Connect with us

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา Sokochan บริการจัดเก็บและจัดส่งสำหรับผู้ค้าออนไลน์ในไทยได้จัดกิจกรรม “จากติดลบ… สู่ติดลม ด้วยธุรกิจออนไลน์ 4.0” ขึ้นที่อาคารไปรษณีย์กลาง ซึ่งทีมงานเว็บแบไต๋ก็ได้มีโอกาสร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอสรุปความรู้ทั้งหมดในงานให้อ่านกัน

“ร้านค้าเอาเวลาไปแพ็คของ ต่อคิวส่งของ แทนที่จะพัฒนาธุรกิจ”

งานนี้เริ่มต้นโดยคุณเอเดรียน สจ๊วต ผู้บริหารของโซโกะจัง สรุปภาพของ Sokochan บริการแพ็คของ ส่งของ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การชี้ให้เห็นปัญหาว่าร้านค้าส่วนใหญ่ใช้เวลาแพ็คของ ส่งของ แทนที่จะเอาไปทำธุรกิจ แล้วตอนนี้ e-commerce มีส่วนแบ่งแค่ 3.8% ของค้าปลีกในไทย ยังวุ่นวายขนาดนี้ ต่อไปเมื่อ e-commerce โตขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของ 3G/4G หรือบริการอย่าง facebook ก็สามารถรับชำระได้ในหน้าแซทเลย ทำให้เรามีโอกาสขายของได้มากขึ้น แต่ทุกอย่างต้องมาตันเพราะเอาเวลาไปทิ้งกับการแพ็คของ ส่งของ

และอนาคตการแข่งขันยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะต่างชาติก็ส่งของมาขายในไทยได้ บริการอย่าง Lazada global shipping ทำให้ผู้ค้าทั่วโลกก็สามารถขายในไทยได้ ปีที่แล้วใช้เวลาส่งข้ามประเทศ 8-11 วัน ปีนี้เหลือ 7-8 วัน ก็ถึงเมืองไทยแล้ว แล้วผู้ค้าที่ออกไปส่งสินค้าช้าๆ อย่าง 5 วันออกไปส่งครั้งหนึ่งจะสู้ได้ยังไง

เอเดรียน สจ๊วต และเมย์-เบญจพร ชัยบุรี ผู้บริหารของ Sokochan

sokochan จึงเป็นบริการที่เข้ามาช่วยในจุดนี้ เพราะผู้ค้าแค่จัดส่งสินค้ามาเก็บไว้ในโกดังของโซโกะจัง แล้วสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเพื่อนำออเดอร์มาให้ทีมงานโซโกะจังหยิบของ แพ็คของ แล้วจัดส่งตามช่องทางที่เหมาะสม อัตราค่าส่งก็ถูกกว่าไปส่งเอง และ sokochan ยังมี api เชื่อมกับบริการของ lazada, shoppee, shipity, xcommerce มีการซิงค์แบบสองทาง ทำให้ผู้ค้าแทบไม่ต้องทำอะไร รายการออเดอร์จากหน้าร้านจะวิ่งเข้าระบบของโซโกะจังเอง ลูกค้าจ่ายเงินเสร็จ โซโกะจังก็ได้ออเดอร์ให้แพ็คต่อเลย ผู้ค้าแค่เช็คข้อมูล วิเคราะห์สถิติก็พอ ทำให้ลดแรงงานในการทำธุรกิจไปมาก

“เทคนิคการทำ e-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ” ดร.เป๊ปเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต

ดร.เป๊บเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ประสบการณ์ กว่า 20 ปี ทั้งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจออนไลน์ การตลาด และสื่อสาร โทรคมนาคม และการศึกษา ในหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชน
  1. เรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการค้าออนไลน์ เราจึงควรมีคำอธิบายว่าเราคือใคร มีนโยบายการคืนของยังไง จะทำให้คนกล้าซื้อมากขึ้น
  2. การค้าขายก็ควรจะ upsale ด้วย นำเสนอสินค้าที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน (ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึง 7-11 ที่พนักงานจะนำเสนอสินค้าที่เคาน์เตอร์) หรือใช้เทคนิคซื้อของชิ้นหนึ่ง อีกชิ้นหนึ่งลดให้ 10% ก็จะทำให้เราได้ยอดขายต่อครั้งมากขึ้น
  3. เพื่อนมีผลมากในการซื้อ ถ้าเพื่อนใช้ เราก็อยากใช้ด้วย การทำตลาดจึงควรเน้นสร้างกระแสปากต่อปากด้วย
  4. การค้าขายวันนี้จึงเน้น SMM – S-social มีการสื่อสารกันระหว่างคนซื้อขาย, M-Media สื่อในการสื่อสาร, M-marketing การดลาดที่สำคัญตลอดกาลในโลกการขาย
  5. Social commerce จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันตอบโจทย์การค้าขายแบบออฟไลน์ด้วย มีการพูดคุยระหว่างผู้ค้ากับคนขาย
  6. amazon บอกว่าคนใจร้อนขึ้น ซื้อของแล้วก็อยากได้เลย amazon สามารถส่งของถึงภายในบ่าย 3 ถ้าปิดการขายไม่เกิน 4 ทุ่ม เสร็จแล้วส่งไปที่ amazon locker ให้ผู้ซื้อนำโค้ดไปเปิดตู้รับสินค้าเอา
  7. ห้าง sears ทำการขายออนไลน์ผสมออฟไลน์ เมื่อสั่งของออนไลน์ แล้วไปที่บริเวณห้าง จะมีพนักงานเอาของมาใส่รถให้
  8. ตอนนี้ facebook ลดอัตราการเห็นลงไปมาก น้อยกว่า 0.5% แต่ถ้าคนหยุดดูเรื่องไหน เฟซบุ๊กก็จะนับความสำคัญของเรื่องนั้น หัวข้อจึงต้องดึงดูดความสนใจของคนให้ได้
  9. คีย์สำคัญของการทำเนื้อหาคือ ทำเนื้อหาที่คนอยากฟัง ไม่ใช่ทำที่เราอยากสื่อออกไปอย่างเดียว หรือบอกเรื่องใหม่ๆ ที่คนสนใจ ก็จะทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจมากขึ้น
  10. พยายามใส่ใจการสร้างความรู้ ให้ความรู้ผู้สนใจสินค้าของเรา เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือกับแบรนด์ของเรา

