Connect with us

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานในสถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัย จึงได้ทราบว่าแทบทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า Bitcoin และ Blockchain อาจจะมีโอกาสเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในอุตสาหกรรมของพวกเขาในไม่ช้า และจึงเกิดคำถามว่า “ถ้า Bitcoin ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะทำให้ธนาคารหมดความหมายหรือไม่? และองค์กรกำกับดูแลในด้านนี้จะถูกลดบทบาทลงไปหรือไม่?”

ถ้า Bitcoin ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแล้ว จะทำให้ธนาคารหมดความหมายหรือไม่?

Bitcoin คือเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกมาเฉพาะบุคคล ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือปลอมได้ ไม่ได้ถูกผลิตและควบคุมโดยรัฐบาล และการที่จะใช้ Bitcoin ได้นั้นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Blockchain มาใช้เพื่อเป็น platform ของระบบเพื่อทำให้เกิดความเชื่อถือและมั่นใจในความปลอดภัย

Bitcoin_logo.svg

Bitcoins อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยจะถูกส่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า บิท (bit) ซึ่งแทนความหมายด้วย “0” และ “1” แต่มีความแตกต่างจากไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์เอกสาร Microsoft Word ซึ่งข้อมูลที่แสดงในเอกสาร สามารถเปลี่ยนแปลง คัดลอก และส่งต่อไปยังผู้คนจำนวนมาก ใครก็ตามที่ส่งไฟล์นี้ผ่านทาง email จะสามารถส่งไฟล์ดั้งเดิมให้กับคนอื่นๆได้อย่างง่ายดาย

ทำไม Bitcoin ถึงคัดลอกไม่ได้

Bitcoin ที่ถูกโอนไปยังคนอื่น เจ้าของเดิมจะไม่สามารถส่งไปให้คนอื่น หรือนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่าทำไม Bitcoin จึงกลายเป็นเงินดิจิทัลส่วนบุคคล ที่ประสบความสำเร็จในการนำมาใช้จริงรายแรก ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสูง เนื่องจาก Bitcoin ของแต่ละบุคคลจะไม่สามารถคัดลอก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีคนกลางเข้ามาจัดการ เช่น ธนาคารก็ตาม

ระบบของ Bitcoin ได้สร้างให้มีสักขีพยาน (คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกันบนเครือข่ายทุกเครื่อง) ที่จะมาช่วยรับรู้การทำธุรกรรมทุกครั้งไม่ว่าการทำธุรกรรมนั้นจะอยู่ที่ใดในโลก ด้วยการทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายหรือ “decentralized” ที่มีการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างกันโดยไม่ผ่านศูนย์กลาง ดังนั้นคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในโลกที่รันโปรแกรม Bitcoin อยู่ จะรับทราบการทำธุรกรรมแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นร่วมกันทั้งหมด และมีการตรวจสอบการใช้ Bitcoin ผ่านการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์ และมีการบันทึกไว้โดยคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายทุกเครื่อง ทำให้เครือข่ายแบบกระจายศูนย์นี้สามารถรักษาข้อมูลการทำธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายการธุรกรรมแต่ละรายการที่ทำทุกๆครั้ง ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้เรียกว่า “Blockchain”

การทำธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด จะถูกตรวจสอบกับ Blockchain เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการจ่ายเงินซ้ำซ้อน กระบวนการตรวจสอบบนเครือข่ายนี้ จะยอมให้บุคคลสามารถทำธุรกรรมเงินดิจิทัลได้โดยตรงระหว่างกัน (peer-to-peer) โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง เช่น ธนาคาร หรือ PayPal

ทำไม Bitcoin ถึงมีมูลค่า

หากเปรียบเทียบกระบวนการตรวจสอบของระบบ Bitcoin ก็สามารถเทียบได้กับการทำเหมืองแร่ หรือ mining ที่สามารถสร้าง Bitcoin ใหม่ๆ ขึ้นมา ส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่เข้าร่วมในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของรายการธุรกรรมนั้นๆ และบันทึกรายการดังกล่าวจะเรียกว่า Miner หรือ “นักขุด” ซึ่งจะได้ผลตอบแทนเป็น Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ามาเป็น “นักขุด” ในระบบ Bitcoin เป็นการหารายได้เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

การทำเหมืองนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อผลิต Bitcoin ได้น้อยลงเรื่อยๆ

ขั้นตอนการทำเหมืองนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อผลิต Bitcoin ใหม่ๆ ได้น้อยลงเรื่อยๆ เพราะ Bitcoin ถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้นว่าให้มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านหน่วยเท่านั้น ซึ่งการใช้ทรัพยากรในการสร้าง Bitcoin ใหม่ๆขึ้นมา เปรียบได้กับการสกัดแร่โลหะที่มีค่าจากพื้นโลก หรือที่เราเรียกว่าการทำเหมือง (Mining) โดยในระหว่างการทำธุรกรรมใดๆ นักขุดที่สามารถคำนวณ และถอดรหัสคณิตศาสตร์ได้คนแรกว่าการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ เป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้องเชื่อถือได้หรือไม่ ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ และเมื่อเวลาผ่านไป จำนวน Bitcoin ที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่ก็จะมีน้อยลงเรื่อยๆ (เพราะ Bitcoin มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านหน่วยเท่านั้น) นอกจากนี้ ในปัจจุบัน Bitcoin มีมูลค่าพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล จึงทำให้คนหันมาเป็นนักขุด Bitcoin กันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น โอกาสที่จะได้รับ Bitcoin ก็จะยากขึ้นด้วย

เราสามารถตรวจสอบค่าของ Bitcoin ในหน่วยดอลล่าร์สหรัฐได้จาก coindesk.com

ใครเป็นคนคิด Bitcoin ?

