Connect with us

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานในสถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัย จึงได้ทราบว่าแทบทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า Bitcoin และ Blockchain อาจจะมีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอุตสาหกรรมของพวกเขาในไม่ช้า และจึงเกิดคำถามว่า “ถ้า Bitcoin ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะทำให้ธนาคารหมดความหมายหรือไม่? และองค์กรกำกับดูแลในด้านนี้จะถูกลดบทบาทลงไปหรือไม่?”

ถ้า Bitcoin ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะทำให้ธนาคารหมดความหมายหรือไม่?

Bitcoin คือเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกมาเฉพาะบุคคล ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือปลอมได้ ไม่ได้ถูกผลิตและควบคุมโดยรัฐบาล และการที่จะใช้ Bitcoin ได้นั้นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain มาใช้เพื่อเป็น platform ของระบบเพื่อทำให้เกิดความเชื่อถือและมั่นใจในความปลอดภัย

Bitcoin_logo.svg

Bitcoins อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยจะถูกส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า บิท (bit) ซึ่งแทนความหมายด้วย “0” และ “1” แต่มีความแตกต่างจากไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์เอกสาร Microsoft Word ซึ่งข้อมูลที่แสดงในเอกสาร สามารถเปลี่ยนแปลง คัดลอก และส่งต่อไปยังผู้คนจำนวนมาก ใครก็ตามที่ส่งไฟล์นี้ผ่านทาง email จะสามารถส่งไฟล์ดั้งเดิมให้กับคนอื่นๆได้อย่างง่ายดาย

ทำไม Bitcoin ถึงคัดลอกไม่ได้

Bitcoin ที่ถูกโอนไปยังคนอื่น เจ้าของเดิมจะไม่สามารถส่งไปให้คนอื่น หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไม Bitcoin จึงกลายเป็นเงินดิจิทัลส่วนบุคคล ที่ประสบความสำเร็จในการนำมาใช้จริงรายแรก ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง เนื่องจาก Bitcoin ของแต่ละบุคคลจะไม่สามารถคัดลอก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีคนกลางเข้ามาจัดการ เช่น ธนาคารก็ตาม

ระบบของ Bitcoin ได้สร้างให้มีสักขีพยาน (คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกันบนเครือข่ายทุกเครื่อง) ที่จะมาช่วยรับรู้การทำธุรกรรมทุกครั้งไม่ว่าการทำธุรกรรมนั้นจะอยู่ที่ใดในโลก ด้วยการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายหรือ “decentralized” ที่มีการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างกันโดยไม่ผ่านศูนย์กลาง ดังนั้นคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกที่รันโปรแกรม Bitcoin อยู่ จะรับทราบการทำธุรกรรมแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นร่วมกันทั้งหมด และมีการตรวจสอบการใช้ Bitcoin ผ่านการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ และมีการบันทึกไว้โดยคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายทุกเครื่อง ทำให้เครือข่ายแบบกระจายศูนย์นี้สามารถรักษาข้อมูลการทำธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายการธุรกรรมแต่ละรายการที่ทำทุกๆครั้ง ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้เรียกว่า “Blockchain”

การทำธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด จะถูกตรวจสอบกับ Blockchain เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการจ่ายเงินซ้ำซ้อน กระบวนการตรวจสอบบนเครือข่ายนี้ จะยอมให้บุคคลสามารถทำธุรกรรมเงินดิจิทัลได้โดยตรงระหว่างกัน (peer-to-peer) โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง เช่น ธนาคาร หรือ PayPal

ทำไม Bitcoin ถึงมีมูลค่า

หากเปรียบเทียบกระบวนการตรวจสอบของระบบ Bitcoin ก็สามารถเทียบได้กับการทำเหมืองแร่ หรือ mining ที่สามารถสร้าง Bitcoin ใหม่ๆ ขึ้นมา ส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เข้าร่วมในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมนั้นๆ และบันทึกรายการดังกล่าวจะเรียกว่า Miner หรือ “นักขุด” ซึ่งจะได้ผลตอบแทนเป็น Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ามาเป็น “นักขุด” ในระบบ Bitcoin เป็นการหารายได้เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

การทำเหมืองนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อผลิต Bitcoin ได้น้อยลงเรื่อยๆ

ขั้นตอนการทำเหมืองนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อผลิต Bitcoin ใหม่ๆ ได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะ Bitcoin ถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้นว่าให้มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านหน่วยเท่านั้น ซึ่งการใช้ทรัพยากรในการสร้าง Bitcoin ใหม่ๆขึ้นมา เปรียบได้กับการสกัดแร่โลหะที่มีค่าจากพื้นโลก หรือที่เราเรียกว่าการทำเหมือง (Mining) โดยในระหว่างการทำธุรกรรมใดๆ นักขุดที่สามารถคำนวณ และถอดรหัสคณิตศาสตร์ได้คนแรกว่าการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ เป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้องเชื่อถือได้หรือไม่ ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ และเมื่อเวลาผ่านไป จำนวน Bitcoin ที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่ก็จะมีน้อยลงเรื่อยๆ (เพราะ Bitcoin มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านหน่วยเท่านั้น) นอกจากนี้ ในปัจจุบัน Bitcoin มีมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล จึงทำให้คนหันมาเป็นนักขุด Bitcoin กันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โอกาสที่จะได้รับ Bitcoin ก็จะยากขึ้นด้วย

เราสามารถตรวจสอบค่าของ Bitcoin ในหน่วยดอลล่าร์สหรัฐได้จาก coindesk.com

ใครเป็นคนคิด Bitcoin ?

ในปี 1998 นักคอมพิวเตอร์ลึกลับคนหนึ่งได้เสนอแนวคิดสกุลเงินดิจิทัลขึ้น เพื่อใช้เป็นเงินในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ต่อมานักพัฒนานิรนามที่ใช้ชื่อว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น บุคคลปริศนาซึ่งเชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้ง “BitCoin” โดยผลงานวิจัยของ Satoshi Nakamoto ที่ตีพิมพ์ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2008 ได้กล่าวถึงการสร้างโครงร่างของสกุลเงินดิจิทัล ที่มีการหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการผลิต และมีการตรวจสอบแบบ peer-to-peer ซึ่งข้อเสนอจากงานวิจัยนั้น ภายหลังได้ถูกปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้เหมาะสมขึ้น จนกลายเป็นเงินสกุล Bitcoin โดยใช้ซอฟท์แวร์แบบ open-source และเป็นกระบวนการแบบเปิด (open protocol) ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึง source code หลักได้ และสามารถนำ source code นั้นมาพัฒนาเป็นเงินดิจิทัลสกุลใหม่ได้เอง ดังนั้นจึงไม่มีบุคคลหรือบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีพื้นฐานของ Bitcoin อย่างแท้จริง

วิธีการใช้ Bitcoin

ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ Bitcoin มายังเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโปรแกรมนี้เรียกว่าเป็น กระเป๋าเงิน (Wallet) ที่มาเชื่อมต่อกับผู้ใช้กับเครือข่ายแบบกระจายไปยังผู้ใช้ Bitcoin ทุกคน ผ่านอินเทอร์เน็ต และซอฟท์แวร์จะอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ สร้างรหัสหรือคีย์ (key) ที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมาไม่ซ้ำกัน เป็นคีย์สาธารณะ 1 key และคีย์ส่วนบุคคลอีก 1 key ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องมีคีย์ทั้งสอง เพื่อใช้ในการโอน Bitcoin ซึ่งทุกคนสามารถได้รับ Bitcoin จากการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ หรือใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งคีย์สาธารณะและคีย์ส่วนบุคคลมีความสำคัญในกระบวนการเข้ารหัสและเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมนั้นถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมนั้นเสร็จสมบูรณ์ได้ เนื่องจากมีการใช้การเข้ารหัส จึงสามารถเรียก Bitcoin หรือเงินในลักษณะที่คล้ายๆ กันนี้ว่าเงินดิจิทัล (cryptocurrencies)