เครื่องมือออนไลน์ที่ดร.เป๊ปเปอร์แนะนำ

  • Cyfe – เครื่องมือในการมอนิเตอร์มีเดียของเรา ใช้ฟรี
  • Rival IQ – เครื่องมือตรวจสอบคู่แข่ง มีคนตามเท่าไหร่ พูดเรื่องอะไร โพสต์ไหนมีคนสนใจเยอะ เนื้อหาไหนของคู่แข่งมีเอนเกจสูง เวลาไหนโพสต์แล้วดี
  • buffer – เอาไว้ใช้ตั้งเวลาโพสต์
  • pablo – เครื่องมือช่วยทำภาพให้สวย เอาข้อความของเราไปใส่

บริการของไปรษณีย์ไทยในยุค e-commerce

พีระ อุดมกิจสกุล, ผู้จัดฝ่ายบริการลูกค้าธุรกิจ, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  1. ไปรษณีย์ไทยครอบคลุมการจัดส่งทั่วประเทศ มี 1,400 ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ สามารถจัดส่ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ บนเกาะ หรือบนเขาก็จัดส่งถึง เป็นขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทยที่สุด วันหนึ่งรองรับพัสดุไม่ต่ำกว่า 5 ล้านชิ้น
  2. มีคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่บางนา พร้อมรถจัดส่งควบคุมอุณหภูมิ ทำงานยากๆ อย่างการส่งน้ำยาล้างไตให้ผู้ป่วยมากกว่าหมื่นคน
  3. บริการ EMS การันตีว่าในอำเภอเมืองที่มีสนามบิน หรือในกรุงเทพ จะส่งถึงวันรุ่งขึ้น (ถ้าส่งทันเวลาบ่ายสามหรือบ่ายสี่) พร้อมบริการ EMS super speed จัดส่งได้ภายในวันเดียว
  4. บริการใหม่ D-pocket ช้ากว่า EMS นิดหน่อย แต่ราคาประหยัดกว่า เกิดใหม่เพื่อตอบสนอง e-commerce โดยตรง เชื่อม API กับลูกค้า ทำให้ไม่ต้องไปรอคิวที่ไปรษณีย์ ยกของทั้งชุดมาส่งที่ช่องพิเศษได้เลย เจ้าหน้าที่ก็แค่สแกนเข้าระบบ ไม่ต้องรอนาน ถ้าส่งมากกว่า 2,000 บาท สามารถจัดเจ้าหน้าไปที่รับของได้เลย และกำลังทำตู้ dropoff อัตโนมัติ เพื่อที่จะไปส่งได้ต้วยตัวเองจริงๆ สามารถทำบริการ COD (Cash on Delivery – เก็บเงินปลายทาง) ได้ด้วย และจะโอนเงินให้ทุกสัปดาห์
  5. บริการ Drop off ให้ผู้ค้าสามารถนำของไปฝากส่งที่ไปรษณีย์ต่างๆ ได้ เช่นขยายโรงงานไปต่างจังหวัด ก็สามารถส่งจากต่างจังหวัดได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินตรงหน้า แต่มาเคลียร์เงินกับบัญชีเป็นรอบๆ ไป ทำให้จัดการง่าย
  6. มีรถรับ-ส่งสินค้าทุกขนาด ตั้งแต่จักรยานยนต์จนรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่มากกว่า 10 ล้อ ซึ่งสามารถติดต่อไปรษณีย์ไทยเพื่อให้เข้าไปรับสินค้าได้

เคล็ดลับการค้าออนไลน์จากผู้ค้าที่ประสบความสำเร็จ

(ซ้าย)คุณนุ, คุณแอปเปิ้ล, คุณฟ้า, คุณหมิง และคุณตุ่น-ปริญญารัตน์

ดำเนินรายการโดยคุณตุ่น-ปริญญารัตน์ สำราญวงษ์ สมาชิกคณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์แห่งประเทศไทย

คุณหมิง – indyroom.com ขายเสื้อยืดออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์ 100% ผลิตได้เพราะรู้จักโรงงาน ลูกค้าเข้ามาทางกูเกิ้ลและโฆษณาเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีหน้าเว็บ และระบบ Marketplace ของตัวเอง จึงสามารถทำระบบตัดบัตรเครดิตและเก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ง่ายๆ แต่คนไทยยังใช้บัตรเครดิตน้อยอยู่ ประมาณ 2-3 % ของยอดขายทั้งหมดเอง คนส่วนใหญ่ใช้ COD มากกว่า ซึ่งอาจจะเพราะสินค้าใน Indyroom.com เป็นสินค้าระดับราคาไม่แพง กลุ่มผู้ซื้อจึงมีกลุ่มรายได้ไม่มากด้วย

ปัญหาที่เคยเกิดคือ พอของเริ่มเยอะก็ต้องไปเช่าออฟฟิศเก็บ จ้างคนแพ็ค จ้างวินมอเตอร์ไซค์ แล้วมาคิดค่าใช้จ่าย fix cost รวมๆ แล้วสูงกว่าใช้บริการของ sokochan อีก แถมมีปัญหา ส่งของผิด วันจันทร์งานหนักเพราะออเดอร์สะสมเสาร์-อาทิตย์ หลังๆ เลยใช้บริการของโซโกะจังแทน ต้นทุนก็คิดไปตามที่ใช้จริง ไม่ต้องแบก fix cost ที่ไม่ได้ใช้ และไม่ต้องมานั่งจัดการคนแล้ว ก็ไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ แทน

อยากให้ศึกษาเรื่องเฟซบุ๊กโฆษณา เพื่อปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ได้

คุณฟ้า – getshop ขายห่วงยางแฟนซี

คุณฟ้าแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่าใช้โซโกะจังประหยัดกว่าจ้างพนักงานเยอะ และจากเดิมมีปัญหาหลังบ้านมากๆ มีกรณีที่ของหมดไปแล้ว แต่ไม่รู้คุณฟ้าก็ยังไม่รู้ ยังไปรับออเดอร์มาอีก การใช้โซโกะจังจึงเห็นจำนวนสต็อกของตลอดโดยที่ไม่ต้องนั่งอัปเดทเอง ประหยัดเวลามาก

ข้อมูลหลังบ้านของโซโกะจังยังช่วยให้วางแผนโปรโมชั่นได้ คือห่วงยางจะบูมมากในช่วงหน้าร้อน พอฤดูอื่นๆ ก็กางสถิติดูว่าสินค้าตัวไหนเหลือเยอะ และจัดโปรโมชั่นเซลล์ เทคนิคของร้านคือช่วงหน้าร้อนจะอัดโฆษณาเต็มที่ แต่ไม่ลดราคามากนัก ส่วนหน้าฝนก็จะเน้นเรื่องเซลล์มากกว่า เน้นยิงโฆษณาไปที่หน้าร้าน