ในปี 1998 นักคอมพิวเตอร์ลึกลับคนหนึ่งได้เสนอแนวคิดสกุลเงินดิจิทัลขึ้น เพื่อใช้เป็นเงินในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ต่อมานักพัฒนานิรนามที่ใช้ชื่อว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น บุคคลปริศนาซึ่งเชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้ง “BitCoin” โดยผลงานวิจัยของ Satoshi Nakamoto ที่ตีพิมพ์ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2008 ได้กล่าวถึงการสร้างโครงร่างของสกุลเงินดิจิทัล ที่มีการหลักเกณฑ์ เงื่อนไขในการผลิต และมีการตรวจสอบแบบ peer-to-peer ซึ่งข้อเสนอจากงานวิจัยนั้น ภายหลังได้ถูกปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้เหมาะสมขึ้น จนกลายเป็นเงินสกุล Bitcoin โดยใช้ซอฟท์แวร์แบบ open-source และเป็นกระบวนการแบบเปิด (open protocol) ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึง source code หลักได้ และสามารถนำ source code นั้นมาพัฒนาเป็นเงินดิจิทัลสกุลใหม่ได้เอง ดังนั้นจึงไม่มีบุคคลหรือบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีพื้นฐานของ Bitcoin อย่างแท้จริง

วิธีการใช้ Bitcoin

ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ Bitcoin มายังเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งโปรแกรมนี้เรียกว่าเป็น กระเป๋าเงิน (Wallet) ที่มาเชื่อมต่อกับผู้ใช้กับเครือข่ายแบบกระจายไปยังผู้ใช้ Bitcoin ทุกคน ผ่านอินเทอร์เน็ต และซอฟท์แวร์จะอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ สร้างรหัสหรือคีย์ (key) ที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมาไม่ซ้ำกัน เป็นคีย์สาธารณะ 1 key และคีย์ส่วนบุคคลอีก 1 key ซึ่งผู้ใช้จำเป็นต้องมีคีย์ทั้งสอง เพื่อใช้ในการโอน Bitcoin ซึ่งทุกคนสามารถได้รับ Bitcoin จากการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ หรือใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งคีย์สาธารณะและคีย์ส่วนบุคคลมีความสำคัญในกระบวนการเข้ารหัสและเพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมนั้นถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การทำธุรกรรมนั้นเสร็จสมบูรณ์ได้ เนื่องจากมีการใช้การเข้ารหัส จึงสามารถเรียก Bitcoin หรือเงินในลักษณะที่คล้ายๆ กันนี้ว่าเงินดิจิทัล (cryptocurrencies)

1280px-Bitcoin_Transaction_Visual.svg

Bitcoin สามารถซื้อขายได้ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา คล้ายๆกับการซื้อขายหุ้น ผู้ที่เป็นเจ้าของ Bitcoin สามารถนำมาขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินเหมือนกับเงินดอลลาร์ ผู้ที่ต้องการเงิน Bitcoin ก็สามารถแลกเปลี่ยนเงินและรอรับเงิน Bitcoin โอนเข้าสู่กระเป๋าเงินได้เลย ซึ่งกระเป๋าเงินนี้จะยอมให้ผู้ใช้รับส่ง Bitcoin และติดตามการทำธุรกรรมของพวกเขาได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นกระเป๋าเงิน แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้เก็บ Bitcoin แต่กระเป๋าเงินดิจิทัลดังกล่าวเป็นเหมือนโปรแกรม spreadsheet ที่ใช้เก็บและติดตามข้อมูลธุรกรรม โดยธุรกรรมต่างๆของ Bitcoin จะอยู่ในระบบ Blockchain เท่านั้น

Blockchain คืออะไร?

Blockchain เป็นฐานข้อมูลที่บันทึกการทำธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมด แต่ละ Bitcoin จะมีต้องอาศัยคีย์สาธารณะ (รหัส) และผู้ใช้ Bitcoin แต่ละคนจะมีคีย์ส่วนบุคคล (รหัส) เพื่อให้เข้าถึงเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น โดย Blockchain เป็นฐานข้อมูลที่บันทึกการทำธุรกรรม Bitcoin ไว้ทุกรายการ ในแต่ละครั้งของธุรกรรมเก็บไว้ใน “Block” และทุกๆครั้งจะนำมาร้อยต่อกันเป็น “Chain” เพื่อเห็นการทำธุรกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อการตรวจสอบที่โปร่งใส

การทำธุรกรรมทุกครั้งจะเก็บไว้ใน “Block” และจะนำมาร้อยต่อกันเป็น “Chain” เพื่อเห็นการทำธุรกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ระบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ของ Bitcoin ที่สร้างการทำธุรกรรมโดยใช้คีย์สาธารณะและคีย์ส่วนบุคคล เมื่อผู้ใช้ตัดสินใจที่จะส่งเงิน Bitcoin ให้บุคคลอื่น ผู้ใช้จะสร้างข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถรับรองความถูกต้องจากคีย์ (key หรือกุญแจ)

