Connect with us

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์ “นักเต้นสาวมืออาชีพ” กับการผจญภัยในสังเวียนแดนซ์!

ใครจะไปรู้ ว่างานอดิเรกของคุณในวันนี้ อาจสร้างรายได้ให้คุณในวันหน้า อย่างเช่น แขกรับเชิญที่มาร่วมพูดคุยกับเราในวันนี้ โบกี้ – อรณิชา ยมดี สาวนักเต้นมือฉมัง!! ที่รักการเต้นตั้งแต่มัธยม และความฝันดันให้เธอมาเป็นครูสอนเต้นมืออาชีพในที่สุด แถมยังมีรางวัลจากหลายเวทีการันตีฝีมือของเธอด้วย!! ไปค่ะ ไปทำความรู้จักสาวคนนี้กัน

Published

on

ใครจะไปรู้ ว่างานอดิเรกของคุณในวันนี้ อาจสร้างรายได้ให้คุณในวันหน้า อย่างเช่น แขกรับเชิญที่มาร่วมพูดคุยกับเราในวันนี้ โบกี้ – อรณิชา ยมดี สาวนักเต้นมือฉมัง!! ที่รักการเต้นตั้งแต่มัธยม และความฝันดันให้เธอมาเป็นครูสอนเต้นมืออาชีพในที่สุด แถมยังมีรางวัลจากหลายเวทีการันตีฝีมือของเธอด้วย!! ไปค่ะ ไปทำความรู้จักสาวคนนี้กัน

โบกี้เริ่มต้นอาชีพนักเต้นได้ยังไง เล่าให้ฟังหน่อย

ตอนนั้นอายุประมาณ 17-18 มีทีมเต้นกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน ก็เริ่มจากแข่งเวทีเต้นทั่วไปก่อน พอเริ่มชนะแข่งก็มีออแกไนซ์ของงานอีเว้นท์ต่างๆ ติดต่อเข้ามา ก็เริ่มจากการเต้นอีเว้นท์เล็กๆ เป็นอย่างแรก และก็เริ่มทำงานใหญ่ขึ้น ได้เต้นในมิวสิควีดีโอ เต้นในคอนเสิร์ตของศิลปินต่างๆ และก็เริ่มสอนเต้นและเป็นนักออกแบบท่าเต้นตอนอายุ 20 ค่ะ

เริ่มรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าการเต้นคือชีวิตจิตใจของเรา

โบกี้รู้ตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) เป็นคนชอบฟังเพลง ชอบเต้นเลียนแบบนักร้องในทีวี เต้นงูๆ ปลาๆ ไปเรื่อย พอแม่เริ่มรำคาญ ก็เลยส่งไปเรียนเต้นให้เป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ) เริ่มเรียนครั้งแรกตอนนั้น 7 ขวบ ตอนนั้นเรียน Jazz dance ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะเห็นในหนังของต่างประเทศสักเรื่องแล้วชอบ แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร ก็ไปเรียนตาม แล้วก็ขยับมาเรียนสไตล์อื่นๆ จนโตค่ะ

ส่วนใหญ่เน้นไปเรียนเต้น หรือฝึกฝนเอง

ทั้งสองอย่าง จริงๆนะ มันต้องควบคู่กัน ยิ่งถ้าอยากเก่งไวต้องทำทั้งสองอย่าง เรียนด้วย ฝึกเองด้วย อย่างเวลาเราไปเรียนเราก็จะได้ความรู้ที่ถูกต้อง เทคนิคหลายๆ อย่างที่บางทีเราฝึกเองอาจจะทำไม่ถูก แล้วก็เอาจากตรงนั้นมาฝึกเองด้วย เหมือนเป็นการทำการบ้าน บางทีก็ดูจาก YouTube แล้วมาฝึกเอง พอเจอคนที่สอนตรงกับสิ่งที่เราดูมา เราก็ไปเรียนซ้ำเพื่อให้ได้เทคนิคที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ไม่เคยเบื่อนะ เพราะการเต้นมันเป็น challenge อย่างนึง ทำอันนี้ได้ มันก็จะมีอย่างอื่นที่ยากกว่าให้เราฝึกเรื่อยๆ สนุกดี

จาก “ความชอบ” สู่ “รายได้”

ประมาณช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงนั้นมีโอกาสได้รู้จักกับพี่ๆ dancer มืออาชีพหลายคน แล้วเขาอยากได้นักเต้นหน้าใหม่ๆ เราก็มีโอกาสได้ไปถ่าย โฆษณาเต้น ถ่ายมิวสิควิดีโอ เป็นแบบ extra ก่อนช่วงแรกๆ แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาฝีมือขึ้นจนสามารถขึ้นมาเป็น dancer มืออาชีพ เป็นนักออกแบบท่าเต้นได้

หลายคนไม่คิดว่าอาชีพนักเต้น จะหาเงินได้แบบจริงๆ จังๆ โบกี้คิดว่ายังไงบ้าง และโบกี้พิสูจน์สิ่งเหล่านี้ยังไง

เอาจริงๆ เมื่อก่อนก็ไม่คิด (หัวเราะ) ด้วยความว่า mindset ของสังคมไทยมองอาชีพนี้เป็นแค่ hobbies ฆ่าเวลาสนุกๆ สมัยก่อนนะ เราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันสามารถเป็นอาชีพจริงจัง มีเกียรติมีวิชา พอเรามาทำจริงๆ ถึงได้รู้ เรียนหนักซ้อมหนักพอๆ กับสาขาอาชีพอื่นเลย ตอนแรกที่บ้านก็ไม่เข้าใจ ทะเลาะกันก็บ่อย แต่เราเป็นคนจริง (หัวเราะ) ก็บอกที่บ้านว่า ขอเวลา 1 ปี จะทำงานเต้นแล้วเลี้ยงตัวเองมีเงินเก็บให้ได้ ตอนนั้นอยู่ปี 2 พอปี 3 เราก็เลิกขอเงินพ่อแม่เลย เพราะได้เงินจากการทำงานเต้นจนเลี้ยงตัวเองได้ ที่บ้านก็เลยไม่บ่นอีก (หัวเราะ) ต้องขอบคุณพี่ๆ หลายๆ ท่านที่ให้โอกาสเราด้วย เพราะการทำงานเส้นทางนี้ด้วยค่ะ

เล่าประสบการณ์การทำงานที่มันส์ที่สุดให้ฟังหน่อย

งานเต้นมันเป็นศาสตร์ที่สามารถแทรกซึมไปอยู่ได้ทุกที่ อย่างเราเต้น เราก็ได้มีโอกาสมาทำงานออกแบบท่าเต้นให้โฆษณาหลายๆ ตัว มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ทำ dance director ให้กับโฆษณาต่างประเทศตัวหนึ่ง ต้องทั้งสอนนักแสดง ออกกอง กำกับหน้ากอง วิ่งไปมา ที่พีคคือ ต้องพูดแต่ภาษาอังกฤษ เพราะทีมงานหน้าเซ็ทคือชาวต่างชาติพูดไทยไม่ได้เลย เป็นการฝึกภาษาไปในตัว ทำงานชิ้นนั้นประมาณ 3-4 วัน กลายเป็นคนพูดอังกฤษเก่งไปเลย (หัวเราะ)

