช้งานซิม 2 หรือจะใส่ MicroSD ครับ

นอกจากนี้ Huawei nova 3e ยังไม่รองรับ Wifi 5 GHz ด้วย ซึ่งอาจมีปัญหาสำหรับบางพื้นที่ที่สัญญาณไวไฟหนาแน่น (เช่นในคอนโด) อาจจะทำความเร็วอินเทอร์เน็ตได้ไม่เร็วนัก และตอนนี้ nova 3e ยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi เทคโนโลยีที่ช่วยให้เสียงสนทนาคมชัดขึ้น ก็ต้องรอการอัปเดทต่อไปครับ น่าจะรองรับ VoLTE ได้เร็วๆ นี้

ประเด็นอื่นๆ ที่เจอระหว่างรีวิว Huawei nova 3e

พอใช้พอร์ต USB-C ก็ใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นพอร์ตใหม่นี่อย่างกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย

  • nova 3e เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นกลางที่ใช้พอร์ท USB-C สักที ทำให้ใช้กับอุปกรณ์เช่นกล้อง 360 องศาของหัวเว่ยได้เลย
  • แบตเตอรี่ 3,000 mAh นั้นใช้ได้จริงได้เกินวัน หมดวันแบตก็ยังเหลืออยู่เยอะพอสมควร
  • สเปกบอกว่ารองรับ Fast Charge 2.0 (9V 2A) แต่ทดลองชาร์จด้วยหัวชาร์จของ Mate 10 Pro ก็ไม่ได้ขึ้นว่าชาร์จเร็วนะ
  • ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล nova ไปแล้วคือ Huawei nova 3e ไม่มี Gyro ในตัว ทำให้ไม่รองรับการใช้งานแอปบางตัวเช่น Google Street view ที่ต้องใช้ Gyro วิเคราะห์การหมุนกล้องไปรอบตัว รวมถึงแอปประเภท VR น่าจะมีปัญหา

โปรโมชั่น Pre-Order!

Huawei Nova 3e เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท โดย Pre-order ระหว่างวันที่ 11 ถึง 23 พฤษภาคมนี้ โดยคนที่จองก่อนจะได้รับหูฟัง Huawei Bluetooth Sport มูลค่า 1,990 บาท พร้อมเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะมูลค่า 2,990 บาท และเริ่มขายจริงวันที่ 24 พฤษภาคม (วันแรกของงาน Thailand Mobile Expo 2018) หรือใครจะจองออนไลน์ก็ได้ที่ Lazada และ Shopee เลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

[Review] HONOR 7C จอใหญ่ สเปคแรง สแกนใบหน้า ในราคา 5 พัน

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5 /10

คุณภาพหน้าจอ

9.0 /10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0 /10

คุณภาพกล้อง

9.8 /10

ความคุ้มค่า

8.5 /10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

HONOR 7C ชูฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า และมาพร้อม Android 8.0 Oreo ซึ่งจะถูกครอบด้วย EMUI 8.0 และ CPU Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450

Honor 7C ชูโรงการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า (Face Unlock) เป็นเอกลักษณ์ระดับเรือธง ซึ่งสแกนได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้เป็นแบบ Depth Sensor อีกอย่างที่มีมาให้คือการสแกนนิ้ว ซึ่งปลดล็อกไวมากเช่นกัน แต่จากการใช้งาน นิ้วไปสแกนปลดล็อกก่อนจะมองจออีก เลยไม่มีความจำเป็นต้องสแกนใบหน้าเลย ก็มีไว้ 2 อย่างให้เลือกไม่เสียหาย แต่เราก็ยังชอบสแกนนิ้วมากกว่านะ เพราะปลดล็อกด้วยใบหน้าจะปลอดภัยน้อยกว่า

รูปจากกล้องหลัง Honor 7C

กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยระบบโบเก้ (Bokeh) ให้ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ พร้อมไฟแฟลช LED ที่เรียงเป็นแนวนอน

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 4160 x 3120
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

