Connect with us

Mobile Lab

รีวิว Huawei Mate 10 Pro เรือธงปัญญาประดิษฐ์

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

 

สมาร์ทโฟนซีรี่ส์ Mate จาก Huawei นั้นขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพระดับสูงสุดของหัวเว่ยและอายุแบตเตอรี่นะครับ ซึ่งปีนี้ก็เดินทางมาถึงรุ่น Mate 10 Pro (Mate 10 รุ่นธรรมดาไม่จัดจำหน่ายในไทย) แล้ว โดยชูเทคโนโลยีด้าน AI เป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ หลังจากใช้เครื่องมาร่วมเดือน แบไต๋จึงขอรีวิวการใช้งานทั้งหมดให้อ่านกันครับ

สเปกของ Huawei Mate 10 Pro

  • CPU: Huawei Kirin 970 Octa-core
  • GPU: Mali-G72 MP12
  • RAM 6 GB
  • หน้าจอ OLED 6 นิ้วแบบ Full View สัดส่วน 18:9 ความละเอียด 2160 x 1080 พิกเซล
  • หน่วยความจำภายใน 128 GB (ใส่ MicroSD ไม่ได้)
  • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลัง: กล้องขาวดำ 20 ล้านพิกเซล, กล้องสี 12 ล้านพิกเซล f/1.6 (Leica Summilux-H) พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
  • แบตเตอรี่: 4000 mAh พร้อม Huawei Super Change
  • รองรับ 2 nano-sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกัน
  • Android 8.0 ครอบทับด้วย EMUI 8.0
  • กันน้ำระดับ IP67
  • ราคา: 27,900 บาท

การออกแบบตัวเครื่อง Huawei Mate 10 Pro

  • ดีไซน์ใหม่ทั้งจอยาว 18:9 ฝาหลังที่มีสีคาด
  • จอ OLED สีสันสวยงาม รองรับการแสดงผล HDR (แต่ตอนนี้ Netflix ยังไม่สนับสนุน) มีฟังก์ชั่น Always on Display
  • ฝาหลังลื่นและติดรอยนิ้วมือง่าย

Mate 10 Pro นั้นเป็นเรือธงตัวแรกของหัวเว่ยที่ใช้ดีไซน์หน้าจอแบบ Full View ขอบบางนะครับ ทำให้ด้านหน้าของเครื่องแทบจะเต็มไปด้วยหน้าจอ 18:9 ที่ปูพื้นที่ 6 นิ้วไปจนเกือบหมด เหลือพื้นที่ด้านบนสำหรับกล้องหน้า เซนเซอร์ และหูฟังแบบไม่แหว่งเข้าไปกินพื้นที่จอแบบเรือธงบางตัว ส่วนด้านล่างแน่นอนต้องมีพื้นที่เหลือสำหรับโลโก้ Huawei

ส่วนงานออกแบบด้านหลังก็เป็นดีไซน์ใหม่ของหัวเว่ย จุดเด่นคือแถบสีเน้นตรงกล้อง ก็ทำให้ด้านหลังดูมีลูกเล่นมากขึ้น ซึ่งด้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือที่ทำงานรวดเร็วเหมือนเคย ระบบกล้องคู่ Leica พร้อมแฟลชคู่และเซนเซอร์โฟกัส และโลโก้ด้านหลังของ Huawei ส่วนวัสดุของฝาหลังก็เป็นกระจกโค้งดีไซน์รับกับฝามือครับ ซึ่งเมื่อรวมกับเฟรมโลหะของเครื่องก็ทำให้ความรู้สึกในการจับถือนั้นพรีเมี่ยมมาก แต่ดีไซน์และวัสดุของฝาหลังตัวนี้ก็มีข้อควรระวังสำหรับคนที่ใช้งานแบบไม่ใส่เคสนะครับ เพราะมันลื่นมาก เครื่องพร้อมจะลื่นตกเมื่อวางในพื้นที่ไม่มั่นคง ก่อนจะวางเครื่องให้ดูดีๆ ก่อนนะ ตกแตกจะไม่คุ้มกัน ส่วนเรื่องรอยนิ้วมือจะติดที่ฝาหลังเครื่อง ไม่ต้องห่วงครับ มันติดแน่นอน ก็คอยเช็ดเอานะครับ

หน้าจอ OLED ของ Huawei Mate 10 Pro นั้นดูดีครับ สีสันสดใสเป็นธรรมชาติ โดยค่ามาตรฐานเครื่องจะตั้งเป็นโหมดสี Vivid ก็ให้สีสันแจ่มชัดที่ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะชอบ แต่ถ้าใครคิดว่าสดไปก็สามารถเข้าไปเปลี่ยนโหมดสีเป็น Normal ได้ ก็จะได้จอสีอมเหลือง และภาพสดน้อยลง ก็ดูสบายตาดีนะครับ แต่ถ้าถามว่าจอ OLED ตัวนี้เห็นแล้วรู้สึกว้าวเลยไหม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ อาจเพราะดีไซน์ด้านหน้าเครื่องที่ยังธรรมดาไปหน่อย แล้วก็ขอบที่ยังเห็นชัดอยู่ครับ