ร้าน getshop ไม่ได้ขายออนไลน์อย่างเดียว แต่ขายปลีกใน loft ด้วย ก็สามารถสั่งงานผ่านโซโกะจังเพื่อดูแลสินค้า จัดส่งของเดือนละครั้ง เป็นร้อยๆ ตัวเข้าหน้าร้านก็ได้ คุณฟ้าจึงสามารถทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ เคยไปเที่ยวยุโรปก็ยังจัดส่งสินค้าได้

ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง พร้อมทุกอย่าง ถึงจะลงมือทำ เพราะมันทำให้เกิดความกลัวในใจ การลงมือทำสำคัญที่สุด”

คุณแอปเปิ้ล- Dearly Beautie ขายเครื่องสำอาง

คุณเปิ้ลขายเครื่องสำอางอินเดีย ขายทั้งปลีกและส่งด้วย จุดพลิกพันที่ทำให้มาใช้บริการจัดเก็บและจัดส่งของโซโกะจังเลยคือ ลูกค้าสั่งของไปตั้งใจจะให้พ่อใช้ แต่ร้านส่งของให้ลูกค้าช้า จนคุณพ่อของลูกค้าเสียชีวิตไปก่อน จึงมองหาบริการเข้ามาช่วย และเลือกใช้โซโกะจังเพราะเชื่อต่อ API กับ Shopee ที่เป็นหน้าร้านหลักของ Dearly Beautie จึงสามารถกวาดออเดอร์ทั้งหมดที่จ่ายเงินเรียบร้อยไปจัดส่งเองได้เลย ไม่ต้องมานั่งป้อนเอง

ข้อดีของการใช้ Sokochan คือรู้ fix cost ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีเงินเหลือไปลงทุนอื่นๆ เท่าไหร่ และระบบ report ของโซโกะจังทำให้วางแผนจัดการสินค้าได้ง่าย ดูเลยว่าสินค้าส่งไปจังหวัดไหนเยอะๆ แล้วไปบูสท์จังหวัดนั้นๆ ก็ได้ผลดี

เก่งสิ่งไหน ถนัดสิ่งไหน ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด เรื่องแพ็กของ จดสต็อก อย่าไปทำเอง ให้ผู้เชี่ยวชาญทำให้ แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ถนัด

คุณนุ – พาซาด้า ขายเสื้อผ้าออนไลน์

ร้านเราขายเฟซบุ๊กกับไลน์เป็นหลัก เน้น Social-commerce ใช้แอดมิน 10 คน ให้แต่ละคนดูแลแต่ละสินค้าไปเลย ค่าส่งต่อเดือน 4-5 แสนบาท ซึ่งเราใช้การรับชำระแบบ COD เพราะอุดช่องโหว่เรื่องไม่โอน ก็คนไทยมีนิสัยขี้เกรงใจไง เมื่อของไปถึงหน้าแล้ว คนไทยก็มักจะจ่าย ทำให้เป็นช่องทางชำระเงินหลักเลย ตีกลับน้อย

แนวคิด ให้แอดมินทุกคนเป็นเหมือนลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร แอดมินก็ต้องให้บริการได้ ทำให้แอดมินสามารถปิดการขายได้เก่ง รู้จริตลูกค้า (เพราะแอดมินก็ชอบช้อปออนไลน์) ทำให้รู้ว่าจะปิดการค้ายังไง

ทำไมถึงควรขายของบน Lazada

สุพิศ พันธุโสภณ Head of Partnership, บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่าการเปิดร้านออฟไลน์ ลงทุนต่ำๆ ก็หลักแสน หรือเล็กๆ ก็หลักหมื่น แถมมีคนผ่านหน้าร้านจำนวนหนึ่ง ยอดขายตันได้ง่าย แต่ถ้าขายของออนไลน์ก็ไม่ต้องเสียค่าเปิด ไม่ต้องเฝ้าร้าน ไม่ต้องเสียเงินจ้างคนเฝ้า ซึ่ง Lazada มีคนเข้าเว็บ นับเฉพาะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์ก็ 46 ล้านครั้งต่อเดือนแล้ว

จะขายสินค้าอะไร เลือกแพลทฟอร์มการขายให้เหมาะสม ขายในที่ที่มีคนซื้อ

นอกจากนี้ลาซาด้ายังมีข้อดีที่มีการจ่ายค่าการตลาดบางส่วนอยู่แล้ว ซื้อ adword ให้สินค้าต่างๆ อยู่แล้ว ก็ทำให้สินค้าเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น และการขายผ่านลาซาด้ายังมีการจัดการที่ดี ส่งสินค้าให้รวดเร็ว ถูกต้อง แพ็คให้มีคุณภาพ จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ ถ้ามีสินค้าเสียหาย ไม่ถูกต้องก็ต้องยินดีรับคืน

lazada ขายยางรถยนต์ได้มาก เพราะสามารถเลือกชนิดที่ต้องการได้เลย จากที่ร้านในจังหวัดอาจจะไม่มี

คำแนะนำในการขาย

  • คำอธิบายที่ดี จะช่วยให้ขายดีขึ้น 30% ตั้งชื่อให้ครอบคลุม รายละเอียดครบ รูปทุกมุมทุกด้าน รูปสีอื่นๆ ก็อาจจะช่วยให้อัปเซลล์ได้ หรือมีวิดีโอประกอบ
  • การแพ็คสินค้าและความเร็วในการจัดส่ง เป็นเรื่องที่ลูกค้ารีวิวเยอะมาก อาจจะเยอะกว่าคุณภาพสินค้าอีก อย่าปล่อยให้ส่งช้าจนลูกค้าด่า
  • เจ้าเล็กก็อาจจะขายดีกว่าเจ้าใหญ๋ก็ได้ ถ้าใส่ใจกับโลกออนไลน์

เนื้อหาเน้นๆ ในการทำธุรกิจออนไลน์

วิค-อัครวัฒน์ เศรษฐีเชาวลากุล นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวง e-commerce และการตลาดออนไลน์มากกว่า 10 ปี ได้ให้คำแนะนำที่กระชับสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนคือ

การหาลูกค้า

ปัจจุบันเราสามารถหาลูกค้าได้ทั้งแบบ free traffic แต่รูปแบบของการฝากร้านนั้นไม่เหมาะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์เราเสีย และเป็นการเข้าไปขัดการสนทนาของผู้อื่น จึงแนะนำให้เข้าไปแบบเป็นผู้เชี่ยวชาญแทน เช่นค้นหากระทู้คุยเรื่องที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เช่นขายเมล็ดกาแฟ ก็เข้าไปให้คำนำแนะการเลือกกาแฟเป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่อยากให้ทิ้งทวิตเตอร์ โดยเฉพาะถ้าเราขายของสำหรับเด็กกลุ่ม 13-18 ปีได้ เพราะวัยรุ่นไปใช้เยอะ (หนีพ่อแม่จากเฟซบุ๊กมาใช้) แต่ free traffic ทำแล้วอาจจะเหนื่อยหน่อย ทว่ายั่งยืนกว่าการจ่ายเงินบูสท์ ที่บูสท์จบก็จบกัน ต้องจ่ายเงินไปเรื่อยๆ

ส่วน paid traffic ให้เน้นประเด็นว่าลูกค้าจะได้อะไรจากสินค้าของเรา ไม่ใช่โปรโมทสรรพคุณสินค้า เช่นลูกค้าซื้อสว่านเพราะต้องการรู ไม่ใช่ต้องการสว่าน ถ้าจะโปรโมทก็ควรเน้นประเด็นว่าทำให้งานลูกค้าง่ายขึ้น เจาะรูเบาแรงขึ้น ไม่ใช่เน้นคุณสมบัติว่าหมุนได้กี่รอบ หรือมีลูกเล่นอะไร

เทคนิคการซื้อ facebook ad

  • ให้ตั้งงบเล็กๆ แล้วซื้อหลายๆ แอดแทนการปรับโฆษณาเดิม เพราะโฆษณาใน facebook จะค่อยๆ จูนตัวเองให้เหมาะเมื่อระยะเวลาผ่านไป (อัลกอริทึมเฟซบุ๊กต้องใช้เวลายิงโฆษณาอย่างน้อย 3 วัน กว่าจะรู้ว่าเวิร์คไม่เวิร์ค) การไปขยายงบโฆษณาที่ดีแล้วทำให้เฟซบุ๊กต้องคำนวณใหม่ และไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม
  • ต้องตาม conversion ว่าลงโฆษณาไปแล้วได้รายได้ตามสัดส่วนที่ลงไหม โดยการติดตั้ง facebook pixel ลงในเว็บ จะได้เทียบสัดส่วนได้ว่าคนกดซื้อสำเร็จจากโฆษณาเยอะแค่ไหน
  • ทำ retargeting ในเฟซบุ๊ก โดยใช้ pixel ช่วยแทร็กคน เช่นส่งโฆษณาไปซ้ำคนที่เข้าเว็บเราแล้วแต่ยังไม่ซื้อ
  • ให้บูสท์โพสต์ไลฟ์ที่จบไปแล้ว จะทำให้คนไม่รู้ว่าเป็นเทปบันทึกไลฟ์ ก็จะได้เสียงตอบรับที่ดีกว่า

เทคนิคการเติบโตทางการขาย

  • ลองเปิดหลายๆ เพจที่ขายสินค้าเดียวกัน หาลูกค้าเพิ่ม เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็มีคนทำแข่งอยู่ดี
  • เพจที่เคยขายอะไรแล้ว ก็ลองขยายไลน์สินค้าดู เพราะลูกค้าเชื่อใจเราแล้ว ทำให้ขายได้เงินง่ายกว่า เช่นเคยขายเสื้อผ้า ก็ลองขายกระเป๋า ขายอื่นๆ เสริมดู ลูกค้าเชื่อใจว่าเราส่งของชัวร์ ก็ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
  • เจอแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้ลงเพิ่มไปเลย ขยายหน้าร้านไปเยอะๆ เหนื่อยเพิ่มขึ้นไม่เยอะ แต่ได้เงินกลับมาเยอะ
  • กระบวนการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่รู้ยอดขาย ไม่รู้จุดคุ้มทุน ไม่รู้ว่าเงินสดเรามีเท่าไหร่ ก็รอวันเจ๊ง เพราะธุรกิจเปิดมาเพื่อกำไร ไม่ใช่ยอดขาย บางรายขายดี ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังทั้งวัน แต่คำนวนออกมาแล้วได้เงินนิดเดียว หรือขาดทุนเพราะคำนวณต้นทุนผิด ก็เจ๊ง ถ้าไม่มีเวลานั่งจดให้ใช้เทคนิคนับเงินบวก ดูว่าสุดท้ายแล้วเงินในบัญชีเพิ่มไหม ถ้าเงินในบัญชีลบ ต้องไปหาปัญหาแล้ว
  • ต้องแทร็กศักยภาพในการทำงานของลูกน้อง และของเราด้วย
  • การตอบลูกค้าอย่าใช้ copy-paste ให้ตอบให้ตรงคำถาม แล้วค่อยๆ แก้ไปว่าตอบยังไง ถึงปิดการขายได้

ช่วงถามตอบ

เรื่องสำคัญในธุรกิจ

  • cash flow เป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้เงินสดขาดมือเด็ดขาด
  • การลดรายจ่าย (fixed cost) ไม่สำคัญกว่าการหารายได้ ถ้ายอดขายสะดุด ให้ไปหาทางเพิ่มยอดขาย ไม่ใช่เอาคนออก
  • ถ้ามีลูกน้องดีๆ อย่าให้ไปไหน
  • อย่าตัดราคาสินค้าจนไม่มีกำไร ให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าของสินค้าดีกว่า

รู้จัก S-commerce (Social Commerce)

โดยคุณศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์, หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, Shopee ประเทศไทย

เทรนด์ Social commerce (ขายผ่าน facebook, instagram, line) กำลังมาแรงในไทยเพราะขายได้มาก เพราะสามารถพูดคุยกับผู้ขายก่อนซื้อได้ ซึ่งการขายของ s-commerce ให้ได้ผลดี ก็ต้องใส่ข้อมูลรายละเอียดสินค้าให้ครบ สินค้าต้องแชร์ไปได้ทุกที่ และสำคัญสำหรับผู้ขายคือต้องลงของให้ง่าย สามารถลงผ่านมือถือได้ (ซึ่ง Shopee ทำได้)

และ Shopee มีคลาสสอนการขายของที่ดีมากมาย ให้ผู้ค้าได้มาเรียนกัน เพราะ s-commerce ในอนาคต คนซื้อจะมีความรู้มากขึ้น คนขายจึงต้องเรียนรู้ให้มากๆ

