Connect with us

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา Sokochan บริการจัดเก็บและจัดส่งสำหรับผู้ค้าออนไลน์ในไทยได้จัดกิจกรรม “จากติดลบ… สู่ติดลม ด้วยธุรกิจออนไลน์ 4.0” ขึ้นที่อาคารไปรษณีย์กลาง ซึ่งทีมงานเว็บแบไต๋ก็ได้มีโอกาสร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอสรุปความรู้ทั้งหมดในงานให้อ่านกัน

“ร้านค้าเอาเวลาไปแพ็คของ ต่อคิวส่งของ แทนที่จะพัฒนาธุรกิจ”

งานนี้เริ่มต้นโดยคุณเอเดรียน สจ๊วต ผู้บริหารของโซโกะจัง สรุปภาพของ Sokochan บริการแพ็คของ ส่งของ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การชี้ให้เห็นปัญหาว่าร้านค้าส่วนใหญ่ใช้เวลาแพ็คของ ส่งของ แทนที่จะเอาไปทำธุรกิจ แล้วตอนนี้ e-commerce มีส่วนแบ่งแค่ 3.8% ของค้าปลีกในไทย ยังวุ่นวายขนาดนี้ ต่อไปเมื่อ e-commerce โตขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของ 3G/4G หรือบริการอย่าง facebook ก็สามารถรับชำระได้ในหน้าแซทเลย ทำให้เรามีโอกาสขายของได้มากขึ้น แต่ทุกอย่างต้องมาตันเพราะเอาเวลาไปทิ้งกับการแพ็คของ ส่งของ

และอนาคตการแข่งขันยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะต่างชาติก็ส่งของมาขายในไทยได้ บริการอย่าง Lazada global shipping ทำให้ผู้ค้าทั่วโลกก็สามารถขายในไทยได้ ปีที่แล้วใช้เวลาส่งข้ามประเทศ 8-11 วัน ปีนี้เหลือ 7-8 วัน ก็ถึงเมืองไทยแล้ว แล้วผู้ค้าที่ออกไปส่งสินค้าช้าๆ อย่าง 5 วันออกไปส่งครั้งหนึ่งจะสู้ได้ยังไง

เอเดรียน สจ๊วต และเมย์-เบญจพร ชัยบุรี ผู้บริหารของ Sokochan

sokochan จึงเป็นบริการที่เข้ามาช่วยในจุดนี้ เพราะผู้ค้าแค่จัดส่งสินค้ามาเก็บไว้ในโกดังของโซโกะจัง แล้วสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเพื่อนำออเดอร์มาให้ทีมงานโซโกะจังหยิบของ แพ็คของ แล้วจัดส่งตามช่องทางที่เหมาะสม อัตราค่าส่งก็ถูกกว่าไปส่งเอง และ sokochan ยังมี api เชื่อมกับบริการของ lazada, shoppee, shipity, xcommerce มีการซิงค์แบบสองทาง ทำให้ผู้ค้าแทบไม่ต้องทำอะไร รายการออเดอร์จากหน้าร้านจะวิ่งเข้าระบบของโซโกะจังเอง ลูกค้าจ่ายเงินเสร็จ โซโกะจังก็ได้ออเดอร์ให้แพ็คต่อเลย ผู้ค้าแค่เช็คข้อมูล วิเคราะห์สถิติก็พอ ทำให้ลดแรงงานในการทำธุรกิจไปมาก

“เทคนิคการทำ e-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ” ดร.เป๊ปเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต

ดร.เป๊บเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ประสบการณ์ กว่า 20 ปี ทั้งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจออนไลน์ การตลาด และสื่อสาร โทรคมนาคม และการศึกษา ในหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชน
  1. เรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการค้าออนไลน์ เราจึงควรมีคำอธิบายว่าเราคือใคร มีนโยบายการคืนของยังไง จะทำให้คนกล้าซื้อมากขึ้น
  2. การค้าขายก็ควรจะ upsale ด้วย นำเสนอสินค้าที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน (ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึง 7-11 ที่พนักงานจะนำเสนอสินค้าที่เคาน์เตอร์) หรือใช้เทคนิคซื้อของชิ้นหนึ่ง อีกชิ้นหนึ่งลดให้ 10% ก็จะทำให้เราได้ยอดขายต่อครั้งมากขึ้น
  3. เพื่อนมีผลมากในการซื้อ ถ้าเพื่อนใช้ เราก็อยากใช้ด้วย การทำตลาดจึงควรเน้นสร้างกระแสปากต่อปากด้วย
  4. การค้าขายวันนี้จึงเน้น SMM – S-social มีการสื่อสารกันระหว่างคนซื้อขาย, M-Media สื่อในการสื่อสาร, M-marketing การดลาดที่สำคัญตลอดกาลในโลกการขาย
  5. Social commerce จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันตอบโจทย์การค้าขายแบบออฟไลน์ด้วย มีการพูดคุยระหว่างผู้ค้ากับคนขาย
  6. amazon บอกว่าคนใจร้อนขึ้น ซื้อของแล้วก็อยากได้เลย amazon สามารถส่งของถึงภายในบ่าย 3 ถ้าปิดการขายไม่เกิน 4 ทุ่ม เสร็จแล้วส่งไปที่ amazon locker ให้ผู้ซื้อนำโค้ดไปเปิดตู้รับสินค้าเอา
  7. ห้าง sears ทำการขายออนไลน์ผสมออฟไลน์ เมื่อสั่งของออนไลน์ แล้วไปที่บริเวณห้าง จะมีพนักงานเอาของมาใส่รถให้
  8. ตอนนี้ facebook ลดอัตราการเห็นลงไปมาก น้อยกว่า 0.5% แต่ถ้าคนหยุดดูเรื่องไหน เฟซบุ๊กก็จะนับความสำคัญของเรื่องนั้น หัวข้อจึงต้องดึงดูดความสนใจของคนให้ได้
  9. คีย์สำคัญของการทำเนื้อหาคือ ทำเนื้อหาที่คนอยากฟัง ไม่ใช่ทำที่เราอยากสื่อออกไปอย่างเดียว หรือบอกเรื่องใหม่ๆ ที่คนสนใจ ก็จะทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจมากขึ้น
  10. พยายามใส่ใจการสร้างความรู้ ให้ความรู้ผู้สนใจสินค้าของเรา เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือกับแบรนด์ของเรา

เครื่องมือออนไลน์ที่ดร.เป๊ปเปอร์แนะนำ

  • Cyfe – เครื่องมือในการมอนิเตอร์มีเดียของเรา ใช้ฟรี
  • Rival IQ – เครื่องมือตรวจสอบคู่แข่ง มีคนตามเท่าไหร่ พูดเรื่องอะไร โพสต์ไหนมีคนสนใจเยอะ เนื้อหาไหนของคู่แข่งมีเอนเกจสูง เวลาไหนโพสต์แล้วดี
  • buffer – เอาไว้ใช้ตั้งเวลาโพสต์
  • pablo – เครื่องมือช่วยทำภาพให้สวย เอาข้อความของเราไปใส่