รูปจากกล้องหน้า Honor 7C

กล้องหน้า: 8 ล้านพิกเซล

  • ความละเอียดภาพถ่าย: 3264 x 2448
  • ความละเอียดภาพวิดีโอ: 1920 x 1080 30fps

แม้กล้องของ Honor จะไม่ได้ให้มาหวือหวาเหมือนกล้องคู่ของรุ่นพี่ยี่ห้ออื่น ๆ แต่เทียบกับราคาแล้ว ถือว่าให้มาเยอะพอสมควร โฟกัสเร็ว ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ มีโหมดให้เลือกปรับหลากหลาย เช่น HDR พาโนรามา ใส่ลายน้ำ หรือ Mode Bokeh Focus After

Honor 7C มาพร้อม Snapdragon 450 และ RAM 3GB เล่นเกมหนัก ๆ อย่าง PUBG ปรับสเปคต่ำ ๆ พอเล่นได้ ส่วน ROV, Yulgang หรือเกมอื่น ๆ ที่ไม่กินสเปคโหดมากก็เล่นได้ลื่นสบาย

จอกว้างใช้งานแบบเต็มตากับ FullView Display ขนาด 5.99 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9 ด้วยความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล ถือว่าไม่มีปัญหาในการดูหนัง เล่นเกม โดยมีฟังก์ชั่น Screen Split สำหรับคอหนัง คอเกม ให้ใช้งานได้แบบแบ่งหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็น Youtube, iflix, Netflix และสามารถแชทไปด้วย เล่นโซเชียลไปด้วยได้

การวัดผลด้วย Benchmark และ Antutu

ที่ชาร์จเป็น Huawei (เนื่องจากเป็นแบนด์ลูกของ Huawei)

น้ำหนักเบาใช้งาน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือคุยโทรศัพท์นาน ๆ ได้สบายด้วยน้ำหนักแค่ 164 กรัม


ด้านบนวางกล้องหน้า และลำโพงสนทนา

ด้านขวามีปุ่มลด/เพิ่มเสียง ที่อยู่เหนือปุ่มล็อค-ปิดเครื่อง

ด้านซ้าย 2 Sim 3 Slot (2 sim + SD Card) คือ ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ NanoSIM จำนวน 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD อีก 1 ช่อง รวมทั้งหมด 3 ช่อง

ตัวเครื่องบางและยังคงช่องหูฟัง 3.5 มม. แต่ไม่มีหูฟังแถมมาให้ ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง มีช่องเชื่อมต่อข้อมูลหรือชาร์จแบตเตอรี่แบบ Micro USB 2.0 ไมโครโฟนตัวหลัก และลำโพง

ด้านหลังวางกล้องคู่ และแฟลช เรียงเป็นแนวนอน และวางปุ่มสแกนนิ้วไว้ตรงกลางด้านบน ตำแหน่งพอดีวางนิ้ว

มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดํา น้ำเงิน ทอง ตัวเครื่องใช้วัสดุโลหะ

สเปค HONOR 7C

  • หน้าจอ LCD ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด HD+
  • ความละเอียด 1440 x 720 พิกเซล อัตราส่วน 18:9
  • ขนาด 158.3 x 76.7 x 7.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 164 กรัม
  • CPU : Octa-Core 1.8GHz Snapdragon 450
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 3GB
  • ROM : 32GB รองรับ MicroSD Card สูงสุด 256GB
  • กล้องหลังคู่ : 12MP + 3MP
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 4.2
  • MicroUSB 2.0
  • ช่องหูฟัง : 3.5 มิลลิเมตร
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหลัง), Accelerometer, Proximity, Compass
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 8.0 ครอบด้วย EMUI 8.0
  • สีที่วางจำหน่าย : สีน้ำเงิน สีดำ สีทอง

Honor 7C จะวางจําหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย วันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ทาง Lazada ในราคา 5,290.00 บาท โดยมีโปรโมชั่นในช่วง Flash Sale ลดราคา 600 บาท เหลือ 4,690 บาท ตั้งแต่เวลา 12.00น. ถึง 16.00 น. ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้เท่านั้น

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!