LINE@ สามารถช่วยธุรกิจได้อย่างไร

สกุลรัตน์ ตันยงศิริ, Head of LINE@, Line ประเทศไทย
  • ช่วย Awareness ทำให้คนค้นหาร้านเจอ หาร้านได้จากแอปไลน์เลย เช่นหาร้านซูซิที่อยู่ใกล้ๆ ได้ (ถ้าใส่ข้อมูลสถานที่) และมีหน้าโฮมให้ลูกค้าดูได้
  • นอกจากนี้ยังใช้ส่งโปรโมชั่นได้ด้วย เช่นส่ง rich message เพื่อสร้างยอดขาย หรือทำบัตรสะสมคะแนนในแอปไลน์ แทนการต้องพิมพ์กระดาษมาให้ลูกค้าสะสม
  • บัญชีอย่างเป็นทางการของไลน์แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
    • Official Account บัญชีระดับบน ลูกเล่นเยอะสุด เสียค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ๆ
    • Apporve Account บัญชีที่ได้รับการรับรองว่าน่าเชื่อถือ มีร้านจริงๆ สามารถค้นเจอจากหน้าค้นได้ ทำโปสเตอร์ได้
    • Standard Account บัญชีปกติที่จะได้หลังเปิด LINE@
  • LINE@ ยังได้ reach 100% ไม่เหมือนเฟซบุ๊กที่ไม่ได้ส่งเนื้อหาถึงทุกคนที่ไลค์
  • ให้ลองติดตาม LINE Business Center ก็จะมีเทคนิคต่างๆ ให้ชมมากมาย หรืออ่านบล็อกที่ at.lineapp.me

สรุปงานวันนี้ 5 บาปทางธุรกิจที่ห้ามทำ

โดย วีระ เจียรนัยพานิชย์ (@oweera) นักกล ยุทธ์การตลาดชั้นนำ
  1. ไม่รู้จักลูกค้าตัวเอง
  2. ไม่วางแผนและไม่วัดผลจะไม่รอด
  3. ไม่บริหารเงินสด จัดการภาษีให้ได้
  4. ไม่สนใจเทคโนโลยี
  5. ทำเองทุกอย่างคนเดียว ต้องโฟกัสเรื่องที่สำคัญ งานรองๆ ให้คนอื่นทำ

รู้จัก Marketing 4.0

หนุ่ย-พงศ์สุข พิธีกรภายในงาน

ยุคแรก คือสร้างความจดจำ ทำสินค้ามาแล้วหาวิธีขาย ยุค 4P Price, place (ลุกค้าอยู่ที่ไหน), promotion (ad, pr อะไรก็ได้ที่ทำให้ซื้อเยอะขึ้น)
ยุคที่ 2 ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำของที่ลูกค้าต้องการ สร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เช่นการทำระบบสะสมแต้ม
ยุคที่ 3 สร้างศรัทธา สร้างสัมพันธ์ สร้างสาวก ทำ CSR
ยุคที่ 4 คอมมูนิตี้ สร้างเครือข่ายของลูกค้าเรา ต้องรู้ว่าลูกค้าเราอยู่ที่ไหน พัฒนาความรู้ให้ลูกค้า

สรุป Marketing 4.0 คือใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจ สร้างเครือข่าย เก่งอะไรให้ทำเรื่องนั้น เรื่องอื่นๆ ให้คนอื่นดูแล

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

Huawei Mate 20 Pro เจ๋งกว่าแค่ไหน! เราสรุปไว้ให้ในบทความนี้แล้ว!

Published

on

(Advertorial)

Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้ (ถ้าไม่นับตัวท็อปของท็อปของท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate 20 RS อ่านะ) มีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งไม่มี เราจึงเรียบเรียงให้อ่านกันว่าเรื่องอะไรที่หัวเว่ยเจ๋งกว่าบ้าง

กล้องของ Huawei Mate 20 Pro ดีกว่าคู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย

เรื่องกล้องของ Huawei นั้นดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมาสักพักแล้วนะครับ โดยเฉพาะการใช้ AI มาแยกซีนการถ่ายภาพเพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ แถมยังสามารถใช้ทำ AIS หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ถือกล้อง 4 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพกลางคืนได้ หรือการร่วมงานกับ Leica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งใน Huawei Mate 20 Pro ก็มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยตัดเลนส์ขาว-ดำที่เราอาจจะใช้น้อยออกไป แล้วเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปแทน ทำให้กล้องหลังของ Mate 20 Pro เป็นเลนส์ Leica 3 ตัว ครอบคลุมการซูม 3 ระยะคือ

  • เลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่า (16 mm) f/2.2 ความละเอียด 20 MP
  • เลนส์ปกติ (27 mm) f/1.8 ความละเอียด 40 MP
  • เลนส์ซูม 3 เท่า (80 mm) f/2.4 ความละเอียด 8 MP

ภาพมุมกว้างสุด 16 mm ของ Huawei Mate 20 Pro

ภาพซูมของ Huawei Mate 20 Pro

ถ่าย Macro ที่ระยะ 2.5 cm ก็ได้นะ

ซึ่งความเจ๋งของระบบ 3 กล้องของ Mate 20 อยู่ตรงที่เราสามารถถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ 16 mm ไปถึงมุมเทเลอ่อนๆ ที่ 80 mm และสามารถใช้ AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm และที่น่าสนใจคือ Mate 20 Pro นั้นไม่มีซูมด้วยเลนส์แบบ 2 เท่านะครับ เพราะเราสามารถใช้เลนส์ 40 ล้านพิกเซลมาซูมเป็น 2 เท่าโดยที่ภาพไม่แตกได้อยู่แล้ว (แบบเดียวกับ Huawei P20 Pro) ทำให้เราพก Huawei Mate 20 Pro ตัวเดียวเหมือนถือกล้องที่มีเลนส์ครอบจักรวาลเลย

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro

แล้วถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 9 ล่ะ

จริงๆ กล้องของ Galaxy Note 9 นั้นถือว่าเป็นกล้องที่ดีตัวหนึ่งเลย โหมดออโต้ทำงานได้ดี งานถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้สวยเนียนตา แต่เมื่อเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 20 Pro ที่ฟังก์ชั่นของแอปกล้องเยอะกว่า และมี AI ช่วยคิดให้มากกว่า ทำให้ภาพส่วนใหญ่จาก Mate 20 Pro จะชนะไปครับ แล้วเมื่อรวมว่า Mate 20 Pro มีช่วงซูมได้ครอบคลุมกว่า เก็บได้ทั้งภาพกว้างและภาพซูมในตัวเดียว ทำให้การถือ Huawei Mate 20 Pro น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน

เรื่องวิดีโอก็เก่ง

เรื่องวิดีโอใน Huawei Mate 20 Pro นั้นเก่งขึ้นมากครับ เราชอบที่มันกันสั่นได้อย่างเยี่ยม เดินถ่ายนี่นิ่มยังกับใส่ Gimbal แถมยังซูมไปมาระหว่างถ่ายได้แบบในวิดีโอของน้อง Anne-Marie ข้างล่างนี้ครับ (ช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