ตัวอย่างเช่น หากนายแดง ต้องการโอนเงิน Bitcoin ไปให้นายดำ จะต้องสร้างข้อความ (message) รวมทั้งที่อยู่ (address) ของนายแดงเองว่าเป็นผู้ต้องการโอนเงิน และที่อยู่ของนายดำว่าเป็นผู้รับ โดยนายแดงจะลงนามในการทำธุรกรรมด้วยคีย์ส่วนบุคคล (รหัส) และใช้คีย์สาธารณะ (รหัส)ในการตรวจสอบว่านายแดงได้ลงนามแล้ว การทำธุรกรรมของนายแดงจะถูกส่งไปยังทุกๆเครื่องในเครือข่าย Bitcoin โดย Miner จะสามารถตรวจสอบว่าที่อยู่ของนายแดงนี้มีเงิน Bitcoin อยู่และเป็นรายการธุรกรรมที่ถูกต้อง การทำธุรกรรมจะถูกนำมารวมไว้ในบล็อก บล็อกหนึ่งใน Blockchain โดยที่นายแดงจะไม่สามารถใช้ Bitcoin ที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่นั้นได้อีก มีเพียงนายดำเท่านั้นที่สามารถใช้ Bitcoin นั้นได้ (เพราะถูกโอนมาให้นายดำแล้ว) ซึ่ง Miner ที่เป็นผู้รับรองว่าการทำธุรกรรมถูกต้อง จะได้รับรางวัลเป็น bitcoin

Bitcoin_paper_wallet_generated_at_bitaddress

ถ้าผู้ใช้ทำคีย์ส่วนตัวสูญหาย เท่ากับว่าทำ Bitcoin หายไปด้วย หรือหากโดนขโมยคีย์ส่วนตัวไป ผู้ขโมยก็จะสามารถโอน Bitcoin ไปยังที่อยู่อื่นได้ ซึ่งไม่มีกลไกในการโอน Bitcoin กลับไปยังที่อยู่เดิม หากผู้ใช้ทำ Bitcoin หรือคีย์ส่วนบุคคลสูญหาย ก็เหมือนกับการทำเงินหายเนื่องจากโดนขโมยกระเป๋าเงิน แต่อย่างไรก็ตาม รายการธุรกรรม Bitcoin ทุกรายการ จะสามารถตรวจสอบติดตามได้ด้วยที่อยู่ (Address) หรือกล่าวได้ว่านายแดงและคนอื่นๆ จะสามารถค้นหาที่อยู่ที่นายแดงใช้โอน Bitcoin ได้อย่างง่ายดาย และหากที่อยู่นั้นสามารถเชื่อมโยงกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในโลกได้ ก็จะทำให้สามารถตามหาขโมยได้ นอกจากนี้ที่อยู่ในการทำธุรกรรมทั้งหมดของผู้ที่ขโมยก็จะถูกตามหาได้ง่าย เพราะจะถูกบันทึกไว้บนเครือข่ายของ Miner นั่นเอง ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ Bitcoin เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วยตัวระบบของมันเอง

จากจุดแข็งในด้านความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ของ Bitcoin จึงทำให้ปัญหาการฟอกเงิน การปลอมเงิน ไปจนถึงการปล้นธนาคาร อาจจะหมดไปในโลกอนาคต

เศรษฐพงค์.com

แสดงความคิดเห็น

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

5G มาไวกว่าที่คิด…สะเทือนธุรกิจแบบดั้งเดิม คนไทยรุ่นใหม่ต้องพร้อมพัฒนาประเทศ

เทคโนโลยี 5G จึงทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติในอุตสาหกรรม IT จนส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยกระทบเป็นโดมิโน่

Published

on

ในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทายธุรกิจแบบดั้งเดิม ทำให้ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องมีการปรับตัว เพื่อพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจให้ทันต่อสถานการณ์ จึงจะเป็นการดีหากผู้บริหารมีการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ด้วยการสร้างโอกาสใหม่ แทนที่จะรอวันตกขอบโลก เนื่องจากเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคต ได้มีการพัฒนาเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ อย่างเช่น เครือข่าย 5G ที่กำลังจะได้ฤกษ์ออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้

คาดว่า 5G จะออกสู่ตลาดในปี 2020

ในปัจจุบัน เครือข่าย 4G มีการพัฒนาเกือบถึงขีดสุด และแพร่หลายไปในหลายประเทศทั่วโลก การพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นถัดไปต่อจากนี้จะเกิดเป็นเครือข่าย 5G ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในทางทฤษฎีแล้วคาดว่า 5G จะออกสู่ตลาดในปี 2020 หรือช้ากว่านั้น แต่อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ในอดีตได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ประกาศแผนจะทำการวางระบบ 5G ในปี 2018 ซึ่งเร็วกว่าที่มีการประกาศไว้ในงานการประชุมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ในปีที่แล้ว เนื่องจากในปี 2015 ได้มีการประกาศว่าจะมีการ launch ระบบ 5G ในปี 2020 และที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ 5G จะเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเทคโนโลยี 4G และจะเกิดการพลิกผันในหลายธุรกิจ (market disruption) และในทุกๆ อุตสาหกรรม จึงได้เวลาแล้วที่องค์กรธุรกิจต่างๆ จะต้องตามให้ทัน 5G

นอกเหนือไปจากความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ด้วยขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 เท่า (อย่างต่ำ) เทคโนโลยี 5G จึงทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิวัติในอุตสาหกรรม IT จนส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยกระทบเป็นโดมิโน่ ซึ่งจากผลการวิจัยในสถาบันต่างๆ พบว่าวิวัฒนาการของ 5G จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม IT

วิวัฒนาการของ 5G ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม IT ด้านไหนบ้าง
  • ขีดความสามารถของการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time
  • การออกแบบ Data center ที่มีความจุมหาศาล
  • การให้บริการแบบ location-based
  • เทคโนโลยี social media ที่ใช้ระบบ AI
  • การให้บริการ vdo broadcasting ที่แปลกใหม่ และ real time
  • รวมไปถึงการพัฒนาระบบเงินดิจิทัล

โดยได้มีการประกาศชัดเจนในงาน ITU World 2016 ที่ประเทศไทยแล้วว่า 5G จะเริ่มใช้อย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นปี 2018 ในหลายประเทศ

ในแวดวงโทรคมนาคมระดับนานาชาติ มีการคาดการณ์ว่า 5G จะเข้ามาแทนที่เครือข่ายแบบมีสายและ Wi-Fi ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนบุคคล หรือใช้งานในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่ง Wi-Fi อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอีก 4 ปีข้างหน้า สุดท้ายอาจจะเป็นเพียงเทคโนโลยีเสริมให้ 5G ทำงานได้ดีขึ้น จนในที่สุดอาจจะไม่ได้รับความนิยมจนต้องหยุดการพัฒนาและเลิกใช้ไปในที่สุด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ประเด็นสำคัญที่มีการพูดกันอย่างมากคือ 5G จะมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมอย่างฉับพลัน (Disruption) เพราะการมุ่งไปสู่การพัฒนา 5G บวกกับการให้บริการทุกรูปแบบบนระบบคลาวด์ จะช่วยให้เกิดการบริการใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต รวมไปถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่น On-demand ขององค์กร และเนื่องจากระบบดังกล่าวมีความยืดหยุ่น มีความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจและองค์กร มีขีดความสามารถในการประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล สามารถสร้างธุรกิจที่ปรับขนาด และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อองค์กรในการปรับตัวรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนจม เพราะองค์กรสามารถใช้งานโครงข่าย 5G ที่ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จนไม่ต้องสร้างโครงสร้างของตนเอง จึงไม่ต้องแบกรับกับต้นทุนที่มหาศาลในระยะยาวอีกต่อไป

อุปกรณ์บนเครือข่าย 5G ยังใช้พลังงานน้อยกว่า 4G อีกด้วย

นอกจากเรื่องความเร็วของการรับส่งข้อมูล การตอบสนองที่รวดเร็วกว่าและการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้คลื่นความถี่ที่ดีขึ้นแล้ว อุปกรณ์บนเครือข่าย 5G ยังใช้พลังงานน้อยกว่า 4G อีกด้วย ซึ่งถือเป็นความสามารถที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของ Internet of Things (IoT) ในอนาคต อีกทั้ง 5G ยังสามารถเข้ามาแก้ปัญหาบางอย่างของ 4G ได้แก่ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่หลากหลายขึ้น การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานทางเทคนิคที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมและสังคมอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น ทำให้เกิดโอกาสสำหรับการเชื่อมต่อในเมืองอัจฉริยะ (Smart city) การผ่าตัดระยะไกลในวงการแพทย์ รถยนต์ไร้คนขับ และ Internet of Things (IoT) เป็นต้น

dirty-industry-stack-factory

นอกจาก 5G จะทำให้จำนวนอุปกรณ์ IoT และเซ็นเซอร์ต่างๆ แพร่หลายเพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเปลี่ยนรูปแบบของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ IoT ด้วย เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้หุ่นยนต์จะสามารถเชื่อมต่อกันได้บนคลาวด์แบบ real-time จึงทำให้สำนักงานใหญ่ที่อยู่คนละฟากโลกกับโรงงานสามารถตรวจสอบระบบงานและวัดประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานได้อย่าง real-time, รถยนต์จะมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ อุปกรณ์การควบคุม และอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมต่อกันได้อย่างครบวงจร และไปจนถึงการเชื่อมโยงรถยนต์ ประชาชนและกล้อง CCTV เข้ากับระบบ Smart city เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของเมืองได้อีกด้วย

5G จะทำให้ผู้ประกอบการและองค์กรที่สามารถสร้างเครือข่ายแบบเสมือน ที่อุปกรณ์ปลายทางสามารถเชื่อมต่อกันได้ตามต้องการ มีความปลอดภัยมากขึ้น จากการเชื่อมในลักษณะเครือข่ายบุคคลต่อบุคคลหรือ peer-to-peer โดย 5G จะแตกต่างจากเทคโนโลยีเดิมอย่างมาก เนื่องจากถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้เกิดการบริการที่ทันสมัยและหลากหลาย เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน คล้ายๆ การต่อ Lego โดยมีการคาดการณ์ว่า จะเกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่ เช่น start-up มากมายเมื่อ 5G เริ่มเปิดให้บริการ โดยเราจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบการทำธุรกิจที่พลิกโฉม (Business disruption) ไปจากเดิมอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

c12ee0f379643a278198b2086afd3b9c

จากผลการวิจัยจากสถาบันวิจัยหลายแห่งทั่วโลกส่วนใหญ่ ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า 5G จะสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถส่งมอบบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การให้บริการแบบเสมือน (virtualized) , software-defined และ cloud-centric distributed computing จนทำให้มีรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่มากมายเข้ามาท้าทายธุรกิจรูปแบบดั้งเดิม ด้วยทีมงานของ Y Generation ที่เปี่ยมล้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ และใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่ว ที่มีต้นทุนต่ำกว่าองค์กรดั้งเดิมที่อุ้ยอ้าย มีขนาดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องสร้าง office ที่ใหญ่โต

