Connect with us

บทความวงการเกม

กว่าจะมาเป็น “The Witcher 3” เส้นทางสุดหฤโหดของทีมเกม “CD Projekt Red”

ณ วันนี้ คงไม่มีเกมเมอร์คนไหนที่ไม่คุ้นหูทีมพัฒนาเกม RPG ระดับตำนานอย่าง “CD Projekt Red” ที่ได้พิสูจน์ฝีมือให้โลกเห็นมาหลายรอบแล้วจากไตรภาคเกม The Witcher ซีรี่ส์ที่ทำให้พวกเรารู้ว่าพวกเขามีของดีซ่อนอยู่มากขนาดไหน แต่จะมีซักกี่คนเชียวที่รู้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ พวกเขาต้องผ่านอุปสรรคโหดหินและบอสเลเวล 99 มามากมายนับไม่ถ้วน แถมบอสในชีวิตจริงแต่ละตัวยังตื้บพวกเขาแบบไร้ปราณีจนแทบจะสิ้นชื่อเลยทีเดียว

จากนักขายแผ่นผีสู่ตัวแทนจำหน่ายเกม

หนทางของ CD Projekt Red เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ยุคที่ประเทศโปแลนด์ยังไม่มีกฎหมายลิขสิทธิ์และ Marcin Iwiński ในวัยมัธยมปลายอยากจะหาลำไพ่พิเศษด้วยการปั๊มแผ่นเกมผิดลิขสิทธิ์ขายที่ตลาดเปิดท้ายในกรุง Warsaw ที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้รู้จักกับ Michał Kiciński และกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจรายแรกของเขา พวกเขาร่วมกันก่อตั้งบริษัท “CD Projekt” ขึ้นมาในปีพ.ศ. 2537 ด้วยเงินทุนเพียง 65,000 บาทเท่านั้นโดยใช้ออฟฟิศฟรีที่ตั้งอยู่ในหอพักของเพื่อน


ทั้งสองคนเริ่มทำธุรกิจจริงจังด้วยการนำเข้าเกมแผ่นลิขสิทธิ์มาจัดจำหน่ายในโปแลนด์ รวมถึงแปลภาษาในเกมให้ด้วย กิจการเริ่มไปได้สวยเมื่อพวกเขาสามารถขายเกม Ace Ventura ได้หลายพันแผ่น หลังจากนั้นพวกเขาจึงขยับขยายกิจการด้วยการติดต่อเข้าไปหาปรมาจารย์เกม RPG นามว่า “Bioware” เพื่อขอนำเกม Baldur’s Gate เข้ามาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งพวกเขายังได้จ้างนักพากย์เสียงชื่อดังมาพากย์เสียงตัวละครเป็นภาษาโปแลนด์ และได้เพิ่มของแถมพิเศษ เข้ามาให้ในกล่องเกมแผ่นแท้อีกด้วย แน่นอนว่ายอดขายประสบความสำเร็จตามคาด ด้วยยอดเปิดตัวกำลังดีที่ 18,000 กล่องเลยทีเดียว

Wiedźmin เบิกทาง

หลังจากงานแปลและจัดจำหน่ายเกม CD Projekt ก็เริ่มมองหาลู่ทางอื่นด้วยการจ้างนักพัฒนาเกมมาพอร์ตเกม Baldur’s Gate: Dark Alliance ลงเครื่องคอนโซลในยุคนั้น แต่เมื่อโปรเจ็คล่ม ทางทีมพัฒนาจึงตัดสินใจขอพัฒนาเกมตัวเองขึ้นมามั่ง โดยอิงตามนิยายแฟนตาซีชื่อดังของโปแลนด์นามว่า “Wiedźmin” (ประมาณเพชรพระอุมาของบ้านเรา) และตั้งทีมพัฒนาเกมเฉพาะกิจชื่อว่า “CD Projekt Red” ขึ้นมา อย่างไรก็ตามพวกเขาประมาทเรื่องการพัฒนาเกมไปหน่อยและลืมไปว่าตัวเองไม่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเกมใด ๆ เลย เดโมเกมแรกที่พวกเขาทำออกมาจึงไม่ค่อยงามซักเท่าไหร่ (ทีมพัฒนาถึงกับเอ่ยปากเองเลยว่า “ห่วยบรม”) ส่งไปให้ใครก็ไม่เอา ทาง CD Projekt Red จึงต้องรื้อทุกอย่างทิ้งแล้วเริ่มใหม่ตั้งแต่ 0 ซึ่งก็กินเวลาถึง 2 ปีกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ในระหว่างนี้ทีมพัฒนา Bioware ยังเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาเกมและยังช่วยโปรโมทเกมให้ด้วย โดยให้ CD Projekt Red ไปออกบู๊ธข้าง ๆ เกม Jade Empire ของพวกเขา

การพัฒนาเกมแรกของพวกเขาสิริเวลารวมทั้งหมดถึง 5 ปี แล้วในที่สุดเกม Wiedźmin ก็ได้เผยโฉมสู่สายตาเกมเมอร์ทั่วโลก โดยมีชื่อฝรั่งว่า “The Witcher” เกมวางตลาดในปีพ.ศ. 2550 และได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากนักวิจารณ์ ทั้งยังทำยอดขายได้ดีจากฝั่งเกมเมอร์ด้วย ส่งผลให้ CD Projekt Red ยืนหยัดขึ้นมาในฐานะผู้พัฒนาเกมเต็มรูปแบบเสียที

กระอักเลือดไปกับ Witcher 2

เมื่อประสบความสำเร็จกับภาคแรก ทีม CD Projekt Red จึงเริ่มโปรเจ็คภาคต่อของ The Witcher ทันที นอกจากนี้พวกเขายังได้เริ่มโปรเจ็ค The Witcher: White Wolf สำหรับเครื่องคอนโซลควบคู่ไปด้วย แต่ไม่มีใครในทีมคาดคิดมาก่อนว่าการพัฒนาเกมภาคต่อครั้งนี้จะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าภาคแรกของมันเสียอีก

ลางร้ายเริ่มส่อแววเมื่อบริษัทพัฒนาเกมสัญชาติฝรั่งเศสชื่อว่า Widescreen Games ซึ่งรับงานพอร์ตเกมลงคอนโซลให้ภาค White Wolf เริ่มบ่นกระปอดกระแปดว่าคนไม่พอมั่ง เงินไม่พอมั่ง เวลาไม่มีมั่ง จนทำให้ต้องเลื่อนเดดไลน์ส่งงานไปหลายรอบ หนักข้อเข้าก็ออกมากล่าวหาว่า CD Projekt ไม่จ่ายเงินให้กับพวกตนทั้ง ๆ ที่ทาง CD Projekt ก็ยืนกรานอย่างเต็มปากเต็มคำว่าพวกเขาจ่ายไปแล้วทุกบาททุกสตางค์ สุดท้าย CD Projekt จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยกเลิกการพัฒนาเกม Witcher สำหรับเครื่องคอนโซลไปเลย

แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เมื่อพวกเขาต้องเจอคอมโบความซวยซ้ำสอง เนื่องจากบริษัท Atari ซึ่งได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดจำหน่ายเกมให้ CD Projekt Red ยืนกรานว่าพวกเขาต้องการเงินชดเชยจากการที่ CD Projekt Red เบี้ยวเกมเวอร์ชั่นคอนโซล (เนื่องจากเงินส่วนหนึ่งที่ลงไปก็มาจากกระเป๋า Atari นั่นแหละ) ความขัดแย้งทางธุรกิจครั้งนี้กินเวลาและเงินทุนของบริษัท CD Projekt มากขนาดเกือบทำให้บริษัทล้มละลาย และทำให้ Marcin Iwiński โดนไมเกรนรับประทาน เมื่อหลังชนฝา พวกเขาจึงตัดสินใจยกเลิกโปรเจ็คยิบย่อยทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ (รวมถึงโปรเจ็คเกม FPS ของ CD Projekt Red ด้วย) เพื่อหันมาเข็นเกม The Witcher 2 ให้เสร็จเพียงอย่างเดียว เวลาผ่านไปอีก 3 ปีครึ่ง เกม The Witcher 2: Assassins of Kings ก็ออกมาอวดโฉมในปี พ.ศ. 2554 พร้อมกับคำชมจากสื่อมากมาย และยอดขายกว่า 1.7 ล้านแผ่น ช่วยชีวิต CD Projekt เอาไว้ได้พอดี

ประกาศศักดาด้วย The Wild Hunt

เมื่อพวกเขาได้พักหายใจจนหายเหนื่อย พวกเขาก็เริ่มมองไปที่เส้นขอบฟ้าอีกครั้ง ด้วยความหวังจะสร้างเกม RPG สไตล์ Open-World ที่มีมาตรฐานสูงไม่แพ้ซีรี่ส์ GTA และต้องการยกระดับกราฟิกในวงการเกมให้สูงขึ้นไปอีกขั้นด้วยเกมภาคใหม่นี้ พวกเขาจึงฟันธงให้ The Witcher 3: Wild Hunt ลงแค่ในแพลตฟอร์ม PC, Playstation 4 และ Xbox One เท่านั้น ทีม CD Projekt ต้องทุ่มเงินไปกว่า 81 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว ๆ 2,400 ล้านบาท) ทุ่มเวลาพัฒนาไปกว่าสามปีครึ่ง แถมยังต้องเลื่อนวันวางตลาดเกมไปอีกหลายรอบจนในที่สุดพวกเขาก็สามารถปล่อยเกมในฝันออกมาได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 ผลตอบรับนั้น พูดสั้น ๆ ได้ว่าดีเกินคาด สื่อแทบทุกสถาบันต่างชมเปราะพร้อมกันเป็นเสียงเดียวและ CD Projekt ทำกำไรในช่วงครึ่งปีแรกของปีนั่นได้มากกว่า 62 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้เกมยังได้รับรางวัล Game of the year มากมายจากสื่อหลายสำนัก และกลายเป็นความภูมิใจของชาติถึงขนาดนายกรัฐมนตรีของโปแลนด์นำเกม The Witcher 3 ไปมอบเป็นของขวัญให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลยคิดดู ทำให้ CD Projekt ถูกมองว่าเป็นทีมพัฒนาเกมระดับมาสเตอร์พีซนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความกล้าบ้าบิ่นที่จะเสี่ยงของ Marcin Iwiński และความเข้าใจเกมเมอร์จนเข้ากระดูกดำของสมาชิกในทีมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาได้พบกับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขายังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะเขากำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในโลกอนาคต ด้วยโปรเจ็คเกมที่ยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้ทุกผลงานก่อนหน้า เตรียมพิสูจน์ฝีมือของพวกเขาได้อีกครั้งกับเกม Open-World RPG “Cyberpunk 2077” ในอีกไม่นานเกินรอ! (มั้ง…)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

10 แนวเนื้อเรื่องของเกม ที่มักจะหากินได้ซ้ำๆ (แต่เราก็เล่น)

Published

on

เมื่อพูดถึงองค์ประกอบโดยรวมของเกมหนึ่งเกมต้องมี นั่นคือเนื้อเรื่อง, กราฟฟิก, ระบบการเล่น, ตัวละครและอะไรอีกหลายๆอย่าง เพื่อมาประกอบรวมกันจนเป็นเกมหนึ่งเกมที่เราได้เล่น และเนื้อเรื่องเองก็มีส่วนสำคัญในเนื้อเรื่องที่ชาวเกมเมอร์อย่างเราๆ ชื่นชอบ แต่ก็มีหลายเกมเหมือนกันที่ชอบใช้มุกซ้ำๆ มุกเดิมๆ เอามาหากิน จนเวลามีภาคใหม่ของเกมชื่อนี้มาปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าว่าเนื้อเรื่องหลักๆ ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ และไม่ใช่แค่เกมเดียวแต่มีหลายเกมที่ใช้มุขซ้ำๆแบบนี้ เรามาดูกันว่ามีมุขอะไรบ้างที่นักพัฒนาเอามาใช้ในเกมกัน

เจ้าหญิงถูกจับตัวไปอีกแล้ว

เมื่อเราพูดถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงถูกจับตัวไป เชื่อว่าใครหลายคนคงจะนึกออกทันทีว่าเรากำลังพูดถึงเกมอะไร เพราะเนื้อเรื่องหลักๆ เกือบทุกภาค (ย้ำว่าเกือบ) ของเกมที่ชื่อว่า Mario จะมีการจับตัวเจ้าหญิงไปเสมอ ซึ่งก็มีบางภาคที่เจ้าหญิง Peach ของเราก็เป็นตัวเอกไปช่วยทุกคนที่ถูกจับ อย่างภาค Super Princess Peach ก็มี และไม่ใช่แค่ Mario เท่านั้นที่ใช้มุขนี้ แต่หลายๆ เกมก็เอามาใช้อย่าง Ghouls ‘n Ghosts หรือแม้แต่ The Legend of Zelda กับ Dragon Quest ก็เอามาใช้ นับเป็นมุกคลาสสิคจริงๆ