1280px-Bitcoin_Transaction_Visual.svg

Bitcoin สามารถซื้อขายได้ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา คล้ายๆกับการซื้อขายหุ้น ผู้ที่เป็นเจ้าของ Bitcoin สามารถนำมาขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินเหมือนกับเงินดอลลาร์ ผู้ที่ต้องการเงิน Bitcoin ก็สามารถแลกเปลี่ยนเงินและรอรับเงิน Bitcoin โอนเข้าสู่กระเป๋าเงินได้เลย ซึ่งกระเป๋าเงินนี้จะยอมให้ผู้ใช้รับส่ง Bitcoin และติดตามการทำธุรกรรมของพวกเขาได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นกระเป๋าเงิน แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เก็บ Bitcoin แต่กระเป๋าเงินดิจิทัลดังกล่าวเป็นเหมือนโปรแกรม spreadsheet ที่ใช้เก็บและติดตามข้อมูลธุรกรรม โดยธุรกรรมต่างๆของ Bitcoin จะอยู่ในระบบ Blockchain เท่านั้น

Blockchain คืออะไร?

Blockchain เป็นฐานข้อมูลที่บันทึกการทำธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด แต่ละ Bitcoin จะมีต้องอาศัยคีย์สาธารณะ (รหัส) และผู้ใช้ Bitcoin แต่ละคนจะมีคีย์ส่วนบุคคล (รหัส) เพื่อให้เข้าถึงเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น โดย Blockchain เป็นฐานข้อมูลที่บันทึกการทำธุรกรรม Bitcoin ไว้ทุกรายการ ในแต่ละครั้งของธุรกรรมเก็บไว้ใน “Block” และทุกๆครั้งจะนำมาร้อยต่อกันเป็น “Chain” เพื่อเห็นการทำธุรกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อการตรวจสอบที่โปร่งใส

การทำธุรกรรมทุกครั้งจะเก็บไว้ใน “Block” และจะนำมาร้อยต่อกันเป็น “Chain” เพื่อเห็นการทำธุรกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ระบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ของ Bitcoin ที่สร้างการทำธุรกรรมโดยใช้คีย์สาธารณะและคีย์ส่วนบุคคล เมื่อผู้ใช้ตัดสินใจที่จะส่งเงิน Bitcoin ให้บุคคลอื่น ผู้ใช้จะสร้างข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถรับรองความถูกต้องจากคีย์ (key หรือกุญแจ)

ตัวอย่างเช่น หากนายแดง ต้องการโอนเงิน Bitcoin ไปให้นายดำ จะต้องสร้างข้อความ (message) รวมทั้งที่อยู่ (address) ของนายแดงเองว่าเป็นผู้ต้องการโอนเงิน และที่อยู่ของนายดำว่าเป็นผู้รับ โดยนายแดงจะลงนามในการทำธุรกรรมด้วยคีย์ส่วนบุคคล (รหัส) และใช้คีย์สาธารณะ (รหัส)ในการตรวจสอบว่านายแดงได้ลงนามแล้ว การทำธุรกรรมของนายแดงจะถูกส่งไปยังทุกๆเครื่องในเครือข่าย Bitcoin โดย Miner จะสามารถตรวจสอบว่าที่อยู่ของนายแดงนี้มีเงิน Bitcoin อยู่และเป็นรายการธุรกรรมที่ถูกต้อง การทำธุรกรรมจะถูกนำมารวมไว้ในบล็อก บล็อกหนึ่งใน Blockchain โดยที่นายแดงจะไม่สามารถใช้ Bitcoin ที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่นั้นได้อีก มีเพียงนายดำเท่านั้นที่สามารถใช้ Bitcoin นั้นได้ (เพราะถูกโอนมาให้นายดำแล้ว) ซึ่ง Miner ที่เป็นผู้รับรองว่าการทำธุรกรรมถูกต้อง จะได้รับรางวัลเป็น bitcoin