บริการของไปรษณีย์ไทยในยุค e-commerce

พีระ อุดมกิจสกุล, ผู้จัดฝ่ายบริการลูกค้าธุรกิจ, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  1. ไปรษณีย์ไทยครอบคลุมการจัดส่งทั่วประเทศ มี 1,400 ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ สามารถจัดส่ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ บนเกาะ หรือบนเขาก็จัดส่งถึง เป็นขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทยที่สุด วันหนึ่งรองรับพัสดุไม่ต่ำกว่า 5 ล้านชิ้น
  2. มีคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่บางนา พร้อมรถจัดส่งควบคุมอุณหภูมิ ทำงานยากๆ อย่างการส่งน้ำยาล้างไตให้ผู้ป่วยมากกว่าหมื่นคน
  3. บริการ EMS การันตีว่าในอำเภอเมืองที่มีสนามบิน หรือในกรุงเทพ จะส่งถึงวันรุ่งขึ้น (ถ้าส่งทันเวลาบ่ายสามหรือบ่ายสี่) พร้อมบริการ EMS super speed จัดส่งได้ภายในวันเดียว
  4. บริการใหม่ D-pocket ช้ากว่า EMS นิดหน่อย แต่ราคาประหยัดกว่า เกิดใหม่เพื่อตอบสนอง e-commerce โดยตรง เชื่อม API กับลูกค้า ทำให้ไม่ต้องไปรอคิวที่ไปรษณีย์ ยกของทั้งชุดมาส่งที่ช่องพิเศษได้เลย เจ้าหน้าที่ก็แค่สแกนเข้าระบบ ไม่ต้องรอนาน ถ้าส่งมากกว่า 2,000 บาท สามารถจัดเจ้าหน้าไปที่รับของได้เลย และกำลังทำตู้ dropoff อัตโนมัติ เพื่อที่จะไปส่งได้ต้วยตัวเองจริงๆ สามารถทำบริการ COD (Cash on Delivery – เก็บเงินปลายทาง) ได้ด้วย และจะโอนเงินให้ทุกสัปดาห์
  5. บริการ Drop off ให้ผู้ค้าสามารถนำของไปฝากส่งที่ไปรษณีย์ต่างๆ ได้ เช่นขยายโรงงานไปต่างจังหวัด ก็สามารถส่งจากต่างจังหวัดได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินตรงหน้า แต่มาเคลียร์เงินกับบัญชีเป็นรอบๆ ไป ทำให้จัดการง่าย
  6. มีรถรับ-ส่งสินค้าทุกขนาด ตั้งแต่จักรยานยนต์จนรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่มากกว่า 10 ล้อ ซึ่งสามารถติดต่อไปรษณีย์ไทยเพื่อให้เข้าไปรับสินค้าได้

เคล็ดลับการค้าออนไลน์จากผู้ค้าที่ประสบความสำเร็จ

(ซ้าย)คุณนุ, คุณแอปเปิ้ล, คุณฟ้า, คุณหมิง และคุณตุ่น-ปริญญารัตน์

ดำเนินรายการโดยคุณตุ่น-ปริญญารัตน์ สำราญวงษ์ สมาชิกคณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์แห่งประเทศไทย

คุณหมิง – indyroom.com ขายเสื้อยืดออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์ 100% ผลิตได้เพราะรู้จักโรงงาน ลูกค้าเข้ามาทางกูเกิ้ลและโฆษณาเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีหน้าเว็บ และระบบ Marketplace ของตัวเอง จึงสามารถทำระบบตัดบัตรเครดิตและเก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ง่ายๆ แต่คนไทยยังใช้บัตรเครดิตน้อยอยู่ ประมาณ 2-3 % ของยอดขายทั้งหมดเอง คนส่วนใหญ่ใช้ COD มากกว่า ซึ่งอาจจะเพราะสินค้าใน Indyroom.com เป็นสินค้าระดับราคาไม่แพง กลุ่มผู้ซื้อจึงมีกลุ่มรายได้ไม่มากด้วย

ปัญหาที่เคยเกิดคือ พอของเริ่มเยอะก็ต้องไปเช่าออฟฟิศเก็บ จ้างคนแพ็ค จ้างวินมอเตอร์ไซค์ แล้วมาคิดค่าใช้จ่าย fix cost รวมๆ แล้วสูงกว่าใช้บริการของ sokochan อีก แถมมีปัญหา ส่งของผิด วันจันทร์งานหนักเพราะออเดอร์สะสมเสาร์-อาทิตย์ หลังๆ เลยใช้บริการของโซโกะจังแทน ต้นทุนก็คิดไปตามที่ใช้จริง ไม่ต้องแบก fix cost ที่ไม่ได้ใช้ และไม่ต้องมานั่งจัดการคนแล้ว ก็ไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ แทน

อยากให้ศึกษาเรื่องเฟซบุ๊กโฆษณา เพื่อปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ได้

คุณฟ้า – getshop ขายห่วงยางแฟนซี

คุณฟ้าแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่าใช้โซโกะจังประหยัดกว่าจ้างพนักงานเยอะ และจากเดิมมีปัญหาหลังบ้านมากๆ มีกรณีที่ของหมดไปแล้ว แต่ไม่รู้คุณฟ้าก็ยังไม่รู้ ยังไปรับออเดอร์มาอีก การใช้โซโกะจังจึงเห็นจำนวนสต็อกของตลอดโดยที่ไม่ต้องนั่งอัปเดทเอง ประหยัดเวลามาก

ข้อมูลหลังบ้านของโซโกะจังยังช่วยให้วางแผนโปรโมชั่นได้ คือห่วงยางจะบูมมากในช่วงหน้าร้อน พอฤดูอื่นๆ ก็กางสถิติดูว่าสินค้าตัวไหนเหลือเยอะ และจัดโปรโมชั่นเซลล์ เทคนิคของร้านคือช่วงหน้าร้อนจะอัดโฆษณาเต็มที่ แต่ไม่ลดราคามากนัก ส่วนหน้าฝนก็จะเน้นเรื่องเซลล์มากกว่า เน้นยิงโฆษณาไปที่หน้าร้าน

ร้าน getshop ไม่ได้ขายออนไลน์อย่างเดียว แต่ขายปลีกใน loft ด้วย ก็สามารถสั่งงานผ่านโซโกะจังเพื่อดูแลสินค้า จัดส่งของเดือนละครั้ง เป็นร้อยๆ ตัวเข้าหน้าร้านก็ได้ คุณฟ้าจึงสามารถทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ เคยไปเที่ยวยุโรปก็ยังจัดส่งสินค้าได้

ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง พร้อมทุกอย่าง ถึงจะลงมือทำ เพราะมันทำให้เกิดความกลัวในใจ การลงมือทำสำคัญที่สุด”

คุณแอปเปิ้ล- Dearly Beautie ขายเครื่องสำอาง

คุณเปิ้ลขายเครื่องสำอางอินเดีย ขายทั้งปลีกและส่งด้วย จุดพลิกพันที่ทำให้มาใช้บริการจัดเก็บและจัดส่งของโซโกะจังเลยคือ ลูกค้าสั่งของไปตั้งใจจะให้พ่อใช้ แต่ร้านส่งของให้ลูกค้าช้า จนคุณพ่อของลูกค้าเสียชีวิตไปก่อน จึงมองหาบริการเข้ามาช่วย และเลือกใช้โซโกะจังเพราะเชื่อต่อ API กับ Shopee ที่เป็นหน้าร้านหลักของ Dearly Beautie จึงสามารถกวาดออเดอร์ทั้งหมดที่จ่ายเงินเรียบร้อยไปจัดส่งเองได้เลย ไม่ต้องมานั่งป้อนเอง

ข้อดีของการใช้ Sokochan คือรู้ fix cost ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีเงินเหลือไปลงทุนอื่นๆ เท่าไหร่ และระบบ report ของโซโกะจังทำให้วางแผนจัดการสินค้าได้ง่าย ดูเลยว่าสินค้าส่งไปจังหวัดไหนเยอะๆ แล้วไปบูสท์จังหวัดนั้นๆ ก็ได้ผลดี

เก่งสิ่งไหน ถนัดสิ่งไหน ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด เรื่องแพ็กของ จดสต็อก อย่าไปทำเอง ให้ผู้เชี่ยวชาญทำให้ แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ถนัด