ตัวร้ายจะครองโลก

อีกหนึ่งมุขซ้ำซากแต่เราก็ยังเล่น และไม่เคยบ่นว่าไม่เบื่อกันรึไง กับมุกตัวร้ายที่ออกมาประกาศว่าข้าจะครองโลก ซึ่งเกมที่เอาเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นก็คงหนีไม่พ้นเกม RockMan หรือ MegaMan ที่เราคุ้นเคย ซึ่งถ้านับเฉพาะภาคหลักๆ 11 ภาค เราก็จะเห็น Dr.Wily  วางแผนจะครองโลกไปแล้วถึง 11 ครั้ง นี่ยังไม่ยับภาคเสริมที่อยู่ในจักรวาลเดียวกันในภาคต่างๆอีกนะ และไม่ใช่แค่เกมนี้เกมเดียวที่ใช้ เพราะเกมชื่อดังอย่าง Resident evil 5 ก็ใช้มุกนี้กับเขาด้วย กับความพยายามจะครองโลกของ Wesker โดยการใช้ไวรัสคัดเลือกคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของวิวัฒนาการ หรือเกม Pokemon ก็ใช้มุขนี้หลายภาคเช่นกัน

ไม่มีเนื้อเรื่อง

หรือถ้าเรื่องราวมันน่าปวดหัวก็ไม่ต้องมีมันไปเลยก็ได้ ขอแค่เกมสนุกเล่นเพลินก็พอแล้ว ยิ่งเกมยุคเก่าๆหลายเกมก็ใช้มุขนี้ คือเริ่มต้นมาเราก็รู้เลยว่าต้องทำอะไร โดยที่ไม่ต้องสนใจเนื้อเรื่องเนื้อหาใดๆให้ยุ่งยาก อย่างเกม PackMan หรือ Tetris ที่ไม่ต้องสนใจเนื้อเรื่อง และนอกจากสองเกมนี้ ก็มีเกมกีฬาต่างๆอย่างแข่งรถ, ฟุตบอล หรืออเมริกันฟุตบอล ที่ไม่ต้องมีเนื้อเรื่องมีแค่การแข่งขันก็พอ ซึ่งหลังๆ เกมแนวนี้ก็เริ่มมีเนื้อเรื่องใส่ลงไปแล้วแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่

ตัวเอกเดินทางออกจากหมู่บ้านไปกู้โลก

ถ้าพูดถึงมุขตัวละครเดินทางออกจากหมู่บ้าน อันนี้หลายคนคงจะคิดถึงเกมซีรี่ส์ Dragon Quest กันอย่างแน่นอน เพราะเกือบทุกภาคจะเป็นการเดินทางของผู้กล้า ที่ต้องไปปราบราชาปีศาจ ซึ่งไม่ใช่แค่เกมนี้เกมเดียวแต่เกมภาษาหลายๆเกมก็ใช้ อย่าง Final Fantasy, เกมตระกูล  Tales of หรือแม้แต่ Pokemon ก็นับรวมในส่วนนี้ด้วย เพราะการเดินทางออกจากหมู่บ้านคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่หลายเกมใช้ และเป็นการปูเรื่องที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการปูเนื้อเรื่องในเกมที่นักพัฒนาชอบใช้ และแม้แต่เกมชื่อดังอย่าง The Last of Us ก็ใช้เรื่องนี้เช่นกัน

เจ้าชาย (เจ้าหญิง) ผู้ตกอับ

มุกเจ้าหญิง (เจ้าชาย) ตกอับโดนชิงบัลลังก์จนต้องออกมาเดินทาง มุกนี้เราก็มักจะเห็นได้บ่อยๆ ในหลายๆ เกม แต่ส่วนมากจะไม่เอามาเป็นประเด็นหลักๆ ในเกมเสียเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นเนื้อเรื่องของตัวละคร หรือเนื้อเรื่องที่ถูกใส่เข้ามามากกว่าอย่างเกม Final Fantasy ภาค 9 และภาค 12 ที่เล่าถึงเจ้าหญิง Garnet และเจ้าหญิง Ashe ที่ต้องออกเดินทางเพื่อชิงบัลลังก์คืนมา หรือแม้แต่ Dragon Quest 8 กับ 11 ก็ใช้มุกนี้ และอีกหลายๆ เกม ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นเลยว่ามีเยอะมาก

ตามล่าสมบัติ

เรื่องของการล่าสมบัตินี้คงไม่ต้องยกตัวอย่างกันมาก เพราะเราคงจะรู้อยู่ว่ามี 2 เกมชื่อดังที่ใช้เรื่องของการตามล่าสมบัติเป็นแกนหลักในทุกๆภาค ซึ่งเกมที่ดูจะเป็นเกมแรกๆที่เริ่มใช้แนวนี้ก็มีซีรี่ส์ Tomb Raider ก่อนที่เกมอื่นๆจะยึดเอามาใช้เช่นกัน แต่มักจะเป็นแค่ในเนื้อเรื่องหรือซ่อนไปกับตัวละครต่างๆ เท่านั้น และอีกหนึ่งซีรี่ส์ที่ดังไม่แพ้ Tomb Raider และใช้การล่าสมบัติเช่นกัน ก็มี Uncharted ที่ทำออกมาได้ดี หรือเกมเก่าหน่อยอย่าง Torneko no Daibōken ก็เป็นแนวตะลุยดันเจียนแต่เนื้อหาคือการตามล่าสมบัติตามที่ต่างๆเอามาขาย และอีกหลายๆเกมที่ยึดเอามาใช้

กอบกู้โลก

ไอ้มุขกอบกู้โลกนี่ดูจะเป็นมุกคาสสิคแบบสุดๆ ที่เกือบทุกเกมที่คุณคิดออกจะมี และบางเกมไม่ใช่แค่ปกป้องโลก แต่ปกป้องทั้งจักรวาลเลยก็มี ซึ่งหลายๆ เกมอาจจะเริ่มต้นจากเรื่องราวเล็กๆ อย่างการเดินทางของตัวละคร ก่อนจะขยายเรื่องราวไปจนถึงการปกป้องโลก หรือการกระทำของตัวละครที่เริ่มต้นจากแค่ไปหาสมบัติ ก่อนจะบานปลายไปปกป้องโลก ซึ่งมุขนี้คือมุกประจำที่เราเห็นจนเบื่ออีกหนึ่งแบบ ยกตัวอย่างเกม Dead Space ที่เริ่มต้นจากการเอาตัวรอดจากยานที่มีมนุษย์ต่างดาวในภาคแรกๆ ไปจนถึงการปกป้องจักรวาล และอีกหลายๆเกมที่ไม่ได้เอามาแกนหลักแต่ก็เอามาใส่