Bitcoin_paper_wallet_generated_at_bitaddress

ถ้าผู้ใช้ทำคีย์ส่วนตัวสูญหาย เท่ากับว่าทำ Bitcoin หายไปด้วย หรือหากโดนขโมยคีย์ส่วนตัวไป ผู้ขโมยก็จะสามารถโอน Bitcoin ไปยังที่อยู่อื่นได้ ซึ่งไม่มีกลไกในการโอน Bitcoin กลับไปยังที่อยู่เดิม หากผู้ใช้ทำ Bitcoin หรือคีย์ส่วนบุคคลสูญหาย ก็เหมือนกับการทำเงินหายเนื่องจากโดนขโมยกระเป๋าเงิน แต่อย่างไรก็ตาม รายการธุรกรรม Bitcoin ทุกรายการ จะสามารถตรวจสอบติดตามได้ด้วยที่อยู่ (Address) หรือกล่าวได้ว่านายแดงและคนอื่นๆ จะสามารถค้นหาที่อยู่ที่นายแดงใช้โอน Bitcoin ได้อย่างง่ายดาย และหากที่อยู่นั้นสามารถเชื่อมโยงกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในโลกได้ ก็จะทำให้สามารถตามหาขโมยได้ นอกจากนี้ที่อยู่ในการทำธุรกรรมทั้งหมดของผู้ที่ขโมยก็จะถูกตามหาได้ง่าย เพราะจะถูกบันทึกไว้บนเครือข่ายของ Miner นั่นเอง ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ Bitcoin เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วยตัวระบบของมันเอง

จากจุดแข็งในด้านความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ของ Bitcoin จึงทำให้ปัญหาการฟอกเงิน การปลอมเงิน ไปจนถึงการปล้นธนาคาร อาจจะหมดไปในโลกอนาคต

เศรษฐพงค์.com

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

“Telemedicine” พลิกวงการแพทย์ “ทำได้จริง ทำได้เลย”

Published

on

Photo by Rosie Andre

วันที่ 14 ธ.ค. 2561 พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้บรรยายในหัวข้อ “Disruption in Cancer Health care” ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพ  ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute )

โดยหลังจากการบรรยาย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลในกรณีที่ไม่ได้ป่วยหนัก การเดินทางเพื่อมาโรงพยาบาลโดยต้องใช้เวลาเดินทางเป็นหลักชั่วโมง และต้องรอหมอ 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้พบแพทย์ เป็นเรื่องที่เริ่มจะไร้เหตุผล แต่ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสำหรับผู้ป่วย ที่แม้จะเบื่อหน่ายแต่ก็ต้องทนรับสภาพ ทั้งเรื่องความแออัด และเวลาที่สูญเสียไปทั้งวัน

โทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ ที่น่าสนใจในวงการสาธารณสุข โดยการรักษาโรคสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งในยุคดิจิทัลมีความชัดเจนแล้วว่า telemedicine จะสามารถเปลี่ยนแปลงจากการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกไปเป็นการรักษาพยาบาลที่บ้าน และจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ที่จะพบกับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในอนาคตอันไกลได้ด้วย

เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เซนเซอร์ที่ราคาถูกลงมาก จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ หากผู้บริหารประเทศเข้าใจและรู้ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

ผู้นำประเทศในยุคนี้ต้องเข้าใจ เทคโนโลยี “AI”

Published

on

ความตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งคาดว่าความตึงเครียดระหว่างสองประเทศจะทวีความรุนแรงขึ้นในเรื่องสงครามการกีดกันทางการค้า (trade war) โดยสหรัฐอเมริกาได้ทำการกดดันประเทศจีนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีไมโครชิพ AI ซึ่งประเทศจีนมีนโยบายให้การสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านไมโครชิพ AI เป็นอย่างมาก โดยบริษัท Huawei ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำทางด้านอิเล็กทรอนิกส์และระบบสื่อสารโทรคมนาคม กำลังครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในระดับ Top 3 ของโลกแล้วในวันนี้ โดยประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นผู้นำด้าน AI อันดับหนึ่งของโลกภายในปี 2030