คุณนุ – พาซาด้า ขายเสื้อผ้าออนไลน์

ร้านเราขายเฟซบุ๊กกับไลน์เป็นหลัก เน้น Social-commerce ใช้แอดมิน 10 คน ให้แต่ละคนดูแลแต่ละสินค้าไปเลย ค่าส่งต่อเดือน 4-5 แสนบาท ซึ่งเราใช้การรับชำระแบบ COD เพราะอุดช่องโหว่เรื่องไม่โอน ก็คนไทยมีนิสัยขี้เกรงใจไง เมื่อของไปถึงหน้าแล้ว คนไทยก็มักจะจ่าย ทำให้เป็นช่องทางชำระเงินหลักเลย ตีกลับน้อย

แนวคิด ให้แอดมินทุกคนเป็นเหมือนลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร แอดมินก็ต้องให้บริการได้ ทำให้แอดมินสามารถปิดการขายได้เก่ง รู้จริตลูกค้า (เพราะแอดมินก็ชอบช้อปออนไลน์) ทำให้รู้ว่าจะปิดการค้ายังไง

ทำไมถึงควรขายของบน Lazada

สุพิศ พันธุโสภณ Head of Partnership, บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่าการเปิดร้านออฟไลน์ ลงทุนต่ำๆ ก็หลักแสน หรือเล็กๆ ก็หลักหมื่น แถมมีคนผ่านหน้าร้านจำนวนหนึ่ง ยอดขายตันได้ง่าย แต่ถ้าขายของออนไลน์ก็ไม่ต้องเสียค่าเปิด ไม่ต้องเฝ้าร้าน ไม่ต้องเสียเงินจ้างคนเฝ้า ซึ่ง Lazada มีคนเข้าเว็บ นับเฉพาะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์ก็ 46 ล้านครั้งต่อเดือนแล้ว

จะขายสินค้าอะไร เลือกแพลทฟอร์มการขายให้เหมาะสม ขายในที่ที่มีคนซื้อ

นอกจากนี้ลาซาด้ายังมีข้อดีที่มีการจ่ายค่าการตลาดบางส่วนอยู่แล้ว ซื้อ adword ให้สินค้าต่างๆ อยู่แล้ว ก็ทำให้สินค้าเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น และการขายผ่านลาซาด้ายังมีการจัดการที่ดี ส่งสินค้าให้รวดเร็ว ถูกต้อง แพ็คให้มีคุณภาพ จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ ถ้ามีสินค้าเสียหาย ไม่ถูกต้องก็ต้องยินดีรับคืน

lazada ขายยางรถยนต์ได้มาก เพราะสามารถเลือกชนิดที่ต้องการได้เลย จากที่ร้านในจังหวัดอาจจะไม่มี

คำแนะนำในการขาย

  • คำอธิบายที่ดี จะช่วยให้ขายดีขึ้น 30% ตั้งชื่อให้ครอบคลุม รายละเอียดครบ รูปทุกมุมทุกด้าน รูปสีอื่นๆ ก็อาจจะช่วยให้อัปเซลล์ได้ หรือมีวิดีโอประกอบ
  • การแพ็คสินค้าและความเร็วในการจัดส่ง เป็นเรื่องที่ลูกค้ารีวิวเยอะมาก อาจจะเยอะกว่าคุณภาพสินค้าอีก อย่าปล่อยให้ส่งช้าจนลูกค้าด่า
  • เจ้าเล็กก็อาจจะขายดีกว่าเจ้าใหญ๋ก็ได้ ถ้าใส่ใจกับโลกออนไลน์

เนื้อหาเน้นๆ ในการทำธุรกิจออนไลน์

วิค-อัครวัฒน์ เศรษฐีเชาวลากุล นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวง e-commerce และการตลาดออนไลน์มากกว่า 10 ปี ได้ให้คำแนะนำที่กระชับสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนคือ

การหาลูกค้า

ปัจจุบันเราสามารถหาลูกค้าได้ทั้งแบบ free traffic แต่รูปแบบของการฝากร้านนั้นไม่เหมาะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์เราเสีย และเป็นการเข้าไปขัดการสนทนาของผู้อื่น จึงแนะนำให้เข้าไปแบบเป็นผู้เชี่ยวชาญแทน เช่นค้นหากระทู้คุยเรื่องที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เช่นขายเมล็ดกาแฟ ก็เข้าไปให้คำนำแนะการเลือกกาแฟเป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่อยากให้ทิ้งทวิตเตอร์ โดยเฉพาะถ้าเราขายของสำหรับเด็กกลุ่ม 13-18 ปีได้ เพราะวัยรุ่นไปใช้เยอะ (หนีพ่อแม่จากเฟซบุ๊กมาใช้) แต่ free traffic ทำแล้วอาจจะเหนื่อยหน่อย ทว่ายั่งยืนกว่าการจ่ายเงินบูสท์ ที่บูสท์จบก็จบกัน ต้องจ่ายเงินไปเรื่อยๆ

ส่วน paid traffic ให้เน้นประเด็นว่าลูกค้าจะได้อะไรจากสินค้าของเรา ไม่ใช่โปรโมทสรรพคุณสินค้า เช่นลูกค้าซื้อสว่านเพราะต้องการรู ไม่ใช่ต้องการสว่าน ถ้าจะโปรโมทก็ควรเน้นประเด็นว่าทำให้งานลูกค้าง่ายขึ้น เจาะรูเบาแรงขึ้น ไม่ใช่เน้นคุณสมบัติว่าหมุนได้กี่รอบ หรือมีลูกเล่นอะไร

เทคนิคการซื้อ facebook ad

  • ให้ตั้งงบเล็กๆ แล้วซื้อหลายๆ แอดแทนการปรับโฆษณาเดิม เพราะโฆษณาใน facebook จะค่อยๆ จูนตัวเองให้เหมาะเมื่อระยะเวลาผ่านไป (อัลกอริทึมเฟซบุ๊กต้องใช้เวลายิงโฆษณาอย่างน้อย 3 วัน กว่าจะรู้ว่าเวิร์คไม่เวิร์ค) การไปขยายงบโฆษณาที่ดีแล้วทำให้เฟซบุ๊กต้องคำนวณใหม่ และไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม
  • ต้องตาม conversion ว่าลงโฆษณาไปแล้วได้รายได้ตามสัดส่วนที่ลงไหม โดยการติดตั้ง facebook pixel ลงในเว็บ จะได้เทียบสัดส่วนได้ว่าคนกดซื้อสำเร็จจากโฆษณาเยอะแค่ไหน
  • ทำ retargeting ในเฟซบุ๊ก โดยใช้ pixel ช่วยแทร็กคน เช่นส่งโฆษณาไปซ้ำคนที่เข้าเว็บเราแล้วแต่ยังไม่ซื้อ
  • ให้บูสท์โพสต์ไลฟ์ที่จบไปแล้ว จะทำให้คนไม่รู้ว่าเป็นเทปบันทึกไลฟ์ ก็จะได้เสียงตอบรับที่ดีกว่า

