Connect with us

บทความวงการเกม

ทำความรู้จักกับ “Rainbow Six Siege” อีกหนึ่งเกม FPS ยอดเยี่ยมแห่งยุค

Published

on

ในวงการเกม FPS บ้านเรานั้น ชื่อของเกม Rainbow Six ก็อาจจะเป็นเกมที่ใครหลายๆคนเคยได้ยินชื่อกันอยู่บ้าง แต่จะมีใครบ้างที่เคยสัมผัสกับเจ้าเกมนี้อย่างโดยตรงโดยที่ไม่ผ่านปาก หรือการบอกเล่าจากใครหลายๆ คนที่ได้ลองเล่นมันมา ที่เห็นบ่อยก็น่าจะเป็นช่วงลดราคา ที่จะมีคำถามมากมายว่าไอ่เกมนี้มันเป็นยังไงบ้าง

ผมขอตั้งชื่อภาพนี้ว่า “brb”

ในวันนี้ผมเองก็จะหยิบเอาเจ้า Rainbow Six Siege มาบอกเล่าอีกครั้งล่ะครับ เนื่องจากว่าส่วนตัวผมเริ่มคิดว่าวงการเกม FPS บ้านเรา น่าจะเบื่อหรือเอียนกับเกมแนว Battle Royale กันบ้างแล้ว (อย่างน้อยผมล่ะคนนึง) ผมคิดว่านี่จะเป็นช่วงเวลาของเกมแนว Tactical Shooter กันบ้างล่ะ

Tom Clancy เจ้าของนวนิยาย Rainbow Six

Tom Clancy’s Rainbow Six เป็นเกม First Person Shooting ที่อยู่ในชุดแฟรนไชส์ของ Tom Clancy โดยผู้สร้างที่มีชื่อเดียวกันได้สร้างจักรวาล Tom Clancy ออกมาเยอะมากมายไม่ว่าจะเป็นเกมอย่าง Ghost Recon, Splinter Cell โดยทั้งหมดนี้อยู่ในจักรวาลเดียวกัน ซึ่ง Rainbow Six เองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย (นึกถึง The Avenger)

Tom Clancy Universe

สำหรับ Rainbow Six ตัวเกมจะพูดถึง Team Rainbow หน่วยต่อต้านผู้ก่อการร้าย (Counter-Terrorist) จาก NATO มีหน้าที่ส่งไปทำภารกิจรอบโลก โดยลักษณะการปฏิบัติการของ Team Rainbow มักจะเป็นรูปแบบปฏิบัติการในที่แคบเช่น การช่วยเหลือตัวประกัน การกอบกู้ระเบิด หรือต่อต้านการก่อการร้ายเช่น การปล้นธนาคาร เป็นต้น

Rainbow Six ภาคแรกในปี 1998

โดยตัวเกมจะให้เรารับบทเป็น Team Leader ในการหยุดยั้งการก่อการร้ายพวกนี้ ตั้งแต่การเลือกอาวุธ จัดการเลือกสมาชิกเข้าทีม ออกแบบและวางแผนปฏิบัติการทุกอย่าง ตัวเกมวางขายครั้งแรกในปี 1998 จนตอนนี้ก็ปาเข้าไป 14 ภาคแล้ว (ไม่รวมภาคเสริม)

Tactical Board ภายในเกม R6 ภาคแรก

แน่นอนครับว่าตัวเกมประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับคำชมจากสำนักวิจารณ์เกมต่างๆมากมาย สิ่งนึงที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมอื่นๆ ก็น่าจะเป็นรูปแบบการเล่น ที่บังคับให้ผู้เล่นต้องใช้การวางแผนเป็นอย่างดี มีการใช้แทคติคทีมเวิร์คเป็นอย่างสูง แตกต่างจากในยุคที่เต็มไปด้วยเกมอย่าง Doom, Wolfenstein, Soldier of Fortune

แต่วันนี้ผมจะหยิบเอาภาคล่าสุดที่วางขายไปในปี 2015 มาพูดถึงครับ เนื่องจากว่าเป็นครั้งแรกของซีรี่ส์ที่ได้หันมาจริงจังกับโหมด Multiplayer ที่ถึงขั้นตัดโหมด Single Player ที่เป็นโหมดชูโรงของเกมออกไปเลยทีเดียว ตั้งแต่ช่วงประกาศเกมแรกๆ และช่วงวางจำหน่ายแรกๆ ก็ต่างมีกระแสไม่พอใจเป็นจำนวนมาก บางคนถึงขั้นสาปส่ง และได้พูดเลยว่า Rainbow Six มันตายไปแล้ว

FPS เหมือนกัน แต่ก็เล่นไม่เหมือนกัน ??

จากตอนนั้น นี่ก็ผ่านมาแล้ว 3 ปี และต้องบอกเลยว่า Ubisoft ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม Rainbow Six Siege เป็นเกมที่ถูกออกแบบมาสำหรับการเล่น และการแข่งขันแบบ Tactical Shooter ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา หากเราจะพูดถึงเกมแนวๆ เดียวกัน ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน เราคงจะนึกถึงเกมอย่าง Counter Strike แต่จริงๆแล้ว 2 เกมนี้มีความแตกต่างกันมากครับ


The Operator


มีให้เลือกโคตรเยอะ

Rainbow Six Siege เป็นเกม FPS ที่กฎการเล่นโคตร Classic ตัวเกมจะแบ่งทีมผู้เล่นเป็น 2 ฝ่าย รุกและป้องกัน โดยแต่ละทีมจะมีผู้เล่น 5 คน แต่ละคนจะต้องเลือก Operator หรือตัวละครมา แน่นอนว่าทั้ง 2 ฝ่ายก็จะมี Operator ที่แตกต่างกันออกไปครับ

Jackal สามารถ Scan รอยเท้าของศัตรูได้

จุดแรกเลยก็คือเจ้า Operator พวกนี้มันจะมีความสามารถที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิด ยกตัวอย่างเช่นในฝ่ายรุก Operator แต่ละตัวก็มีความสามารถประเภทเจาะ ทำลายกำแพง หรือระเบิด EMP ที่ทำลายอุปกรณ์ไฟฟ้าของฝ่ายตรงข้าม

Alibi สามารถสร้าง Holagram ออกมาหลอกล่อศัตรูได้

ในส่วนของ Operator ฝ่ายป้องกันเองก็จะมีความสามารถประเภทตั้งรับเช่น ตัว Block สัญญาน ทำให้ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ประเภทสั่งการระยะไกลได้ ระเบิดควันพิษ กับดักชนิดต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย ที่ทำเอาฝ่ายรุกต้องใช้ความรอบคอบในการเล่นให้ดีๆ