แก้แค้น

แน่นอนว่าถ้าคิดถึงการแก้แค้นหลายคนคงจะคิดถึงเกมในซี่รี่ส์ God of War ไตรภาคแรกๆบนเครื่อง PS3 อย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้มีแกนหลักๆอยู่อย่างเดียวคือการแก้แค้น (ไม่นับฉบับ PS4) ซึ่งเกมแนวๆ นี้มักจะเป็นเกมที่เน้นตัวเอกที่เป็นดาร์กฮีโร่ ไม่ก็ตัวละครที่ไม่ใช่คนดีแต่เป็นตัวร้าย หรือแม้แต่เกมน่ารักๆ อย่าง Angry Birds ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่การแก้แค้นเหมือนกัน อีกเกมที่มีประเด็นแก้แค้นเหมือนกัน Fallout New Vegas แม้แต่เกมชื่อดังอย่าง Metal Gear Solid V The Phantom Pain ก็มีแกนหลักเกี่ยวกับการแก้แค้นของตัวละครต่างๆในเรื่องเช่นกัน

ซอมบี้ครองโลก

ไอ้มุขซอมบี้ครองโลก ก็เป็นอีกหนึ่งมุขคลาสสิคที่ถูกเอามาใช้บ่อย ซึ่งเราไม่ขอนับเกม Resident evil เป็นแนวซอมบี้ครองโลก เพราะเรื่องราวของเกม Resident evil ส่วนมากจะจำกัดแค่บางพื้นที่ ขณะที่เกมอย่าง Dead Rising, The Last of Us, Days Gone หรือแม้แต่ Overkill’s The Walking Dead จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ ซึ่งมีหลายเกมมากๆที่เอาเรื่องราวของซอมบี้ครอบโลกมาใช้ในเกม

สงคราม

ปิดท้ายด้วยมุกที่หลายเกมเอามาใช้เยอะไม่แพ้แนวอื่น นั่นคือแนวสงครามซึ่งไม่ใช่แค่สงครามโลกเพียงอย่างเดียว แต่มันรวมถึงสงครามทุกอย่าง ซึ่งส่วนมากจะเป็นเกมแนวยิงที่มักจะหยิบยกเรื่องราวของสงครามมาใช้ แต่ก็มีเกมแนววางแผนการรบ หรือเกม RPG รวมถึงแนวอื่นๆก็เอามาใช้ แต่จะเป็นการแฝงเอาไว้ในเรื่องราว หรือเล่ากว้างๆมากกว่าจะเอามาเป็นแกนหลัก แบบเกมแนวยิงอย่าง Call of Duty, Battlefield หรือสงครามต่างดาวอย่าง Gears of War ที่เอาเรื่องราวของสงครามมาเป็นแกนหลัก

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 10 แนวเกมที่ถูกเอามาใช้บ่อยๆ หวังว่าคงจะถูกใจกันไม่มากก็น้อย และยังมีอีกหลายแนวที่เป็นแกนหลักของเรื่อง ที่เรายังไม่ได้เอามานำเสนอ อย่างเช่นแนวผีหลอกวิญญาณหลอน หรือแนวรักๆใคร่ๆที่สองแนวนี้แม้จะเป็นที่นิยม แต่ก็ไม่มากเท่า 10 แนวที่เราเอามานำเสนอ ซึ่งถ้าใครมีแนวไหนหรือเกมแบบใดจะนำเสนออีกก็บอกกันมาได้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองกันและกันของชาวเกมเมอร์

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! กลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้ง ฉันเลือกนาย !!

Published

on

Pokemon หรือ Pocket Monster ซีรี่ส์การ์ตูน TV Show ชื่อดังจากญี่ปุ่นที่โด่งดังไปทั่วโลก เรื่องราวการผจญภัยระหว่างซาโตชิ กับปิกกาจูและพ้องเพื่อน หลายๆคนโตมากับการ์ตูนเรื่องนี้ และทั่วโลกไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าปิกกาจูแน่นอน

แต่รู้หรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้ว Pokemon ที่เรารู้จักกันมานั้นต้นตำรับมันเป็นการ์ตูนที่สร้างมาจากวิดิโอเกมนั้นเอง หลายๆ คนที่เป็นเด็กยุคนั้น หรือใครที่เคยเล่นทันภาค Pokemon Red,Blue ก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าว่ากันตามตรง ความโด่งดังของเวอร์ชั่นการ์ตูนทีวีนั้นมันสุดโต่งมากๆ เจ้าปิกกาจู จากตัวโปเกม่อนธรรมดาๆ ภายในเกม กลายเป็นมาเป็นมาสคอตของ Pokemon ไปเรียบร้อยแล้ว

มาถึงวันนี้ Pokemon ถ้าผมนับไม่ผิด ก็มีมาทั้งหมด 10 ภาคหลักแล้ว ทั้งนี้ยังไม่รวมภาคเสริม ภาค Remake หรือภาคอัพเกรดจากภาคหลักเดิมๆ ที่จะเพิ่มบอสใหม่ๆ โปเกม่อนใหม่ๆ และเนื้อเรื่องใหม่ในโลกเดิมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเกมแยกไปอีกมากมายหลายแบบ แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่าน ก็คือการมาของ Pokemon Let’s Go ที่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของแฟนๆ Pokemon ทั่วโลก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเกมจะลงให้กับ Nintendo Switch สักทีครับ

ก่อนหน้านี้ Pokemon เป็นเกมที่ลงให้กับเครื่อง Console ของ Nintendo ตลอด แถมยังเป็นประเภท Portable Console หรือก็คือพวก Gameboy ทั้งหลายนั้นแหล่ะครับ มาจนถึง NDS และ 3DS มีบ้างที่แอบไปลงให้กับพวก Gamecube แต่อย่างไรก็ตาม Pokemon ภาคหลัก ไม่เคยลงให้กับ Home Console เลย และอย่างที่ผมบอกไปครับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon จะลงให้กับ Home Console อย่าง Nintendo Switch ถึงแม้ว่าทางเทคนิคแล้วมันเป็น Console ลูกผสมก็เถอะ

แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงตัวเกมกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า Pokemon Red , Blue นั้นเป็นภาคที่วางจำหน่ายใน US 2 ปีให้หลังภาค Red, Green ที่วางขายในญี่ปุ่นไปแล้วตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งไอ่เจ้าภาค Blue เนี่ย มันคือการนำเอาภาค Red, Green มาปรับปรุงขายใหม่ แบบเดียวกับภาค Crystal หรือ Emerald นั้นแหล่ะครับ แต่พอมาถึง US ตัวเกมตัดสินใจวางขายภาค Red, Blue แทนที่จะขายแต่ภาค Blue อย่างเดียว เพื่อที่จะคงคอนเซ็ปเดิมของเกมเอาไว้ครับ