โดย GSMA ได้คาดการณ์ว่า ภายใน 2020 โลกของเราจะมีผู้ใช้สมาร์ตโฟนถึง 73% ของประชากรโลกทั้งหมด (5.7 พันล้านคน) และข้อมูล Big Data เฉพาะบนโครงข่ายสมาร์ตโฟนจะมีการเชื่อมโยงอย่างหนาแน่นถึง 112% ของประชากรโลกทั้งหมด นั่นคือจะมีจำนวน SIM ของสมาร์ตโฟนถึง 9.7 พันล้านการเชื่อมต่อบนโครงข่าย (คาดว่าประเทศไทยจะมีจำนวนเลขหมายสมาร์ตโฟนกว่า 150 ล้านเลขหมายภายในปี 2020)

เมื่อ AI ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพบนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และสมาร์ตโฟน ก็จะเริ่มส่งผลกระทบนับจากนี้ไปในธุรกิจต่างๆ ที่กำลังจะถูกพลิกผัน หรือที่เราเรียกว่า “disruption” ในหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อ, โทรคมนาคม, การบริการทางการเงิน, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, การแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการศึกษา ตามลำดับ ซึ่ง AI จะส่งผลอย่างมากและชัดเจนในช่วงปี 2023 เนื่องจาก World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ Big data จะถึงจุดทะยานในปีดังกล่าว และจะส่งผลกระทบในการพลิกผันรูปแบบอุตสาหกรรมต่างๆ ในปีที่ AI และ Big data ทะยานขึ้นพร้อมกันจนเกิดโมเมนตัมที่สุดในช่วงปี 2025

ด้วยเหตุนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ และรัสเซีย ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเป็นผู้นำด้าน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ได้มีความชัดเจนว่า AI เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งจีนมีเป้าหมายว่าจะเป็นหนึ่งในด้าน AI ของโลกภายในปี 2030 จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรป ต่างหวาดระแวงที่ประเทศจีนจะครอบครองตลาดอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และสามารถที่จะควบคุมการทำงานของเครือข่ายต่างๆ ในประเทศ จนทำให้สามารถที่จะโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งยึดการทำงานบนระบบคลาวด์ของทั้งประเทศทุกประเทศได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น AI จึงเป็นประเด็นสำคัญทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้ความขัดแย้งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นนับจากนี้เป็นต้นไป

“ผู้นำและผู้บริหารประเทศในยุคจากนี้ไป จะไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างถูกต้อง หากไม่มีความรู้และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน ซึ่งมีผลกระทบจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเร่งของเทคโนโลยี AI”


ประวัติผู้เขียน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

การศึกษา

  • ปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), Florida Atlantic University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), The George Washington University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมไฟฟ้า) Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร (เกียรตินิยมเหรียญทอง), โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26, จปร. รุ่น 37)
  • มัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

หลักสูตรประกาศนียบัตร

  • หลักสูตรส่งทางอากาศ กองทัพบก
  • หลักสูตรจู่โจม กองทัพบก
  • หลักสูตรชั้นนายร้อยเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรอบรมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รุ่นที่ 3
  • หลักสูตรชั้นนายพันเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรหลักประจำเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 84 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
  • หลักสูตรเสนาธิการทหาร วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 51
  • หลักสูตรการบริหารทรัพยากรเพื่อความมั่นคง (Defense Resourse Management) โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตร Streamlining Government Through Outsourcing Course โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรเสนาธิการร่วม Joint and Combined Warfighting Course โดยทุนกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ในโครงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (Counter Terrorism Fellowship Program), National Defense University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 18 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 6 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

