Connect with us

เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา Sokochan บริการจัดเก็บและจัดส่งสำหรับผู้ค้าออนไลน์ในไทยได้จัดกิจกรรม “จากติดลบ… สู่ติดลม ด้วยธุรกิจออนไลน์ 4.0” ขึ้นที่อาคารไปรษณีย์กลาง ซึ่งทีมงานเว็บแบไต๋ก็ได้มีโอกาสร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอสรุปความรู้ทั้งหมดในงานให้อ่านกัน

“ร้านค้าเอาเวลาไปแพ็คของ ต่อคิวส่งของ แทนที่จะพัฒนาธุรกิจ”

งานนี้เริ่มต้นโดยคุณเอเดรียน สจ๊วต ผู้บริหารของโซโกะจัง สรุปภาพของ Sokochan บริการแพ็คของ ส่งของ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การชี้ให้เห็นปัญหาว่าร้านค้าส่วนใหญ่ใช้เวลาแพ็คของ ส่งของ แทนที่จะเอาไปทำธุรกิจ แล้วตอนนี้ e-commerce มีส่วนแบ่งแค่ 3.8% ของค้าปลีกในไทย ยังวุ่นวายขนาดนี้ ต่อไปเมื่อ e-commerce โตขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของ 3G/4G หรือบริการอย่าง facebook ก็สามารถรับชำระได้ในหน้าแซทเลย ทำให้เรามีโอกาสขายของได้มากขึ้น แต่ทุกอย่างต้องมาตันเพราะเอาเวลาไปทิ้งกับการแพ็คของ ส่งของ

และอนาคตการแข่งขันยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะต่างชาติก็ส่งของมาขายในไทยได้ บริการอย่าง Lazada global shipping ทำให้ผู้ค้าทั่วโลกก็สามารถขายในไทยได้ ปีที่แล้วใช้เวลาส่งข้ามประเทศ 8-11 วัน ปีนี้เหลือ 7-8 วัน ก็ถึงเมืองไทยแล้ว แล้วผู้ค้าที่ออกไปส่งสินค้าช้าๆ อย่าง 5 วันออกไปส่งครั้งหนึ่งจะสู้ได้ยังไง

เอเดรียน สจ๊วต และเมย์-เบญจพร ชัยบุรี ผู้บริหารของ Sokochan

sokochan จึงเป็นบริการที่เข้ามาช่วยในจุดนี้ เพราะผู้ค้าแค่จัดส่งสินค้ามาเก็บไว้ในโกดังของโซโกะจัง แล้วสั่งงานผ่านคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเพื่อนำออเดอร์มาให้ทีมงานโซโกะจังหยิบของ แพ็คของ แล้วจัดส่งตามช่องทางที่เหมาะสม อัตราค่าส่งก็ถูกกว่าไปส่งเอง และ sokochan ยังมี api เชื่อมกับบริการของ lazada, shoppee, shipity, xcommerce มีการซิงค์แบบสองทาง ทำให้ผู้ค้าแทบไม่ต้องทำอะไร รายการออเดอร์จากหน้าร้านจะวิ่งเข้าระบบของโซโกะจังเอง ลูกค้าจ่ายเงินเสร็จ โซโกะจังก็ได้ออเดอร์ให้แพ็คต่อเลย ผู้ค้าแค่เช็คข้อมูล วิเคราะห์สถิติก็พอ ทำให้ลดแรงงานในการทำธุรกิจไปมาก

“เทคนิคการทำ e-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ” ดร.เป๊ปเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต

ดร.เป๊บเปอร์-รัฐศาสตร์ กรสูต ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ประสบการณ์ กว่า 20 ปี ทั้งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจออนไลน์ การตลาด และสื่อสาร โทรคมนาคม และการศึกษา ในหน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชน
  1. เรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการค้าออนไลน์ เราจึงควรมีคำอธิบายว่าเราคือใคร มีนโยบายการคืนของยังไง จะทำให้คนกล้าซื้อมากขึ้น
  2. การค้าขายก็ควรจะ upsale ด้วย นำเสนอสินค้าที่น่าสนใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน (ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึง 7-11 ที่พนักงานจะนำเสนอสินค้าที่เคาน์เตอร์) หรือใช้เทคนิคซื้อของชิ้นหนึ่ง อีกชิ้นหนึ่งลดให้ 10% ก็จะทำให้เราได้ยอดขายต่อครั้งมากขึ้น
  3. เพื่อนมีผลมากในการซื้อ ถ้าเพื่อนใช้ เราก็อยากใช้ด้วย การทำตลาดจึงควรเน้นสร้างกระแสปากต่อปากด้วย
  4. การค้าขายวันนี้จึงเน้น SMM – S-social มีการสื่อสารกันระหว่างคนซื้อขาย, M-Media สื่อในการสื่อสาร, M-marketing การดลาดที่สำคัญตลอดกาลในโลกการขาย
  5. Social commerce จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันตอบโจทย์การค้าขายแบบออฟไลน์ด้วย มีการพูดคุยระหว่างผู้ค้ากับคนขาย
  6. amazon บอกว่าคนใจร้อนขึ้น ซื้อของแล้วก็อยากได้เลย amazon สามารถส่งของถึงภายในบ่าย 3 ถ้าปิดการขายไม่เกิน 4 ทุ่ม เสร็จแล้วส่งไปที่ amazon locker ให้ผู้ซื้อนำโค้ดไปเปิดตู้รับสินค้าเอา
  7. ห้าง sears ทำการขายออนไลน์ผสมออฟไลน์ เมื่อสั่งของออนไลน์ แล้วไปที่บริเวณห้าง จะมีพนักงานเอาของมาใส่รถให้
  8. ตอนนี้ facebook ลดอัตราการเห็นลงไปมาก น้อยกว่า 0.5% แต่ถ้าคนหยุดดูเรื่องไหน เฟซบุ๊กก็จะนับความสำคัญของเรื่องนั้น หัวข้อจึงต้องดึงดูดความสนใจของคนให้ได้
  9. คีย์สำคัญของการทำเนื้อหาคือ ทำเนื้อหาที่คนอยากฟัง ไม่ใช่ทำที่เราอยากสื่อออกไปอย่างเดียว หรือบอกเรื่องใหม่ๆ ที่คนสนใจ ก็จะทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจมากขึ้น
  10. พยายามใส่ใจการสร้างความรู้ ให้ความรู้ผู้สนใจสินค้าของเรา เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือกับแบรนด์ของเรา

เครื่องมือออนไลน์ที่ดร.เป๊ปเปอร์แนะนำ

  • Cyfe – เครื่องมือในการมอนิเตอร์มีเดียของเรา ใช้ฟรี
  • Rival IQ – เครื่องมือตรวจสอบคู่แข่ง มีคนตามเท่าไหร่ พูดเรื่องอะไร โพสต์ไหนมีคนสนใจเยอะ เนื้อหาไหนของคู่แข่งมีเอนเกจสูง เวลาไหนโพสต์แล้วดี
  • buffer – เอาไว้ใช้ตั้งเวลาโพสต์
  • pablo – เครื่องมือช่วยทำภาพให้สวย เอาข้อความของเราไปใส่