IQ ตัวละครที่สามารถ Scan อุปกรณ์ไฟฟ้าได้

แน่นอนว่าพวก Operator เหล่านี้จะสร้างความแตกต่างในการเล่นตามสไตล์ของผู้เล่นทุกคนได้อย่างแน่นอนครับ ในแง่ของการแข่งขัน มันก็จะไม่ต่างอะไรกับเกมแนว MOBA ที่ต้องมีการเลือก Operator มาเล่นให้ถูกด่าน และมีการแก้ทางกันและกัน ที่สำคัญตัวเกมจะมีการปรับเปลี่ยน META ตลอดเวลา ทำให้ตัวเกมไม่มีความเบื่อเลย

ทำลายได้ ก็เสริมกำแพงเหล็กได้เช่นกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ตัวเกมได้ชูโรงถึงขั้นเอามาตั้งชื่อภาค ก็คือพวกสิ่งก่อสร้างภายในเกมที่สามารถทำลายได้ล่ะครับ ตรงนี้เราอาจจะนึกถึงเกมอย่าง Battlefield ยุคที่เปลี่ยนมาใช้ Frostbite Engine จริงๆก็คล้ายๆกันในแง่ของคำว่าทำลาย

หรือจะเขียนอะไรบนกำแพงก็ได้เช่นกัน ….

แต่สำหรับ Rainbow Six Siege การทำลายสิ่งก่อสร้างในเกมนี้ค่อนข้างจะมีเหตุผล และมีความสมจริงมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นกำแพงไม้ภายในฉากที่ผู้เล่นสามารถทำลายแค่เฉพาะส่วนที่ต้องการได้ ไม่เหมือนใน Battlefield ที่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ครับ

ตรงจุดนี้ทำให้ตัวเกมมีความ Dynamic สูงมากๆ และอย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่า Style ของผู้เล่นแต่ละคนแตกต่างกัน ไอ่การทำลายสิ่งก่อสร้างแบบ Dynamic ได้นี่แหล่ะ คือสิ่งที่จะทำให้ตัวเกมมี Meta หรือรูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนกันแน่นอน

กล้องพวกนี้แหล่ะ คือกุญแจสู่ชัยชนะ

นอกจากนั้นแล้วอีกสิ่งนึงที่ตัวผมเองค่อนข้างชอบเกี่ยวกับเกมนี้มากๆ ก็น่าจะเป็นระบบ Observation Tool หรือ เครื่องมือสังเกตการณ์ครับ โดยฉากภายในเกมจะมีพวกกล้องวงจรปิด CCTV ติดอยู่ตามฉาก ตรงนี้ผู้เล่นฝ่ายป้องกันสามารถดูกล้องเหล่านี้ได้ และรู้ตำแหน่งของฝ่ายรุก สร้างความได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายรุกก็จะมี Drone ติดกล้องขนาดเล็ก ที่สามารถบังคับได้เองส่งไปสำรวจฉากก่อนเข้าโจมตีได้เช่นกัน

การใช้ Drone สอดส่องก็เป็นเรื่องที่ควรทำ

ตรงจุดนี้เองก็จะช่วยทวีคูณความเป็นแทคติกเข้าไปอีก เพราะอย่างที่ผมบอกไปในตอนแรกว่าตัวเกมมี Operator หลายแบบมาก ในฝ่ายป้องกันก็จะมี Operator ตัวหนึ่งที่สามารถโยนกล้อง CCTV พวกนี้ไปติดไว้ตรงไหนก็ได้ตามฉาก และในฝ่ายรุกก็จะมี Operator ที่สามารถ Scan อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือกล้องพวกนี้ได้ในระยะ 10 เมตร

ไอ่ที่เห็นดำๆ นั่นก็คือกับดัก !!

และสำหรับผู้เล่นที่ตายไปในเกมก่อนจะจบรอบนั้นๆ ก็สามารถใช้กล้องพวกนี้บอกตำแหน่งให้เพื่อนๆที่ยังไม่ตายได้อีกด้วย และแน่นอนครับว่าฝ่ายรุกก็สามารถทำลายกล้องพวกนี้ได้โดยวิธีง่ายๆ อย่างการยิงมันทิ้งไปซะล่ะครับ แต่การทำแบบนี้ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไร เพราะในเกมก็มี Operator ฝ่ายรุกอยู่ตัวหนึ่งที่สามารถ Hack กล้องของฝ่ายป้องกันได้ ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีอีกด้วย

ซุ่มจากระยะไกล ก็เป็นความคิดที่ดี

มาพูดถึงเรื่องอาวุธภายในเกมกันบ้าง สำหรับ Rainbow Six Siege อาวุธภายในเกมก็มีความสมดุลย์อยู่มาก โดยฝ่ายรุกปืนส่วนใหญ่จะเป็นพวก AR, DMR, หรือ LMG ในขณะเดียวกันฝ่ายป้องกันก็จะเป็นปืนพวก SMG, Shotgun เสียส่วนใหญ่ ผู้เล่นอาจจะมองว่ามันไม่สมดุลย์ แต่อย่าลืมว่าปัจจัยหลักๆ ของเกมคือการรุกและรับ

ปืนโคตร Classic อย่าง MP5 ก็มีให้ใช้

ฝ่ายป้องกันนอกจากจะมีปืน SMG, Shotgun ที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีในระยะประชิดแล้ว ก็ยังมีสารพัดกับดัก และการ Setup การวางแผนตั้งรับฝ่ายรุกที่จะบุกเข้ามาตามจุดต่างๆ ที่ยังไงๆฝ่ายป้องกันก็ต้องเตรียมตัวรับไว้อยู่แล้ว หากเราลองนึกภาพฝ่ายป้องกันที่มี Sniper Rifle หรือปืนชนิด DMR ใช้ งานนี้ฝ่ายรุกคงไม่ต้องทำอะไรกันแล้วล่ะ


Downloadable Content


Rodemap การ Update ของตัวเกมทุกๆ Season

มาพูดถึงในส่วนของ DLC กันบ้างครับ แน่นอนว่าเกมยุคนี้มันอยู่ได้เพราะ DLC ทั้งหลาย สำหรับ MMORPG ก็คงจะเป็นพวก Expension Pack ที่ต่ออายุเกมไปเรื่อยๆ และเจ้า Rainbow Six Siege มันก็ต่ออายุตัวเองด้วย DLC