เกียรติประวัติ

  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการสื่อสารดิจิทัล มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคมจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ด้วยอันดับที่ 1 (เกียรตินิยมเหรียญทอง)
  • ได้รับทุนจากกองทัพบกเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก
  • ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าด้วยคะแนนสูงสุดในวิชาผู้นำทหาร
  • ได้รับเกียรตินิยมปริญญาเอก Outstanding Academic Achievement จาก Tau Beta Pi Engineering Honor Society และ Phi Kappa Phi Honor Society
  • ได้รับทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรด้านความมั่นคง จากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกจาก EMI R&D LAB (Collaboration between Florida Atlantic University and Motorola, Inc.), Florida Atlantic University. ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2556 จากมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 25 Young Executives ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2555 จากนิตยสาร GM
  • ประกาศเกียรติคุณ “โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” พ.ศ. 2556 จากคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา
  • ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 30 นักยุทธศาสตร์แห่งปีที่อยู่ในระดับผู้นำองค์กร ปี พ.ศ. 2556 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine.
  • รับพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ 16 ในฐานะองค์กรดีเด่น ประจำปี 2557
  • ได้รับรางวัล “คนดี ความดี แทนคุณแผ่นดิน” ประจำปี 2558 สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
  • ได้รับรางวัล “ผู้นำเสนองานวิจัยดีเด่น” จากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2558
  • ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ในระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2558 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine
  • ได้รับรางวัล “นักบริหารดีเด่นแห่งปี” ประจำปี 2559 Executive of the Year 2016 สาขานวัตกรรมด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

2019 ปีแห่งการปรากฏตัวที่ชัดเจนของ AI

Published

on

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) และการเรียนรู้แบบลึกซึ้ง (deep learning) เริ่มมีอยู่ในทุกหนแห่งรอบตัวเราแล้วอย่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในปี 2019?

AI ทำให้เกิดความสามารถใหม่ ซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อนในอดีตที่เริ่มปรากฏขึ้นอย่างมหัศจรรย์ โดยในอนาคต AI ไม่เพียงแต่ทำให้เครื่องจักรทำในสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อนตั้งแต่ช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ยังสามารถทำการคิด การวางแผน วางกลยุทธ์ และการตัดสินใจ ได้อย่างน่าทึ่ง และ AI กำลังจะเข้ามาอยู่บนอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, อุปกรณ์ของใช้ต่างๆ, หุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึง social media ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเด่นชัด เกี่ยวกับ AI ในปี 2019 สามารถสรุปได้ดังนี้

1. AI กลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/collections/3155110/ai

การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น กำแพงภาษีและข้อจำกัดในการส่งออกสินค้าและบริการ ที่ใช้ในการสร้าง AI ที่กำหนดโดยรัฐบาลสหรัฐฯ จึงทำให้จีนได้พยายามที่จะพึ่งพาตนเองในการวิจัยและพัฒนาด้าน AI มากขึ้นอย่างมาก จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้ประกาศว่า จะเป็นประเทศชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกด้าน AI ภายในปี 2030

บริษัท Huawei ผู้ผลิตสินค้าไฮเทคของจีน ได้ประกาศแผนการพัฒนาไมโครชิพประมวลผล AI ของตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาอุตสาหกรรม AI จากผู้ผลิตเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างเช่น Intel และ Nvidia

ในเวลาเดียวกัน Google ได้เผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะ เกี่ยวกับการมุ่งมั่นทำธุรกิจกับบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีน (ซึ่งบริษัทหลายแห่งของสหรัฐฯ มีการเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน) ในขณะเดียวกันก็ต้องถอนตัวออกจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นชั้นความลับของทางการทหาร

ดังนั้น การช่วงชิงความเหนือชั้นด้านเศรษฐกิจใหม่ ที่เริ่มใช้ AI ในการขับเคลื่อน จะทำให้ทั้งสองประเทศมีความตึงเครียดมากขึ้น

2. AI และระบบอัตโนมัติแทรกซึมเข้าไปในทุกธุรกิจ

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/collections/3155110/ai

หลังจากใช้เวลาไม่กี่ปี พบว่า AI สามารถแทรกตัวเข้ามามีอิทธิพลกับภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมักจะมีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยการริเริ่มใช้ AI จากโครงการนำร่อง สู่การปรับใช้และแพร่ขยายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ในภาคบริการทางการเงิน สามารถทำการบันทึกข้อมูลได้แบบเรียลไทม์จำนวนหลายพันรายการต่อวินาที จะถูกแยกแยะ และวิเคราะห์โดยอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) ไปจนถึงภาคค้าปลีกจะสามารถการซื้อขาย โดยใช้ AI เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้สามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นในรูปแบบเฉพาะราย (personalization)

