Connect with us

บทความเทคโนโลยี

“วัฒนธรรมใช้ร่วมกัน” ด้วยแอปพลิเคชัน ช่วยคุณประหยัดเงิน ช่วยชาติประหยัดพลังงาน

Published

on

เศรษฐกิจแบบใช้ร่วมกันหรือ Sharing Economy นั้นเป็นเทรนด์โลกมาสักระยะแล้วนะครับ เพราะเราอยู่ในโลกที่ทรัพยากรที่มีค่านั้นหายากมากขึ้นทุกวัน อะไรที่สามารถแชร์กันได้ ใช้ร่วมกันได้ จึงได้รับความสนใจจากผู้ใช้เรื่อยมา แล้วยิ่งตอนนี้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ใช้สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้ง่ายขึ้น คนที่มีทรัพยากรก็สามารถแชร์ถึงตัวคนที่ต้องการได้ง่ายขึ้น คนในยุคนี้จึง “รวมพลังหาร 2” แชร์กันใช้ได้ง่ายกว่าเดิมมาก ใครที่ยังคิดไม่ออกว่าการแชร์ทรัพยากรเพื่อใช้ร่วมกันนั้นเป็นอย่างไร เราขอแนะนำให้รับชมวิดีโอ “ยิ่งใช้ร่วมกัน ยิ่งประหยัดชัวร์” แนวคิดดีๆ ที่จะช่วยกันประหยัดพลังงาน

จากกระแสการแบ่งปันนี้ เราขอแนะนำบริการ “แชร์กันใช้” จากทั่วโลกรวมถึงบริการที่เปิดในไทยให้รู้จักกันนะครับ เริ่มที่…

Car Pool คือการใช้รถร่วมกัน

หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” ยกตัวอย่างเช่นถ้าเพื่อนที่ทำงานที่เดียวกัน บ้านใกล้กัน เดินทางโดยใช้เส้นทางเดียวกันเราก็สามารถใช้วิธีแชร์รถคันเดียวกันเพื่อไปทำงานด้วยกัน รถยนต์ 1500 ซีซี 1 คัน ใช้น้ำมันประมาณ 1 ลิตร/12 กม. ถ้าคน 4 คน ขับรถคนละคันจากจุดเริ่มต้นเดียวกันไปสู่จุดหมายเดียวกันด้วยระยะทาง 24 กม. จะต้องใช้น้ำมันถึง 8 ลิตร แต่ถ้าคน 4 คนใช้รถร่วมกันเดินทางไปด้วยกัน จะใช้รถเพียงคันเดียวและใช้น้ำมัน 2.5 – 3 ลิตรเท่านั้น ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้ถึง 5 ลิตร

ลดการใช้รถยนต์ และน้ำมัน “วัฒนธรรมทางเดียวกันไปด้วยกัน” ในไทยต้องแอปฯ “Liluna”

ในทุกวันที่เราต้องเดินทางออกไปทำงานหรือธุระต่างๆ การใช้รถยนต์ 1 คันต่อ 1 คน นั้นเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำมันที่ค่อนข้างสูงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ตามมาก็เยอะไม่ว่าจะเป็นค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ สารพัดค่าใช้จ่าย มันน่าจะดีกว่าไหมหากรถคัน 1 สามารถใช้เดินทางพร้อมกันได้ทีละหลายคนแชร์การใช้ทรัพยากรร่วมกันช่วยประหยัดน้ำมัน แถมยังลดค่าใช้จ่ายของคุณได้ด้วยเราขอแนะนำแอปพลิเคชันที่เป็นตัวช่วยให้เราสามารถหาเพื่อนร่วมทางด้วย “Liluna”