ในภายหลังได้ออกภาค Pokemon Yellow: Special Pikachu Edition เป็นภาคที่ปรับปรุงครั้งสุดท้าย แต่รวมสิ่งที่ถูกตัดออกไปในภาคหลักกลับมา รวมไปถึงแก้บัคต่างๆ แถมยังเป็นภาคแรกที่มีเจ้าตัว ปิกกาจู เดินตามเราตลอดอีกด้วยครับ

จนมาในถึงปี 2004 Pokemon Fire Red / Leaf Green ได้วางจำหน่ายใน Game Boy Advance ตัวเกมก็ถือว่าเป็นภาค Remake ของ Red, Green อย่างเป็นทางการ เป็นภาคที่หลายๆคนชอบมาก และเป็นภาคหลักภาคสุดท้ายที่ลงให้กับเครื่อง Game Boy Advance อีกด้วยครับ

จนมาถึงในปี 2018 Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นภาค Remake อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ของ Red, Blue ครับ หรือจะเรียกว่าเป็น Remake ของ Fire Red, Leaf Green อีกทีก็ได้ ในภาคนี้จุดเด่นเลยก็คือ Gameplay ที่เปลี่ยนไปบ้าง ตัวเกมยังคงอยู่ในเขต Kanto โดยจะมีโปเกม่อน Gen 1 มาครบทั้งหมด 151 ตัว แถมยังมีโปเกม่อนจาก Alolan มาแจมอีกด้วยครับ


Pikachu! I Choose You!


Pokemon: Let’s Go, Pikachu! / Eevee! เป็นเกม RPG โดยจะให้เรารับบทเป็น Trainer หนุ่ม/สาว ออกผจญภัยไปพร้อมกับโปเกม่อนคู่ใจ ออกล่าโปเกม่อนใหม่ๆ ดูแล พัฒนามาให้สู้กับ Trainer คนอื่นๆ ที่อยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการออกล่าโปเกม่อนในตำนานอีกด้วยครับ

โดยในเกมภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกที่จะบังคับให้ผู้เล่นเลือก Pokemon ตามภาคที่ตัวเองชื่อ ในบทความนี้ตัวผมเองได้ชื้อภาค Pikachu มา ตัวเกมก็จะเล่าเรื่องให้ตัวผมไปเจอกับปิกกาจูโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยโชคชะตาบางอย่างทำให้เราสองคนเหมือนเกิดมาคู่กัน ก็จะคล้ายๆ กับการ์ตูนตอนแรกนั้นแหล่ะครับ

หมายความว่านอกจากนั้นแล้ว ผมก็ไม่สามารถเลือกโปเกม่อนเริ่มต้นตัวอื่นๆ ได้เลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถจับเจ้า 3 ตัวหลักนั้นได้ “Charmander, Bulbasaur, Squirtle” เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นใส่ 3 ตัวหลักที่มี IV ดีๆมาให้เราฟรีๆ 3 ตัวระหว่างการดำเนินเรื่องภายในเกมเลยล่ะครับ (ไม่ต้องไปไล่ Trade อีกต่อไป)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวปิกกาจูหรืออีวุย ที่มากับตัวเกมหลักนั้นมี Stats สุดโกง ชนิดที่ว่าตัวเดียวก็เอาอยู่ทั้งเกมแล้วครับ Stats สุดแสนจะขี้โกงมาก แถมยังมีท่าพิเศษต่างๆ ที่ไม่สามารถหาได้จาก TM หรือการ Uplevel เลย โดยท่าพวกนี้นอกจากจะมีความรุนแรงมากแล้ว ยังมีธาตุที่แตกต่างกันไป ทำให้ตลอดการเล่นทั้งเกมนั้นผมไม่จำเป็นต้องใช้ Pokemon ตัวอื่นๆ เลย หากไม่จำเป็นจริงๆ

ถ้าจะให้พูดถึงเนื้อเรื่อง เอาเข้าจริงแล้วสำหรับตัวผมเลย Pokemon ในช่วง Gen แรกๆ เนื้อเรื่องถือว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือน่าติดตามเท่าไรครับ ผู้เล่นจะโฟกัสไปที่การพัฒนา Pokemon เสียมากกว่า ความรู้สึกตอนเจอโปเกม่อนในตำนาน หรือพวก dialogue ต่างๆภายในเกม ก็ต้องยอมรับว่าธรรมดา ไม่มีปริศนาความติ่นเต้น หรืออะไรให้เรารู้สึกร่วมกับตัวเกมเท่าไรครับ ในภาคนี้ตัวร้ายหลักคือ Team Rocket ดั้งเดิม และเราจะได้เจอกับ James , Jessie แถมยังได้ Battle กับพวกเขาด้วย !!


Gotta Catch ‘Em All!


ก่อนหน้านี้เรื่องที่มีคนบ่นเข้ามาเยอะมากตั้งแต่เกมยังไม่วางขาย ก็คือการที่ตัวเกมตัดระบบต่อสู้กับโปเกม่อนตามฉากออกไป เหลือไว้เพียงแค่การจับแบบเดียวกับใน Pokemon GO เท่านั้น นั้นหมายความว่าต่อไปนี้เวลาเราเดินมุดหญ้า เราก็จะไม่เจอกับ Random Encounters อีกต่อไป เรียกได้ว่าตัดระบบ Random Encounters ออกจากเกมไปเลยก็ว่าได้ครับ แถมกลับกันเราจะได้เจอพวกโปเกม่อนออกมาเดินตามฉาก โดยเราเลือกที่จะเข้าไปหาตัวไหนก็ได้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วผมกลับชอบระบบใหม่นี้มากๆ ครับ

สำหรับใครที่คิดว่าแล้วจะเก็บเลเวลโปเกม่อนยังไง ก็จับโปเกม่อนไปเรื่อยๆ นั้นแหล่ะครับ โดย EXP ที่ได้หลังจากจับสำเร็จ จะถูกแบ่งไปให้โปเกม่อนทุกๆ ตัวในปาร์ตี้ของเรา โดยเราสามารถจับได้เรื่อยๆ ตามที่ต้องการ ไม่ต้องกลัวว่าจะเต็ม เพราะในภาคนี้พี่แกเล่นยกเอา Pokemon Box มาไว้ในช่องเก็บของ โดยที่เราสามารถเลือกสลับสับเปลี่ยนโปเกม่อนในปาร์ตี้เราตอนไหนก็ได้ครับ