แต่เดี้ยวก่อน เรามาดูวิธีการต่ออายุของเกมแนวๆ เดียวกันก่อนครับ เริ่มต้นจากเกมอย่าง CSGO,PUBG ที่ต่ออายุด้วยฐานผู้เล่นพร้อมกับ Loot Box ภายในเกมที่จะเต็มไปด้วยของแต่งแฟชั่นทั้งหลายที่ไม่ส่งผลต่อการเล่น แต่ส่งผลต่อจิตใจของผู้เล่น

สำหรับ Rainbow Six Siege เองก็มาพร้อมกับ Microtransactions ที่ผู้เล่นสามารถชื้อของตบแต่งปืน หรือตัวละคร Operator ของตัวเองได้แบบจัดเต็มเช่นกัน และที่ขาดไม่ได้คือการปลดล็อคตัวละครใหม่ๆ ด้วยนั่นเองครับ

ถึงจุดนี้ผู้อ่านก็คงจะรู้สึกได้กลิ่นแปลกๆแล้ว เมื่อเกมที่เน้นการเล่นเป็นทีม มีการเลือก Operator ตามสถานการณ์ต่างๆ ยังต้องจ่ายเงินเพื่อปลดล็อค Operator ด้วยหรอ คำตอบคือ ใช่ครับ

สิ่งที่จะได้จากการชื้อ Year Pass คุ้มไหม คิดกันเอง

และนั้นก็คือ DLC ของเกมที่จะแบ่งเป็น Year Pass หรือก็คือ Season Pass ที่เมื่อผู้เล่นจ่ายทีเดียวแล้ว ทุกๆ Update Season ใหม่ ผู้เล่นก็จะได้รับตัวละครไปเล่นได้ทันที แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ชื้อ ก็ยังสามารถเล่นตัวละครใหม่ๆได้ โดยการปลดล็อคก็มี 2 วิธี คือการเก็บเงินภายในเกม หรือเติมเงินชื้อภายในเกม ที่ตกแล้วตัวละ 4.99 USD ต่อ 1 ตัวละครครับ

Ash เป็นตัวละครเริ่มต้นที่โคตรฮิตที่สุดในเกม

แต่อย่าเพิ่งส่ายหน้าหนีไปครับ เพราะคุณรู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้ตัวละครที่มี Pick Rate สูงๆ หรือตัวละครที่มีความสามารถพื้นฐานที่โคตรจำเป็นต่อการเล่นทุกๆครั้ง ก็คือตัวละครเริ่มต้นที่มีมากับเกมทั้งหมด 20 ตัวไม่ต้องปลดล็อคอะไรเพิ่มเลย ตัวผมเองที่มี Year Pass ทุกปี ก็ยังเล่นแต่ตัวละครเดิมๆที่มาจากตัวเกมเริ่มต้นเลย

แต่ความสามารถของ Year Pass ก็ยังไม่หมดแค่นี้ครับ จากที่ผมได้บอกไปในตอนแรกว่าตัวเกมมีแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผม สกินปืนต่างๆมากมาย สำหรับคนที่มี Year Pass ก็จะได้ส่วนลด 10% ทุกครั้งที่ชื้อของพวกนี้ไปตลอดปี จนกว่าจะมี Pass ใหม่ในปีหน้าครับ

เกมนี้ก็มี Loot Box นะเออ

และแน่นอนว่าตัวเกมเองก็ยังมี Loot Box กับเขาด้วยเช่นกัน โดยไอ่ Loot Box พวกนี้จะมาเป็นรูปแบบ Pack ที่จะสุ่มได้เรื่อยๆหลังเล่นจบเกม โดยเปอร์เซ็นต์การได้ Pack มันจะเพิ่มไปเรื่อยๆ ยิ่งเล่นเยอะ โอกาสได้ก็ยิ่งสูง แน่นอนว่าหากมี Year Pass เราก็จะได้เปอร์เซ็นต์เพิ่มอีกด้วย

Rainbow Six ก็กลายเป็นเกมแต่งตัวได้เช่นกัน ..

และทั้งหมดนี้ก็คือ DLC หรือ Microtransaction ภายในเกม ที่ส่วนตัวผมเองก็ไม่ชอบไอ่ระบบแบบนี้เลย แต่ก็ต้องบอกว่ามันก็ไม่ได้แย่จนน่าเกลียด ในทางกลับกันมันทำให้เรามีจุดมุ่งหมายภายในเกม นอกจากจะเล่นเพื่อชนะอย่างเดียว แต่เอาเวลามาเก็บตัง (ภายในเกม)ชื้อของแต่งตัวสวยๆเท่ๆ ใส่โชว์ก็เป็นอะไรที่ฟินได้เหมือนกันนะ


E-SPORT Ready ?


Team G2 แชมป์โลก R6 ที่เพิ่งแข่งไปในงาน Six Major Paris 2018 ที่ผ่านมา

มาพูดถึงในแง่ของ E-SPORT Pro League กันบ้าง สำหรับเกม Rainbow Six Siege ก็เพิ่งจะเข้ามามีบทบาทหลักๆในวงการ E-SPORT ได้ไม่นานมากนัก ซึ่งถ้าหากเรานำตัวเลขผู้เข้าชมการถ่ายทอดสดในปัจจุบันมาวัด ก็จะแสดงให้เห็นเลยว่า Rainbow Six Siege ได้มีเวทีขนาดใหญ่พอๆ กับเกมอย่าง Counter Strike เข้าไปแล้ว

ภาพจาก APAC Qualifiers ปี 2017

แต่ถึงแบบนั้นความนิยมของเกมนี้ก็ถือว่ายังต่ำมากๆ หากเรานำเอามาเปรียบเทียบกับทวีป Asia บ้านเรา ที่ส่วนมากจะเล่นเกมอย่าง CSGO,PUBG กันเสียส่วนใหญ่ ในระยะหลังๆมา Ubisoft ได้พยายามลดราคาตัวเกมบ่อยมากๆ และมีการจัด Pro League Asia อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเกมเมอร์ฝั่ง Asia สักเท่าไร

หากพูดถึงในบ้านเรา ชื่อของ Rainbow Six Siege อาจจะเป็นชื่อที่ดูแปลกไปเลย หากนำเอาไปพูดถึง เนื่องด้วยทุกวันนี้มองไปทางไหนก็จะเจอแต่ PUBG และ CSGO เต็มไปหมด เพราะด้วยการที่ตัวเกมมันเข้าถึงได้ง่ายมากๆ ใครๆก็เล่นได้ แตกต่างจาก Rainbow Six Siege ที่ต้องใช้การศึกษา และ แทคติกในการเล่นเป็นอย่างสูง