Netflix แบบเต็มจอ 18:9

Youtube แบบเต็มจอเช่นกัน

แอปส่วนใหญ่สามารถแสดงผลเต็มจอ 18:9 ได้เลย โดยหัวเว่ยจะแสดงปุ่มให้กดขยายแอปด้านล่าง แต่ถ้าขยายแล้วทำให้แอปหน้าตาเพี้ยนก็ปรับกลับมาได้ ส่วนแอปวิดีโออย่าง Youtube, Netflix ก็รองรับหน้าจอยาว ขยายวิดีโอไปจนสุดขอบได้ครับ

และเราสามารถเปิดใช้ Alway-on Display ใน Huawei Mate 10 Pro ได้โดยเข้าไปที่ Settings > Security & Privacy > Screen Lock & Passwords > Always Display Information ซึ่งก็น่าจะทำให้ถูกใจใครหลายคนมากขึ้น

Always-on Display

ด้วยความที่ Huawei Mate 10 Pro นั้นเครื่องค่อนข้างใหญ่ การใช้งานจึงเป็นรูปแบบจับถือ 2 มือเป็นหลักนะครับ ใช้มือเดียวค่อนข้างลำบากเพราะนิ้วต้องเอื้อมเยอะ แล้วพอเอื้อมมากๆ มือก็จะไปติดจอจนกดนู้นนี่ครับ แต่ก็สามารถกดที่ปุ่มโฮมแล้วลากซ้ายหรือขวาเพื่อย่อจอให้เหมาะกับมือเดียวได้ครับ

ประสิทธิภาพของ Huawei Mate 10 Pro

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้งานได้ลื่นหมดไม่เสียราคาของเรือธง
  • การใช้งานในโหมด PiP ยังหน่วงๆ

Mate 10 Pro นั้นใช้ซีพียู Kirin 970 ตัวล่าสุดของ Huawei นะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงหวังได้ว่าจะได้ประสิทธิภาพระดับสูงสุด ซึ่งผลการทดสอบออกมาดังนี้

  • Geekbench 4.1 ทดสอบ Single core ได้ 1894 คะแนน, Multi Core ที่ 6279 และทดสอบ Compute – RenderScript (วัด GPU) ได้คะแนน 11,154
  • เทียบกับ Mate 9 ได้ 1871, 5963, 3501 ตามลำดับ ก็ถือว่าประสิทธิภาพของ CPU นั้นปรับปรุงไปไม่มาก แต่ GPU เร็วขึ้นเยอะครับ
  • เทียบกับ Galaxy S8 ได้ 1957, 6433, 8331 ตามลำดับ ก็ถือว่า Mate 10 Pro มีประสิทธิภาพในเชิงตัวเลขการทดสอบน้อยกว่านิดหน่อย

ทดสอบ 3Dmark โดยใช้ชุดการทดสอบ Sling Shot Extreme ได้คะแนนสูงสุด 2551 คะแนน (ทดสอบ 4 ครั้ง คะแนนแกว่งมาก ได้คะแนน 1163, 1873, 2011 และ 2551) ก็ได้คะแนนพอๆ กับ iPhone 8 ครับ

ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานจริงนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ลื่นไหลทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้เฟซบุ๊กหรือเล่นเกม 3 มิติหนักๆ ก็ทำได้ดี ต่อเครื่องอ่านการ์ด SD เพื่อโหลดวิดีโอจากกล้องมาตัดต่อก็ได้ เรนเดอร์วิดีโอ 1080p 60 fps ได้เนียนๆ เล่น ROV ได้เฟรมเรทสูงสุดเกือบ 60 fps ก็ไม่เสียราคาของเรือธงสเปกสูงสุด

ปัญหาของ PiP จะเห็นว่าปุ่มขยายแผนที่ไปอยู่มุมล่างขวา ส่วนตัวแผนที่อยู่บนซ้าย ทำให้เวลาแตะแผนที่นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลำบากต่อการใช้พอสมควร

แต่เรื่องที่อาจจะต้องได้รับการปรับแต่งอีกหน่อย คือเวลาใช้ฟังก์ชั่น PiP (Picture in Picture) ของเล่นใหม่ของ Android 8 การทำงานของเครื่องจะหน่วงๆ ไปบ้างครับ เช่นเวลานำทางด้วย Google Maps แล้วกดสลับมาเป็น facebook โดยมีหน้าต่างของ Google Maps เล็กๆ ยังนำทางอยู่ เฟซบุ๊กจะหน่วง กระตุกขึ้นมาทันที นอกจากนี้ PiP ยังมีปัญหาอยู่บ้าง เช่นตำแหน่งกดคืนหน้าต่างของ Google Maps อยู่ไม่ตรงกับตัวหน้าต่าง ทำให้สลับกลับไปนำทางได้ยาก ก็ไม่แน่ใจว่าต้องเป็นฝ่าย Google Maps แก้ไขหรือ Huawei แก้ไขใน Firmware ตัวถัดไปนะครับ

เรื่องของ AI จุดเด่นของ Huawei Mate 10

แม้ว่า Mate 10 Pro จะมีกล้องชั้นเลิศ ประสิทธิภาพเครื่องดี และแบตเตอรี่ที่อึด แต่สิ่งที่หัวเว่ยชูขึ้นมาเป็นจุดเด่นในปีนี้คือหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า NPU หรือ Neural Network Processing Unit ที่ใช้ประมวลเลียนแบบสมองมนุษย์ ทำให้วิเคราะห์การทำงานต่างๆ ได้เร็วขึ้นกว่าใช้ CPU หลักประมวลผลอย่างเดียว