และความสามารถใหม่ของ Mate 20 Series ที่ยังไม่มีในสมาร์ทโฟนตระกูลอื่นคือระบบ AI ที่ได้การประมวลผลจากชิป Kirin 980 นั้นทำให้มันสามารถแยกตัวคนออกจากฉากหลัง และสามารถทำวิดีโอที่มีหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่ามันยังไม่เนียนนัก แต่ของแบบนี้มันสามารถปรับปรุงได้เรื่อยๆ ผ่านการอัปเดทซอฟต์แวร์ครับ ลองดูวิดีโอนักดนตรีหนุ่มจากอังกฤษตัวนี้ก็ได้ จะเห็นว่าเราเบลอฉากหลัง และสามารถตัดซูมไปมา พร้อมกับการย้อมสีวิดีโอได้ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน!

Huawei เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จริงจังกับเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ เรื่องระบบพลังงานนี้ถ้าเทียบกับ Apple iPhone คงต้องบอกเลยว่าห่างชั้นกว่ามาก เพราะในขณะที่ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว แต่ iPhone XS รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในราคาแพงหูฉีก กลับได้หัวชาร์จแบบ 5W ที่ชาร์จช้าที่สุดใน 3 โลก แบบที่โลก Android ส่วนใหญ่เค้าเลิกแถมหัวแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งทำให้ iPhone ใช้เวลาชาร์จแบตนานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม ทั้งๆ ที่ความจุแบตเตอรี่มีแค่ราวครึ่งเดียวของ Huawei Mate 20 Pro เท่านั้น

Huawei Mate 20 Pro สามารถชาร์จไร้สายให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ได้ด้วย

และหนึ่งในจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro คือนอกจากมันจะสามารถชาร์จไร้สายได้แล้ว มันยังสามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ความจุสูงของมันเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging นอกจากแบตจุแล้วยังใจดีชาร์จเครื่องอื่นได้อีก

สารพัดความสามารถสนับสนุนการทำงาน

Huawei PC Mode แบบไร้สาย

ใน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกหลายความสามารถที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นไม่มีครับ อย่าง PC Mode รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานไร้สายได้ ซึ่งไม่ใช่การส่งภาพออกจอแบบไร้สายที่สมาร์ทโฟนทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำงานในโหมด PC ที่แอปต่างๆ จะเรียกเป็นหน้าต่างแล้วเรียกใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ เลย

Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถวัดระยะความลึกของใบหน้าได้ ทำให้การปลดล็อกด้วยใบหน้าทำได้ปลอดภัยกว่าการสแกนใบหน้าด้วยกล้องแบบ 2 มิติอย่างเดิม ซึ่งจุดเด่นของเซนเซอร์สแกน 3 มิติตัวนี้คือหัวเว่ยนำไปต่อยอดเพื่อใช้สแกนวัตถุแบบ 3 มิติได้ เช่นเอาไปสแกนตุ๊กตา แล้วนำมาใช้ในโหมด AR ที่เปลี่ยนตุ๊กตาให้มีชีวิต มาถ่ายร่วมซีนกับคนได้ แต่ต้องรออัปเดทเปิดความสามารถนี้อีกครั้งในช่วงปลายปีนะครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่เคยขาดการสแกนนิ้วได้นะครับ แม้ว่าเราจะสามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกเครื่องได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่แอปหลายๆ ตัวของ Android ก็ยังไม่รองรับการใช้ใบหน้าเพื่อปลดล็อกการเข้าแอปอยู่ดี (เช่นแอปของธนาคาร) ซึ่ง Android บางตัวที่มีแต่สแกนใบหน้าอย่างเดียว ตัดการสแกนนิ้วออกไป ทำให้การเข้าใช้แอปพวกนี้ต้องป้อนรหัสผ่านเหมือนเดิม แต่สำหรับ Huawei Mate 20 Pro นั้นไม่มีปัญหานี้ เพราะมาพร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นล่าสุดที่อ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รวดเร็ว แถมยังดูดีเมื่อใช้งานอีกด้วย

เรื่องของ GPS หัวเว่ยประกาศบนเวทีเลยว่าการใช้ GPS 2 คลื่นควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยการใช้ Mate 20 นำทางขับรถรอบกรุงเทพ ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้สมูทตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ

สรุปเลยแล้วกัน Huawei Mate 20 Pro คือตัวท็อปของหัวเว่ยที่อัดเทคโนโลยีมาเต็ม เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในหลายๆ ด้าน ทั้งกล้องที่คมชัดแถมได้ช่วงซูมที่กว้างมาก แบตเตอรี่ที่ใหญ่ ชาร์จได้เร็ว แถมชาร์จไร้สายให้เครื่องอื่นได้ เครื่องแรงระดับท็อปของโลก Android กล้องหน้าที่มาพร้อมการสแกน 3 มิติ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ รวมถึงระบบ GPS ที่แม่นยำครับ ใครมองหาสมาร์ทโฟนที่ความสามารถท็อปๆ ดู Huawei Mate 20 Pro ไม่น่าจะผิดหวัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะลึกการทำงานกล้อง iPhone XR ทำไมถึงถ่าย Portait ได้สว่างกว่า iPhone XS!

Published

on

iPhone XR สมาร์ทโฟนซีรีส์ X รุ่นล่าสุดจากทาง Apple ที่มีราคาค่าตัวน่าคบหาสุดแล้วในรุ่น (ประมาณ 29,900 บาท) ที่แม้ฮาร์ดแวร์อย่างกล้องหลักจะถูกตัดเหลือเพียงหนึ่งตัวถ้วน แต่พวกเขาก็ได้เสริมใส่ซอฟต์แวร์ในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์มาทดแทน และทำให้การถ่ายภาพในโหมด Portrait กลับสามารถถ่ายภาพออกมาได้สว่างกว่าและจากพื้นที่แสงน้อย ซึ่ง iPhone XS นั้นทำในส่วนนี้ไม่ได้

แต่จะเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น บทความจากทางแบไต๋ครั้งนี้จะหามาหาคำตอบให้ได้รับทราบกันครับ