อยากเป็นนักเต้นมืออาชีพ ต้องมีสกิลอะไร

แน่นอนว่าต้องเต้นเป็น คำว่าเต้นเป็นกับเต้นได้ต่างกันนะ เต้นได้คือใครๆ ก็เต้นได้ นึกออกมั้ย เรารับท่า เราก็เต้นได้ ไม่ต้องคิด เต้นวนไปค่ะ แต่เต้นเป็นคือคุณต้องรู้เเละเข้าใจศาสตร์ของมันจริงๆ ซึ่งหมายความว่าคุณก็ต้องเรียนเพื่อให้รู้ เราเป็นคนที่ศึกษาทั้งเทคนิคการเต้น ท่าเต้น และ history ของการเต้น มันจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นและได้เปรียบในการทำงาน นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องของการมีวินัย ความอดทน ความรับผิดชอบ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็น แล้วก็ต้องมีสมาธิที่ดีพอสมควร

ได้ยินมาว่า เป็นนักแข่งตัวยงด้วย มีเวทีไหนที่ประกวดแล้วชอบที่สุด

เป็นคนที่แข่งมาเยอะมาก (หัวเราะ) มีแพ้ชนะสลับกันไป เวทีที่ชอบที่สุดขอเล่าถึงงานที่ผ่านมาไม่นานนี้ละกันคือ World of dance thailand เป็นเวทีที่จัดแข่งขันกันทั่วโลกแล้วก็มาจัดที่ประเทศไทย เรามีโอกาสได้ร่วมแข่งขันเวทีนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเต้นจะขนอะไรมาโชว์ก็ได้ ทำให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของนักเต้นไทยที่ไม่แพ้ใครในโลก เป็นเหมือนได้แชร์ไอเดียผ่านการออกมาทำโชว์ สนุกมากเรามองว่างานแข่งหากมองเผินๆ ก็คือแค่แข่ง เอา ranking มางัดกันว่าใครจะแพ้จะชนะ ซึ่งถ้าเรามองได้มากกว่านั้น เราจะเห็นถึง passion ของนักเต้น ที่มาเต้นด้วยใจจริงๆ แล้วยังได้เสพงานศิลปะไปด้วยอีก เป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมากๆ อีกด้วย

แรงบันดาลใจในการทำงานหล่ะ

การที่ได้เห็นตัวเองค่อยๆ ไต่ระดับไม่ว่าจะทั้งความสามารถ งานที่ทำ โอกาส ล้วนแล้วแต่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานของเราทั้งสิ้น การได้เห็นตัวเองเก่งขึ้น โตขึ้นมันทำให้เรารู้สึกดีและไม่หมดไฟในการทำงานนี้

ผลงานช่วงนี้มีอะไรบ้าง

หลักๆ เลยก็จะเป็นครูสอนเต้น ตอนนี้เราสอนอยู่ที่ Urban dance studio Bangkok อยู่ที่สุขุมวิท 23 ทุกวันจันทร์ 19.00-20.00 และวันเสาร์ 15.30-16.30 แล้วก็ Studio zoom ที่ท่ามหาราชทุกวันอังคาร 18.00-19.00 และวันพุธ 17.30-18.30 รับสอนไพเวทด้วยนะถ้าสนใจก็ติดต่อได้ค่ะ นอกจากนี้ก็รับทำออกแบบท่าเต้นให้กับงานอีเว้นท์ รายการทีวี มิวสิควิดีโอโฆษณา และก็เป็น dancer เองด้วย ยังไงก็ติดต่อมาได้เช่นกันค่ะ

 

แนะนำแอปที่โบกี้ชอบใช้หน่อยสิ

หลักๆ จะใช้แอปพวกโหลดเพลงโหลดคลิปเยอะ พวก video lite / DL download player ประมาณนี้ เพราะต้องมาใช้ทำงาน ที่ชอบสุดก็จะมี Edjing Mix ไว้เปิดเพลงกับมิกซ์เพลงค่ะ

ปกติเวลาเปิดเพลงในแอปทั่วไปก็จะแค่เปิดเฉยๆ ทำอะไรต่อไม่ได้ แต่แอปนี้สามารถเร่งบีท หรือลดสปีดความเร็วช้าของเพลงได้ เหมาะมากเวลาสอนเต้น (หัวเราะ) แล้วยังมีลูกเล่นพวก เอฟเฟคเสียงเวลามิกซ์เพลง แล้วยังสามารถ quote ท่อนเพลงไว้เวลาเราอยากเปิดแค่ท่อนนี้ท่อนเดียวซ้ำเรื่อยๆ ก็ทำได้

ดาวน์โหลด

คอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” วันนี้ดุเดือดไปด้วยความฝันและความพยายามจริงๆ แถมนักเต้นสาวมืออาชีพคนนี้ยังได้พิสูจน์ให้เห็นว่า งานอดิเรกที่เราชอบ ก็สามารถสร้างรายได้ได้ หากเรามุ่งมั่นทำอย่างเต็มที่ ส่วนใครมีฝันด้านการเต้น อยากพูดคุย ปรึกษานักเต้นสาวคนนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่ Onnicha Yomdee  ส่วนครั้งหน้าคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” จะพาไปพูดคุยกับใครอีก ก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement

สัมภาษณ์

Unichat คุยกับสาววิศวะไฟฟ้ากับงานอดิเรกสาว “Cosplay”

Published

on

ใครหนอใคร.. พูดกันว่าคณะวิศวะเป็นคณะที่รวมหนุ่มหล่อ ส่วนสาวๆ ก็มักจะห้าวๆ แมนๆ อย่างเดียว วันนี้แบไต๋จะขอเถียงขาดใจ เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เราเห็นในวันนี้แล้ว ว่าสาววิศวะน่ารักสุดๆ และเธอไม่ได้มีหน้าตาและบุคลิกที่น่ารักอย่างเดียว แต่ทัศนคติของเธอและความสามารถยังน่าชื่นชมอีกด้วย แต่จะน่าชื่นชมยังไง เดี๋ยวไปพบกับ มุก – ณนันท์ โฉมนาค ดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปค่ะ!