  • วิเคราะห์การใช้งานเครื่อง และปรับทรัพยากรให้เหมาะสม ทำให้เครื่องยังเร็วอยู่ตลอดแม้จะใช้งานมานานเป็นปี (ซึ่งแอดเพิ่งเทสได้เดือนเดียว มันก็คงไม่เห็นผลมาก แต่เครื่องก็ไม่เคยช้านะ)
  • วิเคราะห์เสียงสนทนาและปรับปรุงให้ชัดเจนแม้อยู่ในพื้นที่เสียงดัง (เทสแล้ว Mate 10 Pro ก็เป็นโทรศัพท์ที่คุยได้ชัดเจนที่สุดรุ่นหนึ่งนะ)
  • วิเคราะห์ภาพที่กำลังถ่าย และปรับแต่งให้เหมาะสม อันนี้เห็นชัดเจนว่า Mate 10 Pro สามารถแยกแยะภาพต่างๆ ได้รวดเร็วว่าอะไรเป็นภาพคน ภาพสัตว์ ภาพอาหาร ทำให้ถ่ายอัตโนมัติได้เก่งขึ้น
  • ช่วยในการแปลภาษาได้เร็วขึ้น อันนี้ไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ เพราะลองโหลด Microsoft Translate ลงในมือถือแอนดรอยด์เก่าๆ เครื่องอื่น มันก็แปลตัวอักษรจากภาพไม่ได้ช้ากว่า Mate 10 Pro เท่าไหร่เลย

AI เป็นก้าวที่สำคัญของ Huawei ครับ แต่เทคโนโลยีด้านนี้ต้องอาศัยเวลา และพันธมิตรมากมายที่จะนำ NPU เข้าไปประยุกต์ใช้กับระบบงานของแอปต่างๆ ครับ (ไม่เหมือน Apple ที่แกร่งพอที่จะทำแพลตฟอร์มเองได้ทั้งหมด) ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Android 8.1 ที่จะมี Neural Network API ของกูเกิ้ลนั้น Mate 10 Pro จะรองรับและสนับสนุนได้แค่ไหน แต่ปัจจุบันก็ต้องบอกว่า ยังไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ระหว่างมีกับไม่มี NPU

การถ่ายภาพและวิดีโอ เรื่องเทพเสมอมาของ Huawei

ภาพจากกล้อง Huawei Leica นั้นสีสันสะท้านใจมาก

ใน Mate 10 Pro นั้นมาพร้อมกับกล้องที่ร่วมพัฒนาโดย Leica ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันของหัวเว่ยแล้ว ความสามารถเดิมๆ ที่เคยมีใน P9, Mate 9, P10 ก็ยกมาใส่ใน Mate 10 Pro ทั้งหมดครับ แล้วก็ยังมีความสามารถใหม่ๆ ด้วย

sdr
sdr
  • ที่ใช้บ่อยสุดคือโหมดสี Vivid Color กับ Smooth Color ที่ให้ภาพสดเป็นเอกลักษณ์ของ Leica ยังมีให้เลือก
  • โหมดถ่ายภาพมีเยอะและหลากหลาย ที่ใช้บ่อยเช่น Panorama, Light painting ที่ถ่ายถนนให้เป็นเส้นไฟ หรือถ่ายน้ำตกให้นุ่มก็เลือกใช้ได้ รวมถึง Night Shot ที่คำนวณการถ่ายกลางคืนให้เอง (ต้องใช้ขาตั้งกล้อง)
  • โหมดหน้าชัดหลังเบลอ และโหมด Portrait ที่ปรับแต่งหน้าเนียนๆ หลังเบลอๆ ก็มีมาให้เลือก
  • โหมด Pro สามารถถ่าย RAW ได้ และสามารถปรับความเร็วชัตเตอร์, ISO (สูงสุด 3200), ระบบโฟกัส, EV และ White Balance ได้
  • มี Live Photo สำหรับถ่ายวิดีโอสั้นๆ พร้อมกับถ่ายรูป
  • กล้องหน้าสามารถเลือกระดับความเนียนของภาพ และสามารถถ่ายภาพ selfie แบบพาโนราม่าได้

ภาพขาว-ดำก็ยังเป็นเสน่ห์ของกล้อง Huawei อยู่ดี

ภาพจากกล้องหน้า

ส่วนการถ่ายวิดีโอก็ไม่น้อยหน้าการถ่ายภาพนิ่ง

  • เลือกโหมดสี Vivid และ Smooth Color สำหรับกล้องหลังได้เหมือนกัน
  • วิดีโอถ่ายได้สูงสุดที่ 4K 30 fps เป็นไฟล์ H.265 HEVC
  • Slow-mo ถ่ายได้สูงสุดที่ 240 fps ที่ความละเอียด 720p และ 120 fps ที่ 1080p
  • ใส่เอฟเฟกหน้าใสให้ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ด้วย ถ่ายโหมด Portrait ในโหมดวิดีโอก็ได้