ตรงนี้ก็จะคล้ายๆกับ Pokemon GO ครับ ในภาคนี้ถือว่าเป็นภาคแรกใน Console ที่ตัวเกมเอาระบบ CP เข้ามาวัดความสามารถของโปเกม่อนตัวนั้นๆ เมื่อเราเดินเข้าไปหาโปเกม่อนที่เราต้องการ สิ่งที่ต้องทำก็คือโยนโปเกบอลใส่มันนั้นแหล่ะครับ แต่ด้วยการที่มันมาอยู่ในเครื่องเกมอย่าง Nintendo Switch แถมยังเป็นเกมของ Nintendo อีก การที่จะให้เรากดปุ่มเดียวเพื่อจับ มันก็อาจจะธรรมดาไปหน่อย

ในเกมนี้จะมีโหมดการเล่นอยู่ 3 แบบ อย่างแรกเลยคือการเล่นแบบต่อ Dock ปกติ และใช้ Joy Con อันเดียวในการบังคับตัวเกมทั้งหมด ขณะจับโปเกม่อนก็ทำได้ง่ายๆโดยการเล็งที่หน้าจอและขว้างออกไป (ไม่ใช่ขว้าง Joy Con นะเออ)  แบบที่ 2 คือการใช้ Pokeball Plus วิธีการเล่นก็เหมือนแบบแรกครับ แต่จะมีลูกเล่นอย่างอื่นที่ผมจะอธิบายในภายหลัง

แบบที่ 3 คือการเล่นแบบ Portable Mode โดยโหมดนี้สำหรับการนำเครื่องออกมาเล่นนอก Dock การบังคับทุกอย่างก็จะเปลี่ยนจากการบังคับโดยใช้ Joy Con อันเดียวเป็นสองอัน เวลาจับ Pokemon ก็จะเปลี่ยนจากการเล็ง Joy Con ไปที่หน้าจอ เป็นการหันตัวเครื่องไปให้ตรงกับโปเกม่อนโดยใช้ระบบ Motion Tracking ช่วยเหลือ หรือใช้อนาล็อคจากนั้นค่อยกดปุ่ม A เพื่อขว้างบอลออกไปครับ

การจับโปเกม่อนในภาคนี้ก็แทบจะยกระบบมาจาก Pokemon GO ทั้งหมดเลย เราสามารถใช้ Berry ชนิดต่างๆ เพื่อช่วยให้การจับง่ายขึ้น หรือช่วยให้โปเกม่อนตัวนั้นๆใจเย็นลง และขว้างบอลไปให้ถูกจังหวะพอดีกับเขตวงกลมเพื่อเพิ่มให้โอกาสจับติดสูงขึ้นครับ


Pokemon Battle


ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเก็บเลเวลให้โปเกม่อนของเราได้ ก็คือการต่อสู้กับ Trainer คนอื่นๆ ตามฉากครับ และผมขอบอกเลยว่า “แมร่งโคตรเยอะ” คือถ้าใครที่คิดว่า Pokemon ภาคนี้คงเป็นเกม Casual ทั่วๆ ไป ผมอยากจะบอกว่าคุณคิดผิดครับ เพราะมันมีฉาก Battle เยอะกว่าภาคหลักอีก Trainer พวกนี้มีเยอะแถบจะทุกหัวมุมของฉาก ถ้าเราต่อสู้โดยที่ไม่มีเจ้าปิกกาจู หรือ อีวุยที่มากับตัวเกมหลัก บอกเลยว่ามีเหนื่อยแน่ๆครับ

มาพูดถึงฉาก Battle กันบ้าง เอาเข้าจริงมันก็ไม่มีอะไรต้องให้พูดถึงสักเท่าไรครับ เพราะมันก็คือการต่อสู้แบบเดิมๆตั้งแต่ภาคแรกที่เรารู้จักกันนั้นแหล่ะ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น ก็ต้องบอกว่าตัวเกมคือ Turn Base RPG ทั่วๆไป ที่พลัดกันเลือกคำสั่งให้โปเกม่อนของเรา จุดเด่นที่สุดของเกมนี้เลยก็น่าจะเป็นระบบ Type นี่แหล่ะครับ โดยโปเกม่อนแต่ละตัวจะมี Type ต่างกันไปโดยแต่ละตัวก็จะมีการแพ้ทางกัน เช่น ไฟแพ้น้ำ น้ำแพ้ไฟฟ้า ไฟ้าแพ้ดิน อะไรพวกนี้ครับ Key หลักๆ เลยก็คือการจัดทีม ให้เตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์นั้นเอง

น่ารักกก

และด้วยการที่ภาคหลักเป็นปิกกาจู และ อีวุย ตัวเกมก็เลยได้เพิ่มระบบใหม่เข้ามาในเกม นั้นก็คือ การเล่นกับโปเกม่อนตัวนั้นๆครับ ในบทความนี้ผมได้เล่นภาคปิกกาจู เมื่อเรากดเปิดเมนูมาก็จะเจอกับตัวเลือก Play With Pikachu เลยครับ โดยตรงนี้เราสามารถเปลี่ยนชื่อ Pikachu เป็นชื่ออื่นได้ และชื่อเมนูก็จะเปลี่ยนไปด้วย

โดยในโหมดเล่นการเล่นนั้น เราสามารถ ลูบๆตามตัว แกล้งเล่น ให้กินลูก Berry หรือทำได้แม้กระทั่งเปลี่ยนทรงผมให้ปิกกาจู ต้องบอกว่ามันน่ารักมากๆ เล่นกันได้ทั้งวัน จะมีบางครั้งที่เจ้าปิกกาจูจะไปเก็บ item มาให้เราด้วย แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าระบบนี้มีไปเพื่ออะไรนอกจากความน่ารักของโปเกม่อนที่เราเลือกมาครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าเป็นระบบใหม่ของภาคนี้ ก็คือการจงรักภักดีของโปเกม่อนตามภาคที่เราเลือกครับ เช่นในบางครั้งหากปิกกาจูของเราติดสถานะ มันก็จะจัดการเคลียร์สถานะให้เราเลยทันที หรือมีบางครั้งที่โดนท่าโจมตี Super Effective แบบ One hit down แต่เจ้าปิกกาจูก็จะไม่ยอมตาย และเหลือเอาไว้ 1 HP ครับ จะมีบางครั้งที่ถึงแม้ว่าจะเหลือเพียง 1 HP และโดนท่า super effective เข้าไปอีก มันก็ยังคงไม่ยอมตาย และยังยืนอยู่ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เราผิดหวังนั้นเอง (อะไรจะขนาดนั้น)