บริการของไปรษณีย์ไทยในยุค e-commerce

พีระ อุดมกิจสกุล, ผู้จัดฝ่ายบริการลูกค้าธุรกิจ, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  1. ไปรษณีย์ไทยครอบคลุมการจัดส่งทั่วประเทศ มี 1,400 ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ สามารถจัดส่ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้ บนเกาะ หรือบนเขาก็จัดส่งถึง เป็นขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทยที่สุด วันหนึ่งรองรับพัสดุไม่ต่ำกว่า 5 ล้านชิ้น
  2. มีคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่บางนา พร้อมรถจัดส่งควบคุมอุณหภูมิ ทำงานยากๆ อย่างการส่งน้ำยาล้างไตให้ผู้ป่วยมากกว่าหมื่นคน
  3. บริการ EMS การันตีว่าในอำเภอเมืองที่มีสนามบิน หรือในกรุงเทพ จะส่งถึงวันรุ่งขึ้น (ถ้าส่งทันเวลาบ่ายสามหรือบ่ายสี่) พร้อมบริการ EMS super speed จัดส่งได้ภายในวันเดียว
  4. บริการใหม่ D-pocket ช้ากว่า EMS นิดหน่อย แต่ราคาประหยัดกว่า เกิดใหม่เพื่อตอบสนอง e-commerce โดยตรง เชื่อม API กับลูกค้า ทำให้ไม่ต้องไปรอคิวที่ไปรษณีย์ ยกของทั้งชุดมาส่งที่ช่องพิเศษได้เลย เจ้าหน้าที่ก็แค่สแกนเข้าระบบ ไม่ต้องรอนาน ถ้าส่งมากกว่า 2,000 บาท สามารถจัดเจ้าหน้าไปที่รับของได้เลย และกำลังทำตู้ dropoff อัตโนมัติ เพื่อที่จะไปส่งได้ต้วยตัวเองจริงๆ สามารถทำบริการ COD (Cash on Delivery – เก็บเงินปลายทาง) ได้ด้วย และจะโอนเงินให้ทุกสัปดาห์
  5. บริการ Drop off ให้ผู้ค้าสามารถนำของไปฝากส่งที่ไปรษณีย์ต่างๆ ได้ เช่นขยายโรงงานไปต่างจังหวัด ก็สามารถส่งจากต่างจังหวัดได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินตรงหน้า แต่มาเคลียร์เงินกับบัญชีเป็นรอบๆ ไป ทำให้จัดการง่าย
  6. มีรถรับ-ส่งสินค้าทุกขนาด ตั้งแต่จักรยานยนต์จนรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่มากกว่า 10 ล้อ ซึ่งสามารถติดต่อไปรษณีย์ไทยเพื่อให้เข้าไปรับสินค้าได้

เคล็ดลับการค้าออนไลน์จากผู้ค้าที่ประสบความสำเร็จ

(ซ้าย)คุณนุ, คุณแอปเปิ้ล, คุณฟ้า, คุณหมิง และคุณตุ่น-ปริญญารัตน์

ดำเนินรายการโดยคุณตุ่น-ปริญญารัตน์ สำราญวงษ์ สมาชิกคณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์แห่งประเทศไทย

คุณหมิง – indyroom.com ขายเสื้อยืดออนไลน์

ร้านค้าออนไลน์ 100% ผลิตได้เพราะรู้จักโรงงาน ลูกค้าเข้ามาทางกูเกิ้ลและโฆษณาเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีหน้าเว็บ และระบบ Marketplace ของตัวเอง จึงสามารถทำระบบตัดบัตรเครดิตและเก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ง่ายๆ แต่คนไทยยังใช้บัตรเครดิตน้อยอยู่ ประมาณ 2-3 % ของยอดขายทั้งหมดเอง คนส่วนใหญ่ใช้ COD มากกว่า ซึ่งอาจจะเพราะสินค้าใน Indyroom.com เป็นสินค้าระดับราคาไม่แพง กลุ่มผู้ซื้อจึงมีกลุ่มรายได้ไม่มากด้วย

ปัญหาที่เคยเกิดคือ พอของเริ่มเยอะก็ต้องไปเช่าออฟฟิศเก็บ จ้างคนแพ็ค จ้างวินมอเตอร์ไซค์ แล้วมาคิดค่าใช้จ่าย fix cost รวมๆ แล้วสูงกว่าใช้บริการของ sokochan อีก แถมมีปัญหา ส่งของผิด วันจันทร์งานหนักเพราะออเดอร์สะสมเสาร์-อาทิตย์ หลังๆ เลยใช้บริการของโซโกะจังแทน ต้นทุนก็คิดไปตามที่ใช้จริง ไม่ต้องแบก fix cost ที่ไม่ได้ใช้ และไม่ต้องมานั่งจัดการคนแล้ว ก็ไปโฟกัสเรื่องอื่นๆ แทน

อยากให้ศึกษาเรื่องเฟซบุ๊กโฆษณา เพื่อปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ได้

คุณฟ้า – getshop ขายห่วงยางแฟนซี

คุณฟ้าแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่าใช้โซโกะจังประหยัดกว่าจ้างพนักงานเยอะ และจากเดิมมีปัญหาหลังบ้านมากๆ มีกรณีที่ของหมดไปแล้ว แต่ไม่รู้คุณฟ้าก็ยังไม่รู้ ยังไปรับออเดอร์มาอีก การใช้โซโกะจังจึงเห็นจำนวนสต็อกของตลอดโดยที่ไม่ต้องนั่งอัปเดทเอง ประหยัดเวลามาก

ข้อมูลหลังบ้านของโซโกะจังยังช่วยให้วางแผนโปรโมชั่นได้ คือห่วงยางจะบูมมากในช่วงหน้าร้อน พอฤดูอื่นๆ ก็กางสถิติดูว่าสินค้าตัวไหนเหลือเยอะ และจัดโปรโมชั่นเซลล์ เทคนิคของร้านคือช่วงหน้าร้อนจะอัดโฆษณาเต็มที่ แต่ไม่ลดราคามากนัก ส่วนหน้าฝนก็จะเน้นเรื่องเซลล์มากกว่า เน้นยิงโฆษณาไปที่หน้าร้าน

ร้าน getshop ไม่ได้ขายออนไลน์อย่างเดียว แต่ขายปลีกใน loft ด้วย ก็สามารถสั่งงานผ่านโซโกะจังเพื่อดูแลสินค้า จัดส่งของเดือนละครั้ง เป็นร้อยๆ ตัวเข้าหน้าร้านก็ได้ คุณฟ้าจึงสามารถทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ เคยไปเที่ยวยุโรปก็ยังจัดส่งสินค้าได้

ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง พร้อมทุกอย่าง ถึงจะลงมือทำ เพราะมันทำให้เกิดความกลัวในใจ การลงมือทำสำคัญที่สุด”

คุณแอปเปิ้ล- Dearly Beautie ขายเครื่องสำอาง

คุณเปิ้ลขายเครื่องสำอางอินเดีย ขายทั้งปลีกและส่งด้วย จุดพลิกพันที่ทำให้มาใช้บริการจัดเก็บและจัดส่งของโซโกะจังเลยคือ ลูกค้าสั่งของไปตั้งใจจะให้พ่อใช้ แต่ร้านส่งของให้ลูกค้าช้า จนคุณพ่อของลูกค้าเสียชีวิตไปก่อน จึงมองหาบริการเข้ามาช่วย และเลือกใช้โซโกะจังเพราะเชื่อต่อ API กับ Shopee ที่เป็นหน้าร้านหลักของ Dearly Beautie จึงสามารถกวาดออเดอร์ทั้งหมดที่จ่ายเงินเรียบร้อยไปจัดส่งเองได้เลย ไม่ต้องมานั่งป้อนเอง

ข้อดีของการใช้ Sokochan คือรู้ fix cost ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีเงินเหลือไปลงทุนอื่นๆ เท่าไหร่ และระบบ report ของโซโกะจังทำให้วางแผนจัดการสินค้าได้ง่าย ดูเลยว่าสินค้าส่งไปจังหวัดไหนเยอะๆ แล้วไปบูสท์จังหวัดนั้นๆ ก็ได้ผลดี