สรุปประสบการณ์การใช้ Huawei Mate 10 Pro ในช่วง 1 เดือน

  • การนำทางด้วย GPS ทำได้ดีมาก ขับรถวิ่งในอุโมงค์ยาวเป็นกิโลที่ญี่ปุ่น GPS ก็ยังคงแทร็กตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่หลุดตำแหน่ง
  • ใส่ 2 ซิม รองรับ 4G พร้อมกันสองซิม แถมเป็นโมเด็มตัวที่เร็วที่สุดของหัวเว่ย รองรับเทคโนโลยี 4×4 MIMO + 256QAM + 3CA ทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.2 Gbps (ถ้าเครือข่ายรองรับ)
  • รองรับ VoTLE ให้เสียงสนทนาคมชัดในเครือข่ายที่รองรับ
  • สามารถต่อสาย USB-C แปลงเป็น HDMI เพื่อใช้งานในโหมด Desktop เหมือนใช้คอมพิวเตอร์ได้ โดยเอามือถือเป็นเมาส์และคีย์บอร์ดได้ หรือจะต่อเพิ่มก็ได้ (อันนี้ยังไม่ได้ลอง เพราะไม่มีสาย)
  • ฟีเจอร์มือถือจีนมาเกือบครบ ทั้งบันทึกหน้าจอตามแนวยาว, App Twin ใช้งาน facebook, line, messenger พร้อมกัน 2 บัญชี ใช้งานเป็นรีโมททีวีก็ได้ แต่บันทึกเสียงสนทนาไม่ได้

ชาร์จด้วย Super Change

แบตเตอรี่และการชาร์จ

  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานพ้นวันสบายๆ แต่ไม่ถือว่าอึดจนน่าทึ่งเพราะถ้าใช้งานหนักหน่อย แบตก็เกือบหมดในแต่ละวัน ไม่สามารถใช้แบบ 2 วันชาร์จ 1 ครั้งได้
  • จากการทดสอบด้วย Super Change ของ Huawei การชาร์จแบต 30 นาทีได้แบตกลับมา 44% (เปิดเครื่องชาร์จ) ถ้าจะชาร์จจนเต็มร้อยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ก็ถือว่ารวดเร็วทันใจดี
  • ระบบการชาร์จทั้งหมดของ Mate 10 Pro ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland การันตีว่าถ้าใช้หัวชาร์จและสายชาร์จของของหัวเว่ยจะปลอดภัย

ชาร์จมาครึ่งชั่วโมง ได้แบต 44%

เรื่องเสียง

  • Huawei Mate 10 Pro เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth มากที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน คือรองรับทั้ง SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC ครบรูปแบบที่ผู้ใช้จะใช้หลักๆ ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้เชื่อมต่อกับลำโพงหรือหูฟัง Bluetooth รุ่นใดก็จะดึงรูปแบบการส่งสัญญาณเสียงที่ดีที่สุดออกมาใช้

ลองกับลำโพงที่รองรับ LDAC ก็ขึ้นว่าสนับสนุนเต็มรูปแบบ

  • จากการเทสด้วย Huawei Mate 10 Pro กับหูฟังที่รองรับโค้ดเสียง SBC, AAC, aptX แล้วสลับ Codec ที่ใช้ไปเรื่อยๆ พบว่า SBC ที่เป็นโค้ดเสียงพื้นฐาน อุปกรณ์ Bluetooth ทุกตัวรองรับให้คุณภาพที่แย่ที่สุด เสียงปลายทึบ ไม่โปร่ง ส่วน aptX กับ AAC ให้คุณภาพเสียงสดใสพอๆ กัน ถ้ามีหูฟังหรือลำโพงที่รองรับโค้ดเสียงอื่นๆ นอกจาก SBC ระบบจะเลือกอันที่ดีกว่าให้เอง
  • Mate 10 Pro ไม่มีช่องต่อหูฟังแล้ว (แต่สมาชิกแบไต๋แจ้งว่าแถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm นะ) ก็ลำบากหน่อยโดยเฉพาะสาย Live Facebook

หูแถมของ Huawei Mate 10 Pro

  • หูแถมของ Mate 10 Pro ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่แหลม ไม่บวม
  • ระบบปรับเสียง Histen ของ Huawei ใช้ได้กับการฟังผ่านสายเท่านั้น ไม่สามารถฟังผ่าน Bluetooth ได้
  • ระบบ Histen ช่วยปรับเสียงให้โปร่ง ชัดขึ้น ก็แล้วแต่ชอบว่าชอบลักษณะเสียงแบบนี้รึเปล่า
  • ลำโพงเครื่องมี 2 จุดคือที่ลำโพงหูฟังและลำโพงท้ายเครื่อง ถ้าวางเครื่องแนวนอนจะให้เสียงสเตอริโอแยกซ้าย-ขวาได้ชัดเจน ส่วนถ้าวางเครื่องแนวตั้งระบบจะปรับเป็นโหมดลำโพงคุณภาพสูง ให้เสียงได้หนักแน่นกว่าเดิม ลำโพงให้เสียงดังและมีเบสมากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป (แต่เบสก็ไม่ได้เยอะนะ เอาไปสู้ลำโพงแยกไม่ได้)
  • ไมโครโฟนในโหมด Speaker Phone เลือกได้ว่าจะรับเสียงรอบตัวหรือจุดเดียว เหมาะสำหรับการคุยในพื้นที่เสียงดัง นอกจากนี้การใช้บันทึกเสียงก็เลือกลักษณะการรับเสียงได้เช่นกัน ดีงาม
แตะเพื่ออ่าน Codec เสียงของ Bluetooth ตัวชี้วัดคุณภาพเสียงไร้สาย!