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจ broadcast ที่ให้บริการส่ง vdo realtime ด้วยการรับจ้างจัดบริการถ่ายทอดสด ที่มีทีมงานขนาดเล็กและคล่องตัว, ธุรกิจสื่อด้านการรายงานข่าวเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ update ข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวกีฬา และอื่นๆ ที่มีเนื้อเนื้อข่าวที่รวดเร็ว สดใหม่ เที่ยงตรง แม่นยำกว่าสื่อดั้งเดิม โดยมีวิธีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล real time, ธุรกิจด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและหาข้อมูลเฉพาะด้านที่ให้บริการข้อมูลที่ถูกต้อง และแม่นยำสำหรับผู้บริหารเฉพาะด้าน และบุคคลทั่วไป, ธุรกิจด้านการให้บริการทำการตลาดทางดิจิทัล ที่สามารถวัดประสิทธิภาพในการให้บริการอย่าง real time , ธุรกิจที่ปรึกษาเฉพาะทางที่มีขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และ Big Data ในการวิเคราะห์ผล และธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบในอุตสาหกรรม Healthcare โดยการใช้เทคโนโลยี 5G บวกเข้ากับระบบเซ็นเซอร์ IoT ที่สามารถติดตามและให้บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น

hands-woman-laptop-notebook

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีใหม่อย่าง 5G และผู้ประกอบการสามารถก้าวตามทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง หรือมีการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีแล้ว จะช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถตระหนักถึงโลกใบใหม่ของผู้บริโภคได้ โดยการเชื่อมต่อโดยสมบูรณ์ของโลกทางกายภาพและโลกไซเบอร์ จะช่วยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จึงทำให้นับจากนี้โอกาสจึงตกอยู่กับคนรุ่นใหม่ Y Generation ที่เกิดมาพร้อมกับการใช้อินเตอร์เน็ต (Digital native)

โอกาสใหม่ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะมาร่วมกันพัฒนาทั้งในส่วนการสร้างสิ่งแวดล้อมในด้านนโยบายการพัฒนาด้านดิจิทัล การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการสร้าง Human capability ของไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของไทย สืบไป

“ในขณะที่เกิดโอกาสใหม่ของคนรุ่นใหม่ แต่ก็คงจะมีองค์กรและคนที่จะตกขอบโลกเป็นจำนวนมาก เช่นกัน”
——————
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

1 ธันวาคม 2559 12:00

www.เศรษฐพงค์.com

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

นโยบายการเกษตรและอาหารอัจฉริยะ…ก้าวเดินแห่งความหวังของไทย

จากการวิเคราะห์ขององค์การสหประชาชาติ ​”อาหาร” กำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลผลิตภาคการเกษตรและอาหารกลับมีแนวโน้มเติบโตไม่ทันกับความต้องการของโลกจนจะถึงขั้นวิกฤติ ดังนั้นรัฐบาลของทุกประเทศจะต้องแบกรับภาระในการหาแหล่งอาหารมาเลี้ยงพลเมืองของประเทศให้ได้อย่างพอเพียง

Published

on

จากการวิเคราะห์ขององค์การสหประชาชาติ “อาหาร” กำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลผลิตภาคการเกษตรและอาหารกลับมีแนวโน้มเติบโตไม่ทันกับความต้องการของโลกจนจะถึงขั้นวิกฤติ ดังนั้นรัฐบาลของทุกประเทศจะต้องแบกรับภาระในการหาแหล่งอาหารมาเลี้ยงพลเมืองของประเทศให้ได้อย่างพอเพียง

การเปลี่ยนบริบทความมั่นคงของประเทศที่แต่เดิมมองเพียงการมีอาวุธยุทธโปกรณ์ที่ทันสมัย และอาจขยับมาสนใจในเรื่องพลังงาน แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตข้างหน้า “ความมั่นคงทางอาหาร” จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งของ “ความมั่นคงของชาติ” โดยในรายงาน 16 หน้าจากสถาบันวิจัยซัมซุง (Samsung Economic Research Institute) ของประเทศเกาหลีใต้ ในหัวข้อยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับอาหารในยุควิกฤตด้านอาหารของโลก (New Food Strategies in the Age of Global Food Crises) ซึ่งในรายงานฉบับดังกล่าวได้แสดงความกังกลว่าบริษัทต่างประเทศที่ผลิตอาหารนำเข้ามาเลี้ยงดูประชากรของเกาหลีใต้ มีความเป็นไปได้ที่จะใช้นโยบายการจำกัดการส่งออกเสมือนเป็นการใช้ “อาหารเป็นอาวุธ” โดยสถานการณ์การที่ประเทศผู้นำเข้าอาหารเริ่มถูกคุกคามด้วยการลดจำนวนสินค้าเกษตรจากผู้ส่งออกจนทำให้ไม่สามารถควบคุมให้มีอาหารเพียงพอต่อประชากรของประเทศ และเชื่อว่าในอนาคตด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้นโยบาย “อาหารเป็นอาวุธ” จะกลายเป็นอาวุธหลักและมีการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รัฐบาลเกิดการตื่นตระหนกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นคงทางอาหารของประเทศครั้งใหญ่