ทำไมเลือกเรียนวิศวะ สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์

ส่วนตัวเป็นคนชอบคณิตค่ะ แล้วก็ชอบพวกคอมฯ กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยค่ะ ตอนเด็กๆ เวลาจอยเกมส์เสียก็ต้องซื้อใหม่ พอซื้อใหม่เล่นไปสักพักก็เสียอีก เลยแกะออกมาซ่อมเองเลยค่ะ พอจากนั้นมาอะไรเสียเราก็จะลองแกะลองซ่อมเองดูก่อนเลย บวกกับเวลาเห็นคุณพ่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็รู้สึกว่าเท่จังน้า อยากทำเป็นบ้างจัง เลยทำให้ตัดสินใจเรียนสาขานี้ค่ะ

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาที่รวมความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้าและระบบคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เอาแบบเข้าใจง่ายเลยนะคะ คือมีเรียนทั้งไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ (ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์) และอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อจบไปแล้ว สามารถเลือกประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เยอะเลยค่ะ เช่น อุตสาหกรรมผลิตและประกอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โทรคมนาคม อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องมือการแพทย์และเครื่องมือวัดต่างๆ และยังสามารถทำงานในหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจหรือเป็นผู้ประกอบการอาชีพอิสระ อะไรที่เกี่ยวกับ คอม ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ทำได้หมดเลยเรียกได้ว่าไม่ตกงานแน่ค่ะ (หัวเราะ)

เข้ามาปี 1 ก็จะถูกส่งไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนค่ะ ทั้งแคลคูลัส เคมี ฟิสิกส์ คือที่เจอมาตอนมัธยมปลาย จะถูกอัดอยู่ในเทอมเดียวเลยค่ะ (หัวเราะ) เรียกได้ว่าเป็นการวัดเลยว่าจะไปต่อได้ไหม คือเราจะไม่สามารถทำตัวแบบมัธยมได้เลยค่ะ  ที่อ่านหนังสือก่อนสอบแค่วันสองวัน อ่านแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ทำข้อสอบได้ มหาวิทยาลัยนี่ไม่ได้เลยค่ะ บางคนมัธยมจากเกรด 3 กว่าเหลือ 1 กว่าๆ ก็มี เทอมนี้คือเพื่อนหายไปเยอะมากค่ะ เพราะบางคนเกรดไม่ถึง บางคนก็มองว่านี่คงไม่ใช่ทางของเขา หินสุดๆ ค่ะปี1 (หัวเราะ) ส่วนเทอม 2 ก็เริ่มเบาหน่อยจะเริ่มมีวิชาภาค เช่น วิชาเขียนโปรแกรม เข้ามา ซึ่งมุกคิดว่าน่าสนใจและง่ายกว่าเทอมแรกค่ะ

พอมาปี 2 – 4 ก็จะเข้าวิชาภาคค่อนข้างเยอะแล้วค่ะ มีทั้งการเรียนทฤษฎีและลงมือปฏิบัติ  เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ค่ะตอนได้ทำแลป นอกจากนั้นแต่ละวิชายังมีโปรเจคให้นักศึกษาคิดและได้ลงมือทำด้วยค่ะ เราต้องมานั่งทำลายวงจร นั่งเจาะ นั่งตัด นั่งเขียนโปรแกรม มีปัญหาต้องมานั่งแก้ วุ่นวายมากค่ะ ถึงจะฟังดูลำบากแต่ก็สนุกมากเลยค่า  ตอนนี้มุกก็ปี 3 แล้วพอปิดเทอมก็ต้องไปฝึกงาน ปี 4 ก็ทำโปรเจคจบค่ะ มุกเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำโปรเจคจบแนวไหนดี เพราะที่สาขานี้มีหลายแนวมากค่ะ มีทั้งหุ่นยนต์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการแพทย์ คอมพิวเตอร์ และอีกหลายๆ อย่าง

แล้ววิชาโปรดของมุกล่ะ

คือ วิชาวงจรดิจิตอลและการออกแบบวงจรลอจิก  (Digital Circuits and Logic Design) เพราะรู้สึกสนุกกับมันค่ะ ได้ออกแบบ ได้คำนวณ ได้คิด  วิชานี้มีทั้งคาบทฤษฎีแล้วก็จะมีให้ทำแลปด้วยค่ะ ให้เราลองต่ออุปกรณ์กับโฟโต้บอร์ดแรกๆ ก็สนุกค่ะ หลังๆ เราจะเริ่มงงเพราะวงจรจะยากขึ้นอุปกรณ์ก็จะเยอะขึ้นสายไฟนี่อีรุงตุงนังเลยค่ะ (หัวเราะ) พอลองเปิดไฟที่บอร์ดแล้วมันไม่ติดเราก็ต้องไล่หาค่ะว่ามันผิดตรงไหน คำเดียวค่ะมึน แต่ก็ชอบตรงนี้แหละค่ะมันสนุกดี แล้วก็วิชา ไมโครโปรเซสเซอร์และการเชื่อมต่อ (Microprocessors and Interfacing) อันนี้เป็นวิชาที่เราต้องเขียนโปรแกรมด้วยต่อวงจรด้วยค่ะ  คือเราจะเขียนโปรแกรมแล้วรันลงบอร์ด arduino ค่ะ ชอบตรงที่ว่าเราต้องการจะให้มันทำงานยังไง เราก็ไปหาอุปกรณ์มาก่อน จากนั้นเราต้องการฟังก์ชั่นแบบไหนก็เขียนโปรแกรม แล้วป้อนลงไปเอาค่ะ ชอบเพราะสนุกอีกนั่นแหละค่ะ (หัวเราะ)

มหาวิทยาลัยศิลปากรมีกิจกรรมอะไรสนุกๆ บ้าง

ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่ากิจกรรมของมหาวิทยาลัยศิปากรนั้นมีเยอะมากจริงๆ ค่ะ  มีทั้งรับน้องรวม อันนี้เราจะได้รู้จักเพื่อนต่างคณะจากทุกวิทยาเขตเลยค่ะ รับน้องของคณะ งานเฟรชชี่เกมส์ จะมีการแข่งกีฬาระหว่างคณะ มีการแสดงสุดอลังการและประกวดดาวเดือนมหาวิทยาลัย  มีชมรมต่างๆ ในมหาวิยาลัย เช่น ชมรมยิงปืน ชมรมพิธีกร กิจกรรมตามเทศกาล จะมีงานสงกรานต์ มีคอนเสิร์ตมาเล่นตอนเราเล่นน้ำ ทั้งเปียกทั้งสนุก (หัวเราะ) งานลอยกระทงอันนี้มีประกวดนางนพมาศและก็ยังมีตลาดนักศึกษาด้วย ละครเวที  งานทับแก้ว วิชาการที่น้องมัธยมจะได้ลองมาดูว่าแต่ละคณะที่น้องสนใจ เขาเรียนอะไรกันบ้าง และอีกหลายๆ อย่างค่ะ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีกิจกรรมให้นักศึกษาได้ผ่อนคลายและสนุกตลอดเวลาเลยค่ะ

มุกทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ประกวดดาวคณะในงาน EFG และได้รับตำแหน่งดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมค่ะ  และก็เคยทำสโมคณะค่ะ ก็จะคอยดูแลงานต่างๆ ของคณะ เช่น การจัดงาน พี่ค่าย วางแผนงานต่างๆ แล้วก็แจกจ่ายงานให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป แต่ออกมาตอนปี2 เพราะเรียนหนักทางบ้านก็อยากให้กลับบ้านบ่อยเลยให้ออก และก็เป็นพิธีกรประจำภาควิชาค่ะ ช่วงที่อยู่สโมคณะก็จะเป็นของมหาวิทยาลัยบ้างบางงานค่ะ และมุกก็เป็นพี่ค่ายค่ะ คุมแลปสอนและดูแลน้องๆ มัธยมที่มาเข้าค่ายที่คณะค่ะ แล้วก็พี่ค่ายนี่แหละที่เราชอบที่สุด