35 ล้านคนแล้ว !! ภาพจาก E3 2018

มาจนถึงวันนี้ Rainbow Six Siege มีผู้เล่น 35 ล้านคนทั่วโลก แต่มีผู้เล่นเฉลี่ยรายวันสูงสุดอยู่ที่ 120,000 คนต่อวัน ข้อมูลนี้วัดจาก Steam แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีผู้เล่นที่อยู่ใน uPlay, PS4, Xbox One อีกมากที่ไม่ได้นำมารวบรวม หากดูจากตัวเลขแล้วก็ยังถือว่าน้อย หากเรานำไปเปรียบเทียบกับเกมแนวคล้ายๆกันอย่าง CSGO ที่มีผู้เล่นกว่า 450,000 คนต่อวันครับ

Ela อีกหนึ่ง Operator ที่ทำให้ผมชอบเกมนี้ …

สำหรับส่วนตัวผมแล้ว Rainbow Six Siege เป็นเกมที่ยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยระบบการเล่นที่ถูกออกแบบมาสำหรับ Teamwork โดยเฉพาะ และการดูแล การจัดการบริหารตัวเกมของ Ubisoft ที่ค่อนข้างดี ทำให้ตัวเกมมีอะไรใหม่ๆมาเสนอผู้เล่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยการที่ตัวเกมเน้นการเล่นแบบ Multiplayer เพียงอย่างเดียว รับประกันได้เลยว่าเราจะได้เห็นชื่อของเกมนี้ไปอีกนานหลายปีแน่นอนครับ


สุดท้ายนี้ ผมเขียนบทความนี้ขึ้นเนื่องในหลายโอกาส อย่างแรกเลยก็คือการที่ผมเบื่อและเอียนกับเกมแนว Battle Royale อย่างสุดๆ รวมไปถึงเบื่อเกมแบ่งทีมยิงเดิมๆอย่าง CSGO, Battlefield ที่วนลูปอยู่กับการเล่นเดิมๆมาตลอดหลายปี

และที่ยิ่งไปกว่านั้น คือการที่ตัวเกม Rainbow Six Siege กำลังจะมี Update ครั้งใหญ่ Year 3 Season 3 “Operation Grim Sky” ที่จะเข้าในวันที่ 4 กันยายนนี้ นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด สำหรับที่ใครอยากจะลองทำความรู้จักกับ Rainbow Six Siege ครับ

Operation Grim Sky 4 กันยายน 2018 นี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

7 การปรากฎตัวในเกมของ Stan Lee ผู้ทรงอิทธิพลแห่ง Marvel

Published

on

Stan Lee ได้เสียชีวิตลงในวัย 95 ปีเมื่อวัน 12 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเขานั้นได้ฝากผลงานให้กับโลกใบนี้ไว้อันเป็นเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่สร้างแรงบันดาลใจด้านต่างๆ ให้คนทั่วโลกอย่าง Spider-Man, Fantastic Four, Captain America ฯลฯ ที่ยังได้ถูกนำไปดัดแปลงออกมาในรูปแบบของสื่อประเภทต่างๆ และตัวเขาเองก็มักจะแวะเวียนไปปรากฎตัว (Cameo) อย่างบ่อยครั้งไม่ว่าจะในรูปแบบภาพยนตร์หรือไม่ว่าจะในรูปแบบ “วิดีโอเกม”

ด้วยเหตุนี้ แบไต๋ของเราจึงอยากจะขอพาเกมเมอร์ไปร่วมระลึกถึงคุณปู่มหัศจรรย์ในสื่อประเภทเกมกันครับ ซึ่งจะมีผลงานใดบ้างเชิญรับชมกันต่อจากนี้ได้เลย


1. ปรากฎตัวในรูปแบบเสียงบรรยายบนเกม Spider-Man (2000), Spider-Man 2: Enter Electro (2001) และ Spider-Man: Shattered Dimensions (2010)

2. Marvel Ultimate Alliance 2

เขาปรากฎตัวในในรูปแบบของ NPC ที่มีชื่อว่าผู้วุฒิสมาชิก Stan Lieber แถมทั้งยังเป็นการปรากฎตัวครั้งแรกบนวิดีโอเกมของเขาอีกด้วย

3. The Amazing’s Spider-Man

ปู่ของเราในเกมนี้จะมาในรูปแบบของตัวละครที่เราสามารถเล่นได้บน DLC โดยถ้าว่ากันตรงๆ คือเป็นสกินหนึ่งของสไปเดอร์แมนนั่นแหละครับ แต่จะพิเศษตรงที่ DLC นี้จะมีโหมดเนื้อเรื่องให้เล็กๆ น้อยๆ และปู่ของเราจะพากย์เสียงให้ด้วยครับ

4.  Lego Marvel Super Heroes

ปู่ของเราจะปรากฎมาเป็นตัวละครที่สามารถเล่นได้ครับ แถมพิเศษกว่าเกมไหนๆ ก็ตรงที่กลายร่างเป็นเดอะฮัลค์เวอร์ชั่นพิเศษในชื่อ Stan-Hulk ได้

5. The Amazing Spider-Man 2

เกมนี้ปู่ของเราปรากฎตัวในรูปแบบของ NPC ในร้านขายคอมมิคและของเล่นครับ

6. Lego Marvel Avenger 1 & 2

ปู่ของเราในเกมนี้จะมีความสามารถเหมือนในเกม Lego Marvel Super Heroes แต่จะมีความพิเศษเพิ่มเติมเข้ามาคือกลายร่างเป็น Iron Stan (Iron Man) และ Stanbuster (Hulkbuster) ได้

7. Marvel’s Spider-Man

ปู่ของเราโผล่มาในเกมฉบับนี้ในรูปแบบของ Cameo ครับ

อ้างอิง: Wikipedia, Gamingdatabase, Wikia, Youtube

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

5 เหตุผลที่เรา ”อาจจะได้เห็น Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC”

Published

on

นับตั้งแต่วันที่เปิดเผยว่ากำลังพัฒนาอยู่ ประกาศวันวางจำหน่ายไปจนถึงพร้อมให้เข้าเล่น ก็ได้มีข่าวลือออกมามากมายที่คาดการณ์กันเอาไว้ว่า Red Dead Redemption 2 ภาคต่อของซีรีส์เกมคาวบอยโอเพ่นเวิลด์จากค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายระดับพระกาฬอย่าง Rockstar Games นี้ “อาจจะได้ลงให้กับแพลตฟอร์ม PC” แต่ใครที่รู้จักกิตติศัพท์ซีรีส์นี้ดี ก็น่าจะพอทราบกันว่าเครื่องเล่นคอนโซลคือแพลตฟอร์มเดียวที่เกมซีรีส์นี้จงรักภักดีลงให้