สืบเนื่องจากบทความ “แบไต๋เทคนิค! ทำไมสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึงถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้แจ่มนัก” ที่หนึ่งในเทคนิคจากบทความดังกล่าวอันเป็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (Neural Network) มาทำงานร่วมกล้องหลักเลนส์เดียวที่มีระบบ Dual Pixel Autofocus นั้น Apple ได้เลือกเทคนิคนี้ใส่ลงไปใน iPhone XR เพื่อให้กล้องเดียวของ XR นั้นสามารถถ่ายภาพ Portrait ที่มีฉากหลังเบลอได้ พร้อมได้พัฒนาในส่วนของปัญญาประดิษฐ์เพิ่มที่ขนานนามว่า Portrait Effects Matte ที่สามารถแยกตัวแบบที่เป็นบุคคลและวัตถุที่อยู่คู่กับบุคคลออกจากฉากหลังได้ในระดับสูง (เหมือนกับที่ Google Pixel ทำ)

ทั้งสองภาพใช้โหมด Portrait ถ่ายในที่แสงน้อย (ซ้าย iPhone XS, ขวา iPhone XR)

ซึ่งเหตุผลที่ว่าทำไม iPhone XR ถึงให้แสงและถ่ายในที่แสงน้อยในโหมดถ่ายภาพบุคคลได้ดีกว่ารุ่น XS นั้น ก็เพราะ iPhone XR ใช้เลนส์มุมกว้างในการถ่าย Portrait ในขณะที่ iPhone XS จะต้องใช้เลนส์เทเลในการถ่าย Portrait เท่านั้น (เพราะใช้วิธีการเบลอฉากหลังด้วยการใช้ 2 เลนส์ ฉากหลังที่จะเบลอได้ก็ต้องเป็นส่วนที่ 2 เลนส์เห็นเหมือนกัน เลยต้องใช้มุมเทเลเท่านั้น) ซึ่งเลนส์มุมกว้างมีรูรับแสงที่ f/1.8 ส่วนเลนส์เทเลของ iPhone XS ซึ่งมีรูรับแสงที่ f/2.4 ถ้าจะพูดง่ายๆ คือเลนส์มุมกว้างของ iPhone XR และ iPhone XS ให้แสงเข้ามาได้มากกว่าเลนส์เทเลบน iPhone XS ประมาณเท่าตัว ทำให้การถ่าย portrait ในที่แสงน้อยด้วยเลนส์มุมกว้าง ให้ภาพที่สว่างกว่าการถ่าย Portrait ด้วยเลนส์ 2x

แต่เรื่องรับแสงได้มากกว่าก็เป็นข้อได้เปรียบเดียวรุ่น XR เหนือกว่ารุ่น XS ครับ เพราะอย่าลืมว่าเลนส์กล้องของ XR เป็นเลนส์มุมรับภาพกว้างทางยาวโฟกัส 26 mm ทำให้การถ่ายเน้นเฉพาะใบหน้าหรือเพียงบริเวณหัวนั้นจะก่อให้เกิดรูปหน้าที่บิดเบือนไปจากของจริง (ดูรูปข้างบนที่จะเห็นว่าเลนส์มุมกว้างจะให้ภาพใบหน้าแปลกๆ) ส่วนเลนส์ Tele ของ XS จะมีทางยาวโฟกัส 56 mm ซึ่งจะทำให้การถ่ายภาพบุคคลดูสวยเป็นธรรมชาติกว่า และให้ฉากหลังที่เบลอเป็นธรรมชาติตั้งแต่แรกแล้ว

เอาเป็นว่ายังไงราคาที่แตกต่างกันก็ย่อมต้องมีข้อดีข้อเสียที่หักล้างกันไปเป็นเรื่องปกตินั่นแหละครับ ใครพึงพอใจความสามารถของรุ่นไหนหรือมีงบจบสวยที่รุ่นใด ทั้งหมดทั้งมวลก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละคนแล้วละนะ แต่ก็หวังว่า Apple จะทำให้ iPhone XS ถ่าย Portrait ด้วยเลนส์มุมกว้างได้บ้างใน iOS รุ่นถัดๆ ไป

ที่มา: Blog.Halideidownloadblog

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทดสอบกล้อง “iPhone XS Max” vs. “iPhone 8 Plus” ถ่ายภาพต่างกันอย่างไร ?

Published

on

หลังจากที่ได้ทดสอบการถ่ายภาพด้วยกล้องของ iPhone XS Max มาระยะเวลาหนึ่ง ทำให้พบว่านี่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพในการถ่ายภาพดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

แต่จะมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนเท่าไรนั้น ต้องลองมาดูภาพเปรียบเทียบกัน

  • ปล. ในที่นี้ ขอเปรียบเทียบกล้อง iPhone XS Max กับ iPhone 8 Plus เนื่องจากมีโมดูลกล้องที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จากรุ่นที่ห่างกันเพียงปีเดียว (สำหรับ iPhone X นั้น มีโมดูลกล้องที่ใกล้เคียงกับ XS Max ซึ่งอาจแสดงความแตกต่างของภาพได้ไม่มากนัก)

iPhone XS Max

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.4
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า (TrueDepth)

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • โหมดภาพถ่ายบุคคลพร้อมโบเก้ที่สมจริงและการควบคุมระยะชัดลึก
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคลพร้อมเอฟเฟ็กต์ 5 แบบ (แสงไฟธรรมชาติ แสงไฟสตูดิโอ แสงไฟคอนทัวร์ 
    แสงไฟเวที แสงไฟเวทีขาวดำ)
  • HDR อัจฉริยะสำหรับภาพถ่าย

iPhone 8 Plus

สเปคกล้องหลัง

  • กล้องคู่มุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มุมกว้าง: รูรับแสงขนาด ƒ/1.8
  • เทเลโฟโต้: รูรับแสงขนาด ƒ/2.8
  • ซูมออปติคอล 2 เท่า และซูมดิจิตอลได้สูงสุด 10 เท่า
  • โหมดภาพถ่ายบุคคล
  • การจัดแสงภาพถ่ายบุคคล
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

สเปคกล้องหน้า

  • กล้องความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • Retina Flash
  • รูรับแสงขนาด ƒ/2.2
  • HDR อัตโนมัติสำหรับภาพถ่าย

เริ่มทดสอบ

จากการถ่ายภาพในสภาวะแสงปกตินั้น อาจไม่มีความแตกต่างกันมากนัก โดยทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดี แสดงสีของท้องฟ้าได้สมจริง และจัดการคอนทราสต์และ White Balance ได้ดีเช่นกัน

แต่สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือ รายละเอียดของท้องฟ้าที่ iPhone XS Max สามารถเก็บได้มากกว่า

ยามค่ำ (พระอาทิตย์กำลังจะตก)