เล่าเรื่องประสบการณ์การเป็นดาวคณะให้ฟังหน่อย

คณะวิศวะจะมีงานกีฬา EFG ที่แข่งกีฬากันเองในคณะค่ะ  ในงานนี้จะมีการประกวดดาวเดือนของคณะวิศวะ แล้วให้แต่ละเอกส่งตัวแทนไปประกวด  ด้วยความที่สาขามุกผู้หญิงน้อย เราเลยถูกเลือกให้เป็นตัวแทนภาคไปประกวดค่ะ (หัวเราะ) จากนั้นเราก็ติด 1 ใน 5 คนของดาว ก็ไปเตรียมการแสดงค่ะ มุกก็ไม่รู้จะแสดงอะไรก็เลยควงคฑากับเต้นค่ะ  เพราะว่าเมื่อตอนมัธยมมุกเป็นคฑากรประจำโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 ถึง ม.6 ค่ะ ส่วนเต้นนี่เป็นความชอบส่วนตัวอยู่แล้วค่ะ

คำถามนี่ยังจำได้ขึ้นใจเลยค่ะ โดนถามว่าถ้าให้เลือกตัดอวัยวะหนึ่งอย่างและเพิ่มอวัยวะหนึ่งอย่างจะตัดและเพิ่มอะไร  มุกก็ตอบไปแบบเอ๋อๆ เลยค่ะ “ตัดหน้าอกค่ะจะได้เท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง และเพิ่มสมองค่ะ เพราะรู้มาว่าสมองคนเราทำงานไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะได้ฉลาดขึ้นค่ะ” (หัวเราะ) พอประกาศว่าเราได้เป็นดาวเราก็งงๆ แต่ก็ตื่นเต้นมากค่ะ ทั้งสองกิจกรรมนี้มุกก็ชอบค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่มุกได้เป็นพี่ค่ายคุมแลปสอนน้องๆ ต่อวงจรอธิบายความรู้ต่างๆ ที่เรามีให้กับน้องๆ ดูแลน้องๆ ตอนค่ายอัจฉริยะภาพ มุกมีความรู้สึกว่าการมอบความรู้ความสนุกให้กับคนอื่น  ทำให้คนอื่นสนุกและยิ้มได้มันเป็นความรู้สึกที่ดีแบบอธิบายไม่ถูกอ่ะค่ะ รู้แต่ชอบ (ยิ้ม)

ยามว่างมุกชอบทำอะไร

ว่างๆ ถ้าไม่มีเรียน ไม่มีงาน ก็เล่นเกมส์  อ่านหนังสือ ส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนซะมากกว่าค่ะ (หัวเราะ) วาดรูป ก็วาดทั้งภาพเหมือนทั้งภาพการ์ตูนค่ะ  เต้นก็แอบเต้นอยู่คนเดียวในห้องค่ะ แล้วก็แต่ง cosplay ค่ะ

แต่ง cosplay ด้วยหรอ เล่าให้ฟังหน่อย

ที่ชอบแต่ง cosplay เพราะเป็นคนชอบดูการ์ตูนค่ะ เวลาเห็นตัวละครน่ารักๆ เลยอยากจะลองแต่งบ้าง อยากจะเป็นตัวละครนี้จังเลย ตอนแรกก็ไม่รู้จัก cosplay ค่ะ แต่มีรุ่นพี่คนนึงเขาแต่งมาก่อน แล้วรู้จักกันในชมรมวาดรูปที่โรงเรียนค่ะ พี่เขามาชวน มุกก็เลยไปขอแม่ ตอนนั้น ม.2 ค่ะ แม่ยังไม่ให้ไป พอเกรดมุกออกมาเรากลับติด 0 ตัวนึงค่ะ แม่เราก็ตีแล้วก็บอกว่าถ้าเกิดว่าสอบได้ที่ 1 แม่จะให้ไป cosplay พอ ม.3 ได้ที่1 เลยค่ะ แล้วมันทำให้เราได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเพียงแค่เราพยายาม ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าการเรียนสนุกแค่ไหน ตอน ม.ต้น เข้าโรงเรียนมาด้วยโควต้าศิลปะค่ะ เลยอยู่ห้องศิลป์ พอขึ้น ม.3 มุกก็เริ่มชอบการเรียนเลยไปสอบ วิทย์ – คณิต ค่ะ ก็ติดค่ะ ทำให้รู้ตัวว่าตัวเองชอบเลขมากตอนนั้น  ก็เลยมุ่งมาเรียนวิศวะทุกวันนี้นี่แหละค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมีงานทับแก้ววิชาการ อาจารย์ที่ภาควิชายังให้มุกแต่งชุดโลลิต้าน่ารักๆ มาเรียกน้องๆ แล้วก็อธิบายความรู้ต่างๆ ให้กับน้องด้วยค่ะ เป็นจุดสนใจมากค่ะตอนนั้นใครจะคิดล่ะคะว่าเดินเข้าคณะวิศวะมาแล้วจะเจออะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

โห.. ขอเคล็ดลับการเรียนหน่อยสิ

ในเมื่อคุณแม่บอกแล้วว่าถ้าเราได้ที่ 1 จะอนุญาตให้เราแต่ง จากที่ไม่เคยอื่นหนังสือก็อ่านค่ะ  แรกๆ เราก็จำไม่ค่อยได้ก็อ่านแล้วก็ท่องจนกว่าจะจำได้ค่ะ วิชาเลขก็เหมือนกันตอนแรกก็ลองทำเองดูก่อน พอทำไม่ได้ก็ดูเฉลยแล้วก็กลับมาทำใหม่  แล้วก็ทำข้อเดิมเรื่อยๆ จนเราจำได้ขึ้นใจว่าเจอโจทย์แบบนี้ต้องทำยังไง แรกๆ มันก็ดูยากนะคะแต่ถ้าเราไม่เริ่ม ไม่ลองพยายามดู เราก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเราทำได้หรือไม่ได้  มุกไปบอกเพื่อนว่าถ้าได้ที่ 1 คุณแม่จะให้ cosplay เพื่อนก็หัวเราะแล้วตอบลับมาว่าอย่างแกไม่ได้หรอก แล้วพอวันแจกเกรดมุกได้ที่ 1 นี่ร้องไห้เลยค่ะคือความพยายามมันไม่เสียเปล่าจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ยึดคติว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น” เลยอยากให้ทุกคนมองว่างานอดิเรกทุกอย่างมันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรอกค่ะ มันอาจจะมีข้อเสีย แต่มันก็ต้องมีข้อดีแน่นอนค่ะ