ซึ่งถึงแม้อดีตจนถึงปัจจุบันจะยังคงเป็นเช่นนั้น แต่ผู้เขียนกลับมีลางสังหรณ์ว่า Red Dead Redemption 2 อาจมีแนวโน้มที่จะลงให้กับ PC ด้วย 5 เหตุผลใหญ่ๆ เอาละ มันจะมีอะไรกันบ้างเชิญตามอ่านต่อกันได้เลยครับ


1. ค่ายพัฒนาเกมอิสระ (3rd Party) เริ่มไม่ทำเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่องเล่นแล้ว

ไม่ว่ายุคสมัยไหน เกมเอ็กซ์คลูซีฟก็ยังเป็นตัวกระตุ้นชั้นยอดในการเลือกซื้อเครื่องเล่นเกมนั่นแหละ และค่ายพัฒนาเกมที่ขึ้นตรงกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ไม่ได้หายไปไหน (Naughty Dog ก็ Sony, PlayStation ส่วน Xbox ก็ Microsoft Studios ฯลฯ) จะมีก็แต่เพียงค่ายพัฒนาอิสระทั้งหลายที่อาจจะเคยลงผลงานให้กับเฉพาะเครื่องเล่นเกม (อาทิ Capcom ที่เคยให้ Resident Evil 4 เป็นเกมเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะเครื่อง GameCube ฯลฯ)

แต่ในปัจจุบันก็แทบจะไม่มีค่ายพัฒนาอิสระเจ้าไหนผูกขาดกับเครื่องเล่นเกมแล้วละ แต่ถ้าทำ ก็มักจะออกมาในรูปแบบของไทม์เอ็กซ์คลูซีฟ (Time Exclusive) ล็อคเวลาให้เกมนั้นลงเฉพาะเครื่องเล่นตามระยะเวลาที่กำหนด

ซึ่ง Rockstar Games ที่ก็เป็นค่ายพัฒนาอิสระเช่นเดียวกันนี้ ในผลงานระยะหลังๆ มาก็แทบจะออกมาในรูปแบบของมัลติแพลตฟอร์มหรือว่าลงให้กับทุกเครื่อง ฉะนั้นแล้วไม่แน่ว่าภาคต่อเกมคาวบอยสุดอีปีกอย่าง Red Dead Redemption 2 ก็อาจจะลงให้กับ PC ด้วยก็เป็นได้นะ

2. Take-Two (บริษัทแม่ Rockstar) เกลี้ยกล่อมให้ Rockstar Game พอร์ตเกมนี้ลง PC

เหนือขั้นตอนการพัฒนาเกมหรือเชิงเทคนิคทั้งหลาย ก็ยังมีอีกสิ่งที่มีผลต่อเกมๆ หนึ่งไม่มากก็น้อย นั่นคือเรื่องของทิศทางที่ผู้ใหญ่หรือผู้กุมบังเหียนจากทางค่ายพัฒนา/จัดจำหน่ายต้องการ โดย Take-Two Interactive หรือบริษัทแม่ของทาง Rockstar Games นั้น พวกเขาได้พยายามเกลี้ยกล่อมกับทางค่ายลูกของตนให้ทำการพอร์ต Red Dead Redemption 2 ลงเวอร์ชั่น PC

แต่ทั้งนี้ทาง Rockstar ก็ไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาจะนำผลงานล่าสุดชิ้นโบว์แดงนี้ลงให้กับแพลตฟอร์มดังกล่าวหรือไม่ บอกเพียงแต่ว่าพวกเขาจะพิจารณาดูเท่านั้น แต่ยังไงก็อย่าเพิ่งเสียใจกันไป เพราะ Rockstar ค่อนข้างที่จะเก่งด้านการเซอร์ไพรส์แฟนๆ ไม่แน่ว่าบางที Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่น PC อาจจะมีการประกาศออกมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

3. รายได้จากการพอร์ตผลงานเกมก่อนหน้านี้ลง PC เป็นที่น่าพอใจ

GTA V มียอดขายมากถึง 90 ล้านก๊อปปี้เลยนะ (แผ่น+ดิจิทัลดาวน์โหลด) แถมใน 11% ของยอดขายที่ตีออกมาเป็นตัวเลขกว่า 12 ล้านก๊อปปี้นั้น ก็มาจากการซื้อในรูปแบบดิจิทัลดาวน์โหลดผ่าน Steam แพลตฟอร์มขายเกมและคอมมิวนิตี้ยักษ์ใหญ่บน PC อีกทั้งนี่ยังไม่ได้รวมยอดขายจากช่องทางอื่นๆ (เว็บไซต์ร้านค้าปลีก, ตัวแทนจำหน่าย ฯลฯ)

ซึ่งก็แน่นอนละว่ามันคือตัวเลขที่ Rockstar Games พึงพอใจ ไม่สิ ต้องบอกว่าประทับใจเอามากๆ และ Red Dead Redemption 2 ก็เป็นซีรีส์เกมที่เหล่าพีซีมาสเตอร์เรซเรียกร้องมาแรมทศวรรษให้ลงแพลตฟอร์มของพวกเขากันเถอะตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ไม่แน่ว่า Rockstar อาจเห็นโอกาสตรงนี้ในการริเริ่มพอร์ตเข้ามาที่อาจจะไม่ใช่แค่ภาคล่าสุดแต่อาจจะมาทั้งเซ็ตเลยก็เป็นได้

4. เครื่องเล่นเกมเกือบทุกแพลตฟอร์มในปัจจุบันใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันแล้ว

จริงๆ แล้วอีกหนึ่งเหตุผลหนึ่งที่เกมในอดีตมักผูกขาดเป็นเอ็กซ์คลูซีฟให้กับเฉพาะเครื่องเล่นนั้น อาจเป็นเพราะสถาปัตยกรรมภายในของฮาร์ดแวร์ที่ต่างกัน (วิธีการลำเรียงชุดข้อมูล, ชุดคำสั่ง, ฯลฯ) ที่การจะพัฒนาเกมลงให้กับหลายเครื่องนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยากหรือเสียเวลาในการต้องมาศึกษาวิธีการใหม่ และเปลืองงบประมาณเป็นอย่างมาก 