ขอบคุณภาพ : www.liluna.info

จุดเด่นของแอปฯ คือเปิดให้คนทั่วไปที่ใช้รถยนต์ของตัวเองเดินทางในเส้นทางต่างๆ แจ้งจุดหมายเริ่มเดินทางและปลายทางเพื่อให้คนที่สนใจและใช้เส้นทางเดียวกันสามารถใช้รถร่วมกันในการเดินทางโดยคนที่จะขอร่วมทางไปด้วยกันผ่านแอปฯ สามารถแชร์ค่าเดินทางกับเจ้าของรถได้ซึ่งเจ้าของรถจะเป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายการเดินทางเองหรืออาจจะไม่คิดก็ได้

หากใครกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้ Liluna นั้น ในการสมัครใช้แอปพลิเคชันต้องมีการยืนยันตัวบุคคลผ่านรหัส OTP โดยจะส่งมาทางโทรศัพท์ ซึ่งตอนนี้ได้มีการบังคับลงทะเบียนเบอร์โทรด้วยบัตรประชาชนจึงถือได้ว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง ในฝั่งเจ้าของรถทางทีมงานจะมีการตรวจสอบเอกสารใบขับขี่และ พรบ. เพื่อยืนยันตัวตน สำหรับคนที่มาร่วมทางก็ต้องมีการลงทะเบียนโดยใช้รูปแทนตัวเองที่ชัดเจน แอปฯ นี้นอกจากจะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายของทั้ง 2 ฝ่ายแล้วยังเป็นโอกาสที่เราจะได้พบปะผู้คนใหม่ๆ หรืออาจจะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกันที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันด้วยนะครับ

Uber ตัวอย่างระดับโลกของการใช้รถร่วมกัน

แม้ว่าในประเทศไทย Uber จะถอนทัพออกไปแล้วไปร่วมลงทุนใน Grab แทน แต่โมเดลธุรกิจการแชร์รถที่มีเพื่อรับรายได้เสริมก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งปกติแล้วผู้ใช้ชาวไทยจะคุ้นเคยกับ UberX ที่นำรถส่วนตัวออกมาแชร์ให้บริการ หรือ Uber Black ที่ใช้รถลิมูซีนหรูมารับส่งคน แต่ในบางเมือง Uber ก็มีบริการรถที่แชร์การใช้งานจริงๆ คือ UberPool ที่ระบบจะจัดการนำทางให้คนขับรถรับผู้โดยสารจากหลายจุด ไปส่งยังหลายๆ จุดที่อยู่ในทางผ่านเดียวกัน ซึ่ง UberPool จะมีค่าบริการที่ถูกกว่า Uber ปกติ แต่ก็ต้องแลกกับระยะเวลาเดินทางที่มากขึ้นเพราะคนขับรถต้องลัดเลาะไปตามเส้นทางเพื่อรับผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย

ซึ่งการจะทำระบบแบบ Uber Pool ได้ ก็ต้องเป็นเมืองที่มีคนเรียกรถมากพอ และระบบก็ต้องมีอัลกอริทึ่มดีที่พอในการแนะนำเส้นทางที่เหมาะสม ก็น่าเสียดายที่ Uber ยุติการให้บริการในไทยไปแล้ว

“ใช้จักรยานสาธารณะ”เดินทางในระยะสั้นๆ ที่ใช้ง่ายสะดวกสบายแค่คลิกและสแกนผ่านแอปฯ

การเดินทางในบางสถานที่ ที่ระยะทางไม่ไกลนักหากจะต้องสตาร์ทรถหนึ่งคันเพื่อเดินทางระยะใกล้ๆ ดูจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่ และถ้าเป็นเส้นทางที่รถติดหรือหาที่จอดรถยาก ช่องทางเดินรถไม่ได้สะดวกสบายแล้ว ทางเลือกอีกทาง คือการใช้รถจักรยานน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่าซึ่งในปัจจุบันได้มีบริการ “Bike Sharing” แบ่งปันการใช้จักรยานสาธารณะแบบง่ายๆ ผ่านแอปฯ ที่ให้บริการและในประเทศไทยก็เริ่มมีการให้บริการกันแล้วในบางสถานที่ซึ่งมีผู้ให้บริการอยู่หลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น

โอโฟ (ofo)