เทคนิคการเติบโตทางการขาย

  • ลองเปิดหลายๆ เพจที่ขายสินค้าเดียวกัน หาลูกค้าเพิ่ม เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็มีคนทำแข่งอยู่ดี
  • เพจที่เคยขายอะไรแล้ว ก็ลองขยายไลน์สินค้าดู เพราะลูกค้าเชื่อใจเราแล้ว ทำให้ขายได้เงินง่ายกว่า เช่นเคยขายเสื้อผ้า ก็ลองขายกระเป๋า ขายอื่นๆ เสริมดู ลูกค้าเชื่อใจว่าเราส่งของชัวร์ ก็ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
  • เจอแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้ลงเพิ่มไปเลย ขยายหน้าร้านไปเยอะๆ เหนื่อยเพิ่มขึ้นไม่เยอะ แต่ได้เงินกลับมาเยอะ
  • กระบวนการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่รู้ยอดขาย ไม่รู้จุดคุ้มทุน ไม่รู้ว่าเงินสดเรามีเท่าไหร่ ก็รอวันเจ๊ง เพราะธุรกิจเปิดมาเพื่อกำไร ไม่ใช่ยอดขาย บางรายขายดี ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังทั้งวัน แต่คำนวนออกมาแล้วได้เงินนิดเดียว หรือขาดทุนเพราะคำนวณต้นทุนผิด ก็เจ๊ง ถ้าไม่มีเวลานั่งจดให้ใช้เทคนิคนับเงินบวก ดูว่าสุดท้ายแล้วเงินในบัญชีเพิ่มไหม ถ้าเงินในบัญชีลบ ต้องไปหาปัญหาแล้ว
  • ต้องแทร็กศักยภาพในการทำงานของลูกน้อง และของเราด้วย
  • การตอบลูกค้าอย่าใช้ copy-paste ให้ตอบให้ตรงคำถาม แล้วค่อยๆ แก้ไปว่าตอบยังไง ถึงปิดการขายได้

ช่วงถามตอบ

เรื่องสำคัญในธุรกิจ

  • cash flow เป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้เงินสดขาดมือเด็ดขาด
  • การลดรายจ่าย (fixed cost) ไม่สำคัญกว่าการหารายได้ ถ้ายอดขายสะดุด ให้ไปหาทางเพิ่มยอดขาย ไม่ใช่เอาคนออก
  • ถ้ามีลูกน้องดีๆ อย่าให้ไปไหน
  • อย่าตัดราคาสินค้าจนไม่มีกำไร ให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าของสินค้าดีกว่า

รู้จัก S-commerce (Social Commerce)

โดยคุณศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์, หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, Shopee ประเทศไทย

เทรนด์ Social commerce (ขายผ่าน facebook, instagram, line) กำลังมาแรงในไทยเพราะขายได้มาก เพราะสามารถพูดคุยกับผู้ขายก่อนซื้อได้ ซึ่งการขายของ s-commerce ให้ได้ผลดี ก็ต้องใส่ข้อมูลรายละเอียดสินค้าให้ครบ สินค้าต้องแชร์ไปได้ทุกที่ และสำคัญสำหรับผู้ขายคือต้องลงของให้ง่าย สามารถลงผ่านมือถือได้ (ซึ่ง Shopee ทำได้)

และ Shopee มีคลาสสอนการขายของที่ดีมากมาย ให้ผู้ค้าได้มาเรียนกัน เพราะ s-commerce ในอนาคต คนซื้อจะมีความรู้มากขึ้น คนขายจึงต้องเรียนรู้ให้มากๆ

LINE@ สามารถช่วยธุรกิจได้อย่างไร

สกุลรัตน์ ตันยงศิริ, Head of LINE@, Line ประเทศไทย
  • ช่วย Awareness ทำให้คนค้นหาร้านเจอ หาร้านได้จากแอปไลน์เลย เช่นหาร้านซูซิที่อยู่ใกล้ๆ ได้ (ถ้าใส่ข้อมูลสถานที่) และมีหน้าโฮมให้ลูกค้าดูได้
  • นอกจากนี้ยังใช้ส่งโปรโมชั่นได้ด้วย เช่นส่ง rich message เพื่อสร้างยอดขาย หรือทำบัตรสะสมคะแนนในแอปไลน์ แทนการต้องพิมพ์กระดาษมาให้ลูกค้าสะสม
  • บัญชีอย่างเป็นทางการของไลน์แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
    • Official Account บัญชีระดับบน ลูกเล่นเยอะสุด เสียค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ๆ
    • Apporve Account บัญชีที่ได้รับการรับรองว่าน่าเชื่อถือ มีร้านจริงๆ สามารถค้นเจอจากหน้าค้นได้ ทำโปสเตอร์ได้
    • Standard Account บัญชีปกติที่จะได้หลังเปิด LINE@
  • LINE@ ยังได้ reach 100% ไม่เหมือนเฟซบุ๊กที่ไม่ได้ส่งเนื้อหาถึงทุกคนที่ไลค์
  • ให้ลองติดตาม LINE Business Center ก็จะมีเทคนิคต่างๆ ให้ชมมากมาย หรืออ่านบล็อกที่ at.lineapp.me

สรุปงานวันนี้ 5 บาปทางธุรกิจที่ห้ามทำ

โดย วีระ เจียรนัยพานิชย์ (@oweera) นักกล ยุทธ์การตลาดชั้นนำ
  1. ไม่รู้จักลูกค้าตัวเอง
  2. ไม่วางแผนและไม่วัดผลจะไม่รอด
  3. ไม่บริหารเงินสด จัดการภาษีให้ได้
  4. ไม่สนใจเทคโนโลยี
  5. ทำเองทุกอย่างคนเดียว ต้องโฟกัสเรื่องที่สำคัญ งานรองๆ ให้คนอื่นทำ

รู้จัก Marketing 4.0

หนุ่ย-พงศ์สุข พิธีกรภายในงาน

ยุคแรก คือสร้างความจดจำ ทำสินค้ามาแล้วหาวิธีขาย ยุค 4P Price, place (ลุกค้าอยู่ที่ไหน), promotion (ad, pr อะไรก็ได้ที่ทำให้ซื้อเยอะขึ้น)
ยุคที่ 2 ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำของที่ลูกค้าต้องการ สร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เช่นการทำระบบสะสมแต้ม
ยุคที่ 3 สร้างศรัทธา สร้างสัมพันธ์ สร้างสาวก ทำ CSR
ยุคที่ 4 คอมมูนิตี้ สร้างเครือข่ายของลูกค้าเรา ต้องรู้ว่าลูกค้าเราอยู่ที่ไหน พัฒนาความรู้ให้ลูกค้า

สรุป Marketing 4.0 คือใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจ สร้างเครือข่าย เก่งอะไรให้ทำเรื่องนั้น เรื่องอื่นๆ ให้คนอื่นดูแล

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

สรุปครึ่งปี 2018 หัวเว่ยงัดของแรงลงตลาดมากแค่ไหน

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Published

on

(Advertorial)

เราผ่านครึ่งปี 2018 มาหน่อยๆ แล้วนะครับ ซึ่งปีนี้หัวเว่ยก็แรงดีไม่มีตก ส่งผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพสูงลิบ จนถึงราคาสุดคุ้มค่าให้ซื้อหากันได้อย่างสบายกระเป๋า เรามาสรุปกันดีกว่าว่าครึ่งปี 2018 ของหัวเว่ยนั้นมีสมาร์ทโฟนอะไรออกมาบ้าง

เปิดพอร์ตมือถือหัวเว่ยครึ่งปี 2018

ปีนี้หัวเว่ยวางภาพลักษณ์ของสมาร์ทโฟนในสังกัดตัวเองชัดเจนมากนะครับว่าเป็นมือถือที่ให้กล้องคุณภาพที่ดีที่สุดในระดับราคานั้นๆ เราลองมาไล่จากรุ่นใหญ่ไปหารุ่นเล็กกันดีกว่า