people-field-working-agriculture

รัฐบาลเกาหลีใต้ ได้เข้าไปซื้อที่ดินมากกว่าสามแสนเฮกเตอร์ในประเทศมองโกเลีย (1 เฮกเตอร์ เท่ากับ 10,000 ตารางเมตร) เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการผลิตอาหารเลี้ยงคนเกาหลีใต้ได้อย่างมั่นคงขึ้น นอกจากนี้บริษัท Daewoo Chaebold ก็ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปเช่าพื้นที่มากกว่า 1.3 ล้านเฮกเตอร์ในประเทศดามัสกัสต์เป็นเวลา 99 ปี ซึ่งพื้นที่ที่ขอเช่านี้เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรได้เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศดามัสกัสต์ อีกทั้ง เกษตรกรเกาหลีใต้เริ่มเข้ามาเพาะปลูกข้าวโพดในกัมพูชา และที่ชัดๆก็คือ กว่า 60 บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ได้เข้ามาทำการเกษตรใน 16 ประเทศแล้ว

กว่า 60 บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ได้เข้ามาทำการเกษตรใน 16 ประเทศแล้ว

กรณีตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่านโยบายยุทธศาสตร์ด้านเกษตรกรรมและยุทธศาสตร์ด้านอาหารจะต้องไปควบคู่กันและกำลังจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากเกาหลีใต้แล้ว นโยบายด้านการเกษตรและอาหารของเวียดนาม ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามได้ร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO: Food and Agriculture Organization) สร้างโปรแกรมช่วยเหลือประเทศที่ยากจนในแถบแอฟริกาและประเทศหมู่เกาะทะเลใต้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความช่วยเหลือเทคนิคต่าง ๆ ในการทำเกษตรกรรมแก่กลุ่มประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งมีการส่งผู้เชี่ยวชาญออกไปถึง 400 คนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยจีนและเวียดนามได้ใช้ยุทธศาสตร์การเกษตรและอาหาร มาเป็นเครื่องมือการผูกมิตรกับประเทศโลกที่สามอย่างแยบยล

การเกษตรอัจฉริยะ เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นแน่

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยในด้านการเกษตรและอาหาร จะเป็นเรื่องที่จะทวีความสำคัญมากขึ้น การใช้พื้นที่การเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้ว จะกลายเป็นสิ่งที่ขาดแคลนอย่างมากในอนาคต น้ำที่ใช้ในการเกษตรจะทวีค่ายิ่งขึ้น และเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการทำ “การเกษตรอัจฉริยะ” หรือ “การเกษตรแม่นยำ” เป็นภาคบังคับที่ประเทศไทยจะต้องทำ การสร้างผลผลิตที่มีประสิทธิภาพในภาคเกษตรกรรมจะนำมาสู่ความได้เปรียบในการวางยุทธศาสตร์ด้านอาหารเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและรักษาความมั่นคงของชาติไว้ได้

nature-sky-clouds-field

เทคโนโลยีของการทำเกษตรอัจฉริยะในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและยุโรปมีความล้ำหน้าไปอย่างมาก ในขณะที่เกาหลีใต้มีความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีด้านนี้ในเวอร์ชันเกาหลีโดยภายใต้การพัฒนาที่เรียนรู้จากประเทศที่ได้ทำไปแล้ว เกาหลีไม่ได้ไปทำแต่เฉพาะการไปเรียนรู้ในการสร้างเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังทำการทดสอบปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในมิติต่างๆของประเทศเกาหลีใต้เองด้วย โดยช่วงที่ผ่านมาบริษัทต่างๆที่ได้พัฒนาอุปกรณ์และบริการต่างๆจะแสดงในพื้นที่การเพาะปลูกจริงๆในเกาหลีใต้ ตัวอย่างเช่นโซลูชั่นตรวจจับการไหลผ่านของเมล็ดพืชที่ใช้เทคโนโลยีของอเมริกาสามารถใช้ได้ดีกับข้าวสาลีและข้าวโพดที่เป็นพันธ์ุที่ปลูกในสหรัฐแต่ไม่สามารถใช้ได้กับเมล็ดข้าวที่มีขนาดเล็กของเกาหลีใต้ที่มีขนาดเล็กกว่า 4-6 เท่า วิศวกรของเกาหลีใต้จำเป็นต้องมีการปรับแต่งทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คือตัวเซนเซอร์ให้สามารถตรวจจับเมล็ดข้าวขนาดเล็กการเพิ่มจำนวนแถวในการปล่อยเมล็ดข้าวลงไปเพาะในนา รวมทั้งจะต้องมีการปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อควบคุมจังหวะการปล่อยเมล็ดข้าวให้ถูกต้อง