ขอบคุณภาพ : www.ofo.com/th

ในประเทศจีน โมเดลแบ่งบันสิ่งของในชีวิตประจำวันผ่านแอปนั้นได้รับความนิยมมากครับ มีของหลายอย่างมากที่สามารถใช้งานแล้วก็คืนผ่านแอปได้ในจีน เช่น ร่ม รถยนต์ ลูกบาส (หรือจะเรียกว่าการเช่าก็ได้นะ) แต่ตัวท็อปยอดฮิตที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันคือการแบ่งบันจักรยานครับ ซึ่งในประเทศไทยก็มีบริการอย่าง ofo ให้ได้ใช้กันแล้ว

รูปแบบการใช้งาน ofo ง่ายๆ เลยคือแค่เดินไปหาจักรยานสีเหลืองของ ofo ที่จอดอยู่ตามข้างถนน จะเดินสุ่มๆ ไปเจอ หรือเปิดแอปหาดูว่ามีจักรยานอยู่แถวไหนบ้างก็ได้ เสร็จแล้วเปิดแอป ofo ในมือถือแล้วสแกน QR Code ด้านหลังจักรยาน ระบบก็จะปลดล็อกรถให้ พอขี่ไปถึงจุดหมายเรียบร้อยก็แค่จอดในบริเวณที่จอดได้ ไม่กีดขวางทางจราจร แล้วกดล็อกรถจักรยาน แอปฯ ofo ก็จะสรุปออกมาว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ซึ่งไม่แพงเลยครับ

ข้อดีของ ofo คือความสะดวกของผู้ใช้ ที่ไม่ต้องตามหาจักรยานตามจุดจอด แถมไม่ต้องหาที่จอดด้วย เพราะสามารถจอดตรงไหนก็ได้ที่ควรจอด แต่ก็อาจมีปัญหาบ้างถ้ามีคนใช้งานผิดๆ เอาไปจอดไว้หน้าบ้าน หน้าร้านที่เค้าห้ามจอดครับ ซึ่งตอนนี้จักรยาน ofo ก็มีวางหลายพื้นที่ในไทยแล้ว เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และที่จังหวัดภูเก็ตในละเเวกตัวเมืองและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

  • จุดเด่น: ตัวจักรยานใช้ GPS ติดตามตำแหน่งกรณีที่เกิดปัญหาหรือต้องการซ่อมบำรุง ยางล้อใช้เป็นยางตันเพื่อตัดปัญหาการดูแลลมยางแถมยังใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อเป็นไฟส่องนำทางแบบตรวจจับการเคลื่อนไหวและติดสว่างโดยอัตโนมัติ
  • เทคโนโลยี: บริการของ ofo เป็นแบบ IoT (Internet of Things) ปลดล็อคจักรยานด้วยแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและสแกน QR Code บนตัวจักรยาน
  • อัตราค่าบริการ: 5 บาท / 30 นาที มีค่ามัดจำการใช้บริการ 99 บาท (ขอเงินคืนได้เมื่อยกเลิกการใช้บริการ) ชำระค่าบริการได้ผ่านบัตรเครดิต เดบิต และ BluePay

ขอบคุณภาพ : www.ofo.com/th

ประโยชน์ของการปั่นจักรยานนอกจากจะได้ร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังสามารถประหยัดพลังงาน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่เป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจกได้อีกด้วย ปัจจุบัน ofo มีจักรยานมากกว่า 14 ล้านคันใน 250 เมือง 22 ประเทศทั่วโลก และมียอดการใช้งาน 35 ล้านครั้งต่อวัน จากผู้ใช้งานทั้งหมด 250 ล้านคนทั่วโลก จากยอดการใช้นี้ ofo สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3.78 ล้านตัน หรือเทียบเป็นน้ำมันเบนซินได้ 1.07 พันล้านลิตรเลยทีเดียว จากสถิติล่าสุดของ Tomtom Traffic Index กล่าวไว้ว่าชาวกรุงเทพฯ ใช้เวลากว่า 240 ชั่วโมงต่อปีบนท้องถนนนั้น ofo ก็สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ ยกตัวอย่างหลังจากเปิดทำการจักรยาน ofo ในประเทศจีนสถิติการใช้รถยนต์เดินทางระยะสั้น 5 กิโลเมตร ลดลงไปถึง 44% เลยทีเดียว