Huawei Mate RS Porsche Design มือถือรุ่นใหญ่ใจต้องนิ่ง

ครองตำแหน่งมือถือระดับท็อปยอดมงกุฎเพชร 3 ดวงไปอย่างเต็มภาคภูมิกับ Huawei Mate RS Porsche Design สมาร์ทโฟนหรูที่สุดประจำปีนี้ ด้วยการออกแบบเครื่องร่วมกับ Porsche Design สำนักออกแบบชื่อดังของโลก ให้เครื่องที่โค้งมนสวยงาม ให้สัมผัสที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนหัวเว่ยรุ่นอื่นๆ สะท้อนตัวตนคนใช้ พร้อมอัดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของหัวเว่ยประจำปีนี้ ทั้งกล้องหลัง 3 ตัวที่พัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยประมวลผลภาพให้เหมาะสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และยังซูมภาพ 5 เท่าแบบไม่แตก สเปคเครื่องก็จัดเต็มด้วยชิปเซ็ต Kirin 970 ที่สามารถประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยหน่วยประมวลผลพิเศษ NPU ในตัว อัดแรมมาให้ 6 GB และหน่วยความจำในเครื่องอีก 256 GB พร้อมจอ AMOLED ความละเอียดสูง 2880 x 1440 pixel นอกจากนี้ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่มีตัวสแกนนิ้วทั้งด้านหลังเครื่อง และอยู่ในหน้าจอให้ผู้ใช้แตะนิ้วสแกนได้จากจอเลย

Huawei Mate RS Porsche Design นั้นเริ่มขายในไทยตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม โดยตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 54,990 บาท และมีแค่ไม่กี่เครื่องเท่านั้นในไทย

Huawei P20 Series สมาร์ทโฟนเรือธงขวัญใจมหาชน

สมาร์ทโฟนในตระกูล P20 นั้นสร้างชื่อให้หัวเว่ยอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งตัวพี่ Huawei P20 Pro ที่ชูจุดเด่นเรื่องกล้อง 3 ตัวพัฒนาร่วมกับ Leica ความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล พร้อม Master AI ช่วยปรับแต่งภาพให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่างๆ แถมยังซูมได้ 5 เท่าโดยที่ภาพยังคงคมชัดอยู่ และทีเด็ดสำคัญคือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ผู้ใช้สามารถถือกล้องได้นาน 6 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายภาพกลางคืนได้สวยสด คมชัดแม้จะใช้มือถ่าย จนได้คะแนนสูงสุดใน DxOMark ที่ 109 คะแนนมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่สามารถสมาร์ทโฟนตัวไหนมาโค่นได้ ซีพียู Kirin 970 ตัวแรงสุดของหัวเว่ย จอภาพแบบ AMOLED ที่สวยสด และยังเป็นสมาร์ทโฟนที่สร้างเทรนด์การออกแบบฝาหลังสะท้อนแสงไล่สีจนฮิตอีกด้วย

ส่วน Huawei P20 ก็ครองใจผู้ใช้ในฐานะสมาร์ทโฟนสเปคเรือธงความสามารถครบรอบด้านในราคาสุดคุ้ม ซึ่งเราก็เคยทำบทความแนะนำ 5 เหตุผลกันไปแล้วว่าทำไม Huawei P20 ถึงน่าใช้ให้อ่านกันไปแล้วก็น่าจะเข้าใจภาพว่ามือถือราคาเปิดตัวแค่ 19,990 บาท รุ่นนี้มันคุ้มยังไง ทั้งได้กล้องที่ร่วมออกแบบโดย Leica มีโหมดถ่ายภาพครบครันเหมือนที่สมาร์ทโฟนในตระกูล P เคยมีมา แถมเพิ่มความสามารถของ Master AI ช่วยปรับภาพให้เหมาะสมตามซีนที่ถ่ายภาพ รวมถึงมีความสามารถถ่ายภาพกลางคืนไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเหมือนรุ่นพี่ P20 Pro ด้วย โดยกวาดคะแนน DxOMark ไปได้ 102 คะแนน นอกจากนี้ยังมีจอภาพที่ให้แสงสีดีมาก ซีพียูตัวท็อป Kirin 970 พร้อม NPU ทำให้มี AI ช่วยถ่ายภาพและปรับปรุงประสิทธิภาพในเครื่อง แถมยังรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย รองรับ 4G ทั้งสองซิมพร้อม VoLTE และ VoWifi

ซึ่ง Huawei P20 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 19,990 บาท ส่วน HUAWEI P20 Pro ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 27,990 บาทครับ

Huawei nova 3 และ nova 3i สมาร์ทโฟนรุ่นกลางพร้อมกล้อง AI 4 ตัว

น้องใหม่ล่าสุดในพอร์ตสมาร์ทโฟนจากหัวเว่ยประจำครึ่งปีนี้คือ Huawei nova 3 และ nova 3i โดยเป็นตัวแทนสมาร์ทโฟนราคาระดับกลางที่คัดเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนตัวท็อปอย่าง Huawei P20 มาใส่ แน่นอนว่าจุดเด่นของตระกูล nova 3 นั้นหนีไม่พ้นกล้อง 4 ตัวที่ได้พลัง AI มาช่วยประมวลผล

  • น้องเล็ก Huawei nova 3i – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP+2MP
  • รุ่นพี่ Huawei nova 3 – กล้องหน้าคู่ความละเอียด 24MP+2MP กล้องหลังคู่ความละเอียด 24MP+16MP

เมื่อตระกูล nova 3 มีกล้องหน้าและกล้องหลังด้านละ 2 กล้อง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในโหมด Portrait ได้ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง AI จะช่วยปรับแต่งภาพให้สวยงาม ถ้าถ่าย Selfie ก็จะปรับสีผิว โครงหน้าให้ดูดี หรือจะถ่ายอื่นๆ AI ก็วิเคราะห์ซีนและปรับรูปแบบภาพให้เหมาะสมได้ นอกจากนี้กล้องหน้ายังมี HDR Pro แก้ปัญหาถ่าย Selfie หน้าสว่างสดใส แต่ฉากหลังเบิร์นหายด้วยการเก็บรายละเอียดแสงแบบ HDR พร้อมลูกเล่นที่เหมาะสำหรับผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่นคือ AR Effect ที่เติมความฟรุ้งฟริ้งเข้าไป ใส่หูแมว หัวใจล่องลอย สารพัดจะใส่เข้าไปในภาพ รวมถึง 3D Qmoji สร้างตัวการ์ตูนแอนิเมชั่นจากสีหน้าของเรา

ภาพ AR จากกล้องหน้า

เมื่อสมาร์ทโฟนตระกูล nova มีความสามารถ AI หน่วยประมวลผลก็ต้องรองรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ด้วยถึงจะทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น โดย nova 3 นั้นมาพร้อม Kirin 970 ซีพียูตัวท็อปที่ใช้ไล่มาตั้งแต่ Huawai Mate RS, P20 จนมาถึงรุ่นนี้ ก็การันตีชื่อชั้นความแรงของชิปตัวนี้ได้ ส่วน nova 3i นั้นมาพร้อมชิประดับกลางรุ่นใหม่อย่าง Kirin 710 ที่ปรับปรุงให้แรงขึ้นจากชิปรุ่นก่อน และเพิ่ม NPU เพื่อช่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ลงไปด้วย

Huawei nova 3i นั้นวางตลาดในราคา 9,990 บาท ก็เป็นราคาที่เร้าใจเลยสำหรับสมาร์ทโฟน 4 กล้องแบบนี้ ส่วน Huawei nova 3 ที่อัปเกรดกล้องหลังให้ละเอียดมากขึ้น และใช้ชิปประมวลผลตัวแรง วางจำหน่ายในราคา 16,990 บาท ถึงแม้จะไม่ได้มีกล้อง Leica แบบ Huawei P20 แต่สเปคนั้นสู้กันได้ในราคาที่ถูกกว่า