Mate 10 Pro สมาร์ทโฟนที่น่าใช้ที่สุดของหัวเว่ยตอนนี้

อุปกรณ์ภายในกล่อง Huawei Mate 10 Pro

ถือว่า Mate 10 Pro เป็นการกลับมาของเรือธงที่สมการรอคอยนะครับ ทุกอย่างถูกปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีขึ้น และการโฟกัสด้าน AI ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ดี และสามารถพัฒนาด้านซอฟต์แวร์เพื่อตอบสนองได้ในอนาคต ก็ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่น่าใช้อีกรุ่นหนึ่งในตลาดครับ

เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!

แสดงความคิดเห็น

Mobile Lab

หนุ่ย พงศ์สุขเปิดร้านตู้มือถือ แนะนำ AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เปลี่ยนได้สารพัดโปร

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

นอกจากหนุ่ย พงศ์สุขจะทำสารพัดคลิปให้ความรู้ปรนเปรอสมาชิกแบไต๋แล้ว ยังแอบเปิดร้านตู้มือถือสำรวจตลาดอีกด้วย คราวนี้มาแนะนำ AIS The One Sim ซิมเติมเงินแบบใบเดียวจบ ซื้อไปก่อน ค่อยไปเลือกโปรที่ใช่ทีหลัง ไม่ต้องเหนื่อยตามหาซิมโปรที่ต้องการแล้ว!

AIS The One Sim

เพราะ AIS รู้ใจปัญหาผู้ใช้ ที่เหนื่อยตามหาซิมประเภทที่ต้องการ ต้องเดินไปถามหลายร้านกว่าจะได้ซิมที่ใช่ เลยออก AIS The One Sim ซิมเดียวจบ เลือกเบอร์เสร็จก็ซื้อไปเลย แล้วค่อยไปเลือกโปรโมชั่นที่ต้องการด้วยตัวเอง จะเน้นโทร เน้นอินเทอร์เน็ต เน้นความบันเทิง หรือเน้นโซเซียล ก็มีแพ็กเกจให้เลือกได้ทุกความต้องการ แถมให้มาเป็นซิม 3 ขนาด ใช้ได้กับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นด้วยนะ AIS The One Sim ง่ายและสะดวกจริงๆ

Package เริ่มต้น

แพ็กเกจเริ่มต้นของ AIS The One Sim นั้นก็แจ่มไม่ใช่เล่นนะ เล่นโซเซียลพวก facebook, line, twitter, instagram และอื่นๆ ฟรี 2 GB, ดู AIS Play ฟรี 2 GB ใช้ AIS Super Wifi ฟรี 3 GB ได้เน็ต 4G/3G 1 GB และเน็ตสามารถมือถือที่รองรับ 4G เพิ่มอีก 1 GB ค่าโทรนาทีละ 64 สตางค์ แค่เติมเงินอย่างน้อยเดือนละ 150 บาทเท่านั้นเอง

โปรฯ อื่น ๆ ที่มี

แต่ถ้าไม่อยากใช้แพ็กเริ่มต้นแล้ว ก็สามารถเลือกแพ็กเกจใหม่ได้อีกหลากหลาย เช่นถ้าอยากให้โซเซียลเยอะๆ ใช้ facebook, line, twitter และเครือข่ายอื่นๆ ได้ไม่อั้นก็เลือกแพ็กเกจหลักของ AIS The One Sim เป็น Super Social, หรืออยากฟังเพลง ดูซีรี่ส์ ดูทีวีเยอะๆ ก็เลือกแพ็กหลักเป็น Super Play, หรือถ้าอยากได้ซิมราคาประหยัด ค่าโทรถูก ใช้แล้วเน็ตไม่รั่วก็เลือกแพ็กเป็น Easy Net Sim ก็ได้

ก็เรียกได้ว่าทำออกมาให้ครบจริง ๆ สำหรับซิมเติมเงิน AIS The One Sim ตัวนี้ บอกเลยว่าใช้ซิมเดียวจบแน่นอน!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

รีวิวมือถือ Redmi 5A จัดเต็มสเปคดีในราคาเบาเว่อ 2,790 บาท!

าดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

ตลาดมือถือราคาระดับล่างต้องสะเทือน เมื่อ Xiaomi ก้าวเข้ามาทำมือถือราคาต่ำกว่า 3,000 บาท ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่ไม่ธรรมดา และความสามารถที่โดดเด่นมาก ๆ ที่มือถือค่ายอื่นไม่มีอย่างแน่นอนในราคาเท่านี้ จะมีอะไรบ้าง เรามาแบไต๋ให้คุณอ่านกันที่นี่

สเปค XIAOMI REDMI 5A

  • หน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด HD
  • CPU : Snapdragon 425
  • RAM : 2GB
  • ROM : 16GB
  • กล้องหลัง : 13MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 7.1.2 ครอบด้วย MIUI 9

อุปกรณ์ภายในกล่อง

  • มือถือ Xiaomi Redmi 5A
  • คู่มือ
  • ปลั๊ก / สายชาร์จ Micro USB
  • เข็มสำหรับจิ้ม SIM

รูปลักษณ์ภายนอก/ Sensor

ก็เรียกได้ว่าตัวมือถือ Redmi 5A ออกแบบมาสวยงามตามมาตรฐานของ Xiaomi สัมผัสเรียบเนียน ขอบมนไม่บาดมือ มี Infrared สำหรับใช้งานเป็นรีโมทพ่วงกับแอป Mi Remote แต่ไม่มี Gyroscope, Temperature และ Pressure Sensor