ทุกคนสามารถร่วมกันประหยัดพลังงานได้ง่ายๆ เพียงหันมาปั่นจักรยานในระยะทางใกล้ๆ แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและยังสามารถลดปัญหารถติดได้อีกด้วย อย่าปล่อยให้โลกเราร้อนขึ้นเพียงเพราะคำว่า “ใกล้แค่นี้ขับรถไปก็ได้” เลย

โมไบค์ (Mobike)

ขอบคุณภาพ : mobike.com และภาพจาก P R K U

ให้บริการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนเป็นที่แรก ตามด้วยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และกำลังจะขยายพื้นที่ให้บริการในวงกว้างตามเมืองต่างๆ รวมถึงละเเวกห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลในอนาคต

  • จุดเด่น: ของโมไบค์คือ บริการที่เน้นความสบายของผู้บริโภคเป็นหลัก ผู้ใช้จะสามารถใช้จักรยานได้เมื่อ ปลดล็อกจักรยานด้วยบลูทูธ (Bluetooth) และการสแกน QR Code ที่อยู่บนจักรยานแต่ละคันด้วยแอปฯ ในสมาร์ทโฟน
  • เทคโนโลยี: ส่วนตัวจักรยานใช้เทคโนโลยี GPS ติดตามตำแหน่งของจักรยานแต่ละคันมีนวัตกรรมยาง ไร้ลมแบน, เฟรมอะลูมิเนียมกันสนิม, ระบบการขับเคลื่อนไร้โซ่
  • อัตราค่าบริการ: 10 บาท / 30 นาที โดยชำระผ่าน mPay ได้

โอไบค์ (oBike)

ขอบคุณภาพ : Facebook.com/BikeThailand

นำร่องเปิดให้บริการตามจุดสัญจรอย่างแนวสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ในกรุงเทพฯ ก่อนขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการตามสถานศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เเละล่าสุดในจังหวัดภูเก็ต

  • จุดเด่นและเทคโนโลยี: ใช้บริการด้วยการจองผ่านแอปพลิเคชันและปลดล็อคด้วยการสแกน QR Code เช่นเดียวกับ ofo และโมไบค์ และใช้เทคโนโลยีการติดตาม GPS เหมือนๆ กัน
  • อัตราค่าบริการ: 10 บาท / 15 นาที

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิงของแต่ละที่เกี่ยวกับเรื่อง Bike Sharing
 โดยแต่ละเจ้าของผู้ให้บริการก็มีจุดเด่นและลักษณะการใช้งานต่างกันแต่จุดประสงค์เดียวกันคือ “ลดการใช้พลังงาน” ใครที่ได้ไปตามสถานที่ต่างๆ ที่มีบริการ Bike Sharing อย่าลืม!! ลองใช้กันนะครับ ประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ แล้วยังถือเป็นการออกกำลังทางอ้อม ดีต่อสุขภาพเรานะครับ

ค้นหาที่พักในการท่องเที่ยว “พักร่วมกัน” แบบโฮสเทล ผ่านแอปฯ 
ลดค่าใช้จ่ายและช่วยลดการใช้พลังงาน

ปัจจุบันที่พักสำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบ Hostel มีให้บริการในไทยเพิ่มมากขึ้นโดยประเทศที่เป็นผู้นำ “ที่พักแบบแชร์กัน” อย่าง ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, เยอรมนี นั้นมีการให้บริการที่พักแบบ Hostel กันอย่างแพร่หลาย โดย Hostel จะมีทั้งห้องพักแบบที่เป็นห้องรวมมีเตียงแยกให้เป็นบุคคลหรือเป็นแบบห้องส่วนตัว