เก่งสิ่งไหน ถนัดสิ่งไหน ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด เรื่องแพ็กของ จดสต็อก อย่าไปทำเอง ให้ผู้เชี่ยวชาญทำให้ แล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่ถนัด

คุณนุ – พาซาด้า ขายเสื้อผ้าออนไลน์

ร้านเราขายเฟซบุ๊กกับไลน์เป็นหลัก เน้น Social-commerce ใช้แอดมิน 10 คน ให้แต่ละคนดูแลแต่ละสินค้าไปเลย ค่าส่งต่อเดือน 4-5 แสนบาท ซึ่งเราใช้การรับชำระแบบ COD เพราะอุดช่องโหว่เรื่องไม่โอน ก็คนไทยมีนิสัยขี้เกรงใจไง เมื่อของไปถึงหน้าแล้ว คนไทยก็มักจะจ่าย ทำให้เป็นช่องทางชำระเงินหลักเลย ตีกลับน้อย

แนวคิด ให้แอดมินทุกคนเป็นเหมือนลูกค้า ลูกค้าต้องการอะไร แอดมินก็ต้องให้บริการได้ ทำให้แอดมินสามารถปิดการขายได้เก่ง รู้จริตลูกค้า (เพราะแอดมินก็ชอบช้อปออนไลน์) ทำให้รู้ว่าจะปิดการค้ายังไง

ทำไมถึงควรขายของบน Lazada

สุพิศ พันธุโสภณ Head of Partnership, บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่าการเปิดร้านออฟไลน์ ลงทุนต่ำๆ ก็หลักแสน หรือเล็กๆ ก็หลักหมื่น แถมมีคนผ่านหน้าร้านจำนวนหนึ่ง ยอดขายตันได้ง่าย แต่ถ้าขายของออนไลน์ก็ไม่ต้องเสียค่าเปิด ไม่ต้องเฝ้าร้าน ไม่ต้องเสียเงินจ้างคนเฝ้า ซึ่ง Lazada มีคนเข้าเว็บ นับเฉพาะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์ก็ 46 ล้านครั้งต่อเดือนแล้ว

จะขายสินค้าอะไร เลือกแพลทฟอร์มการขายให้เหมาะสม ขายในที่ที่มีคนซื้อ

นอกจากนี้ลาซาด้ายังมีข้อดีที่มีการจ่ายค่าการตลาดบางส่วนอยู่แล้ว ซื้อ adword ให้สินค้าต่างๆ อยู่แล้ว ก็ทำให้สินค้าเรามีโอกาสขายได้มากขึ้น และการขายผ่านลาซาด้ายังมีการจัดการที่ดี ส่งสินค้าให้รวดเร็ว ถูกต้อง แพ็คให้มีคุณภาพ จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ ถ้ามีสินค้าเสียหาย ไม่ถูกต้องก็ต้องยินดีรับคืน

lazada ขายยางรถยนต์ได้มาก เพราะสามารถเลือกชนิดที่ต้องการได้เลย จากที่ร้านในจังหวัดอาจจะไม่มี

คำแนะนำในการขาย

  • คำอธิบายที่ดี จะช่วยให้ขายดีขึ้น 30% ตั้งชื่อให้ครอบคลุม รายละเอียดครบ รูปทุกมุมทุกด้าน รูปสีอื่นๆ ก็อาจจะช่วยให้อัปเซลล์ได้ หรือมีวิดีโอประกอบ
  • การแพ็คสินค้าและความเร็วในการจัดส่ง เป็นเรื่องที่ลูกค้ารีวิวเยอะมาก อาจจะเยอะกว่าคุณภาพสินค้าอีก อย่าปล่อยให้ส่งช้าจนลูกค้าด่า
  • เจ้าเล็กก็อาจจะขายดีกว่าเจ้าใหญ๋ก็ได้ ถ้าใส่ใจกับโลกออนไลน์

เนื้อหาเน้นๆ ในการทำธุรกิจออนไลน์

วิค-อัครวัฒน์ เศรษฐีเชาวลากุล นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวง e-commerce และการตลาดออนไลน์มากกว่า 10 ปี ได้ให้คำแนะนำที่กระชับสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ทุกคนคือ

การหาลูกค้า

ปัจจุบันเราสามารถหาลูกค้าได้ทั้งแบบ free traffic แต่รูปแบบของการฝากร้านนั้นไม่เหมาะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์เราเสีย และเป็นการเข้าไปขัดการสนทนาของผู้อื่น จึงแนะนำให้เข้าไปแบบเป็นผู้เชี่ยวชาญแทน เช่นค้นหากระทู้คุยเรื่องที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เช่นขายเมล็ดกาแฟ ก็เข้าไปให้คำนำแนะการเลือกกาแฟเป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่อยากให้ทิ้งทวิตเตอร์ โดยเฉพาะถ้าเราขายของสำหรับเด็กกลุ่ม 13-18 ปีได้ เพราะวัยรุ่นไปใช้เยอะ (หนีพ่อแม่จากเฟซบุ๊กมาใช้) แต่ free traffic ทำแล้วอาจจะเหนื่อยหน่อย ทว่ายั่งยืนกว่าการจ่ายเงินบูสท์ ที่บูสท์จบก็จบกัน ต้องจ่ายเงินไปเรื่อยๆ

ส่วน paid traffic ให้เน้นประเด็นว่าลูกค้าจะได้อะไรจากสินค้าของเรา ไม่ใช่โปรโมทสรรพคุณสินค้า เช่นลูกค้าซื้อสว่านเพราะต้องการรู ไม่ใช่ต้องการสว่าน ถ้าจะโปรโมทก็ควรเน้นประเด็นว่าทำให้งานลูกค้าง่ายขึ้น เจาะรูเบาแรงขึ้น ไม่ใช่เน้นคุณสมบัติว่าหมุนได้กี่รอบ หรือมีลูกเล่นอะไร

เทคนิคการซื้อ facebook ad

  • ให้ตั้งงบเล็กๆ แล้วซื้อหลายๆ แอดแทนการปรับโฆษณาเดิม เพราะโฆษณาใน facebook จะค่อยๆ จูนตัวเองให้เหมาะเมื่อระยะเวลาผ่านไป (อัลกอริทึมเฟซบุ๊กต้องใช้เวลายิงโฆษณาอย่างน้อย 3 วัน กว่าจะรู้ว่าเวิร์คไม่เวิร์ค) การไปขยายงบโฆษณาที่ดีแล้วทำให้เฟซบุ๊กต้องคำนวณใหม่ และไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม
  • ต้องตาม conversion ว่าลงโฆษณาไปแล้วได้รายได้ตามสัดส่วนที่ลงไหม โดยการติดตั้ง facebook pixel ลงในเว็บ จะได้เทียบสัดส่วนได้ว่าคนกดซื้อสำเร็จจากโฆษณาเยอะแค่ไหน
  • ทำ retargeting ในเฟซบุ๊ก โดยใช้ pixel ช่วยแทร็กคน เช่นส่งโฆษณาไปซ้ำคนที่เข้าเว็บเราแล้วแต่ยังไม่ซื้อ
  • ให้บูสท์โพสต์ไลฟ์ที่จบไปแล้ว จะทำให้คนไม่รู้ว่าเป็นเทปบันทึกไลฟ์ ก็จะได้เสียงตอบรับที่ดีกว่า