Huawei Y Series น้องเล็กราคาสุดคุ้ม

เราไล่กันจนมาถึง Huawei Y Series สมาร์ทโฟนตระกูลเล็กที่สุดจากหัวเว่ยนะครับ โดยในปีนี้สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei Y Series นั้นมีทั้งหมด 4 รุ่นคือ Huawei Y3 2018, Huawei Y5 Prime 2018, Huawei Y7 Pro 2018 และ Huawei Y9 2018 ซึ่งเราเคยแนะนำกันแบบเจาะลึกกันไปแล้ว ในครั้งนี้เราขอสรุปแต่ละรุ่นสั้นๆ ดังนี้

  • Huawei Y9 2018 ตั้งราคาเปิดตัวไว้ที่ 6,990 บาท มีกล้องทั้งหมด 4 ตัว คือกล้องหลักด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล + กล้องรอง 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล และกล้องรองวัดระยะ 2 ล้านพิกเซล ซึ่งการที่มีกล้องรองตัวนี้ ทำให้สามารถถ่ายโหมด Portrait ปรับฉากหลังให้เบลอสมจริงกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในระดับราคาต่ำกว่าหมื่น พร้อม Smart Face Recognition เพื่อจูนการปรับแต่งใบหน้าให้เหมาะสมกับผู้ใช้ ซึ่ง Y9 รุ่นนี้ใช้ซีพียูระดับกลาง Kirin 659
  • Huawei Y7 Pro 2018 มาพร้อมราคาเปิดตัว 4,990 บาท เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเดียวที่ออกในปีนี้ที่ใช้ซีพียู Snapdragon 430 แถมยังได้กล้องหลังคู่ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซลนะ ก็ทำให้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนขึ้น ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash ช่วยส่องสว่างใบหน้าให้ใสเนียนได้ แม้ถ่ายในที่แสงน้อย
  • Huawei Y5 Prime 2018 ตั้งราคาไว้ที่ 3,990 บาท ได้กล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อม Selfie Toning Flash และสามารถปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าได้ แถมในราคานี้ก็ยังได้จอยาว 18:9 ขนาด 5.45 นิ้วด้วย
  • Huawei Y3 2018 สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กที่สุดในปีนี้จากหัวเว่ย ด้วยราคาเปิดตัว 3,290 บาท ซึ่งก็ใช้ Android Oreo Go Edition ระบบปฏิบัติการที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องที่มีข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันยังลื่นอยู่ กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซลทีมีโหมดหน้าสวยด้วยนะ และ กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล และมีลำโพงเสียงดังลั่นห้องระดับ 85 เดซิเบล

เปรียบเทียบสเปกของ Huawei Y-Series ทั้ง 4 รุ่น

 HUAWEI Y3 2018HUAWEI Y5 Prime 2018HUAWEI Y7 Pro 2018HUAWEI Y9 2018
CPUMediatek MT6737MMediatek MT6739Qualcomm Snapdragon 430Hisilicon Kirin659
RAM1 GB2 GB3 GB3 GB
หน่วยความจำ8 GB16 GB32 GB32 GB
หน้าจอ5" (854 x 480)5.45'' HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.99 นิ้ว HD (1440 x 720) 18:9
HUAWEI FullView Display
5.93 นิ้ว (2160 x 1080) 18:9
HUAWEI FullView Display
กล้องหน้า2 MP5 MP8 MP16 MP + 2 MP
กล้องหลัง8 MP13 MP13 MP + 2 MP13 MP + 2 MP
แบตเตอรี่2280 mAh3020 mAh3000 mAh4000 mAh
AndroidAndroid™ Oreo (Go edition)Android™ 8.1Android™ 8.0Android™ 8.0
ราคา3,290 บาท3,990 บาท4,990 บาท6,990 บาท

หัวเว่ยรุกตลาดสมาร์ทโฟนเน้นกล้องได้ เพราะมีการค้นคว้าวิจัยสนับสนุน

Ren Zhengfei, CEO ของ Huawei (ขวา) และ Dr. Andreas Kaufmann, ผู้ถือหุ้นใหญ่และบอร์ดของ Leica Camera AG(left) ลงนามความตกลงตั้งศูนย์ ‘Max Berek Innovation Lab’

เราอาจแบ่งเทคโนโลยีเรื่องกล้องของหัวเว่ยได้ 2 สายนะครับ คือสายซอฟต์แวร์ระบบประมวลผลภาพต่างๆ และสายฮาร์ดแวร์ ซึ่งสายซอฟต์แวร์หัวเว่ยมีการร่วมมือกับ Leica สร้างศูนย์วิจัย The Max Berek Innovation Lab ขึ้นในเยอรมันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการประมวลผลภาพสำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ในอนาคต ซึ่งเราก็คงเห็นผลของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในสมาร์ทโฟนกล้องเทพรุ่นต่างๆ ของหัวเว่ยที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยประมวลผลภาพ รวมถึงโทนสีของภาพที่เป็นเอกลักษณ์จากการพัฒนาร่วมกับ Leica นะครับ

นอกจากนี้ในส่วนของฮาร์ดแวร์ยังมีการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเซนเซอร์ เพื่อให้ได้เซนเซอร์ที่มีลักษณะเฉพาะ อย่างเซนเซอร์ความละเอียดสูง 40 ล้านพิกเซลที่อยู่ใน Huawei P20 Pro และ Huawei Mate RS Porsche Design ก็เป็นเซนเซอร์ที่มีการออกแบบเฉพาะที่เรียกว่า Quad Bayer Design ทำให้สามารถรวม 4 พิกเซลเข้าเป็นพิกเซลใหญ่พิกเซลเดียวได้ (ในโหมดนี้จะมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล) จึงมีความสามารถในการรับแสงได้ดีขึ้น สามารถเร่ง ISO สูงและถ่ายภาพกลางคืนได้ดีขึ้น

และแน่นอนว่าปี 2018 ยังไม่จบแค่นี้ ช่วงปลายปีของทุกปีจะเป็นเวลาของสมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ Mate ที่เชื่อได้ว่ากล้องจะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Cisco START : Meraki จัดการเน็ตเวิร์คด้วยความสามารถระดับ Enterprise ในราคา SME

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

Published

on

(Advertorial)

ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของ Cisco บริษัทโซลูชั่นเครือข่ายยักษ์ใหญ่ของโลก นั้นจะผูกกับภาพขององค์กรขนาดใหญ่มาตลอดนะครับ อาจเพราะเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของ Cisco นั้นออกแบบมาสำหรับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้เยอะๆ ทำให้มีราคาสูงตามความสามารถของโซลูชั่น แต่ไม่ใช่ว่าซิสโก้จะทอดทิ้งผู้ใช้ในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เมื่อไม่นานมานี้ซิสโก้ก็ได้เปิดตัว Cisco START โซลูชั่นที่นำเอาเทคโนโลยีและโซลูชั่นระดับ Enterprise  ของซิสโก้มาปรับให้เหมาะสมสำหรับผู้ใช้กลุ่ม SME และปรับราคาใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานในองค์กรระดับเล็กและระดับกลางมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้กลุ่ม SME สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์จาก Cisco ได้ง่ายขึ้น

Cisco Meraki MX65 กล่องสารพัดความสามารถพร้อม WiFi ในตัว

Cisco START นั้นมีโซลูชั่นให้เลือกใช้หลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรของเราต้องการระบบอะไร แต่วันนี้แบไต๋แนะนำระบบที่ทุกองค์กรต้องใช้ อย่างการจัดการอินเทอร์เน็ตก่อนเลย ซึ่ง Cisco Meraki จะตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ครับ