ในเรื่องการบริการจะเน้นให้ตัวผู้เข้าพักต้องดูแลตัวเอง โดยจะมีพื้นที่และของใช้ส่วนกลางให้ผู้ที่มาพักได้ใช้ร่วมกันเพื่อประหยัดพลังงาน เช่น ห้องน้ำ, กาน้ำร้อน, ตู้เย็น หรือไมโครเวฟ การใช้บริการที่พักแบบแชร์กันเป็นการช่วยประหยัดพลังงานสบายเงินในกระเป๋าแถมยังมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพรู้จักกับเพื่อนใหม่จากการท่องเที่ยวอีกด้วย

ขอบคุณภาพ : hostelworld.com

ส่วนแอปฯ ที่ให้บริการในการหาที่พักแบบ Hostel นั้นก็มีอยู่หลายตัวครับ แอปฯ ที่จะช่วยให้คุณสามารถหาที่พักแบบ Hostel ได้จากทั่วโลกที่ดูโดดเด่นก็จะมี Hostelworld แอปฯ ที่เน้นการหาห้องพักลักษณะห้องรวมข้อดีของการพักห้องรวมคือราคาที่พักต่อคืนไม่สูงมากนักเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่เป็น Backpacker หรือนักท่องเที่ยวที่ชอบเที่ยวคนเดียวแอปฯ ใช้งานง่ายมีรายละเอียดห้องพัก พร้อมรีวิว ที่ชัดเจน

สำหรับคนเดินทาง Backpacker ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยความที่ปัจจุบันการเดินทางสะดวกมากขึ้น และเส้นทางในการเดินทางที่หลากหลายทำให้ตัดสินใจออกเดินทางกลุ่มเล็กๆ กันเยอะขึ้นโฮสเทลเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและตอบโจทย์มากสำหรับคนกลุ่มนี้ที่เดินทางแต่ละครั้ง 3 – 5 วัน ขึ้นไปเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย

โฮสเทลยังตอบโจทย์มากๆ เนื่องจากที่พักโรงแรมทั่วไปส่วนใหญ่จะต้องจองกันเป็นห้องจำกัดจำนวนคนเข้าพักแต่ละห้อง แต่โฮสเทลเช่ากันเป็นเตียง 1 ห้องนอนอาจจะพักรวมกันตั้งแต่ 4 เตียง 8 เตียง 10 เตียง บางที่มากถึง 20 เตียงราคาถูกที่สุดที่ Search เจอข้อมูลคือ 150 – 200 บาท ต่อคืน  Backpacker ก็จัดการค่าใช้จ่ายได้และอาจจะมีเงินเหลือเอาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้เต็มที่มากขึ้นอีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเพื่อนหลายคนจากที่พักโฮสเทลเพราะมีโอกาสเจอผู้คนที่หลากหลายแน่นอนว่าผู้คนที่หลากหลายเหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยความแตกต่างทั้งวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อ ความชอบ เมื่อมาอยู่รวมกันแล้วจึงมีโอกาสพูดคุยกันและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : Smile Bell

นี่เป็นเพียงบางเรื่องที่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมประหยัดพลังงาน “วัฒนธรรมหาร 2 วัฒนธรรมใช้ร่วมกัน” ยังมีอีกหลายเรื่องมากมายที่เรานั้นทำได้ ลองเริ่มที่ตัวเราและส่งต่อวัฒนธรรมนี้ไปถึงเพื่อน ครอบครัว ที่ทำงาน และเราจะได้มีสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นลดความเป็นสังคมปัจเจกมาเป็นสังคมที่ใช้ร่วมกัน แชร์ร่วมกัน เพราะเราไม่รู้จริงๆ ว่าพลังงานที่มีให้เราใช้กันอยู่ในทุกวันจะมีเพียงพอให้เราใช้ไปได้ถึงเมื่อไหร่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตระหนักในการลด และ แชร์ การใช้พลังงานร่วมกันให้มากขึ้น