แต่ในปัจจุบัน ก็ไม่มีค่ายเครื่องเล่นเกมใดทำตัวอินดี้ปลีกวิเวิกห่างเพื่อนฝูงวงการอีกต่อไป หากแต่เลือกที่จะใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีสถาปัตยกรรมภายในใกล้เคียงกันเพื่อทั้งเอื้ออำนวยความสะดวก ความง่ายดาย และเพื่อลดเวลาให้การที่ผู้พัฒนาเกมค่ายอิสระทั้งหลายจะสามารถนำผลงานเกมของพวกเขามาทำการแก้ไขเพียงประมาณหนึ่งและกระจายไปยังเครื่องเล่นต่างๆ

ซึ่ง GTA V คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของพลังจากฮาร์ดแวร์แห่งยุคที่มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกัน โดยในบนเครื่อง PS4 และ Xbox One นั้นสามารถรันเฟรมเรตได้ที่ 30 เฟรมแบบนิ่งๆ ในขณะ PC สามารถรีดทั้งเฟรมเรตต่อวินาทีและกราฟิกได้มากกว่านั้น ซึ่งในสาเหตุข้อนี้ อาจมีความเป็นไปได้มากสุดที่ Red Dead Redemption 2 อาจถูกพอร์ตลง PC พร้อมการมาของประสิทธิภาพที่มากกว่าบนแพลตฟอร์มคอนโซล!

5. การพอร์ตลง PC ต้องใช้เวลา ซึ่งพวกเขาอาจกำลังพัฒนากันอยู่ก็ได้ (?)

ผลงานเกมระยะหลังๆ มานี้ของทาง Rockstar มักจะถูกพอร์ตลงให้กับแพลตฟอร์ม PC เพียงแต่ระยะเวลาที่ลงจะห่างจากเวอร์ชั่นแรกเริ่มอยู่ประมาณหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น GTA IV ที่ใช้เวลาถึง 7 เดือน กว่าจะพอร์ตลงให้กับทาง PC, LA Noire ใช้เวลา 6 เดือน และปิดท้ายด้วย GTA V ที่แม้จะใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี 5 เดือน แต่ในด้านประสิทธิภาพนั้น เวอร์ชั่น PC ของเกมภาคดังกล่าวกลับมีคุณภาพที่ดีกว่าแพลตฟอร์มใดๆ ด้วยการรีดเร้นศักยภาพของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกทั้งทาง Rockstar Games ก็ได้ชื่อเรื่องการปิดเงียบไม่เผยข้อมูลใดๆ แต่หากผลงานของพวกเขายังไม่มีความพร้อมเกิน 70 – 80% ไม่แน่ว่า Red Dead Redemption 2 อาจจะกำลังพัฒนาเวอร์ชั่น PC อยู่ ซึ่งเมื่อดูจากระบบการเล่นที่สุดจะละเมียด ละเอียด และสมจริงขนาดนี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะต้องใช้เวลาในการพอร์ตลงเวอร์ชั่น PC มากกว่า 1 ปีก็เป็นได้

ขอบคุณข้อมูล: Wikipedia, PCGamer, Quora

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

พาทัวร์งานเกม “PAX AUS 2018” มหกรรมเกมที่ไม่ธรรมดาของชาวออสซี่

Published

on

เนื่องจากช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระผมถูกจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ไปร่วมงานมหกรรมเกม PAX AUS ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์ Melbourne Games Week ประจำปี 2018 ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้พบเจอหลายสิ่งเด็ด ๆ ที่ทั้งเซอร์ไพรส์และน่าประทับใจในวงการเกมบ้านเค้า โดยเฉพาะความหลากหลายของสายพันธุ์ “เกมเมอร์” ออสซี่ การจัดงานที่แสดงให้เห็นถึงการคิดมาแล้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน และที่สำคัญคือความรู้ความเข้าใจในตัวเกมเมอร์ของภาครัฐเมืองเมลเบิร์นที่เข้าใจจริงอะไรจริงจนน่าทึ่ง สาธยายยืดยาวน่าเบื่อแค่นี้ก็พอเนอะ ว่าแล้วก็ออกไปทัวร์งานกันเลยดีกว่า!

เทศกาลโชว์ของใหญ่ของทีมพัฒนาบิ๊กเบ้ง

ก่อนอื่นเลย เกมเมอร์คนไหนที่อยากจะเข้างาน PAX AUS จะต้องจองบัตรล่วงหน้ากันเสียก่อน ที่ต้องใช้คำว่าจองล่วงหน้าเพราะการไปต่อแถวซื้อบัตรหน้างานเป็นอะไรที่ค่อนข้างสิ้นคิดเลยทีเดียว เนื่องจากแถวซื้อบัตรยาวเป็นงูอนาคอนด้ากันตั้งแต่วันแรก แถมผู้จัดงานยังจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมงานในแต่ละวัน นั่นหมายความว่าผู้ที่หวังมาตายเอาดาบหน้าจะมีโอกาสยืนตายอยู่หน้างานสูง ที่น่าแปลกใจคือบัตรเข้างานก็ไม่ใช่ถูก ๆ (แบบเข้าได้วันเดียวเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท) แต่ทำไมชาวออสเตรเลียถึงแห่กันมาอยู่ได้แม้ในวันธรรมดา ข้าพเจ้าได้คำตอบอย่างแจ่มแจ้งเรื่องนี้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เยื้องย่างผ่านประตูงานเข้าไป… แม่เจ้าโว้ย! บริษัทเกมชื่อก้องโลกแห่กันมาเพียบเลยนี่หว่า! ไล่ตั้งแต่ Bethesda, Sony, Nintendo, Ubisoft, IO Interactive ฯลฯ ซึ่งแต่ละรายก็เล่นใหญ่รัชดาลัยมากมายและพวกเขายังได้เตรียมกิจกรรมสนุก ๆ มาให้เกมเมอร์ได้เล่นกันอย่างพร้อมเพรียง

เริ่มจาก Bethesda Softworks กันก่อน รายนี้ไม่ได้จัดบู้ธเว่อร์วังภายในตัวงานแต่สถิตตัวเองอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า จัดเป็นซุ้มถ่ายรูปน่ารัก ๆ ขนาดกระทัดรัดให้เกมเมอร์มาเลือกพร็อพถ่ายกับฉากหลังสวย ๆ จากเกม Fallout 76, The Elder Scroll Online และ Rage 2 นอกจากนี้พวกเขายังให้นาย Pip Boy ตัวเท่าคนเดินลอยชายไปหาผู้ร่วมงานเป็นระยะ ๆ

หมัดเด็ดของพวกเขาอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม เนื่องจากพวกเขาไปตั้งซุ้มลูกโป่งเป็นตัวละครจากเกมของ Bethesda ตามหน้าร้านเบียร์ริมแม่น้ำแล้วตั้งชื่อว่า Bethesda Lane มันซะเลย เอาใจเกมเมอร์สายเมามายกันแบบนี้เลยทีเดียว