Redmi 5A มาพร้อมไมค์ตัดเสียงรบกวน เรียกได้ว่ามาเต็มสุด ๆ เสียงโทรเข้า – รับสายค่อนข้างชัด สามารถบันทึกเสียงระหว่างการสนทนาได้ด้วย

ซึ่ง 2 Sim สามารถใช้งาน 4G 1 ซิมและ 3G อีก 1 ซิมได้ด้วย (ระบบนี้ไม่ใช่ Full Netcom 3.0 นะ)

ลำโพงอยู่ด้านหลังเสียงค่อนข้างดัง แต่คุณภาพไม่ได้ดีมาก เสียงเบสน้อยมาไม่เต็ม ส่วนด้านบนมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. เสียงออกมาค่อนข้างดีตามคุณภาพของหูฟัง

หน้าจอ,กราฟิก

มาพูดถึงในส่วนของหน้าจอ มาพร้อมความละเอียดระดับ HD ขนาด 5 นิ้ว คุณภาพของเม็ด Pixel ของหน้าจอค่อนข้างดี ไม่เห็นเป็นเส้น ทำให้มองแล้วสบายตา เล่นโซเชียลลื่นไหลด้วย Ram ที่ให้มาถึง 2GB มีระบบปรับแสงอัตโนมัติที่ค่อนข้างฉลาด ไม่ปรับแสงวูบวาบ ในส่วนของกราฟิก Snapdragon 425 ตอบโจทย์คนหามือถือระดับ Minimum Price ที่สามารถเล่น ROV ได้ลื่น ๆ เพราะตัวนี้เล่นได้ค่อนข้างลื่นไม่มีสะดุดตลอดทั้งเกม (ตบยับเลยทีเดียว) แต่มีจุดสังเกตที่โหลดก่อนเข้าเกมค่อนข้างช้า อาจทำให้เพื่อนร่วมทีมหงุดหงิดได้

และทางเราได้ลองเทสอีก 1 เกมที่กินสเปคสูงกว่า RoV คือเกม Honkai Impact 3rd เกมนี้เป็นเกมรูปแบบ 3RD Action RPG พอเล่นไหวแต่ค่อนข้างกระตุกอยู่พอสมควร เฟรมหล่นไปอยู่ที่ประมาณ 10 – 20 fps ในระหว่างการเล่น

Antutu Test

จากการทดสอบโดยใช้แอป Antutu ซึ่งเป็นแอปเทสความเร็วมือถือที่เราคุ้นเคยกันดีก็บอกได้เลยว่า คะแนนออกมาไม่ขี้เหร่ สูงถึง 43,770 เลยทีเดียว ส่วนการทดสอบ Stress Test 15 นาที CPU Performance มีความเสถียรสูง วิ่งอยู่ในช่วง 80 – 100% ไม่มีตก

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh ของ Redmi 5A ตัวนี้จากที่ใช้งานก็เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้เกิน 1 วันหลังจากชาร์จเต็ม ไม่ต้องกังวลว่าแบตจะหมดระหว่างวันอย่างแน่นอน

กล้อง

สำหรับคนชอบการถ่ายภาพ Redmi 5A ตัวนี้ตอบโจทย์ให้คุณได้ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายไป ด้วยกล้องหลังขนาด 13 ล้าน ถ่ายภาพออกมาได้สวยงามตามท้องเรื่องทั้งถ่ายปกติ ถ่าย HDR และถ่าย Panorama และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ถ่ายออกมาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียว (แต่ภาพออกมาอาจจะขาวเนียนเว่อนิด ๆ ตามสเปคของมือถือฝั่งจีน) และในส่วนของวีดิโอ ไม่มีระบบกันสั่น ทำให้ถ่ายออกมาถ้าไม่มี OSMO หรือตัวช่วยกันสั่น ภาพจะสั่นไหวมาก ๆ จนมึนเลยทีเดียว

ภาพกล้องหลัง

กล้องหน้า

รีโมท Mi

อีก 1 แอปที่แนะนำสำหรับคนที่ซื้อมือถือให้คุณพ่อ คุณแม่ใช้ เพราะแอปนี้จะช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ เปิดทีวี เปิดแอร์ ได้โดยไม่ต้องหารีโมตอีกต่อไป ใช้งานง่ายมาก เข้าไปเลือกที่ เพิ่มรีโมต แล้วเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งในนั้นเรียกได้ว่ามีแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกให้คุณได้เลือกเลยก็ว่าได้ (เยอะมาก)

วิธีตั้งค่าเพียงแค่เลือกว่าเราจะเชื่อมกับอะไร แล้วเลือกแบรนด์ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วจะให้เราทดสอบปุ่มว่าปุ่มนี้ควบคุมได้หรือไม่ ถ้ากดไว้ซักพักแล้วเจออันที่ใช่ก็ให้ปล่อยแล้วเลือกใช่

หลังจากเลือกเรียบร้อยก็ให้เลือกจับคู่ เป็นอันเสร็จพิธี สามารถใช้งานได้เหมือนรีโมตบ้านเราเลย


ราคา

ปิดท้ายด้วยราคาที่ไม่ธรรมดากับ Flash Sale ครั้งใหญ่ของ Redmi 5A ครั้งที่ 2 บน LAZADA จะเกิดขึ้นในวันเเห่งความรัก 14 ก.พ นี้ เวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) มีโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่บอกได้คำเดียวว่า “เบาเว่อ!!” เพียงแค่ 2,790 บาท แถมสามารถใส่ Code ลดราคาได้อีก 5% เหลือเพียง 2,650.50 บาเท่านั้น เทียบราคากับมือถือค่ายอื่น ก็บอกได้เลยว่า