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

ทีวียุคนี้ต้องอัจฉริยะ! มาดูกันว่า LG ThinQ AI TV ทำอะไรได้บ้างเมื่อสั่งงานผ่าน Magic Remote

Published

on

ตอนนี้เทรนด์เรื่องการสั่งงานด้วยเสียงกำลังมาแรงนะครับ โดยเฉพาะการใช้งานในบ้าน ซึ่งทีวีก็เหมือนเป็นศูนย์กลางของบ้าน ทีวียุคใหม่ก็ต้องสั่งงานด้วยเสียงได้สิ เรื่องนี้ LG ก็ไม่น้อยหน้าใครด้วยเทคโนโลยี LG ThinQ AI ที่ทำให้สั่งงานทีวีด้วยเสียงได้ ด้วยคอนเซ็ปต์ Listen. Think. Answer. โดยผู้ใช้สามารถสั่งงานทีวีเพียงกดปุ่ม Voice บน Magic Remote เมจิกรีโมทแล้วพูดด้วยเสียงของคุณ ระบบประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) จะตีความหมายของเสียงที่เข้ามาแล้วทำงานทันที โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งเฉพาะ แต่ใช้ประโยคที่พูดทั่วไปได้เลย เพียงแค่พูดคุยกับ LG ThinQ AI ผ่านเมจิกรีโมท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ซึ่งสิ่งที่ LG ThinQ AI TV สามารถทำได้ก็เช่น

  • การเช็คสภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน “What is the weather today?”
  • สั่งปิดทีวีหลังรายการที่ดูจบลง “Turn off TV after this program ends”
  • สามารถค้นหาคลิปเพลงที่น่าสนใจใน Youtube “เพลงฮิต”
  • สั่ง “Screen off” ทีวีก็ยังเล่นเพลงต่อเนื่องขณะที่จอทีวีดับลงได้
  • อีกทั้งยังให้ทีวีจะเปลี่ยนช่อง Input ปัจจุบันเป็นช่องต่อที่เชื่อมกับเครื่องเล่นเกมก็สั่งว่า “Launch Game Console” เพียงเท่านี้ทีวีก็จะตอบสนองคำสั่งที่เราต้องการทันที

และแอลจีได้ปรับปรุง LG ThinQ AI ให้รองรับการทำงานกับภาษาไทยมากขึ้น ผู้ใช้สามารถใช้คำค้นหาที่ซับซ้อนกว่าการป้อนคำค้นหาโดยตรง เช่น ขอคำแนะนำว่าจะดู/ฟังอะไรดี หรือถามว่า “ใครฆ่าประเสริฐ” โดย LG ThinQ AI จะแสดงผลคลิปที่อยู่ในกระแสขณะนั้นจากยูทูป หรือคลิปจากละครที่มีความเกี่ยวข้องกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” ได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้คำสั่งแบบตรงตัว

ทีวีรุ่นที่รองรับ LG ThinQ AI

รุ่นทีวีที่รองรับ LG ThinQ AI มีหลากหลายรุ่นทั้งจอ Full HD, UHD และ OLED TV ที่สามารถใช้งานเมจิกรีโมทได้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15,990 ถึง 599,990 บาท ได้แก่รุ่น OLED77W8, OLED65E8, OLED65C8, OLED55C8, OLED65B8, OLED55B8, 65SK9500, 65SK8500, 55SK8500, 75SK8000, 65SK8000, 55SK8000, 55UK7500, 49UK7500, 86UK6500, 75UK6500, 70UK6540, 65UK6540, 55UK6500, 50UK6500, 55UK6320, 49UK6320, 43UK6320 และรุ่นทีวีที่ต้องซื้อเมจิกรีโมทเพิ่มเติมได้แก่ 65UK6330, 55UK6300, 50UK6300, 49UK6300, 43UK6300, 60UK6200, 49UK6200, 43UK6200, 49LK5700, 43LK5700