เทคนิคการเติบโตทางการขาย

  • ลองเปิดหลายๆ เพจที่ขายสินค้าเดียวกัน หาลูกค้าเพิ่ม เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็มีคนทำแข่งอยู่ดี
  • เพจที่เคยขายอะไรแล้ว ก็ลองขยายไลน์สินค้าดู เพราะลูกค้าเชื่อใจเราแล้ว ทำให้ขายได้เงินง่ายกว่า เช่นเคยขายเสื้อผ้า ก็ลองขายกระเป๋า ขายอื่นๆ เสริมดู ลูกค้าเชื่อใจว่าเราส่งของชัวร์ ก็ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
  • เจอแพลตฟอร์มใหม่ๆ ให้ลงเพิ่มไปเลย ขยายหน้าร้านไปเยอะๆ เหนื่อยเพิ่มขึ้นไม่เยอะ แต่ได้เงินกลับมาเยอะ
  • กระบวนการทำงานเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่รู้ยอดขาย ไม่รู้จุดคุ้มทุน ไม่รู้ว่าเงินสดเรามีเท่าไหร่ ก็รอวันเจ๊ง เพราะธุรกิจเปิดมาเพื่อกำไร ไม่ใช่ยอดขาย บางรายขายดี ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังทั้งวัน แต่คำนวนออกมาแล้วได้เงินนิดเดียว หรือขาดทุนเพราะคำนวณต้นทุนผิด ก็เจ๊ง ถ้าไม่มีเวลานั่งจดให้ใช้เทคนิคนับเงินบวก ดูว่าสุดท้ายแล้วเงินในบัญชีเพิ่มไหม ถ้าเงินในบัญชีลบ ต้องไปหาปัญหาแล้ว
  • ต้องแทร็กศักยภาพในการทำงานของลูกน้อง และของเราด้วย
  • การตอบลูกค้าอย่าใช้ copy-paste ให้ตอบให้ตรงคำถาม แล้วค่อยๆ แก้ไปว่าตอบยังไง ถึงปิดการขายได้

ช่วงถามตอบ

เรื่องสำคัญในธุรกิจ

  • cash flow เป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้เงินสดขาดมือเด็ดขาด
  • การลดรายจ่าย (fixed cost) ไม่สำคัญกว่าการหารายได้ ถ้ายอดขายสะดุด ให้ไปหาทางเพิ่มยอดขาย ไม่ใช่เอาคนออก
  • ถ้ามีลูกน้องดีๆ อย่าให้ไปไหน
  • อย่าตัดราคาสินค้าจนไม่มีกำไร ให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าของสินค้าดีกว่า

รู้จัก S-commerce (Social Commerce)

โดยคุณศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์, หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, Shopee ประเทศไทย

เทรนด์ Social commerce (ขายผ่าน facebook, instagram, line) กำลังมาแรงในไทยเพราะขายได้มาก เพราะสามารถพูดคุยกับผู้ขายก่อนซื้อได้ ซึ่งการขายของ s-commerce ให้ได้ผลดี ก็ต้องใส่ข้อมูลรายละเอียดสินค้าให้ครบ สินค้าต้องแชร์ไปได้ทุกที่ และสำคัญสำหรับผู้ขายคือต้องลงของให้ง่าย สามารถลงผ่านมือถือได้ (ซึ่ง Shopee ทำได้)

และ Shopee มีคลาสสอนการขายของที่ดีมากมาย ให้ผู้ค้าได้มาเรียนกัน เพราะ s-commerce ในอนาคต คนซื้อจะมีความรู้มากขึ้น คนขายจึงต้องเรียนรู้ให้มากๆ

LINE@ สามารถช่วยธุรกิจได้อย่างไร

สกุลรัตน์ ตันยงศิริ, Head of LINE@, Line ประเทศไทย
  • ช่วย Awareness ทำให้คนค้นหาร้านเจอ หาร้านได้จากแอปไลน์เลย เช่นหาร้านซูซิที่อยู่ใกล้ๆ ได้ (ถ้าใส่ข้อมูลสถานที่) และมีหน้าโฮมให้ลูกค้าดูได้
  • นอกจากนี้ยังใช้ส่งโปรโมชั่นได้ด้วย เช่นส่ง rich message เพื่อสร้างยอดขาย หรือทำบัตรสะสมคะแนนในแอปไลน์ แทนการต้องพิมพ์กระดาษมาให้ลูกค้าสะสม
  • บัญชีอย่างเป็นทางการของไลน์แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
    • Official Account บัญชีระดับบน ลูกเล่นเยอะสุด เสียค่าใช้จ่ายสูง จึงเหมาะสำหรับองค์กรใหญ่ๆ
    • Apporve Account บัญชีที่ได้รับการรับรองว่าน่าเชื่อถือ มีร้านจริงๆ สามารถค้นเจอจากหน้าค้นได้ ทำโปสเตอร์ได้
    • Standard Account บัญชีปกติที่จะได้หลังเปิด LINE@
  • LINE@ ยังได้ reach 100% ไม่เหมือนเฟซบุ๊กที่ไม่ได้ส่งเนื้อหาถึงทุกคนที่ไลค์
  • ให้ลองติดตาม LINE Business Center ก็จะมีเทคนิคต่างๆ ให้ชมมากมาย หรืออ่านบล็อกที่ at.lineapp.me

สรุปงานวันนี้ 5 บาปทางธุรกิจที่ห้ามทำ

โดย วีระ เจียรนัยพานิชย์ (@oweera) นักกล ยุทธ์การตลาดชั้นนำ
  1. ไม่รู้จักลูกค้าตัวเอง
  2. ไม่วางแผนและไม่วัดผลจะไม่รอด
  3. ไม่บริหารเงินสด จัดการภาษีให้ได้
  4. ไม่สนใจเทคโนโลยี
  5. ทำเองทุกอย่างคนเดียว ต้องโฟกัสเรื่องที่สำคัญ งานรองๆ ให้คนอื่นทำ

รู้จัก Marketing 4.0

หนุ่ย-พงศ์สุข พิธีกรภายในงาน

ยุคแรก คือสร้างความจดจำ ทำสินค้ามาแล้วหาวิธีขาย ยุค 4P Price, place (ลุกค้าอยู่ที่ไหน), promotion (ad, pr อะไรก็ได้ที่ทำให้ซื้อเยอะขึ้น)
ยุคที่ 2 ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทำของที่ลูกค้าต้องการ สร้างสัมพันธ์กับลูกค้า เช่นการทำระบบสะสมแต้ม
ยุคที่ 3 สร้างศรัทธา สร้างสัมพันธ์ สร้างสาวก ทำ CSR
ยุคที่ 4 คอมมูนิตี้ สร้างเครือข่ายของลูกค้าเรา ต้องรู้ว่าลูกค้าเราอยู่ที่ไหน พัฒนาความรู้ให้ลูกค้า

สรุป Marketing 4.0 คือใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจ สร้างเครือข่าย เก่งอะไรให้ทำเรื่องนั้น เรื่องอื่นๆ ให้คนอื่นดูแล

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

รู้จักเทคโนโลยี Hybrid TOYOTA รุ่นล่าสุดผ่านแนวคิดญี่ปุ่น

หนึ่งในสิ่งที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมคือการออกแบบรถ Toyota C-HR ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี อย่างเครื่องยนต์ Hybrid รายละเอียด ความปลอดภัยจากโครงสร้างพื้นฐานของรถแบบ TNGA และใส่ใจในการใช้งาน ก็เป็นหนึ่งในมรดกของบุคลิกคนญี่ปุ่น ที่สะท้อนผ่านวัฒนธรรมหลากหลาย

Published

on

(Advertorial)