ความปวดหัวของอินเทอร์เน็ตแบบเดิมๆ ในองค์กร

การติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้ใช้องค์กร SME นั้นไม่ยากนะครับ หลายที่ก็ติดตั้งเหมือนอินเทอร์เน็ตบ้านเลยคือให้ ISP มาลากสายมาตั้ง Router ให้แล้วใช้เลย หรือบางที่อาจจะต่อ Access Point อีกตัวเพื่อกระจายสัญญาณและรองรับผู้ใช้ได้มากขึ้น แต่เราเชื่อว่าทุกองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็อยากได้ความสามารถในการจัดการอินเทอร์เน็ต เช่น

  • ควบคุมเว็บที่ให้พนักงานเข้าถึงได้ เช่นห้ามเข้าเว็บเกม หรือเว็บโป๊ในองค์กร
  • ควบคุมความเร็วอินเทอร์เน็ตในแต่ละจุดให้เหมาะสม
  • บล็อก Bittorrent
  • ที่สำคัญ บล็อกเว็บที่อันตรายที่มีมัลแวร์ไม่ให้เปิดจากในองค์กรได้

แต่การติดตั้งอินเทอร์เน็ตแบบบ้านๆ เอาเราเตอร์จาก ISP มาตั้งแล้วใช้เลยมันไม่สามารถทำแบบนี้ได้ไงครับ เวลาโดนมัลแวร์ ไวรัสจากเครือข่ายก็พังกันไปหมดทั้งบริษัท เพราะไม่มีอุปกรณ์เครือข่ายที่สามารถจัดการปัญหาพวกนี้ได้ ครั้นจะทำเอง บริษัทที่ทำได้ก็ต้องมีแผนก IT ที่รู้เรื่องเครือข่ายมากหน่อย ถึงสามารถซื้ออุปกรณ์มาเซ็ตเองได้ แต่ถ้าอยากได้โซลูชั่นที่จัดการง่าย รู้เรื่องเน็ตเวิร์คพื้นฐานก็จัดการได้เลย และราคาไม่สูงมากนัก จุดนี้แหละที่ Cisco Meraki และ Cisco START สามารถเข้ามาช่วยได้

Cisco Meraki ระบบจัดการอินเทอร์เน็ตผ่าน Cloud

เมื่อเราถึงนึกระบบจัดการอินเทอร์เน็ต เราอาจจะคิดภาพว่ามีอุปกรณ์ 1 ตัวมาเสียบระหว่างเครือข่ายในองค์กร แล้วก็เข้าไปจัดการอุปกรณ์นี้ผ่านคอมพิวเตอร์ ถ้ามีสำนักงานหลายสาขาก็ต้องวิ่งไปที่สาขานั้นเพื่อจัดการอุปกรณ์ตัวนั้น แต่ Cisco Meraki ไม่ได้ทำงานทื่อๆ แบบนั้น จุดเด่นของ Meraki เลยคือการทำงานผ่าน Cloud หมายความว่าผู้จัดการเครือข่ายสามารถเข้าเว็บของ Cisco Meraki จากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่จำกัดแค่เครือข่ายภายในองค์กร แล้วสามารถจัดการอินเทอร์เน็ตของสำนักงานทุกสาขาได้จากแหล่งเดียว หรือสำหรับ SME ที่มีสำนักงานเดียวก็สามารถจัดการเครือข่ายของออฟฟิศได้จากนอกออฟฟิศ เปิดเข้ามาดูได้เลยว่าใครแอบโหลดบิต หรือโหลดเน็ตหนักๆ เวลาที่เราไม่อยู่

แล้ว Meraki ทำอะไรได้บ้าง เรายกตัวอย่างง่ายๆ ให้ดูครับ

จัดการความปลอดภัยในองค์กร

Meraki นั้นใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายที่เรียกว่า Cisco Advanced Malware Protection หรือ AMP นะครับ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ Cisco มีทีมดูแลตลอดเวลา เมื่อเกิดภัยใหม่ๆ ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต ทีมงานซิสโก้ก็จะวิเคราะห์และใส่ข้อมูลเข้าไปเพื่อให้ Meraki สามารถจัดการภัยใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อมีภัยร้ายที่ต้องติดต่อกันผ่านเครือข่ายอย่าง WannaCry หรือ Ransomware ไวรัสเรียกค่าไถ่ข้อมูลต่างๆ Meraki ก็สามารถบล็อกการเชื่อมต่อกับศูนย์สั่งการไวรัส (Command Center) หรือบล็อกการแพร่กระจายในเครือข่ายได้ด้วย

 

ที่เล่ามาไม่ได้บอกว่าการใช้งาน Cisco Meraki จะช่วยให้ปลอดภัยทั้งหมดแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมฆ่าไวรัสแล้วนะครับ แต่การมี Cisco AMP ใน Meraki ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้หน่วยงานของเรามากขึ้น ข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกไปได้ยากขึ้นด้วย

ปรับลดความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานบางประเภท

ในระบบจัดการของ Meraki เราสามารถจัดการความเร็วอินเทอร์เน็ตสำหรับงานต่างๆ (Traffic Shaping) ได้ง่ายๆ ควบคุมได้หลายระดับ ทั้งความเร็วต่อ Wifi หนึ่งตัว (อุปกรณ์ของ Meraki สามารถปล่อยไวไฟได้พร้อมกันหลายๆ ชื่อ) หรือควบคุมเป็นรายผู้ใช้ไปเลยว่าจะให้คนหนึ่งใช้ความเร็วได้เท่าไหร่ แล้วยังสามารถกำหนดกฎ (Rule) ในการใช้งานได้ด้วย เช่นถ้าใช้บริการที่เกี่ยวกับเกม, BitTorrent หรือเข้า Facebook (ตามภาพประกอบ) ให้ปรับลดความเร็วในการใช้บริการพวกนี้ลงมา

มีแอป Meraki ให้ดูแลเครือข่ายจากที่ไหนก็ได้

นอกจากนี้ Meraki ยังช่วยติดตามการใช้งานทราฟิกต่างๆ ได้ด้วย ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าอะไรที่ต้องใช้ข้อมูลเยอะ มีความสำคัญกับเครือข่ายของเรามาก จะได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ แล้วลดแบนด์วิธจุดอื่นๆ ลง หรือมอนิเตอร์ว่าพนักงานคนไหนที่ใช้ข้อมูลมากๆ จะได้เข้าไปดูว่าใช้งานอะไรอยู่บ้าง เผื่อเจอเรื่องผิดปกติในองค์กรครับ

ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของ Meraki คือผู้ใช้ไม่ต้องนั่งป้อนเองว่าจะจัดการกับอะไรบ้าง ซึ่งบางทีมันก็ซับซ้อนเพราะต้องป้อนเว็บ ป้อน IP ป้อน Port สารพัดจะป้อน ถึงจะจัดการได้ แต่ Meraki จะมีหมวดหมู่บริการหลักๆ มาให้แล้ว ก็เลือกเข้าไปในกฎได้เลย ซึ่งถ้าบริการต่างๆ มันเปลี่ยนชื่อเว็บ หรือเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตน Cisco จะอัปเดทมาให้ ทำให้ Meraki ยังสามารถควบคุมสิ่งที่เราระบุได้ตลอดโดยไม่ต้องเข้ามาดูแลบ่อยๆ