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในการทำการเกษตรอัจฉริยะหรือเกษตรแม่นยำจะมีความเฉพาะพื้นที่เฉพาะพืชพันธ์ุ การเป็นประเทศที่รอจะบริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ที่ต้องให้เขาผลิตให้ ปรับแต่งให้กับสภาพแวดล้อมของเรา จะทำให้เราเป็นประเทศที่เสียเปรียบในสภาวะอาหาร ซึ่งกำลังเป็นประเด็นหลัก ถึงแม้ว่าเราจะมีความได้เปรียบในสภาพภูมิประเทศ สภาวะภูมิอากาศ ต่อการผลิตสินค้าทางเกษตรได้หลากหลายทั้งชนิดและปริมาณ แต่การที่ไม่มีความสามารถสร้างเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อใช้ในการทำการเกษตรยุคใหม่ จะทำให้เราเป็นผู้เสียเปรียบในโลกแห่งอนาคตได้

man-field-smartphone-yellow

ตัวอย่างการเกิดขึ้นของ MamosaTEK ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ AgTech สัญชาติเวียดนามที่วันนี้ได้ยกระดับการยอมรับไปสู่ระดับนานาชาติแล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ที่ว่าเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะหรือเกษตรแม่นยำจะต้องพัฒนาโดยคนเวียดนามเองไม่ใข่เรื่องที่รอให้ต่างชาติที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาทำให้ น่าจะเป็นการจุดประกายการสร้างผู้ให้บริการเกษตรอัจฉริยะหรือเกษตรแม่นยำรายอื่นเกิดขึ้นมาอีกมากในอนาคต

ประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น

สำหรับประเทศไทยเรามีนโยบายเรื่องเกษตรอัจฉริยะออกมาแล้ว คงเหลือแต่การนำนโยบายไปสู่การทำให้เกิดขึ้นจริง อาจเริ่มต้นด้วยการสร้างกองทุนเพื่อสนับสนุนการสร้างสตาร์ทอัพ AgTech การสร้างโปรแกรม AgTech Accelerator เพื่อให้สามารถประกอบการได้จริง การกำหนดมาตรการภาษีให้ผู้ประกอบการในการนำเครื่องมือเหล่านี้มาเรียนรู้และพัฒนาปรับแต่งให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างของประเทศ การสร้างกิจการรมการตื่นตัวและการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Agriculture Literacy) ในภาคการเกษตรให้กับเกษตรกร ไปจนถึงการสร้างการมาตรการส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง การสนับสนุนให้ผู้ให้บริการเกษตรอัจฉริยะหรือเกษตรแม่นยำสามารถยกระดับจากการให้บริการในประเทศไปสู่ประเทศข้างเคียง เป็นผู้ให้บริการในระดับภูมิภาค การวางแผนการศึกษาเพื่อผลิตบุคคลากรเพื่อมารองรับในเรื่องนี้โดยเฉพาะ การสร้าง ระบบนิเวศ (EcoSystem) เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของห่วงโซ่ธุรกิจ เรื่องเหล่านี้อาจต้องมีการกำหนดแผนการดำเนินการ (Action Plan) เพื่อนำนโยบายมาสู่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติให้ได้ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันของไทยก็ได้ผลิตนโยบายที่ตรงทิศทางแล้ว เหลือเพียงแต่ขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงเท่านั้น

ความฝันที่ไทยจะเป็น “ครัวโลก” จะกลายเป็นความจริง!!!

19 กันยายน 2559 09:20
อ่านตอน 1 เพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

แบไต๋ไอซีทีกับพี่มาร์ช 4G

การปฏิรูปการให้บริการลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัลในยุค Thailand 4.0

เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้รูปแบบธุรกิจที่มีอยู่เกิดความต่อเนื่องมากขึ้น หรือเกิดเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ (New business model) ที่ทำให้ธุรกิจที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมถึงกันได้หมด ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองการสื่อสารสองทางและ Realtime ให้แก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Published

on

เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้รูปแบบธุรกิจที่มีอยู่เกิดความต่อเนื่องมากขึ้น หรือเกิดเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ (New business model) ที่ทำให้ธุรกิจที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมถึงกันได้หมด ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองการสื่อสารสองทางและ Realtime ให้แก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมด้านดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนในการให้บริการลูกค้า และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และสามารถรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้ โดยนวัตกรรมด้านดิจิทัล ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และทำให้องค์กรต่างๆ เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลยุทธ์ของบริษัทเพื่อให้สามารถรักษาตำแหน่งทางการตลาดไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล

คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำธุรกรรม การเช่าภาพยนตร์ ตลอดจนการเรียกใช้บริการแท็กซี่ นอกจากนี้ ผู้นำทางธุรกิจทุกอุตสาหกรรมยังต้องตระหนักด้วยว่าการใช้กลยุทธ์ดิจิทัล (Digital Strategy) เพื่อดำเนินการภายในบริษัทจะต้องพบกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น

กลยุทธ์ดิจิทัลแบบครบวงจร มีความซับซ้อนทั้งในการพัฒนาและการปฏิบัติ แต่อุปสรรคขององค์กรในธุรกิจต่างๆที่พบได้บ่อยๆ เช่น การมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ที่ทำให้ยากต่อการดำเนินงาน และส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการนำกลยุทธ์ใหม่ๆมาปรับใช้ เพราะเทคโนโลยีเก่าที่ใช้อยู่ รวมทั้งบุคคลากรไม่พร้อมที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานรูปแบบใหม่