Toyota บริษัทผลิตรถยนต์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ถือเป็นความภูมิใจของชาวเอเชียอย่างเราได้ไม่น้อยนะครับ เพราะบริษัททีตอนนี้่มีอายุอานามปาเข้าไป 80 ปีแล้ว (ในปี 2017) แต่ยังสามารถพัฒนารถยนต์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง และส่งขายไปทั่วโลกจนบริษัทโตโยต้าติดอยู่ใน Top5 ของ Fortune Global 500 หรือติด 1 ใน 5 บริษัทที่มีรายได้มากทึ่สุดในโลก

ซึ่งพื้นฐานของความสำเร็จ ส่วนหนึ่งมาจากปรัชญา Kaizen หรือแนวคิดพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่โด่งดังของโตโยต้า ซึ่งเราขอลัดฟ้าไปญี่ปุ่นเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมอันงดงามของแดนอาทิตย์อุทัย ที่สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีของทีมวิศวกรโตโยต้า

ปรัชญา Kaizen จากการหล่อหลอมของวัฒนธรรมญี่ปุ่น

คำว่า 和 ‘วะ’ แปลว่า ‘ความลงตัว’

วัฒนธรรมที่ตกทอดมายาวนานของชาวญี่ปุ่นคือการเขียนหนังสือด้วยพู่กันญี่ปุ่น ทุกการตวัดลายเส้นล้วนสะท้อนความละเอียดอ่อน ทั้งการจับพู่กัน น้ำหนักในการกด องศาในเขียน แสดงถึงสมาธิที่ตั้งมั่น โดยมีการเรียนการสอนและที่ถูกฝึกฝนการเขียนพู่กันมาตั้งแต่ยังเด็ก สื่อถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความอดทนในการฝึกฝนอย่างยาวนาน จนเกิดความชำนาญ และได้เป็นงานชิ้นเอก (Masterpiece) ที่น่าภาคภูมิใจ

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่แสดงความตั้งใจของช่างฝีมือ และการพัฒนาต่อเนื่องยาวนานคือชุดกิโมโน ชุดประจำชาติที่เป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่น หัวใจสำคัญของชุดกิโมโน อยู่ที่การตัดเย็บและการออกแบบลวดลาย ที่ต้องอาศัยทักษะชั้นสูงผสานกับความประณีตในการลงรายละเอียด ชาวญี่ปุ่นพัฒนาเทคนิคการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบใหม่ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสวมใส่ อีกทั้งยังเลือกวัสดุที่เหมาะกับการสวมใส่ทุกสภาพอากาศ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชุดกิโมโนได้รับความนิยมและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในหมู่วัยรุ่น และเข้าถึงคนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัยเสมอ

Makes Ever Better… พัฒนาการอย่างต่อเนื่อง คือ หัวใจของ ไคเซน!

จากรากเหง้าวัฒนธรรมญึ่ปุ่นที่มีการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โตโยต้าเองเข้าใจและเชื่อมั่นในปรัชญานี้ จีงได้นำเอามาเป็นหัวใจหลักของการพัฒนารถยนต์มาอย่างยาวนาน โดยเรียกปรัชญานี้ว่า ‘ไคเซน’(Kaizen) ซึ่งหมายถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้งเพื่อสิ่งที่ดีกว่า โตโยต้าใส่ใจทุกรายละเอียดการพัฒนาเทคโนโลยีทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดริเริ่ม จนถึงมอบสู่มือลูกค้า

ระบบไฮบริด 1 + 1 = ∞ การผสมผสานที่ลงตัวดั่งอาหารฟิวชั่น

โตโยต้านั้นขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยี Hybrid มายาวนานนะครับ นับตั้งแต่เปิดตัว Toyota Prius รุ่นแรกในไทยเมื่อปี 2540 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน เทคโนโลยี Hybrid เครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างน้ำมันกับไฟฟ้าก็พัฒนามาถึงรุ่นที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ประสิทธิภาพในการชาร์จและจ่ายพลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้สามารถใช้งานในโหมดพลังงานไฟฟ้าได้นานขึ้นและประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นก่อน

อีกทั้งยังปรับปรุงน้ำหนักของแบตเตอรี่ให้เบาลง วัสดุของแบตเตอรี่ที่เป็น Nickel Metal Hydride ยังถูกพัฒนาให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ทำให้ไม่สร้างมลพิษต่อโลก ระบบไฮบริดใหม่เป็นความภาคภูมิใจของโตโยต้าที่มีบทพิสูจน์ของความนิยมจากผู้ใช้จริงทั่วโลกกว่า 10 ล้านคัน

ซึ่งการทำงานผสมผสานกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันของระบบไฮบริด ก็เหมือนอาหารฟิวชั่นที่นำวัฒนธรรมการกินที่หลากหลาย มาผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งในญึ่ปุ่นก็มีร้านอาหารฟิวชั่นที่มีชื่อเสียงมากมายที่นำวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ผสมกับวัตถุดิบและกระบวนการจากต่างวัฒนธรรม จนเกิดเป็นเมนูเฉพาะที่ต้องเดินทางมากินอย่างร้าน Fukujuen Kyoto Honten ร้านดังของเมืองเกียวโต ที่นำเสนออาหารสไตล์โมเดิร์นเฟรชกับญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างลงตัว

ความพิเศษของร้านนี้อยู่แนวคิดของเชฟผู้ปรุง ที่ผสมผสานวัตถุดิบแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น อย่างชาเชียว ออกมาในสไตล์อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยได้น่าทึ่งและลงตัว เป็นรสชาติพิเศษที่ทำให้ร้านอาหารนี้เป็นที่นิยมของทั้งหนุ่มสาวสมัยใหม่และชาวต่างชาติที่อยากจะลิ้มลอง

แนวคิดการผสมผสาน 2 สิ่งที่เยี่ยมยอดเพื่อพัฒนาเป็นสิ่งใหม่ที่แตกต่างมีมานานแล้วในวัฒนธรรมญี่ปุ่น จากอาหารฟิวชั่นสู่เครื่องยนต์ไฮบริด จึงเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่พัฒนาสู่แนวคิดเทคโนโลยีใหม่ครับ

โครงสร้างพื้นฐาน TNGA ประสบการณ์รวมกันเป็นหนึ่ง

TNGA หรือ Toyota New Global Architecture คือสถาปัตยกรรมรากฐานของรถยนต์ที่โตโยต้าพัฒนาขึ้นเพื่อให้ทุกส่วนประกอบของรถยนต์ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างรถที่พัฒนาโดยอิงกับ TNGA คือ Toyota C-HR ครับ ที่ปรับปรุงหลายจุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ทั้งจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ลดอาการโคลงของตัวรถ พัฒนาช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ รับแรงกระแทกแยกกันในแต่ละจุด ทำให้ขับขี่นุ่มนวล และเกาะถนนได้ดี

โดยรวมแล้ว TNGA คือการปรับปรุงทุกส่วนประกอบของรถให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันและพัฒนาตัวถังให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ขับขี่คล่องตัวและสนุกขึ้น แถมยังปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งแนวคิดของ TNGA ที่ผสมผสานเทคโนโลยีให้รวมเป็นหนึ่ง ก็เปรียบเหมือนสวนของวัดโคไดอิจิ (Kodaiji Temple) ที่แม้ชื่อเป็นวัด แต่มีการใช้เทคโนโลยีฉายภาพ Projection Mapping เพื่อเล่าเรื่องได้เหมือนสวนนี้มีชีวิต มีการยิงไฟเพื่อขับความงามของธรรมชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในเวลากลางคืน

จากการผสมผสานความงามของธรรมชาติและความงามจากมนุษย์สวนของวัดโคไดอิจิ จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์สำคัญของเมืองเกียวโตที่มีทั้งความสวยงามของธรรมชาติและความน่าสนใจของเทคโนโลยีผสานอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว

Toyota C-HR รถยนต์ที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมและเทคโนโลยี

Toyota C-HR นั้นเป็นรถกลุ่ม subcompact crossover SUV รุ่นใหม่ล่าสุดของโตโยต้า ซึ่งมีทั้งเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid รุ่นล่าสุดและโครงสร้างตัวถังใหม่ TNGA รวมอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีสำคัญอีก 2 ตัวคือระบบเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ (Toyota Safety Sense) ช่วยลดความเร็วก่อนชนอัตโนมัติ แถมหน่วงพวงมาลัยไม่ให้ออกนอกเลนได้ด้วย และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ T-Connect ที่รถจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอด เพื่อแสดงข้อมูลจำเป็นระหว่างขับรถ และติดตามตำแหน่งรถได้จากสมาร์ทโฟน

หนึ่งในสิ่งที่ตกตะกอนจากวัฒนธรรมคือการออกแบบรถ Toyota C-HR ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ความปลอดภัยและใส่ใจในการใช้งาน ก็เป็นหนึ่งในมรดกของบุคลิกคนญี่ปุ่น ซึ่งวัฒนธรรมที่สื่อความละเอียดอ่อนในด้านนี้เป็นอย่างดีคือพิธีชงชาอันเลื่องชื่อครับ

รายละเอียดของพิธีชงชานั้นเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกใบชาและผสมชาจนได้กลิ่นอายที่ต้องการ ไปจนถึงพิธีชงชาที่นอกจากองค์ประกอบที่ตัวน้ำชาที่มีรสฝาด ตัดกับขนมที่ออกหวานจนลงตัวแล้ว ยังมีความละเมียดของประเพณีที่มีการหันไปกล่าวขอโทษแขกคนถัดไปที่ตนเป็นผู้ดื่มชาก่อน แล้วหันไปคำนับเจ้าภาพเพื่อเป็นการขอบคุณจากนั้นจึงยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แสดงถึงความเคารพและให้เกียรติกันระหว่างกันซึ่งมีอิทธิพลต่อมารยาทของชาวญี่ปุ่นในลักษณะที่เป็นพื้นฐานในปัจจุบัน สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของพิธีชงชาอยู่ที่การชื่นชมความงามและคุณค่าของสิ่งต่างๆ เช่นถ้วยชาที่สร้างมาอย่างปราณีต บรรยากาศและการตกแต่งห้องชาที่เรียบง่าย ผสานกับธรรมชาติอย่างลงตัว

อยากสัมผัสเทคโนโลยีและ Toyota C-HR ตัวจริง

พบกับงาน Toyota Hybrid Discovery ที่ 3 เมืองใหญ่

  • Central Festival Chiangmai ตั้งแต่วันที่ 7 -11 กุมภาพันธ์ 2561
  • Central Chonburi ตั้งแต่วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2561
  • Central World กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 7-11 มีนาคม 2561

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก HoToKeN ระบบเหรียญ Blockchain ไทยที่กำลังเปิดขายและมีระบบนิเวศรองรับ

แนะนำ HoToKeN ระบบเหรียญสัญชาติไทยที่เปิดให้ซื้อขายและมีแพลตฟอร์มรองรับแล้ว

Published

on

(Advertorial)

ถ้าทศวรรษที่แล้ว Internet คือเทคโนโลยีใหญ่ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนบนโลกไปทั้งหมด ทศวรรษนี้เทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ระดับเดียวกับอินเทอร์เน็ตก็คงหนีไม่พ้น Blockchain รากฐานของ BitCoin ที่นำไปประยุกต์กับสารพัดเรื่องในชีวิตประจำวัน และ HoToKeN (อ่านว่า ฮอต-โท-เคน) ก็เป็นหนึ่งในระบบเหรียญสัญชาติไทยที่นำพื้นฐานของ Blockchain มาใช้ครับ

จุดแข็งของ Blockchain จุดแข็งของ HoToKeN

คำว่า Blockchain นั้นมาจากการลักษณะการทำงานที่เก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับ ข้อมูลที่เก็บแต่ละชุดนั้นมีการอ้างอิงข้อมูลชุดที่อยู่ก่อนหน้าอยู่เสมอ ทำให้สามารถสืบสาวกลับไปได้ว่าข้อมูลชุดนี้มีที่มาอย่างไร ซึ่งการเก็บข้อมูลแบบ Blockchain นี้มีความปลอดภัยสูงมาก ใครก็ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ได้ เพราะจะไปขัดกับข้อมูลชุดต่อๆ มาทั้งหมด แถมยังกระจายรายการเดินข้อมูล (Distributed Ledger) ทั้งหมดให้ผู้ใช้ทุกคนถือ จึงเป็นระบบที่ไม่มีศูนย์กลาง ถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลก็ต้องแก้รายการเดินข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดด้วยซึ่งมันเป็นไปได้ยากในระบบที่มีผู้ใช้จำนวนมาก และยังมีกลุ่มผู้ใช้ที่แย่งกันตรวจสอบความถูกต้องของรายการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาในระบบด้วย โดยคนที่ตรวจสอบถูกต้อง รวดเร็วที่สุดก็จะได้รางวัลไป

จากลักษณะการทำงานของ Blockchain ที่รัดกุม สืบสาวต้นตอได้ มีแนวคิดตรวจสอบความถูกต้องเสมอ ทำให้เราสามารถประยุกต์ใช้ Blockchain กับงานการเงิน (อันนี้ Bitcoin พิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่เวิร์ค) งานเก็บประวัติวัตถุโบราณ งานค้าขาย หรืองานอะไรก็ได้ที่เน้นความถูกต้องของข้อมูล ทำให้เทคโนโลยีนี้น่าจะกลายเป็นพื้นฐานของหลายๆ เรื่องในอนาคต และเป็นความรู้พื้นฐานของคนทำงานในยุคต่อไปด้วย

เพราะเป็น Blockchain จึงแฮกระบบกลางแทบไม่ได้

เมื่อ HoToKeN ใช้รูปแบบการทำงานของ Blockchain ผ่านเทคโนโลยีกลางจาก Ethereum ที่เรียกว่า ERC-20 จึงทำให้มั่นใจว่า HoToKeN จะมีมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลธุรกรรม (Transaction) แบบเดียวกับ Blockchain ที่ไม่สามารถแก้ไขรายการเดินข้อมูลจากแหล่งเดียวได้

จุดเด่นของ HoToKeN คือมีระบบนิเวศรองรับแล้ว

 

จุดตัดสินว่าเหรียญดิจิทัลต่างๆ จะมีคุณค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามันนำไปใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตความเป็นจริงได้บ้าง อย่าง Bitcoin แม้มูลค่าในหน้าจออาจจะสูงมาก แต่การใข้งานจริงกลับติดขัด เพราะข้อกำหนดของระบบทำให้กระบวนการตรวจสอบการโอนเหรียญทำได้ช้ามาก มีค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่รองรับการใช้งานแบบ Micro Transactions ที่โอนเงินไปๆ มาๆ จำนวนน้อยได้ แถมมูลค่าของ Bitcoin ยังเหวี่ยงมากจนผู้ใช้ต้องแบกรับความเสี่ยง ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างจึงทำให้มูลค่าจริงๆ ของ Bitcoin ยังเป็นที่น่ากังขา