ถ้าอยาก cosplay แบบมุกบ้าง ต้องเริ่มยังไงบ้าง

อันดับแรกเลยค่ะเราก็ต้องเตรียมชุดค่ะ ตอนที่มุกคอสครั้งแรกก็ดูแบบชุด แล้วไปหาซื้อผ้าเอง  แล้วก็วาดรูปชุดที่เราต้องการไปให้ร้านตัดให้ค่ะ ส่วนของเล็กๆ น้อยๆ เช่น ที่คาดผม ลายที่รองเท้า มุกก็แต่งเอง ทำเองค่ะ แล้วที่สำคัญเราต้องรู้ด้วยค่ะว่าตัวละครที่เราชอบหรือที่เราจะแต่งเนี่ยเป็นคนแบบไหน ท่าทางยังไง เพราะการคอสก็เหมือนการแสดง เป็นการสวมบทบาทอย่างนึงเลยค่ะ เราต้องทำสายตาและท่าทางให้เหมือนกับตัวละครตัวนั้นจริงๆ ด้วย

สาววิศวะแนะนำแอปหน่อยสิ

ถึงจะเรียนวิศวะก็เจอภาษาเยอะพอควรเลยค่ะ ก็เลยใช้แอปที่เป็น  dictionary หลายตัวเพราะบางทีเราต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษก่อนแล้วค่อยมาแปลเป็นภาษาไทยค่ะ ที่ชอบใช้อยู่ตอนนี้ก็จะเป็น merriam webster dictionary จะแปลอังกฤษเป็นอังกฤษค่ะ มีทั้งเสียงให้ฟัง แล้วบางคำก็มีรูปให้ดูด้วยนะ

ดาวน์โหลด

เห็นทีหลายๆ คนจะมองสาววิศวะเปลี่ยนไปตลอดกาล และแบไต๋ก็มั่นใจว่าพออ่านบทความนี้จบ หนุ่มๆ ต้องอมยิ้มกันเป็นระนาวแน่

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์ครูเต ครูสาวยุคใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพลัง

Published

on

“พระคุณที่สามงดงามแจ่มใส
แต่ว่าใครหนอใครเปรียบเปรยครูไว้ว่าเป็นเรือจ้าง
ถ้าหากจะคิดยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าผิดทาง
มีใครไหนบ้างแนะนำแนวทางอย่างครู..”

บทเพลงนี้ลอยเข้าหูเราแบบแผ่วเบาทุกครั้งที่วันครูมาถึง และได้ทำให้เราหวนระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ อาชีพที่ว่ากันว่าต้องทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจในการขัดเกลาคน เพื่อให้คนเหล่านั้นกลายเป็นบุคคลคุณภาพและเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ

แม้แต่ก่อนอาชีพครูจะได้รับความนิยมมาก เพราะนอกจากจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการนับถือจากคนในสังคมแล้ว ยังเป็นอาชีพที่ได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ ที่เปรียบเสมือนผ้าขาวด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปมาก ทำให้มีมุมมองต่ออาชีพครูต่างออกไปด้วย และแน่นอนว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ผันตัวจากความฝันการเป็นครูไปทำอาชีพอื่นแทน แต่วันนี้แบไต๋จะพาคุณผู้อ่านไปพบกับครูสาวสวย ที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ และถือเป็นครูรุ่นใหม่ไฟแรงเลยทีเดียว เดี๋ยววันนี้เราจะมาพูดคุยกับ เต – เตชินี วิทยาปรีชากุล กัน ว่าเธอมีมุมมองต่ออาชีพครูของเธอเองอย่างไรบ้าง

เตเริ่มต้นทำงานด้านนี้ได้ยังไง

หลังจากเตเรียนจบการสอนภาษาจีน ก็ลองสอบบรรจุค่ะ และโชคดีที่สอบติดเลย เตเลยเริ่มต้นการเป็นครูตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2560 เป็นต้นมาเลยค่ะ ตอนนี้ก็ครบ 1 ปีการศึกษาพอดีเลยค่ะ

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพครูล่ะ

เพราะตอนเด็กๆ ชอบเล่นเป็นครูแล้วชอบ (หัวเราะ) เล่นสอนภาษาอังกฤษให้น้องสาวทุกวัน พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าตัวเองชอบการสอน ชอบให้ความรู้ ให้คำแนะนำกับคน เลยคิดว่ามาทางนี้เหมาะแล้วค่ะ

เจาะจงมาตั้งแต่แรกเลยรึเปล่าว่าต้องเป็นครูสอนภาษาจีน

จริงๆ ตอนที่เริ่มเรียนจีน ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องเป็นครูนะ เพราะภาษาจีนมันก็ทำงานได้หลากหลาย ค่อนข้างมีลู่ทางเยอะมากๆ แต่เตรู้สึกว่าเราอยากอยู่ใกล้คนที่บ้าน และเห็นว่างานที่เราทำแล้วสามารถอยู่ใกล้กับครอบครัว ดูแลพ่อแม่ได้ดีก็คือครู เตเลยเลือกทางนี้ค่ะ

ใน 1 วัน คุณครูเตทำอะไรบ้าง แล้วเตรียมการสอนยังไงบ้าง

หลายๆ คนอาจคิดว่าอาชีพครูคืองานสอนเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว ในหนึ่งวันของครูไม่ได้มีแค่งานสอนค่ะ ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เช้า นักเรียนเข้าแถว เราก็ต้องดูแลความเรียบร้อย จากนั้นก็เข้าโฮมรูมเตรียมตัวสอนแต่ละคาบ บางวันก็ต้องสอนลูกเสือด้วย บางวันก็สอนชุมนุมเต้น ปะปนกันไปค่ะ ตอนเย็นๆ ถ้าเลิกงานแล้วเตไม่เหนื่อยก็จะเต้นออกกำลังกายที่บ้านหรือไม่ก็ไปวิ่งค่ะ แต่เตจะค่อนข้างแบ่งเวลากับตัวเอง ถ้าอยู่ในเวลางานก็จะเต็มที่มากๆ ส่วนนอกเวลางานคือจะพักผ่อนเต็มที่ แทบไม่เคยเอางานมาทำต่อที่บ้านเลย

เรื่องการเตรียมการสอน เตก็จะดูก่อนว่า สิ่งที่เด็กยังขาดคืออะไร ก็จะเตรียมเนื้อหาให้เข้ากันกับเขาค่ะ จัดให้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เชื่อว่าการเรียนภาษาต้องสนุก แล้วก็คู่ไปกับวัฒนธรรมค่ะ เด็กถึงจะซึมซับได้ดีกว่าการท่องจำไปวันๆ

หลายคนสงสัยกันว่า นักเรียนมีปิดเทอม แล้วครูปิดด้วยมั้ย

บางคนอาจจะคิดว่าพอปิดเทอมปุ๊บ ครูออกเที่ยวกันปั๊บ (หัวเราะ) ไม่ใช่เลยค่ะ ช่วงที่เด็กปิดเทอม ครูก็ยังต้องไปทำงานเหมือนเดิมค่ะ ไปโรงเรียนเวลาเดิม ต่างแค่ไม่ต้องเข้าสอน แต่ต้องสะสางคะแนน ติดตามผลนักเรียนที่ติด 0 ติด อื่นๆ อีกมากมาย ก็เป็นคนละฟีลลิ่งกันค่ะ