ในตอนแรกผมคิดว่า ไอ่ระบบนี้น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเราเล่นกับปิกกาจูของเราบ่อยแค่ไหน และเป็นการเพิ่มค่าความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อตอนที่ผมไปจับเจ้าอีวุยมาในปาร์ตี้ และก็พบว่าอีวุยเองก็มีความสามารถแบบนี้เหมือนกัน เท่ากับว่าในเกมนี้ทั้งปิกกาจู และ อีวุยจะมีความสามารถจงรักภักดีต่อเรา แค่ 2 ตัวนี้ นั้นเอง

นั้นก็ยังทิ้งคำถามไว้ว่าแล้วไอ่ระบบ Play With Pikachu/Eevee มันมีผลอะไรต่อการจงรักภักดีไหม อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เลยจริงๆ ครับ ล่าสุดผมได้ลองสร้าง Account ใหม่เพื่อไปลองเล่นเกมแบบไม่สนใจระบบ Play With เลยก็พบว่าเจ้าปิกกาจูของผมก็ยังมีความจงรักภักดีแบบใน Account เดิมของตัวเองเป๊ะเลย เพราะฉะนั้นก็อาจจะยืนยันได้ว่าระบบ Play With มีไว้เพื่อความสนุก และความน่ารักเท่านั้นครับ

ต่อมา อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือระบบ HMs ครับ ในเกม Pokemon ภาคหลักต่างๆ เราสามารถใช้ HMs เรียนรู้ท่าพิเศษกับโปเกม่อนของเราได้ครับ โดยท่าพวกนี้ก็จะเป็นการตัดต้นไม้ การดันหิน หรือการโต้คลื่น โดยมันจะมีความจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง หรือการออกล่าดันเจี้ยนใหม่ๆภายในเกมเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าการใช้ HMs พวกนี้ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน ยกตัวอย่างการตัดไม้ เราต้องเรียนให้โปเกม่อนชนิดพืชเท่านั้น การโต้คลื่นก็ต้องใช้โปเกม่อนชนิดน้ำเช่นกัน

แต่ใน Pokemon Let’s Go นั้นได้ฉีกทุกกฎเกณฑ์ไปเลยครับ เพราะตัวเกมได้ตัดเอา HMs ออกจากเกมไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการตัด การโต้คลื่น การบิน หรืออะไรก็แล้วแต่ สามารถทำได้โดยให้ปิกกาจู หรือ อีวุยของเราเรียนรู้ท่าพวกนี้ เรียกว่า Secret Technique ผ่านการคุยกับ NPC ภายในเกม โดยจะไม่เกี่ยวกับ Move Set ที่จำกัดเอาไว้ 4 ท่าต่อ 1 ตัว เท่ากับว่าโปเกม่อนตัวเดียว สามารถทำได้ทุกอย่าง และไม่กระทบกับการต่อสู้อีกด้วยครับ

รูปนี่สปอยล์ไหมเนี่ย

นอกจากนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ ที่ตัวเกมรองรับการเล่นแบบ Coop 2 คนในเครื่องเดียวกันครับ แน่นอนว่าก็ต้องแบ่ง Joy Con กันคนละอัน ถ้าเล่นใน Portable Mode ก็สามารถเล่นสองคนได้เช่นกัน (แต่ก็ต้องหาที่วางตัวเครื่องเองนะ) ระบบนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องดีที่ตัวเกมได้ให้ความสนใจของการเล่นด้วยกันมากขึ้น วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่เขย่า Joy Con อันที่สอง ก็สามารถเล่น 2 คนได้แล้ว ผู้เล่นคนที่ 2 สามารถเข้ามาร่วมได้ตลอดเวลาตอนไหนก็ได้ในเกม และไม่มีผลต่อเนื้อเรื่องหลักครับ

การเล่น Coop กันนั้นก็จะทำได้แทบจะทุกอย่างในเกม ตั้งแต่การจับโปเกม่อน ที่จะทำให้เราจับได้ง่ายขึ้นมากหากใช้ผู้เล่น 2 คนช่วยกันจับ วิธีการปาโปเกบอลไปให้โดนพร้อมๆกัน ก็จะเกิด Synchronize Throw ที่ประสานโปเกบอลเป็นหนึ่งเดียว แถมยังได้ EXP หลังจากจับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

บอกเลยว่า โกงมาก

นอกจากนี้ก็ยังสามารถทำการ Battle ร่วมกันได้อีกด้วยครับ นั้นหมายความว่าเราสามารถขี้โกง Gym Leader หรือ Trainer คนอื่นๆได้โดยใช้วิธี 2 รุม 1 อย่างกับเปิด Easy Mode กันเลยทีเดียว โดยผู้เล่นคนที่ 2 จะใช้โปเกม่อนร่วมกันในปาร์ตี้ของเรา และยังสามารถใช้ Item ต่างๆ ได้อีกด้วย ที่น่าเสียดายคือเราไม่สามารถ Battle กันเองได้ครับ


GO Park


เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้เล่น Pokemon GO อยากจะเล่นเกมนี้เลยล่ะครับ ในระบบนี้เราสามารถย้ายเอาโปเกม่อนของเราที่อยู่ในเกม Pokemon GO มาไว้ใน Pokemon Let’s Go ได้ผ่านการ Link Trade ครับ แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกตัวที่จะสามารถย้ายเข้ามาในเกมได้ ใน Pokemon GO นั้นตอนนี้มีโปเกม่อนมากถึง Gen 4 แล้ว แต่ใน Let’s Go นั้นอยู่ในเขต Kanto หรือ Gen 1 เท่านั้น แต่เราสามารถ Trade โปเกม่อนจาก Alola ที่จะนับจากว่าเป็น Gen 7 มาได้บางตัวครับ เช่น Muk, Rattata, Exeggutor, Sandslash ที่มีอยู่แล้วใน Gen 1 นั้นเอง

พอพูดถึงเรื่องการ Trade แล้ว ใน Pokemon Let’s Go นั้น เราสามารถเอาโปเกม่อนของเราไป Trade กับ NPC ตามเมืองต่างๆได้อีกด้วยครับ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่การ Trade แบบทั่วๆไป แต่เป็นการนำเอาโปเกม่อนดั้งเดิมไปแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นโปเกม่อนจาก Alola อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นครับ ยกตัวอย่างเช่น Sandslash ของ Kanto เป็นประเภท ดิน แต่ Sandslash ของ Alola กลับเป็นประเภท เหล็ก น้ำแข็ง แถมยังมี NPC จาก Alola ให้เราได้ Battle กันอีกด้วย