ส่วน HoToKeN นั้น วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งคือสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในระบบนิเวศของ HotNow แพลทฟอร์มเพื่อให้ร้านค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ผ่านระบบคูปองดิจิทัล ซึ่งเปิดให้บริการในไทยไปแล้วเมื่อต้นปี 2017 ที่ผ่านมา จุดเด่นของแอป HotNow คือเปิดให้ร้านค้าสามารถกำหนดกลุ่มผู้รับสิทธิพิเศษจากตำแหน่งในภูมิศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้การนำเสนอส่วนลด บริการพิเศษสามารถส่งตรงไปถึงกลุ่มผู้ใช้ได้อย่างเห็นผล

ซึ่งหน้าที่ของ HoToKeN คือจะเป็นตัวแทนมูลค่าของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในระบบของ HotNow เป็นเหมือนกุญแจที่ไว้ปลดล็อกดีลต่างๆ เพื่อแลกส่วนลด หรือใช้แลกสินค้าในโลกจริงได้ ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้เงินในโลกจริงเพื่อแลก HoToKeN หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่ HotNow นำเสนอเพื่อรับ HoToKeN ได้อีกด้วย

HoToKeN จึงสามารถโตได้ด้วยการสร้างงานให้มันทำ สร้างความต้องการในระบบเศรษฐกิจย่อมๆ ที่เกี่ยวข้องกับ HotNow นั้นเอง นอกจากนี้ HoToKeN เองยังมีความสามารถ Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะที่จะทำงานอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่นการใช้แลกรับบริการ ตัว Smart Contract ก็จะตรวจสอบเงื่อนไขว่ามีการจ่าย HoToKeN ตรงกับที่กำหนดไว้หรือไม่ ถ้าตรงก็จะปลดล็อกบริการนั้นให้ใช้ต่อไป ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้ก็จะเป็นรากฐานให้ HoToKeN เติบโตได้ต่อไปในอนาคต

เรื่องเหรียญๆ ของ HoToKeN

  • HoToKeN ชื่อย่อคือ HTKN) จะมีเหรียญทั้งหมด 10,000 ล้านเหรียญในระบบ
  • เปิดจำหน่าย 3,000 ล้านเหรียญผ่าน ITO (Initial Token Offering) เริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2017 ช่วง Pre-sale จะได้ส่วนลด 65% คือขายที่ราคา $0.1 ต่อ HTKN และเริ่ม Public Sale วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งสามารถดูรายละเอียดและซื้อเหรียญได้ผ่านเว็บ HoToKeN (การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง)
  • กันไว้ 6,500 ล้านเหรียญสำหรับแจกจ่าย แลกเปลี่ยนในระบบเศรษฐกิจที่มี HotNow เป็นจุดเริ่มต้น
  • ส่วนอีก 500 ล้านเหรียญแจกจ่ายให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง
  • HTKN จะเริ่มค้าตาม Crypto Exchange ปลายเดือนมีนาคม 2018
  • แล้วเริ่มใช้เต็มระบบปลายปี 2018

ดูรายละเอียดและซื้อเหรียญได้ผ่านเว็บ HoToKeN  (การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

(บทวิเคราะห์) ทำไมพี่มาร์กแห่ง Facebook ต้องลด Reach เพจ และเราจะเอาตัวรอดอย่างไร

หลังจากพี่มาร์กประกาศอย่างเป็นทางการว่าเฟซบุ๊กกำลังลด Reach จนหลายคนเริ่มคิดไปไกลว่าทราฟฟิกฟรีจากเฟซบุ๊กกำลังจะหายไป เพราะอะไรจึงเกิดเรื่องนี้ แล้วจะแก้ไขอย่างไร

Published

on

กลายเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพี่มาร์กแห่ง Facebook (Mark Zuckerberg) ออกมาประกาศผ่านหน้าเฟซบุ๊กของตัวเองว่าต่อไปนี้ News Feed จะให้ความสำคัญกับโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น และลดความสำคัญของ Public Post หรือโพสต์จากเพจลงไป ซึ่งก่อนหน้านี้คนทำเพจก็เห็นสัญญาณความถดถอยของเพจหลายอย่างมาพักใหญ่แล้วแหละครับ แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนเท่าที่พี่มาร์กประกาศ

แบไต๋จึงขอวิเคราะห์เหตุผลของเฟซบุ๊กและทางรอดจากวิกฤตนี้กัน

เฟซบุ๊กสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร

ก่อนที่เราจะเข้าใจ Facebook News Feed เราต้องเข้าใจแก่นธุรกิจของเฟซบุ๊กกันก่อน จริงอยู่ว่าเฟซบุ๊กนั้นได้เงินมหาศาลจากโฆษณาในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าเฟซบุ๊กนำเอาโฆษณามาเป็นแกนของการให้บริการ ก็คงไม่มีใครอยากใช้งานสิ่งที่มีแต่โฆษณา เพราะฉะนั้นแก่นและความคิดเริ่มต้นของ facebook เลยคือการติดต่อกับเพื่อน ติดต่อกับผู้คน ได้รู้ความเป็นไปของคนที่เรารู้จักและสนใจ ซึ่งด้วยแกนของการให้บริการแบบนี้จึงทำให้ผู้ใช้ติดเฟซบุ๊กมาก เพราะสามารถนำเสนอเรื่องราวของเพื่อนที่เราสนใจได้

เฟซบุ๊กต้องทำอะไรบ้างถึงจะนำเสนอเรื่องที่ผู้ใช้สนใจได้

ด้วยความฉลาดของผู้สร้างเฟซบุ๊กจึงพัฒนากระบวนการคิดหรือ algorithm ขึ้นมาตีค่าความสำคัญของเนื้อหาต่างๆ ที่แชร์ขึ้นไปในเฟซบุ๊ก แล้วนำเนื้อหาที่ระบบคิดว่าสำคัญไปแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็น ซึ่ง Algorithm ตัวนี้เฟซบุ๊กปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาให้สอดรับกับลักษณะการใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป และต่อกรกับเนื้อหาไม่มีคุณภาพที่หวังจะอาศัยช่องโหว่ต่างๆ ในระบบเพื่อนำเสนอเรื่องจนทำให้ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้เสียไป

ความมั่นคงของเฟซบุ๊กขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ และระยะเวลาที่ใช้ในระบบ ถ้าไม่มีใครใช้เฟซบุ๊กก็ล่มสลาย

เฟซบุ๊กไม่ได้เปิดเผยกระบวนการคิดของ algorithm ชุดนี้อย่างละเอียด แต่อธิบายเป็นภาพคร่าวๆ ว่าจะให้น้ำหนักกับโพสต์ของคนใกล้ชิด หรือครอบครัวเป็นหลัก (ก็ตามจุดประสงค์ของเฟซบุ๊กที่เชื่อมโยงคนรู้จักเข้าหากัน) นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ใช้ถ่วงน้ำหนักว่าเนื้อหานี้น่าแสดงให้ผู้ใช้เห็นหรือไม่ เช่นปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้กับเพื่อนคนนั้น ถ้าเฟซบุ๊กสังเกตว่าเราไปกดไลค์ใคร เฟซบุ๊กก็จะให้น้ำหนักกับโพสต์ของเพื่อนคนนั้นขึ้นมา แล้วยิ่งถ้าเข้าไปคอมเมนต์โพสต์ หรือแชร์โพสต์ เฟซบุ๊กก็จะให้น้ำหนักมาก เพราะถือเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจ ก็น่าจะหมายความว่าผู้ใช้คนนั้นสนใจกับโพสต์ของคนๆ นั้นเป็นพิเศษ เราจึงเห็นได้ว่าใครที่เราไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เราก็จะไม่ค่อยเห็นโพสต์ของเขานั้นเอง แล้วยิ่งถ้าเป็นคนที่เรากด Hide Post บ่อยๆ เฟซบุ๊กยิ่งจำเลยว่าไม่ต้องแสดงคนนี้

นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังพิจารณาถึงเรื่องอื่นๆ ที่เราน่าจะสนใจ
โดยเฟซบุ๊กให้น้ำหนักกับ 2 เรื่อง คือเรื่องที่เราควรรู้ และเรื่องเราน่าจะสนุกกับมัน ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยภายนอกคือ เรื่องนั้นๆ ที่แชร์ในเฟซบุ๊กมีคนคลิกเข้าไปดู มีคนเขียนคอมเมนต์ หรือมีคนกดแชร์เยอะแค่ไหน ถ้ามีผู้ใช้คนอื่นๆ สนใจมาก มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่คนอื่นสนใจด้วย เฟซบุ๊กก็จะค่อยๆ ปล่อยให้คนอื่นๆ เห็นเนื้อหานั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในของผู้ใช้เอง ที่เฟซบุ๊กค่อยๆ ศึกษาเราจากลักษณะการใช้งานของเราว่าเรากดไลค์เนื้อหาแบบไหน ชอบดูเพจอะไร คลิกอ่านเรื่องใดบ้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับเนื้อหา ว่าผู้ใช้แต่ละคนน่าจะชอบเนื้อหาแบบไหนบ้าง ซึ่งเฟซบุ๊กพิจารณากันเป็นรายบุคคล หน้า News Feed ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกันไงครับ

เป้าหมายเฟซบุ๊กเปลี่ยน เมื่อพี่มาร์กมีลูก

Mark Zuckerberg ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าตั้งแต่เขามีลูกสาว 2 คน ก็เริ่มเปลี่ยนแนวคิดการสร้างเฟซบุ๊กใหม่ โดยคิดในมุมมองว่าอยากให้ลูกสาวคิดว่าสิ่งที่พ่อสร้างเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก และอ้างอิงผลวิจัยว่าคนเราใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงกับคนที่เราห่วงใย ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง เป็นการเชื่อมโยงกันที่มีความหมายมากขึ้น แต่การอ่านเนื้อหาอื่นๆ แม้จะเป็นข่าวหรือดูวิดีโอความบันเทิง ก็อาจไม่ได้ทำให้รู้สึกดีกับชีวิต ต่อไปเฟซบุ๊กจึงให้น้ำหนักกับโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากกว่าโพสต์แบบสาธารณะ

คีย์เวิร์ดสำคัญคือ การเห็นเรื่องราวแง่ดีๆ ของชีวิต เห็นเรื่องราวที่มีความสุข ทำให้ผู้ใช้มีความสุข

แต่พี่มาร์กก็พูดความจริงไม่หมดว่าการเห็นชีวิตของคนอื่นที่ดีกว่าเรา ก็ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นทุกข์เช่นเดียวกัน กับการที่ต้องเอาชีวิตของตัวเองไปเทียบกับชีวิตที่หรูหรา ดูดี (ที่อาจจะเฟคก็ได้) ของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารู้จักและรู้พื้นฐานมาอย่างดี (เช่นโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน แต่ตอนนี้ประสบความสำเร็จมากกว่าเรา) ซึ่งคงมีไม่บ่อยนักที่เราจะระบายเรื่องร้าย หรือเรื่องส่วนตัวมากๆ ลงในเฟซบุ๊ก

ซึ่งเฟซบุ๊กก็ประกาศเช่นกันว่าการปรับครั้งนี้อาจทำให้ผู้ใช้ใช้เวลาบนเฟซบุ๊กน้อยกว่าเดิม และปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ต่างๆ น้อยลงกว่าเดิม จนราคาหุ้นตกลงไป 4.5% ก็ต้องดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจของเฟซบุ๊กครั้งนี้ จะช่วยให้สังคมบนเฟซบุ๊กน่าอยู่ขึ้นกว่าตอนนี้จริงอย่างที่พี่มาร์กตั้งใจหรือไม่ หรือไม่สำเร็จและเป็นแค่อีกหนึ่งกลเกมที่ต้องการให้ผู้ใช้เชิงธุรกิจจ่ายเงินมากกว่าเดิม

ทางออกสำหรับคนทำ Facebook Pages และผู้ใช้ธุรกิจ

แบไต๋ขอสรุปทางออกสำหรับเพจธุรกิจ หรือผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับลดการมองเห็น หรือปรับลด Reach ของเฟซบุ๊กในครั้งนี้ครับ

  1. คุณคงเห็นแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือของ Facebook เบ็ดเสร็จในฐานะเจ้าของระบบ ถ้าต่อไปเฟซบุ๊กจะปรับอะไรอีก คุณโต้เถียงไม่ได้ มีแต่ต้องทำตาม ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ อย่าผูกธุรกิจของตัวเองให้เฟซบุ๊กชี้เป็นชี้ตาย ให้ลงทุนลงแรงกับสื่ออื่นๆ ด้วย เช่นลงทุนทำเว็บเพื่อให้หาเจอผ่าน Google หรือเริ่มต้นใช้ Twitter ในการกระจายข่าวสาร ใช้ LINE ในการติดต่อลูกเพจ (ไลน์กำลังทดสอบ LINE Square ที่คล้ายๆ facebook group แต่อยู่ในไลน์)
  2. ตัวตนของบุคคลในเฟซบุ๊กมีความสำคัญมากขึ้น การแชร์เนื้อหาอย่างมีคุณภาพ เขียนความเห็นเพื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นจึงสำคัญ เริ่มต้นจากตัวเองและเพื่อนๆ ก่อน
  3. กระตุ้นความสัมพันธ์กับผู้ติดตามเสมอ ในฐานะเจ้าของเพจที่เข้าไปมีส่วนร่วม โต้ตอบ สร้างบทสนทนาที่มีประโยชน์
  4. ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่สิ่งที่ต้องทำตลอดคือสร้างเนื้อหาให้แตกต่าง สร้างแฟนคลับของเนื้อหาด้วยสิ่งที่หาจากที่อื่นไม่ได้ แล้วค่อยใช้แพลทฟอร์มอย่าง facebook, Youtube, Twitter, Line, Website เป็นเครื่องมือปล่อยของ
  5. การบอกให้ลูกเพจกด Follow และ See First ก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่วิธีง่ายๆ ปุ่มเดียวรักษา Reach ไว้ได้ ต้องผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน
  6. ถึงอย่างไรก็ตาม Facebook ก็เป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้เยอะมาก โดยเฉพาะในไทย ยังไงเราก็ต้องลงโฆษณา ก็ต้องบูสโพสต์อยู่ดีเพื่อให้ถึงผู้ใช้ ซึ่งต่อไปค่าบูสจะยิ่งแพงขึ้นเพราะจะมีคนซื้อโฆษณามากขึ้น การเรียนรู้เพื่อโปรโมทในแพลทฟอร์มอื่นๆ อย่างซื้อโฆษณาใน Adword หรือ Twitter ก็เป็นทางออกที่ดี
  7. วิดีโอก็ถูกลดรีชเช่นกัน แต่วิดีโอจากโฆษณาดันไม่โดน เอ๊ะ
  8. ทางออกคือสร้างการสนทนาในเครือข่ายเยอะๆ คอมเมนท์ยาวๆ มีคุณค่า เฟซบุ๊กจะให้น้ำหนักมากกว่าไลค์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!