ว่ากันว่า อาชีพครูคือแม่พิมพ์ของชาติ เตรู้สึกยังไงกับประโยคนี้

เห็นด้วยแบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยค่ะ คำว่าแม่พิมพ์ของชาติ คือครูไม่ได้มีหน้าที่ให้แค่ความรู้ แต่มันคือการถ่ายทอดทั้งพฤติกรรม แนวคิด และการใช้ชีวิตทุกๆ อย่าง เด็กๆ มักจะซึมซับทุกอย่างจากสิ่งที่เห็นค่ะ ครึ่งวันของนักเรียนต้องอยู่ที่โรงเรียน นอกจากเลียนแบบพฤติกรรมผู้ปกครองที่บ้าน เขาก็จะเลียนแบบครูด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าถ้าสมมติเตแต่งตัวไม่เรียบร้อย พูดจาไม่น่ารักเป็นปกติ เด็กอีกเป็นพันชีวิตที่อยู่ในโรงเรียน ก็จะรู้สึกว่าการปฏิบัติตัวแบบนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ผิดอะไร ก็จะทำตามกันแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย เพราะฉะนั้นเวลาอยู่โรงเรียนเตก็ต้องแสดงสิ่งที่ดี กริยาที่ดี ทัศนคติด้านที่ดีให้เขาเห็นและซึมซับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกร็งจนไม่เป็นตัวเองนะคะ

อย่างนี้เกร็งบ้างมั้ย

หากเปรียบกับตอนก่อนเป็นครูและปัจจุบัน แรกๆ ก็ยอมรับว่าเกร็งมากค่ะ เพราะนักเรียนจะชอบสนใจและใส่ใจในครูทุกคน (หัวเราะ) วันนี้ครูใส่ชุดอะไร ครูทาลิปสีอะไร แต่เราก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า ทำแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการใช้ชีวิต และความรับผิดชอบที่มากขึ้นไปอีกขั้น ถึงป่วยหรือขี้เกียจก็จะลาไม่ได้ เพราะเราลาหนึ่งคน เท่ากับนักเรียนอีกเป็นร้อยชีวิตที่จะไม่ได้ความรู้ อีกอย่างคือการเล่นโซเชียลค่ะ จะพิมพ์ จะโพสต์อะไร ก็คิดเยอะกว่าเมื่อก่อนมากค่ะ

ถ้าอยากเป็นครู ต้องมีสกิลอะไรบ้าง

แน่นอนว่าคนที่จะเป็นครูต้องมีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างมากค่ะ แต่ในส่วนของนิสัย และทักษะ คิดว่าต้องเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลเพราะแต่ละคนก็มีเรื่องที่ถนัดไม่เหมือนกัน ถ้าบอกว่าคนเป็นครูต้องดุ หรือสง่าเรียบร้อย กริยามารยาทดีงามเตว่ามันก็ไม่ใช่ (หัวเราะ) การแสดงกริยาสงบเงียบในชั้นเรียนไม่สามารถดึงดูดนักเรียนได้อีกต่อไปในยุคนี้ ครูทุกคนต้องมีความเป็นตัวเองค่ะ (หัวเราะ)

เรื่องท้าทายของอาชีพนี้คืออะไร

ความท้าทายของอาชีพครู คืออนาคตของเด็กค่ะ ทุกการสอน คำพูด ความช่วยเหลือ การปฏิบัติตัวต่อเขามีผลกับเขาทุกอย่าง ถ้าเราสอนดี ทำให้เขาอินไปกับเราได้ วันหน้าเขาอาจจะได้งานดีๆ มีอนาคตที่ดีหรืออย่างน้อย ถ้าเราช่วยให้เขามีกำลังใจกับการเรียน จากที่หมดหวัง ก็อาจจะกลับมาตั้งใจเรียน เรียนจบพร้อมเพื่อนได้

อยากให้เล่าเหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในการทำงานให้ฟังค่ะ

ตอนนี้ทำชุมนุม cover dance ค่ะ ได้สอนเต้น คลุกคลีกับเด็กๆ ฟีลเหมือนกลุ่มที่เต้นด้วยกัน ช่วยกันแกะท่าซ้อมท่า ประทับใจมากๆ ตอนที่นักเรียนมาเปิดใจเล่าให้ฟังว่า ดีใจมากที่ว่าครูมาสอนที่นี่ ตั้งแต่ก่อนครูมา แอบเห็นว่าครูเต้นได้ คิดแล้วว่าครูจะต้องมาสอน แล้วมันก็ดีมากจริงๆ เตรู้สึกปลื้มใจ เหมือนเห็นตัวเองตอน ม.ปลายแล้วชอบเต้น ตอนนั้นไม่มีครูมาสอน ไม่มีใครมาสนับสนุนแบบนี้ด้วยซ้ำ เราถึงอยากทำร่วมกับเขาเท่าที่จะทำได้

เล่าสมัยเป็นสาวนักเต้นให้ฟังหน่อย

การเต้น cover นี่ทำมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เลยค่ะ สมัย จีนนี่จ๋า 2002 ราตรี จนมาถึง j-pop k-pop เตเก็บหมด (หัวเราะ) รู้สึกชอบการเต้น มันทำให้เราสนุก ยิ่งเวลาเต้นกันเป็นกลุ่ม เหมือนเราได้เชื่อมสัมพันธ์บางอย่างกับคนในทีมโดยไม่ต้องคุยกัน (หัวเราะ) ตั้งแต่ม.ปลายจนถึงมหาลัย ก็ฝึกเต้น แล้วก็ตั้งใจออกงานแข่งมาเรื่อยๆ ค่ะ แพ้บ้างชนะบ้างก็ไม่เคยซีเรียส ทั้งหมดเพื่อพัฒนาตัวเอง จนวันนึงได้มีโอกาสไปทำทีมการแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยตอนที่เรียนที่คุนหมิง เพราะเริ่มต้นจากการเต้นเพลงเมรี ของกระแต อาร์สยาม ก็ทำให้ทั้งคนไทยและคนจีนชอบมากๆ จึงจ้างไปออกงานแสดงต่างๆ หลายงานเลยค่ะ พอกลับไทยมาฝึกสอนก็ได้ไปสอนเต้นที่ cardio boxing gym ที่บางแสน ก็รู้สึกเหมือนได้เอาวิชาที่ร่ำเรียนด้วยตัวเองทั้งหมดมาทำมาหากินค่ะ ใครบอกเต้น cover ไร้สาระ เตค้านขาดใจเลย (หัวเราะ) จริงๆ เคยทำงานร้องเพลงด้วย งานร้องเพลง ก็มาเริ่มทำตอนช่วงที่สอนเต้นเช่นกันค่ะ ร้องตามร้านอาหาร คาเฟ่ แถมตอนนั้นยังสอนพิเศษจีนไปด้วย เรียกว่าเต็มที่กับชีวิตมากค่ะ