สิ่งที่ทำให้ภาพจากกล้องของ iPhone 8 Plus และ iPhone XS Max เริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนมากขึ้น คือการถ่ายในช่วงเวลาเย็น ซึ่งเป็นสภาวะที่แสงเริ่มน้อยลง และมีรายละเอียดของสีบนท้องฟ้าที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการถ่ายภาพย้อนแสงด้วย แต่ยังคงได้แสงแบบนุ่ม ๆ อยู่

ด้วยฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะ ทำให้การเรนเดอร์ภาพของ iPhone XS Max นั้น ดีกว่าเล็กน้อย เก็บรายละเอียดได้มากกว่า, สีสันชัดเจนกว่า และได้ภาพที่สว่างกว่า

แต่ถึงกระนั้น iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บรายละเอียดได้ดีเช่นกัน สีสันเป็นธรรมชาติ แต่อาจจะดูด้อยกว่าเล็กน้อยเมื่อถ่ายภาพย้อนแสง

วิ่งยามเย็น (สีสันของภาพซับซ้อนมากขึ้น)

การเก็บรายละเอียดของท้องฟ้า การจัดการแสง และความแม่นยำของสีของ iPhone 8 Plus นั้น ด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีเช่นเดิม

หน้าชัด หลังเบลอ (ถ่ายวัตถุ ไม่เน้นบุคคล)

แน่นอนว่าทั้ง iPhone 8 Plus และ XS Max นั้น สามารถถ่ายภาพบุคคลด้วยเอฟเฟก Bokeh ได้อย่างสวยงาม แต่มีบ่อยครั้งที่โหมดการถ่ายภาพบุคคลนี้จะถูกนำมาใช้ในการถ่ายภาพวัตถุด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถทำได้ดี

ในการถ่ายครั้งนี้ ได้ใช้โหมดถ่ายภาพบุคคล และเสริมด้วยเอฟเฟกแสงไฟสตูดิโอ เพื่อให้วัตถุด้านหน้ามีความสว่างมากขึ้น และโดดเด่นขึ้น

ในขณะที่สีจาก iPhone 8 Plus ค่อนโทนเย็นมากกว่า แต่ก็สมจริงมาก ส่วน XS Max นั้นค่อนข้างสว่างกว่า เน้นไปโทนร้อน ให้ความรู้สึกว่าสีถูกเร่งขึ้นมาอีก 1 ระดับ ทำให้เสียรายละเอียดของดอกไม้ไปบ้าง

ส่วนขอบของวัตถุที่ตัดกับพื้นหลังที่เบลอของนั้น ที่ iPhone 8 Plus และ XS Max ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในโหมดนี้ได้รับการออกแบบให้ถ่ายภาพบุคคลมากกว่า)

เริ่มมืด (แสงน้อย)

เป็นช่วงประมาณ 18.00 น. ในหน้าหนาว ซึ่งแสงเริ่มน้อยลงแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า iPhone 8 Plus นั้น สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดีมาก แต่อาจด้อยกว่า XS Max ที่มี HDR อัจฉริยะ ช่วยเรนเดอร์และปรับสมดุลของภาพได้ลงตัวมากกว่า

มืดแล้ว (สภาวะแสงน้อย)

เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางคืน iPhone 8 Plus ก็ยังคงเก็บแสง, ความแม่นยำของสีได้ดีไม่แพ้ XS Max เลย ถึงแม้ว่าจะมีแสงแฟลร์ (Flare) อยู่บ้าง

ส่วน iPhone XS Max ก็ยังคงใช้ประโยชน์จาก HDR อัจฉริยะ ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เห็นรายละเอียดพื้นหลังมากกว่า

แต่เมื่อสภาวะแสงได้น้อยลงไปอีก ก็จะเห็นได้ว่าภาพจาก iPhone 8 Plus นั้น มี Noise มากกว่า ส่วน XS Max นั้น สามารถจัดการกับแสงได้ดีกว่า

กล้องหน้า

เป็นอีกส่วนที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย iPhone XS Max นั้น ใช้ประโยชน์การกล้อง TrueDepth เพื่อสร้างเอฟเฟก Bokeh และ HDR อัจฉริยะที่สวยงาม เก็บแสงและเรนเดอร์สีได้ดี

ส่วน iPhone 8 Plus นั้น มิได้ใช้กล้อง TrueDepth แต่อย่างใด

ความดีงามของการถ่ายภาพบุคคลด้วย iPhone XS Max

ในที่นี้ เป็นการถ่ายภาพโหมดบุคคล ปรับแต่งรูรับแสง และใส่เอฟเฟกแสงสตูดิโอ ซึ่งให้ภาพที่สวยงามเลยทีเดียว (ต้องตรวจดูทิศทางของแสงด้วยนะครับ มิเช่นนั้น “หน้ามืด” แน่นอน)

อีกหนึ่งข้อดีของ HDR อัจฉริยะ

เนื่องจากฟีเจอร์ HDR อัจฉริยะนั้น ช่วยในการเก็บช่วงแสงและสีได้กว้างขึ้น ทำให้สามารถแสดงรายละเอียดได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ซึ่งในกรณีที่ถ่ายภาพในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดค่อนข้างแรง ท่านสามารถเร่งความสว่างของภาพที่ถ่ายไปแล้วได้จากแอปรูปภาพของ Apple ได้โดยตรงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยแสดงรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น โดยที่ไม่เสียรายละเอียดของส่วนที่สว่างด้วย

แต่ไม่ควรเร่งความสว่างมากเกินไปจนทำให้ภาพเสียสมดุล

สรุป

iPhone 8 Plus ยังคงมีกล้องที่ยอดเยี่ยม เก็บรายละเอียดได้ดี สีสันค่อนข้างสมจริงแม่นยำ แต่การจัดการแสงยังด้อยกว่า XS Max

ส่วน iPhone XS Max นั้น มีโมดูลกล้องที่ใหญ่กว่า เก็บแสงได้มากกว่า ทำให้ลด Noise ลงได้ อีกทั้ง HDR อัจฉริยะ ยังช่วยเรนเดอร์ภาพออกมาได้ดีอีกด้วย

กล่าวคือ

  • ถ้าท่านชื่นชอบการถ่ายภาพด้วยกล้องสมาร์ทโฟน และใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเล็ก ๆ แล้วล่ะก็ iPhone XS Max ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
  • แต่ถ้าท่านใช้กล้องสมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพชีวิตประจำวันปกติทั่วไป ไม่เน้นความหวือหวา iPhone 8 Plus ก็มีกล้องที่ทรงประสิทธิภาพมากเช่นกัน

iPhone XS Max

ขอขอบคุณสถานที่ : สวนสาธารณะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี และวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!