ใน Pokemon Let’s Go นั้นตัวเกมได้ตัดเอา Safari Zone ออกจากเกมไปเลยครับ แน่นอนว่ามันถูกแทนที่ด้วย GO Park นี่แหล่ะ นอกจากนั้นตู้ slot ก็ถูกถอดออกไปจากเกม เนื่องด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการจัดเรทของตัวเกมครับ แต่ถ้าใครที่ต้องการอยากจะได้โปเกม่อน Polygon ก็ไม่ต้องห่วง เพราะในภาคนี้มีให้จับแบบง่ายๆเลยด้วย


Welcome to Kanto


ถ้าพูดถึง Graphics ใน Pokemon Let’s Go ส่วนตัวผมบอกตามตรงว่ารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองคาดหวังเยอะเกินไป เนื่องจากว่าการที่เกมมาลงให้กับเครื่องอย่าง Nintedo Switch ที่สามารถรองรับเกมระดับ Skyrim, Wolfenstein ได้ ถ้า Pokemon เองจะมีกราฟฟิกที่สวยงามในรูปแบบของ Anime Style บ้างก็คงจะดี

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ใน Pokemon Let’s Go เองนั้นก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เลยทีเดียวครับ เอาแค่เรื่องแรกเลยก็คือ ในที่สุด Pokemon ก็ได้มาสัมผัสโลกของ Full HD กันจริงๆจังๆสักที บอกลากับภาพแตกๆ หรือรอยหยักตามตัวโปเกม่อนไปได้เลย เพราะงานนี้ทีมงานจัดเต็มเรื่องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างดีทีเดียว นอกจากนี้ในด้านของแสง สี และเอฟเฟคต่างๆ ก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม

แต่ถึงแบบนั้นตัวเกมกลับไม่ได้มอบความรู้สึก “ว้าว” สักเท่าไรครับ ตรงนี้มันแตกต่างกับตอนที่ผมเล่นภาค Alpha Sapphire ใน 3DS ทั้งๆที่มันก็เป็นภาค Remake เหมือนกัน แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกว้าวมากกว่าในภาค Let’s Go ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะว่าในเขต Kanto นั้นเดิมทีมันก็ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าสนใจอยู่แล้ว เรียกได้ว่าของเก่ายังไง ของใหม่ก็อย่างนั้น แต่แค่ออกมาเป็น 3D เท่านั้นครับ

แล้วสรุปถ้าตัดสินเลยว่ากราฟฟิกใน Pokemon Let’s Go เนี่ยมันออกมาดีไหม ก็ต้องตอบว่าดีมากๆ ครับ แต่มันอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้นสักเท่าไร ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่ Pokemon ได้ออกมาดูโลก Full HD แล้วแท้ๆ หากผู้เล่นยังจำได้ ในภาค Sun, Moon กลับทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าการออกแบบฉาก และการเปลี่ยนมาใช้รูปแบบตัวละครที่โตขึ้นนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมๆ


Let’s Go Buy it


Pokemon Let’s Go ยังคงคอนเซ็ปเดิมเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง เอาเข้าจริงกับระบบ Random Encounters ที่หายไป แฟนๆหลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เอาเข้าจริงแล้วผมกลับคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่ได้เล่นครับ การ Battle ก็ยังคงอยู่ต่อไปไม่ได้หายไปไหน แต่เราสามารถ Battle กับพวก Trainer ได้เท่านั้นเอง

ถ้าหากจะพูดถึงพวก Legendary หรือโปเกม่อนในตำนาน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเดิมเข้าไป แล้วก็โยน Master Ball ใส่ได้ง่ายๆนะครับ แน่นอนว่าก็ต้องมีสู้กันก่อนถึงจะจับได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็จะมีโปเกม่อนบางตัวที่เมื่อเราเข้าไปหามันแล้ว เราจะต้องสู้ให้ชนะมันก่อนถึงจะจับได้ครับ

นอกจากนั้นแล้วการเก็บเลเวลของโปเกม่อนในทีมก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เราเก็บเลเวลได้ง่ายขึ้นมากๆ เพราะการจับโปเกม่อน 1 ตัว ก็มอบ EXP ให้กับทั้งทีมแบบไม่หารกันเลยทีเดียว เช่นถ้าได้ 1500 EXP ทั้งทีมก็จะได้ตัวละ 1500 EXP นั้นแหล่ะครับ ตรงนี้หลายๆคนอาจจะคิดว่ามันง่ายไปหน่อยไหม แต่สำหรับผมกลับมองว่ามันสะดวกขึ้นเยอะเลยนะ ทำให้เราประหยัดเวลาเล่นไปเยอะมาก

พูดถึงเรื่อง End Game Content กันบ้าง แน่นอนว่าหลังจากจบ Pokemon League แล้ว ก็เท่ากับว่าเกมที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้น ตัวเกมจะมีเนื้อเรื่องใหม่หลังจบเกมเข้ามา รวมไปถึงมีโปเกม่อนลับให้จับ และการมาของ Trainer ปริศนา แต่อย่างที่ผมบอกไปครับว่าการ Remake ครั้งนี้มันแทบจะยกทั้งต้นฉบับมาหมดเลย เพราะฉะนั้นใครที่อยากจะได้เจออะไรใหม่ๆ แบบที่ Alpha Sapphire เคยทำ ก็คงหาไม่ได้ในภาคนี้นะครับ


Pokemon Let’s Go เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของซีรี่ส์ Pokemon ครับ Nintendo เคยออกมาพูดว่ากำลังพัฒนาภาคใหม่ ที่จะนับเป็น Gen 8 แท้จริง สำหรับ Nintedo Switch อยู่ เพราะฉะนั้นใครที่คิดถึง หรือไม่เคยสัมผัส Pokemon มาก่อนเลย ภาคนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีมากๆครับ ผมใช้เวลาเล่นไปทั้งหมด 40 ชั่วโมง โดยที่เข้าถึงทุก Content ของตัวเกม ก็ถือว่ายังน้อยไปนิดหน่อย แต่เชื่อผมเถอะ แค่เข้าเกมไปเล่นกับ Pikachu, Eevee มันก็คุ้มกับราคาแล้ว

ทิ้งท้ายไว้สำหรับคนที่สงสัย สุดท้ายแล้วในภาค Remake นั้น Mew ก็ไม่ได้อยู่ใต้รถบรรทุกอยู่ดี มีแต่ก็ Item Revive เท่านั้นครับ …

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!