“สเปคแรง คุ้มด้วยราคาสุด ๆ”

สรุป

มือถือ Xiaomi Redmi 5A ตัวนี้เป็น 1 ในมือถือราคาระดับกลาง – ระดับล่างที่ออกมาตอบโจทย์คนหามือถือเครื่องที่ 2 หรือซื้อให้ที่บ้านใช้ ด้วยคุณภาพของมือถือที่ค่อนข้างดีกว่าราคาที่ต้องจ่ายและ ROM ที่ค่อนข้างเสถียร ใช้งานได้ลื่นไม่มีสะดุด

และที่สำคัญ Redmi 5A ตัวนี้เล่น ROV ได้แน่นอน ฟันธง!!!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Mobile Lab

Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

Published

on

Huawei Mate 10 Pro

฿27,900
Huawei Mate 10 Pro
9.2

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5/10

คุณภาพหน้าจอ

9.0/10

ประสิทธิภาพเครื่อง

9.0/10

คุณภาพกล้อง

9.8/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดีในระดับท็อปของสมาร์ทโฟน Android
  • รองรับ Codec เสียงของ Bluetooth แทบทุกตัวที่ใช้กัน
  • กล้องดียิ่งกว่าเคย (แต่ก่อนก็ดีมากอยู่แล้ว) โหมดถ่ายภาพเยอะ สีสันสดใส ถ่ายสวย
  • รองรับ 2 Nano Sim พร้อมใช้งาน 4G ได้พร้อมกันด้วยสเปกโมเด็มระดับเทพ
  • งานออกแบบเครื่องและวัสดุดูดี ดูพรีเมี่ยมสมเป็นเรือธง

จุดสังเกต

  • ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 mm แต่แถมหัวแปลง USB-C to 3.5 mm มาให้นะ
  • ใส่ MicroSD ไม่ได้
  • แบตเตอรี่ใช้ได้พ้นวัน แต่ยังไม่อึดสมความจุแบต 4,000 mAh
  • ยังต้องจูนรายละเอียดการใช้งานบางจุด เช่นการใช้ PiP กับ Google Maps ที่ทำให้เครื่องหน่วง และแตะกลับมานำทางไม่ได้
  • ความสามารถของ AI ยังจำกัด ต้องรอการพัฒนาต่อไป

ห่างหายไปนานกับ “แบไต๋ Battle” ที่จับเอา Gadget เทคโนโลยีมาสู้กัน เหตุผลง่ายๆ เพราะไม่มีสปอนเซอร์ครับ จะไปขอสปอนเซอร์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ก็ไม่ยอมให้เอามาสู้กับแบรนด์อื่น แต่วันนี้ แบไต๋ Battle กลับมาแล้ว! ก็เพราะเราได้สปอนเซอร์ที่การันตีว่า Beartai Battle ครั้งนี้เป็นกลางแน่ๆ คือ “ฟิล์มและกระจกกันรอยโฟกัส” ที่เชียร์มือถือทุกค่ายอย่างเท่าเทียมมานานแล้ว เอาแหละ สมาร์ทโฟนก็พร้อมแล้ว เริ่มต้น Beartai Battle ศึกเรือธง iPhone X ปะทะ Samsung Galaxy Note 8

ประสิทธิภาพเครื่อง

iPhone X ใช้ชิปตัวแรง Apple A11 Bionic ส่วน Samsung Galaxy Note 8 เครื่องในไทยใช้ชิป Exynos 8895

  • ผลคะแนน Geekbench 4
    • Note 8 ได้ Single-core: 2019 และ Multi-core 6753
    • iPhone X ได้ Single-core: 4270 และ Multi-core 10447
    • ตัวเลขเร็วกว่าเกือบเท่าตัว!
  • วัด 3Dmark Sling Shot Extreme
    • Note 8 ได้คะแนน 2644 คะแนน
    • iPhone X ได้คะแนน 2886 คะแนน
    • iPhone X เร็วกว่านิดหนึ่ง

แต่การใช้งานจริง ความเร็วในการโหลดเว็บ ความเร็วในการเปิดแอปก็พอๆ กัน iPhone X จึงชนะไปเพราะให้ตัวเลขดีกว่า แต่ใช้จริงๆ มันก็ถือว่าเครื่องแรงทั้งคู่ ไม่ต่างกัน

คุณภาพหน้าจอ

ตามสเปกจอของทั้งคู่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกัน

  • iPhone X เป็นจอ OLED 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2436 x 1125 px ซึ่งเป็นจอที่ละเอียดที่สุดตั้งแต่ใช้ใน iPhone
  • Note 8 เป็นจอ AMOLED 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 px

เมื่อเทสการเปิดคลิปทั่วไป เช่นคลิปจาก Youtube หรือหนัง HD ของ Netflix Note 8 จะให้ภาพสีสดกว่า สดแบบฝรั่งหน้าขาวๆ ก็แดงได้ Contrast สูงกว่า แต่เมื่อเปิดหนัง HDR ของ Netflix เทียบกัน จอ iPhone ให้สีสันและความเข้มของแสงที่สมบูรณ์กว่า จอ Note 8 ให้สีจืดลงไปเลย