จัดการการเข้าสู่ระบบ Wifi ได้หลากหลาย

สำหรับใครที่ใช้อุปกรณ์ Meraki จัดการเรื่อง Wifi ด้วย ก็สามารถจัดการการเชื่อมต่อไวไฟได้หลากหลายมาก ที่เด่นคือสามารถทำหน้า Splash ที่จะเด้งหลังจากเชื่อมต่อไวไฟเสร็จแล้วได้ด้วย เพื่อโปรโมตบริษัท หรือล็อกอินด้วยวิธีหลากหลาย เช่นใส่รหัสที่กำหนดไว้ หรือจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้ก็ได้ (หน้า Splash Page บางแบบจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดการใช้งานกับระบบอื่นๆ ของ Cisco ด้วย)

นอกจากนี้ไวไฟของ Meraki ยังสามารถทำ Band Steering หรือการรวมคลื่น 2.4 GHz และ 5 GHz เข้าเป็นชื่อเดียวกันได้ด้วย ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งเลือกเองว่าจะต่อคลื่นไหน ระบบเลือกให้เหมาะสมเอง ง่ายไหมล่ะ แถมอุปกรณ์ตระกูล Meraki บางรุ่นยังสามารถทำ Load Balance ได้ด้วย สามารถเอาเน็ต 2 เส้นมาเชื่อมต่อพร้อมกันเพื่อให้ความเร็วในการเชื่อมต่อสูงขึ้น หรือถ้าเน็ตเส้นไหนเสียไป ก็ย้ายการเชื่อมต่อไปอีกเส้นหนึ่งก็ได้

Site-to-Site VPN เชื่อมหลายสำนักงานให้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

หนึ่งในเรื่องปวดหัวของการวางเครือข่ายคืออุปกรณ์อยู่คนละที่ คนละวงเครือข่ายกันครับ เช่นมีสำนักงาน 2 แห่ง เครือข่ายภายในก็แยกเป็น 2 วง เราก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลใน NAS หรือฮาร์ดดิสก์ส่วนกลางได้ด้วยวิธีปกติ ก็ต้องวิ่งผ่านเว็บเข้ามา แต่ความสามารถ Site-to-Site VPN จะช่วยให้เครือข่าย 2 วงเหมือนอยู่ในวงเดียวกันได้ง่ายๆ ซึ่งสามารถคอนฟิกผ่านระบบตรงกลางได้เลย ไม่ต้องมานั่งคอนฟิกเราเตอร์ทุกตัวจากทุกสำนักงานเพื่อให้ใช้ VPN นี้

Meraki ให้บริการแบบสมัครสมาชิก

แน่นอนว่าด้วยความสามารถของ Cisco Meraki ที่ทำงานผ่านระบบ Cloud ของ Cisco เป็นหลัก รูปแบบการใช้บริการจึงแตกต่างจากอุปกรณ์ตามบ้านทั่วไปที่แค่ซื้ออุปกรณ์มาก็จบ แต่สำหรับ Cisco Meraki จะต้องสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการออนไลน์ด้วย ซึ่งแต่ละองค์กรก็ต้องการโซลูชั่นที่แตกต่างกัน เราจึงแนะนำให้ลองปรึกษาทีมงานของ Cisco เพื่อปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุดครับ

ติดต่อ Cisco START ติดต่อ Cisco START
  • โทร: 02 263 7016
  • เว็บไซต์: Cisco START

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

การดูแลลูกค้าในยุคดิจิทัลไลฟ์สไตล์

Published

on

(Advertorial)

การดูแลลูกค้าทุกวันนี้ไม่เพียงจะต้องตอบโจทย์เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวเข้ามามีส่วนสำคัญในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความสะดวกสบายและรวดเร็วในการบริการด้านต่างๆ ด้วย อีกเรื่องหนึ่งที่ลูกค้าในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ เรื่องความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งผู้ให้บริการต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจให้ได้ว่าข้อมูลส่วนตัวของเขาจะปลอดภัยตลอดเวลา

แอปพลิเคชันคือคำตอบของดิจิทัลไลฟ์สไตล์

ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น ทำให้การที่จะหาวิธีการติดต่อสื่อสารและให้บริการด้านต่าง ๆ กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการสร้างแอปพลิเคชันเอาไว้ให้บริการลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บค่าบริการ ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการแจ้งเตือนค่าบริการเมื่อครบกำหนด ความสะดวกในการเช็คยอดค่าบริการ การออกใบเสร็จรับเงิน และเรื่องของช่องทางการชำระเงิน ถ้าทุกเรื่องที่กล่าวมาสามารถรวมอยู่ในแอปพลิเคชันเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้แล้วละก็ รับรองได้เลยว่าต้องถูกใจลูกค้าแน่นอน

แอปพลิเคชัน my AIS คือหนึ่งในตัวอย่างของการบริการลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยบริการภายใต้คอนเซ็ปของ “Full-E” ซึ่งเป็นการยกระดับความสะดวกสบายที่ครบถ้วนทุกเรื่องของค่าบริการไม่ว่าจะเป็น การเช็คยอด การจ่ายค่าบริการ การรับบิลและใบเสร็จ ทั้งหมดที่กล่าวมาสามารถทำได้ครบจบในแอปฯ เดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าแอป my AIS นี้จะสามารถขจัดความกังวลใจของลูกค้าให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบิลค่าใช้บริการสูญหาย การชำระค่าบริการไม่ทันตามกำหนด ไม่สะดวกไปที่จุดชำระเงิน รวมถึงความไม่สะดวกในการเรียกดูรายการย้อนหลัง ทุกปัญหาจะกลายเป็นแค่อดีตเพียงแค่โหลด my AIS เอาไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณ

บริการ Full-E สะดวกสบายครบทุกด้าน ทั้งเช็ค จ่าย รับ บิลและใบเสร็จ ผ่านแอป my AIS

ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว

อีกเรื่องหนึ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากขึ้นในยุคที่สื่อดิจิทัลทำให้เกิดการปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ ได้ง่ายเหลือเกิน โดยเฉพาะเรื่องของบัตรประชาชนที่มักจะเกิดการปลอมแปลงกันมากมาย จนลูกค้าส่วนหนึ่งเกิดความหวาดระแวงทุกครั้งที่จะต้องมีการใช้บัตรประชาชนเพื่อสมัครบริการด้านต่าง ๆ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวลูกค้า

AIS ดูแลความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอย่างดีที่สุด ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ด้วยการนำเอาระบบแสดงตนแบบพิสูจน์อัตลักษณ์ (Face Recognition) ที่มีประสิทธิภาพและความถูกต้องแม่นยำสูงสุด ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า การทำธุรกรรมด้วยบัตรประชาชนจะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องว่าเป็นเจ้าของบัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีนี้จะช่วยปลดล็อกความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวทุกครั้งที่มีการขอเปิดเบอร์ใหม่หรือแก้ไขข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ซึ่งลูกค้าสามารถใช้บริการได้ครบทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งที่ AIS Shop, AIS Telewiz และ AIS Buddy กว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ AIS ยังเป็น Operator รายแรกของประเทศไทยที่ทำการพัฒนาระบบ Face Recognition มาใช้บนตู้ Service Kiosk จำนวนถึง 80 ตู้ เพื่อให้บริการจดทะเบียนเลขหมายใหม่ที่ AIS Shop 66 สาขาทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS ในการพัฒนาบริการมาโดยตลอด เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่ง AIS ไม่หยุดที่จะพัฒนางานบริการด้วยความเข้าใจและใส่ใจ ผสานการนำเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลมาเสริมศักยภาพในการให้บริการเพื่อลูกค้าคนพิเศษตลอดไป

#AIS360 #ที่1ดูแลด้วยใจให้ชีวิตดิจิทัล #AISService #No1ServicewithHeart #AISContactCenter

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!