ความท้าทายที่เกิดจากการปฏิวัติดิจิทัล จะก่อให้เกิดโอกาสที่สำคัญ โดยบริษัทจะต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น

ความท้าทายที่เกิดจากการปฏิวัติดิจิทัล จะก่อให้เกิดโอกาสที่สำคัญ โดยบริษัทจะต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้นและสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้าไว้ ในขณะที่จะต้องขับเคลื่อนการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเป็นเวลานาน ซึ่งจะต้องปรับกลยุทธ์ และรูปแบบธุรกิจ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ถือเป็นความเสี่ยงของธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยผู้ให้บริการที่สามารถแยกประเภทการให้บริการลูกค้าที่มีความแตกต่างกันได้ มีการดำเนินการ และมีกลยุทธ์ดิจิทัลที่ยืดหยุ่น จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคู่แข่ง และสามารถลดต้นทุนในการให้บริการลูกค้า สามารถเพิ่มระดับความพึงพอใจ และรักษาลูกค้าไว้ได้

ประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้า ส่งผลกับการให้บริการ

ipad-tablet-technology-touch

ประสบการณ์ทางดิจิทัลที่แตกต่างกันของลูกค้า เป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทจะต้องให้ความสนใจ ลูกค้าที่มีการใช้งานออนไลน์เป็นประจำ มักจะสามารถติดต่อกับฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ทางช่องทางออนไลน์ (เว็บไซต์, mobile application เป็นต้น) ได้ด้วยตนเอง ซึ่งลูกค้าเหล่านี้มีความคาดหวังว่าประสบการณ์ทางด้านดิจิทัลที่ดีของผู้ให้บริการ จะสามารถตอบคำถามลูกค้าได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ หากผู้ให้บริการประสบความล้มเหลวในการให้บริการออนไลน์แก่ลูกค้า จะทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ไม่สามารถตอบคำถามลูกค้า หรือลูกค้าอาจรู้สึกถึงความยุ่งยากซับซ้อนในการดำเนินการ ส่งผลให้ลูกค้าไม่อยากใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ และเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นแทน ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการมีต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างเช่น ช่องทางโทรศัพท์ หรือการอีเมลไปยัง call center

สาเหตุที่ลูกค้าไม่นิยมใช้ช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่แล้วสืบเนื่องมาจาก ผู้ให้บริการ ไม่มีข้อมูลที่ลูกค้าต้องการ ใช้ภาษาที่ไม่ชัดเจน มีขั้นตอนที่ลูกค้าจะต้องดำเนินการในออนไลน์มากเกินไป หรือการใช้งานยุ่งยาก เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถดำเนินการบนออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

การนำเครื่องมือดิจิทัลมาช่วย ทำให้การขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

person-apple-laptop-notebook

หากนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า จะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยเครื่องมือดิจิทัลที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองลูกค้า โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จะช่วยให้การขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก

  1. สามารถบอกสิทธิประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความซับซ้อน ให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้น
  2. สามารถปรับปรุงกระบวนการขายให้มีความกระชับมากขึ้น
  3. เครื่องมือดิจิทัลทำให้การดำเนินการทางธุรกิจมีความรวดเร็วมากขึ้น สามารถลดค่าใช้จ่าย และมีความผิดพลาดน้อยลง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการยังสามารถนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินการในธุรกิจได้ ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพและการดำเนินงานทั้งหมดโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้พนักงานในองค์กรสามารถมุ่งเน้นไปที่คุณค่าที่สูงขึ้น

บริษัทด้านเทคโนโลยี ร้านค้าปลีกออนไลน์ และผู้ให้บริการด้านการเงิน ได้นำแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมและประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อลูกค้า ลูกค้าที่มีประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่ต่างกันก็สามารถใช้งานได้ โดยลูกค้าส่วนใหญ่คาดหวังว่าการใช้งานออนไลน์ของผู้ให้บริการประกันภัยจะต้องใช้งานง่ายและกระชับ เหมือนเว็บไซต์และ mobile application อื่นทั่วๆไป

หนึ่งในแนวทางของนวัตกรรมด้านดิจิทัล คือการออกแบบให้สามารถตอบสนอง ผ่าน user interfaces ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามรูปแบบของหน้าจออุปกรณ์ที่ใช้ ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของประสบการณ์ของผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และบริษัทให้ความสำคัญต่อเนื้อหาและบริการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจประกันภัย ผู้ใช้งานสามารถดูค่าใช้จ่ายหรือค่าเบี้ยประกันผ่านสมาร์ทโฟน หรือจะดูข้อมูลดังกล่าวในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความสามารถในการตอบสนองลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย ก็จะช่วยจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

การปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ในปัจจุบันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

ไม่เหมือนในอดีต การปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ในปัจจุบันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมด หลายองค์กรพบว่าขั้นตอนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดคือความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าใช้งานบ่อยที่สุด และสามารถให้ข้อมูลที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้การออกแบบรูปแบบการนำเสนอที่ดี จะทำให้เกิดประสบการออนไลน์ที่คล่องตัวมากขึ้นอีกทางหนึ่ง เช่น แบบตัวอักษรที่อ่านง่าย ใช้ภาษาที่ชัดเจน มีการจัดวางรูปแบบที่ดี มีความสะดวกในการใช้งาน

6 กันยายน 2559

เศรษฐพงค์.com

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช.
ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!