แต่ iPhone ก็มีปัญหารอยบากด้านบน ทำให้ไม่สามารถขยายภาพใหญ่สุดได้เต็มตานักเมื่อเทียบกับ Note 8 เพราะติดบาก ซึ่งถ้าเป็น Youtube จะสามารถขยายภาพได้เองจนติดบาก แต่ถ้าเป็น Netflix แอปจะคำนวณภาพที่ดีที่สุดมาให้แล้ว ทำให้บางครั้งภาพเล็กกว่ามากๆ

สรุป จอ iPhone X ดีกว่า Note 8 เพราะสีสันเป็นธรรมชาติกว่า แสดงวิดีโอ HDR ได้ดีกว่า แต่จอ Note 8 ใหญ่กว่าและใช้พื้นที่ได้เต็มที่กว่า

งั้นให้เสมอกันแล้วกัน

รูปลักษณ์และดีไซน์

เรื่องดีไซน์คงต้องแล้วแต่คนชอบ แต่ดีไซน์ของ Note 8 นั้นดูใหญ่แบบยังถือได้ถนัดอยู่เพราะความกว้างของเครื่องมีไม่มาก และใช้พื้นที่จอได้เต็มที่กว่า ทำให้การใช้งานจริงจอของ Note 8 ดูไม่ขัดตา ที่สำคัญกล้อง iPhone X นั้นนูนมาก ในขณะที่กล้อง Note 8 เรียบไปกับเครื่องเลย

Note 8 จึงชนะไปในเรื่องรูปลักษณ์และดีไซน์

กล้อง

ผมไปถ่ายภาพเทียบมาให้แล้ว กล้อง iPhone ยังไงก็คือ iPhone นะครับ เน้นความ Real สีสันไม่ได้สดเกินจริง ถ่าย Selfie ก็ได้หน้าที่จริงมากๆ (แต่ก็สามารถปรับโหมดแสง Studio ได้นะ)

ถ่ายยามเย็นนอกสถานที่

ถ่ายภาพเปรียบเทียบสี

ถ่ายภาพกลางคืน

เทียบภาพถ่ายกล้องหน้า

กล้องหลังโหมด Portait

สีสันวิดีโอ Note 8 ก็ทำได้น่าดูกว่า ส่วนระบบป้องกันภาพสั่นไหวพอๆ กัน แต่ Slow Motion ของ iPhone ทำได้มีรายละเอียดมากกว่า ภาพไม่แตก

สรุปเรื่องกล้อง หนักใจมาก iPhone X ก็ถ่ายแล้วจริงมาก (สมจริงเกิ้น สิวเห็นหมด) ส่วน Note 8 ก็สวยเลย แต่สรุปให้ iPhone X ชนะไป เพราะเราชอบความสมจริง

เสียง

ลำโพงของ iPhone ดีกว่าชัดเจน ให้เสียงครบกว่า แถมยังเป็นลำโพงสเตอริโอ แยกซ้ายขวาได้ ในขณะที่ Note 8 เป็นลำโพงโมโน ออกด้านล่างอย่างเดียว ส่วนเสียงออกจากสายฟังด้วยหูฟังเดียวกัน iPhone ก็ดีกว่า แต่ที่ต่างคือ Note 8 มีช่องหูฟัง ส่วน iPhone X ไม่มีแล้วจ้า

สรุป iPhone X ชนะเรื่องเสียงด้วยลำโพงตัวเครื่องที่ดีกว่า

ระบบปฎิบัติการและแอป

iOS เด่นกว่าที่เรื่องแอป แอปตัวเดียวกันฝั่ง iOS ยังเก่งกว่า เช่นแอป facebook ของ Android เลือกบัญชีผู้โพสต์ไม่ได้ จะโพสต์ในนามเพจก็เลือกไม่ได้ นอกจากนี้ Android ยังมีแอปที่เกี่ยวกับงาน Production น้อยกว่า เช่นแอปตัดต่อวิดีโอมีทางเลือกน้อย แอปไลฟ์ facebook ก็ไม่ค่อยมี เกม AR ที่ละเอียดจริงๆ ฝั่ง Android ก็มีน้อยกว่ามาก

แต่ Android เด่นที่ความยืดหยุ่นและการแชร์ แอปแบบสาย Dev เช่นใช้ GPS ภายนอกผ่าน Bluetooth ก็ต้องมองที่ Android นี้แหละ

สรุป สำหรับผู้ใช้ทั่วไป iPhone X มีระบบปฏิบัติการที่เหนือกว่า Note 8 จ้า

ความสามารถพิเศษ

  • iPhone X เรามีกล้อง True Depth และ Animoji เล่นได้สนุกๆ ปลดล็อกด้วยใบหน้าได้
  • ส่วน Note 8 มีปากกาที่จดบันทึกได้จริงจัง

ไม่ต้องตัดสินใจอะไรให้ยากเลยครับ ปากกาของ Note 8 คือที่สุดแล้วในสมาร์ทโฟน เป็นลูกเล่นที่มีประโยชน์ใช้ได้จริงจังกว่า True Depth และ Animoji ด้านความสามารถพิเศษ Note 8 จึงชนะไป

ราคา

  • iPhone X เริ่มต้น 40,500 บาท สำหรับรุ่น 64 GB
  • Note 8 ราคา 33,900 บาท 64 GB
  • ถ้าเทียบราคาแล้ว Note 8 คุ้มกว่าเห็นๆ

สรุป Samsung Galaxy Note 8 ชนะ iPhone X ไป 4 ต่อ 3 ยก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!