โรงงานผู้ผลิตจะใช้เทคโนโลยี AI ในการทำนายได้อย่างแม่นยำว่าเครื่องจักร เช่น หุ่นยนต์ มีขีดความสามารถในการผลิตอย่างไร และมีแนวโน้มจะเสียหายหรือทำงานล้มเหลวเมื่อใด ซึ่งในปี 2019 เราจะได้เห็นว่าความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นว่าเทคโนโลยีอันชาญฉลาดสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ และสามารถทำงานในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการใช้แรงงานมนุษย์

ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าในภาคธุรกิจจำนวนมากมีการใช้ข้อมูลของตนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำธุรกรรม และกิจกรรมของลูกค้าภายในอุตสาหกรรมทำให้ธุรกิจมีการใช้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และพยากรณ์เป็นจำนวนมาก จนทำให้ธุรกิจในรูปแบบ data-as-a-service สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในปี 2019 บริษัทต่างๆ จะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อสร้างคุณค่าของข้อมูลที่ได้สร้างไว้ด้วยมูลค่ามหาศาล

3. AI จะสร้างตำแหน่งงานได้มากกว่าตำแหน่งงานที่ AI เข้าไปแทนที่และสูญหายไป

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/photos/K21Dn4OVxNw

การเพิ่มขึ้นของเครื่องจักรและหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อาจจะนำไปสู่การว่างงานของมนุษย์ และเกิดประเด็นขัดแย้งทางสังคม แรงงานมนุษย์อาจจะไร้ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

อย่างไรก็ตาม Gartner ได้คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2019 นี้ AI จะสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยรายงานของ Gartner พบว่า ตำแหน่งงานทางด้านการศึกษาเฉพาะทางและด้านการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

พนักงานคลังสินค้าและพนักงานในธุรกิจค้าปลีก จะเป็นตำแหน่งงานที่จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติมากที่สุด แต่เมื่อพูดถึงแพทย์และนักกฎหมาย ผู้ให้บริการ AI ได้พยายามที่จะนำเสนอเทคโนโลยีของตน ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นมากกว่าการเข้าแทนที่แรงงานดังกล่าว

ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตำแหน่งงานที่ทำร่วมกับเทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการปรับใช้เทคโนโลยี และฝึกอบรมเพิ่มทักษะพนักงานในการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ ด้วยการปรับกระบวนการการศึกษาและเรียนรู้ใหม่ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับการให้บริการทางด้านการเงิน ที่อดีตซีอีโอของ Citigroup คาดการณ์ในปี 2017 ว่าแรงงานมนุษย์ในภาคส่วนการเงินจะมีจำนวนลดลง 30% ภายในห้าปี ด้วยฟังก์ชั่น back-office ที่เข้ามาแทนที่แรงงานดั้งเดิมด้วยระบบอัตโนมัติที่จัดการโดย AI มากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นการคาดการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงภายในปลายปี 2019

4. ผู้ช่วย AI จะมีประโยชน์อย่างแท้จริง โดยถึงมือผู้คนทั่วไป

เครดิตภาพ: https://unsplash.com/photos/g29arbbvPjo

AI มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา หรือแม้แต่ในการทำงาน ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มาถึงจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้กังวล หรือให้ความสำคัญว่าในการค้นหาด้วย Google ซื้อสินค้าที่ Amazon หรือชม Netflix นั้นมีการขับเคลื่อนด้วย AI ด้วยการคาดการณ์พยากรณ์พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีความแม่นยำอย่างสูง

ความรู้สึกที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์อัจฉริยะ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเรามีการโต้ตอบกับผู้ช่วยที่เป็น AI เช่น Siri, Alexa หรือ Google Assistant เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยเหลือเรา และสามารถเข้าใจแหล่งข้อมูลที่มีอยู่มากมายในโลกยุคใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการด้วยเสียงของเรา หรือการใช้นิ้วสัมผัส

นอกจากนี้ ผู้ช่วยที่เป็น AI ยังได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการทำความเข้าใจผู้ใช้ที่เป็นมนุษย์ เนื่องจากอัลกอริทึมภาษามนุษย์ (natural language algorithms) ที่ใช้ในการเข้ารหัสคำพูดให้ออกมาเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ทำให้มนุษย์และคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้มากขึ้น และมีโอกาสความผิดพลาดลดลงเกือบเข้าใกล้ศูนย์