เดินเข้ามาด้านในงานทั้ง Sony, Nintendo และ Ubisoft ต่างไม่ยอมน้อยหน้ากันในเรื่อง “ขนาด” แต่ถ้าให้เรียงตามความแจ่มก็คงต้องยกให้บู๊ธของ Nintendo ที่ขนทั้ง Pokemon Let’s Go และ Super Smash Bros Ultimate มาให้ลองเล่น

ต่อแถวรอเพียงไม่นานข้าพเจ้าก็ได้สิทธิ์เดินเนียนเข้าไป Smash ในฐานะ Solid Snake ในกับเกมเมอร์ออสซี่อีกสองสามคน หลังจากนั้นก็โดน Bowser ถีบตกหน้าผาโดยเร็วพลันจนต้องรีบหนีไปบูธอื่น

สำหรับอันดับสองเห็นจะเป็นบู๊ธของ Ubisoft เพราะมี The Division 2 มาให้เกมเมอร์ต่อแถวลองบู๊ไปด้วยกัน จากที่เห็นมากับตาต้องขอบอกว่าเกมภาพงามงดและลื่นไหลดีเลยทีเดียวสำหรับเครื่อง PS4 แต่ระดับความยากของภาคนี้คาดว่าน่าจะโหดไม่น้อย เพราะเห็นคนไหนเข้ามาคว้าจอยก็ลงไปนอนคุกเข่าคลานหนีศัตรูกันเป็นแถบ มีบ้างที่เป่าศัตรูได้ตัวสองตัวแล้วเต้นท่า Emote ระบำโชว์ แต่สุดท้ายก็โดนบอสบี้ลงไปดับคาเท้าอยู่ดี ซึ่งนอกจาก Division 2 ทาง Ubisoft ก็ใช้พื้นที่เหลือภายในบู๊ธโปรโมทเกมดังที่เพิ่งวางตลาดอย่าง Assassin’s Creed Odyssey หากใครยอมต่อแถวลองเล่นก็จะได้หมวกสปาร์ตันกลับไปสวมเล่น (ส่งผลให้ให้มีเหล่าสปาร์ตันเดินกันสลอนเต็มไปหมดในงาน) นอกจากนี้ใครที่อยากรู้ว่ายานอวกาศในเกม Starlink ถอดประกอบกับจอยยังไงก็สามารถมาลองแกะ ๆ ต่อ ๆ เล่นได้

ส่วนบู๊ธ Sony แม้จะใหญ่แต่ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่ เพราะเกมที่เอามาโชว์ทั้งหมดเหมือนกับในงาน Sony Experience 2018 ที่เพิ่งจัดไปในไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเกม RE2 ก็ยังคิวยาวจนต่อไปก็ไม่ได้เล่นเหมือนเดิม

เล็กพริกขี้หนู (พันธุ์ออสซี่)

ทางฝั่งทีมพัฒนาเกมรายย่อยก็ไม่ได้น้อยหน้ารายใหญ่ในงาน แม้พวกเขาจะสู้เรื่อง “ขนาด” ไม่ได้แต่ก็ขอใช้ “ลวดลาย” เข้าประชัน อย่างเช่น ทีมพัฒนา IO Interactive ที่จัดบู๊ธปิดขนาดกำลังดีให้แฟน ๆ มาลองเกม Hitman 2 กัน ทีเด็ดอยู่ตรงที่ทางทีมงานเล่นจ้างช่างตัดผมมารับโกนหัวให้แฟนพันธุ์แท้ที่ต้องการเป็น Agent 47 มันตรงนั้นเลย! ตัดเสร็จแล้วยังแถมสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดเอาไว้แปะที่หลังหัวด้วยนะ

นอกจากนี้บู๊ธของเกม Fortnite ก็จัดเวทีให้เกมเมอร์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นไปประชันท่าเต้น Emote กันแบบสุดสวิงริงโก้ ใครเต้นได้ไม่อายสายตาชาวบ้านก็รับพร็อพ Pick Axe นุ่ม ๆ เป็นของที่ระทึก เช่นเดียวกับเกม Just Dance 2019 ที่จัดเวทีให้คนขึ้นไปเต้นเอามันส์เป็นหมู่คณะตรงโซนก่อนเข้างาน ซึ่งก็มีทั้งผู้เข้ามาร่วมงานทั่วไปและคอสเพลเยอร์ทยอยขึ้นไปเต้นอย่างไม่ขาดสาย

ทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น

จุดที่ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมาก ๆ ก็คือทางผู้จัดงาน PAX AUS เขากั้นพื้นที่ในงานส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ทีมพัฒนาเกมสายอินดี้เท่านั้น เพื่อให้ทีมพัฒนาหน้าใหม่หรือทีมพัฒนาหน้าเก๋าสัญชาติออสซี่มีโซนโชว์ของของตัวเองแบบไม่ต้องกลัวว่าจะโดนบริษัทเกมยักษ์ใหญ่แย่งซีนไปหมด แม้เกมส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นเกมบล็อคบัสเตอร์กราฟิกอลังการแต่พวกเขาก็สู้ด้วยความหลากหลายที่เรียกได้ว่าจัดมาทุกแนวสำหรับเกมเมอร์ทุกสาย ทั้ง 8 bits, FPS, Adventure, Action, VR มากันให้ครบ รับประกันว่าได้เลยว่าท่านจะได้หันไปเจอเกมแนวที่ตัวเองอยากเล่นอย่างน้อยก็ซักเกมนึงล่ะเหวย

นอกจากนี้เกมบ้านเขายังไม่ได้มีแต่ปริมาณ หลายเกมอินดี้จากเมืองเมิลเบิร์นคือเกมดังระดับโลกที่เกมเมอร์ต้องเคยผ่านตามาบ้างแล้ว อย่างเช่น ดิจิตอลบอร์ดเกมนามว่า Armello ของทีม League of Geeks และ Fruit Ninja จากทีม Halfbrick ซึ่งทำนั่นทำให้กระผมประจักษ์ว่าทีมพัฒนาเกมอินดี้บ้านเค้าแม้จะจิ๋วแต่ก็คุณภาพคับแก้วเสียจริง

โลกของเกมเมอร์ช่างกว้างใหญ่

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของงาน PAX ในสายตาของข้าพเจ้าก็คือผู้จัดงานเขาไม่ได้จำกัดคำว่า “เกมเมอร์” ให้ยึดติดอยู่แค่สื่อวิดีโอเกม แต่เขามองว่าเกมเมอร์คือเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกม ไม่ว่าเกมนั้นจะอยู่ในรูปแบบใด จะเก่าจะใหม่แค่ไหนก็ตาม นั่นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นพื้นที่ยืนของ “บอร์ดเกม” ในงาน PAX ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โซนวิดีโอเกมด้านหน้า