เอากิจกรรมที่เราชอบพวกนั้น มาปรับใช้กับการเป็นครูบ้างมั้ย

อย่างที่บอกว่าครูทุกคนต้องมีความเป็นตัวเอง ในคลาสเรียน นอกจากสอนจีน เตก็สอนร้องเพลงจีนบ้าง ได้เปิดชุมนุมเต้นให้นักเรียน งานอดิเรกพวกนี้ถึงจะไม่ได้ทำเป็นอาชีพ แต่ก็ถือว่ายังได้ทำอยู่เสมอค่ะ

สุดท้ายแล้ว ครูเตวางแผนการทำงานกับสายงานนี้ยังไงบ้างคะ

อาจจะเพราะว่าเพิ่งเข้ามาสอน ตอนนี้ก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรจริงจัง เพราะเราก็ต้องไหลไปตามระบบของข้าราชการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คิดหนักคือจะสอนอย่างไรให้นักเรียนรักในภาษาจีนมากกว่า (ยิ้ม)

ก่อนลากัน แนะนำแอปหน่อยค่ะคุณครู

Daxiang dictionary เลยค่ะ ลืมอะไรไม่รู้อะไรกดปราดเดียวขึ้นเลย เตก็จะใช้เจ้านี่ประจำเลย ใครเรียนภาษาจีน แนะนำว่าโหลดเถอะค่ะ ดีงามมาก

ดาวน์โหลด

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ๆ ว่าครูเตสาวสวยคนนี้ นอกจากจะเต็มไปด้วยจรรยาบรรณแล้ว เธอยังมากความสามารถและเต็มไปด้วยพลังของครูรุ่นใหม่ด้วย แบไต๋เชื่ออย่างมากว่าลูกศิษย์ของครูเต จะต้องเป็นคนคุณภาพของสังคมและประเทศชาติในอนาคตแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” คุยกับวิทยากรค่ายบ่มเพาะต้นกล้าค่านิยม 12 ประการ กับประสบการณ์หลากหลายที่หาไม่ได้จากที่ไหน

Published

on

“ค่านิยม 12 ประการ” เป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินหรืออาจจะคุ้นเคยกันดี เพราะเป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ต้องการส่งเสริมและพัฒนาสังคมไทยให้มั่นคงมากขึ้น ซึ่งก็ได้ดำเนินการมาสักพักแล้ว แต่สิ่งที่หลายๆ คน ยังไม่รู้คือค่านิยม 12 ประการได้ถูกนำมาใช้ในการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานและหลักการใช้ชีวิตต่างๆ ให้กับเยาวชนไทย โดยหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจก็คือการจัดค่ายอบรมค่านิยม 12 ประการให้กับเยาวชนนั่นเอง ซึ่งกิจกรรมหลายๆ อย่างในค่ายก็ดูน่าสนใจไม่น้อย ส่วนจะน่าสนใจยังไง ก็คงต้องรอคำตอบจากคนในแล้วล่ะ

และวันนี้แบไต๋จะพาทุกท่านไปพูดคุยกับวิทยากรในค่ายแห่งนี้กัน ว่าค่ายปลูกฝังค่านิยม 12 ประการนี้น่าสนใจยังไงบ้าง ไปคุยกับ บัว – อรวรรยา ลิ้มเจริญ วิทยากรสาวสวยกันเลย!

เริ่มต้นงานวิทยากรที่ค่ายค่านิยม 12 ประการ ได้ยังไง

เริ่มจากการชวนของเพื่อนหลังจากที่บัวกลับมาจาก Work and Travel ที่อเมริกา ก็ยังเคว้งคว้างยังไม่รู้จะหางานอะไรทำ พอดีเกิดประจวบเหมาะที่ทางคณะศึกษาศาสตร์ มศว ซึ่งเป็นคณะของบัวเองสมัยเรียนป.ตรี ก็เลยตัดสินใจ เอาหล่ะ ลองดูหน่อย ก็เลยส่ง resume ไปที่อาจารย์ และก็ได้มาทำงานนี่แหละ

เคยมีประสบการณ์การทำวิทยากรมาก่อนรึเปล่า

ตอนแรกอย่างที่บอกก็ไม่คิดว่าจะได้มาทำงานด้านนี้ และไม่เคยเป็นวิทยากรที่อื่นเลย ก็ถือว่าได้มีโอกาสลองทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะว่าเราทำงานนี้ แค่เฉพาะค่ายนี้ที่เดียว เรียกว่าเป็นวิทยากรฝึกหัดมากกว่า (ยิ้ม)

ว่าแต่ค่ายบ่มเพาะต้นกล้าค่านิยม 12 ประการ คืออะไร เล่าให้ฟังหน่อย

เป็นค่ายที่ทางคณะศึกษาศาสตร์ มศว ร่วมกับ รัฐบาล คสช. ในส่วนของกอรมนและกระทรวงศึกษาธิการ จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อปลูกฝังค่านิยม12 ประการ ให้กับเด็กและเยาวชนในกลุ่มหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.)

เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เด็กๆ ที่เข้าค่ายก็จะได้รับความรู้ เช่น ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน ความกตัญญู ศีลธรรม อยู่อย่างพอเพียง ทำนองนี้ค่ะ และนอกจากได้พวกความรู้ต่างๆ แล้วยังได้รับความสนุกสนานด้วยนะ

ในค่ายมีกิจกรรมอะไรบ้าง

วันแรกก็จะมีการลงทะเบียนเด็กๆ จากโรงเรียนต่างๆ ในหมู่บ้าน อพป. แต่ละจังหวัด ค่ายนึงก็ประมาณ 6 โรงเรียน พอรวมน้องๆ เสร็จก็มีพิธีเปิดและก็ทำกิจกรรมรวม จะเรียกว่ากิจกรรมละลายพฤติกรรมก็ได้ โดยจะแบ่งน้องๆ คละสีออกเป็น 12 สี วันแรกก็เข้าฐานค่านิยม 4 ฐาน โดยผู้ให้ความรู้ก็คือเราและก็วิทยากรท่านอื่นๆ อีก ฐานละ2 ท่านค่ะ หลังจากนั้นก็ทำกิจกรรมรวม สันทนาการก่อนนอน เป็นอันเสร็จสิ้นวันแรกส่วน

วันที่ 2 และวันสุดท้ายก็จะมีการเข้าฐานและทำกิจกรรมรวม พอใกล้จบค่ายก็จะมีการสรุปความรู้ที่เด็กๆ ได้จากค่ายโดยเด็กและวิทยากร มอบรางวัลเป็นกำลังใจให้น้องแต่ละสี ปฏิญาณตนว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นค่ะ เอาไปพัฒนาชาติบ้านเมือง จากต้นกล้ากลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรงในอนาคตได้ ใครสนใจก็ไปติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook โครงการบ่มเพาะต้นกล้าค่านิยม 12 ประการค่ะ