เห็นได้ชัดว่าการสนทนาระหว่าง Alexa หรือ Google Assistant กับมนุษย์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากในปัจจุบันและเริ่มเป็นที่ยอมรับ ทำให้เป็นไปได้ว่า ภายในปี 2019 มนุษย์จะเริ่มมีการพูดคุยกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวด้วยภาษาพูดมากขึ้น และเครื่องจักรก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ได้มากขึ้น จนเป็นเรื่องธรรมดา


ประวัติผู้เขียน พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

การศึกษา

  • ปริญญาเอก วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Ph.D. in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), Florida Atlantic University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมโทรคมนาคม), The George Washington University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (MS in EE) (วิศวกรรมไฟฟ้า) Georgia Institute of Technology ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร (เกียรตินิยมเหรียญทอง), โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26, จปร. รุ่น 37)
  • มัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

หลักสูตรประกาศนียบัตร

  • หลักสูตรส่งทางอากาศ กองทัพบก
  • หลักสูตรจู่โจม กองทัพบก
  • หลักสูตรชั้นนายร้อยเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรอบรมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพื่อดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง รุ่นที่ 3
  • หลักสูตรชั้นนายพันเหล่าทหารสื่อสาร กองทัพบก
  • หลักสูตรหลักประจำเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 84 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
  • หลักสูตรเสนาธิการทหาร วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 51
  • หลักสูตรการบริหารทรัพยากรเพื่อความมั่นคง (Defense Resourse Management) โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตร Streamlining Government Through Outsourcing Course โดยทุน International Military Education and Training (IMET) program, Naval Postgraduate School ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรเสนาธิการร่วม Joint and Combined Warfighting Course โดยทุนกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ในโครงการต่อต้านก่อการร้ายสากล (Counter Terrorism Fellowship Program), National Defense University ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
  • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 18 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
  • หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 57 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
  • หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.) รุ่นที่ 6 สถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

เกียรติประวัติ

  • ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการสื่อสารดิจิทัล มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารโทรคมนาคมจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ด้วยอันดับที่ 1 (เกียรตินิยมเหรียญทอง)
  • ได้รับทุนจากกองทัพบกเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก
  • ได้รับโล่ห์เกียรติยศจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าด้วยคะแนนสูงสุดในวิชาผู้นำทหาร
  • ได้รับเกียรตินิยมปริญญาเอก Outstanding Academic Achievement จาก Tau Beta Pi Engineering Honor Society และ Phi Kappa Phi Honor Society
  • ได้รับทุนการศึกษาระดับประกาศนียบัตรด้านความมั่นคง จากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับทุนวิจัยระดับปริญญาเอกจาก EMI R&D LAB (Collaboration between Florida Atlantic University and Motorola, Inc.), Florida Atlantic University. ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2556 จากมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 25 Young Executives ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 2555 จากนิตยสาร GM
  • ประกาศเกียรติคุณ “โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ” พ.ศ. 2556 จากคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา
  • ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 30 นักยุทธศาสตร์แห่งปีที่อยู่ในระดับผู้นำองค์กร ปี พ.ศ. 2556 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine.
  • รับพระราชทานรางวัลเทพทอง ครั้งที่ 16 ในฐานะองค์กรดีเด่น ประจำปี 2557
  • ได้รับรางวัล “คนดี ความดี แทนคุณแผ่นดิน” ประจำปี 2558 สาขาการสื่อสารโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
  • ได้รับรางวัล “ผู้นำเสนองานวิจัยดีเด่น” จากสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2558
  • ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในนักยุทธศาสตร์ในระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2558 จากนิตยสาร Strategy + Marketing Magazine
  • ได้รับรางวัล “นักบริหารดีเด่นแห่งปี” ประจำปี 2559 Executive of the Year 2016 สาขานวัตกรรมด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม จากคณะกรรมการรางวัลไทย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!