บรรรดาแฟรนไชส์ร้านบอร์ดเกมในเมืองเมลเบิร์นทั้งหมดต่างพร้อมกันมาจัดบู๊ธอย่างพร้อมเพรียง ขนมากันให้ครบทั้งการ์ดเกม (Magic the Gathering, Coup, Dragon Ball) เกมกระดาน (Monopoly, Pandemic, Fallout The Board Game) และเกมแนวยกทัพหุ่นฟิกเกอร์มาตีกัน (Warhammer, X-Wing)

นอกจากตัวบอร์ดเกม อุปกรณ์ประกอบฉากและอุปกรณ์ทาสีก็มีมาขาย และทางทีมผู้จัดงานยังเอื้อเฟื้อเตรียมโต๊ะเก้าอี้เอาไว้ให้นั่งเล่นบอร์ดเกมเป็น 100 ตัว จัดคอร์สสอนทาสีเบื้องต้น และจัดโซนสอนวิธีเล่นบอร์ดเกมใหม่ ๆ จากผู้พัฒนาเกมรายใหญ่รายย่อยเพื่อโปรโมทผลงานของตัวเองสู่ผู้คนที่เดินผ่านไปมา

ประมาณว่าใครใคร่ซื้อบอร์ดเกมซื้อ ใครใคร่ขายบอร์ดเกมขาย ใครใคร่เล่นบอร์ดเกมเล่น และยังมีสีสันเป็นบอร์ดเกมแปลก ๆ ตลก ๆ อย่างโปรเจ็คเกมแข่งกระดกเหล้าที่ดูหน้าทีมพัฒนาก็รู้แล้วว่าคงเล่นมาเป็น 100 รอบ หรือบอร์ดเกมที่ใช้คั้พเค้กและบ้านขนมปังเล่นกันไปกินกันไปก็มีด้วยนะเออ

นอกจากโซนบอร์ดเกมก็ยังมีโซนเฉพาะสำหรับเกมเมอร์สายพินบอล สายเรโทร และสายเกมพีซีในวงแลนด้วยครับทั่น โดยเครื่องเกมรุ่นเก่าสำหรับเกมเมอร์รุ่นเก๋าได้รับการจัดเตรียมไว้ให้ผู้ที่อยากรำลึกความหลังมาโจ้ได้เลย ข้าง ๆ เครื่องเกมเหล่านี้เรียงรายไปด้วยตู้พินบอลสารพัดธีมให้แฟน ๆ มากดกระแทกลูกเหล็กเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเป็นระยะ

ห่างออกไปไม่ถึง 20 ก้าวก็จะเป็นพื้นที่สำหรับเกมพีซีมัลติเพลเยอร์สุดคลาสสิกทั้งหลาย ใหม่หน่อยก็พวก CS GO, DotA, LoL คลาสสิกหน่อยก็พวก Quake, Unreal Tournament, CS 1.7 ซึ่งใครเป็นเกมเมอร์แนวชอบไฝ้กับชาวบ้านก็สามารถดูตารางเวลาแข่งแล้วลงชื่อเข้าไปเล่นได้เลย

ส่วนเกมเมอร์สายกล้าแสดงออกแต่ไม่ได้อยากมาเล่นเกมใดเกมหนึ่งเป็นพิเศษก็เชิญจัดเต็มกับชุดคอสเพลย์ได้เลย แห่มากันตรึม ทั้งสายเล่นเล็ก เล่นใหญ่ เอาฮา เห็นกันได้เกลื่อนไปหมด ที่สนุกก็คือแต่ละคนจัดเต็มกับบทบาทของตัวเองด้วย (อีคอสเพลย์แรพเตอร์ก็จะชอบย่องไปหลอกให้คนสะดุ้งจากข้างหลัง ส่วนนาย Brotherhood of Steel ก็ชอบสาธยายให้ฟังว่าปืนของตัวเองหล่นหายไปตอนทำสงครามกับมิวแต้นท์นะ เคยไปบู๊ในสงคราม The Great War มาแล้วนะ บลา บลา บลา)

ไอเท็มพิเศษแห่งวงการเกมออสเตรเลีย

หลังจากข้าพเจ้าได้เดินวนแล้ววนอีกในงาน PAX AUS ตั้งแต่เก้าโมงเช้ายันเก้าโมงเย็น นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินที่ได้รับมาแบบเต็ม ๆ แล้ว มันยังทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าเมืองเมลเบิร์นเปิดใจและทุ่มเททำความเข้าใจกับสื่อเกมมากขนาดไหน ทีมพัฒนาเกมชาวออสเตรเลียคงไม่สามารถพัฒนาเกมเจ๋ง ๆ ออกได้ถ้าพวกเขาไม่มีภาครัฐคอยช่วยหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อพัฒนาเกมเสร็จแล้วเขาก็คงไม่มีพื้นที่โชว์ผลงานหากรัฐบาลปล่อยให้มีแต่บริษัทเกมข้ามชาติรายยักษ์มาซื้อพื้นที่ในงาน PAX ทั้งหมด ส่วนเกมเมอร์ก็จะไม่มีโซนสีสันสนุก ๆ ในงานอย่างโซนบอร์ดเกม โซนเรโทรเกม หรือโซนแข่งเกมหากรัฐไม่เข้าใจเกมเมอร์ดีพอ

หากขาดปัจจัยเหล่านี้ไป งาน PAX AUS ก็คงกลายเป็นงานเกมดาษดื่นทั่วไปที่มีแต่การโฆษณาขายของ และคงไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้วงการเกมบ้านเค้าเติบโตอย่างมีคุณภาพแบบทุกวันนี้ การได้เห็นจะจะกับตาว่าหน่วยงานรัฐบาลของรัฐ ๆ หนึ่งมองอุตสาหกรรมเกมอย่างมีความเข้าในว่านี่คือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับรัฐหรือประเทศของเขาได้ ไม่ได้มองว่าเกมเป็นแค่งานอดิเรกไร้สาระของเด็ก ๆ แบบที่เราได้ยินกันจนเบื่อในประเทศไทย แค่นี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดสำหรับข้าพเจ้าแล้วครับผม กระผมก็ได้แต่หวังว่าซักวันหนึ่งบ้านเราคงก้าวไปไกลถึงระดับนั้นได้บ้างนะ 🙂

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!