เห็นบอกว่าหลังเสร็จงาน ได้ศึกษาวิถีชุมชนด้วย

ถือเป็นชีวิตดีๆ เลย (หัวเราะ) แต่ละจังหวัดเวลาเราไปทำค่าย จบค่ายนึงปุ๊ป เราก็จะมีโอกาสได้ใช้เวลาหลังเสร็จงานในการศึกษาดูวิถีชุมชนด้วยค่ะ จะเป็นช่วงเวลาดีๆ โอกาสทองของวิทยากร เมื่อเวลาไปจังหวัดไหนเราก็จะได้มีเวลาในช่วงนี้ ไปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนั้นด้วย หรือบางครั้งช่วงเช้าก่อนเริ่มทำงาน กิจกรรมวิ่งสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ต่างจังหวัด ก็ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ถึงนานๆ ทีจะตื่นไปวิ่งก็ตาม (หัวเราะ)

เป็นวิทยากรต้องมีทักษะด้านไหนเป็นพิเศษ

ต้องเปิดใจ กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าพูด กล้าแสดงออกและต้องมีความรู้ มีเทคนิคในการสอน การพูดกับเด็กๆ จริงๆ เราว่าทุกงานก็ต้องอาศัยประสบการณ์ อย่างงานนี้จะว่าใหม่ก็ใหม่นะ สำหรับเรา เราไม่เคยเป็นวิทยากร จริงอยู่อย่างตัวเราอาจเคยฝึกสอนเป็นคุณครูนิสิตมาก่อนก็จะไม่เขินไมค์มาก จะค่อนข้างชินกับการสอน แต่เรื่องความรู้ เรื่องเทคนิคการสอนแบบวิทยากรก็อาจแตกต่างนิดนึง เราก็ใช้วิธีสงสัยแล้วศึกษา สังเกตจากวิทยากรรุ่นพี่ สังเกตว่าเค้าสอนยังไง ใช้เทคนิคอะไร และนำมาประยุกต์ให้เป็นในแบบของตัวเอง

มีเหตุการณ์ไหนหรือประสบการณ์อะไรที่ประทับใจเป็นพิเศษมั้ย

ความประทับใจหรอ จริงๆ เราประทับใจทุกค่าย ทุกจังหวัดที่ไปเลย เราว่าเด็กยังไงก็คือผ้าขาว ทุกครั้งที่เราสอน ที่เราให้ความรู้กับเด็กๆ แล้วเค้าสนใจ แล้วเค้านำไปใช้ได้จริงๆ นั่นคือเราประทับใจแล้ว ถ้าให้เล่า 1เรื่อง.. ก็มีน้องอยู่คนหนึ่ง ตอนเราไปค่ายที่เพชรบุรี ขาน้องเค้าไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่เห็นน้องเค้าพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง และตั้งใจเรียน

แล้ววันสุดท้าย ตอนวันที่พี่วิทยากรต่อแถวเพื่อส่งน้องๆ น้องเค้าร้องไห้แล้วสวัสดีตลอดทางเลย น้องเค้าคงไม่อยากกลับ เค้าประทับใจแล้วมีความสุข เราในฐานะวิทยากรก็รู้สึกแบบบางทีก็จะร้องตาม เห็นน้องๆ มีความสุขในการมาเข้าร่วมโครงการคือมันสุขมากๆ นะ ต่อให้แบบเสียงแหบแห้งจากการให้ความรู้กับเด็กๆ มากแค่ไหน เราก็ว่ามันคุ้มมากๆ น้องๆ หลายคนไม่เคยลงมาในเมือง หลายคนไม่เคยนอนในโรงแรม หลายคนไม่เคยรู้จักเซเว่น หลายคนไม่เคยเข้าค่าย อย่างน้อยๆ โครงการนี้ได้ให้ประสบการณ์ที่ดีและใหม่กับน้องๆ หลายคนจบค่ายไปแล้ว ก็ยังมาติดตามเพจของโครงการเรา เราให้ความรู้กับน้องๆ ไปแล้ว ถ้าเกิดน้องเอาไปใช้จริงแล้วเกิดประโยชน์กับตัวน้องเองและสังคม ในฐานะวิทยากร เราก็รู้สึกประทับใจมาก

คิดว่าเราได้อะไรจากงานตรงนี้บ้าง

ได้หลายอย่างมากเลย อย่างแรกเลยคือประสบการณ์ ได้ลองทำงานในหน้าที่ใหม่ ที่ไม่เคยทำมาก่อน สมัยเรียนเราไม่เคยทำงานค่ายเลย วิทยากรก็ไม่เคยเป็นมาก่อนนี่เป็นครั้งแรก และเราก็รู้สึกว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องมีพลังบวกเยอะมากๆ

  1. เราต้องเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ
  2. เราต้องให้กำลังใจตัวเอง เพราะเราจะไปพูดให้กำลังใจคนอื่น ไปสอนคนอื่นไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้กำลังใจตัวเองก่อน
  3. เราต้องกล้า กล้าพูด กล้าแสดงออก
  4. ขึ้นชื่อว่าเป็นงานค่าย นั่นหมายความว่าเราได้ฝึกการทำงานกับคนหมู่มาก

หลังจากผ่านมา 10 ค่าย เราคิดว่าตัวเรามีพัฒนาการในด้านการสื่อสารกับผู้คนดีขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น และปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้

เสน่ห์ของการทำงานด้านนี้

เราได้เป็นผู้ให้และผู้รับในคราเดียวกัน วิทยากรให้ความรู้ ความปรารถนาดีกับเด็กๆ ในคราเดียวกัน เราเองก็ได้รับความสุขกลับมาทันที เมื่อเห็นรอยยิ้ม เห็นความตั้งใจ ของเด็กๆ นอกจากนี้งานค่ายเป็นงานที่สนุก เราเองมีความสุขมากๆ ที่มีเพื่อนร่วมงานที่ดีด้วย เนี่ยเจ๋งสุดๆ ไปเลย นี่คือเสน่ห์เราคิดงี้นะ

แนะนำแอปหน่อยสิ

ไม่ค่อยได้ใช้แอปเลย แต่เห็นฐานอื่นๆ เค้าใช้กันนะ งั้นแนะนำเป็นแอปค่านิยม 12 ประการแล้วกันเนอะ เผื่อใครอยากหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านนี้ โดยรวมแอปยังไม่ค่อยเสถียรมาก แต่ก็พออ่านข้อมูลรู้เรื่องได้อยู่ มีการเชื่อมกับ YouTube ด้วย ลองไปโหลดมาดูกันค่ะ


ดาวน์โหลด

ฟังจากวงในมาแบบนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าค่านิยม 12 ประการ ไม่ใช่เพียงคุณธรรมพื้นฐานที่ถูกสร้างมาลอยๆ เท่านั้น แต่ได้ถูกนำมาปลูกฝังเยาวชนอย่างจริงจัง ให้ตระหนักถึงการพัฒนาตนเองและประเทศชาติอย่างมีคุณภาพด้วย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีๆ อีกอย่างของสังคมไทยยุคปัจจุบันเลย

วันนี้แบไต๋ก็ต้องขอบคุณวิทยากรวงในอย่างคุณบัว ที่มาเล่าเรื่องราวของค่ายแบบอินไซด์กันเลยทีเดียว ส่วนครั้งหน้าจะไปพบกับหนุ่มสาวมากความสามารถคนไหน ก็อย่าลืมติดตามในคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” นะคะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!