ซึ่งทุกรุ่นสามารถใช้งาน ThinQ AI ได้เหมือนกัน แตกต่างกันที่ความเร็วในการตอบสนองแต่ละคำสั่ง ชิปประมวลผลใน OLED TV จะทำงานได้เร็วกว่า Full HD ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม lg.com/th/ThinQAI

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Mobile Gamer นักเล่นเกมบนมือถือถึงควรเลือกใช้ Huawei Mate 20 X

Published

on

(Advertorial)

ในบรรดาสมาร์ทโฟนตัวตระกูล Huawei Mate 20 Series ที่วางขายทั่วไป 3 ตัวคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X เราบอกได้เลยว่า Mate 20 X คือสมาร์ทโฟนที่เหมาะในการเล่นเกมมากที่สุดในตระกูล ถ้าใครเป็นคนใช้สมาร์ทโฟนสายเกมเมอร์ (และต้องการมือถือที่ถ่ายภาพสวยด้วย) นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนตัวนี้ถึงเล่นเกมได้ดีจัง

1. ใช้ Kirin 980 ชิปตัวท็อปของหัวเว่ยพร้อม Huawei Cooling System

Kirin 980 เป็นชิปแถวหน้าของโลก Android ในตอนนี้นะครับ ซึ่ง Huawei เป็นแค่ 1 ในสามบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบชิปใช้เอง ทำให้ Kirin 980 ถูกออกแบบจากความต้องการของ EMUI และการใช้งานอื่นๆ ที่หัวเว่ยต้องการนำเสนอกับผู้ใช้ ซึ่งพื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อน คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก และยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก

ผลการทดสอบด้วย Geekbench 4 Kirin 980 ของ Huawei Mate 20 X ได้คะแนน Multi-core ไป 9923 คะแนน จัดว่าสูงเลยทีเดียว

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

ส่วนคะแนนกราฟิก 3 มิติจาก 3DMark ชุดทดสอบ Sling Shot Extreme ได้ไปราว 4,300 คะแนน

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

นอกจากนี้ Huawei Mate 20 X ยังสามารถเปิด Performance Mode ภายใน Settings ของเครื่อง (อยู่ในหน้า Battery) เพื่อเร่งประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องได้ด้วย ซึ่งโหมดนี้อาจจะเล่นเกมได้สั้นลงหน่อยเพราะใช้แบตเตอรี่มากขึ้น แต่แบต 5,000 mAh ของ Mate 20 X ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องนี้มากนักนะครับ

ที่ต้องพูดถึงเลยคือ Huawei Mate 20 X เป็นรุ่นเดียวที่มีระบบระบายความร้อน Huawei Cooling System ต่อท่อระบายความร้อนจากตัวชิปเลย ลดปัญหาเล่นเกมนานๆ แล้วเครื่องหน่วงเพราะ CPU ร้อนเกินไปจนต้องจำกัดความแรง ซึ่งเราก็เทสกับหลายเกมหนักๆ เช่น Shadowgun Legends, Asphalt 9, ROV หรือ Contra: Return แบบต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่มีอาการภาพหน่วงให้เห็น เล่นเกมขึ้น 60 fps ได้สบายๆ เริ่มต้นเล่นเกมลื่นยังไง ก็เล่นลื่นไปอย่างนั้นตลอดเวลา ฟินมาก จะเล่นเกมไป แคสเกมออกโลกออนไลน์ก็ยังไหว เครื่องไม่ร้อนมาก ซึ่งอนาคตหัวเว่ยน่าจะปรับปรุงซอฟต์แวร์ร่วมกับผู้พัฒนาเกมต่างๆ เพื่อให้รองรับประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีต่อไปครับ

2. หน้าจอใหญ่ สบายตา ออกแบบเครื่องมาให้เหมาะกับการเล่นเกม

หน้าจอของ Huawei Mate 20 X นั้นเป็นจอ OLED ขนาด 7.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ โดยรวมก็ถือเป็นจอที่ดี ให้สีสันและความสว่างได้ดี ถ้าเปิด Youtube HDR นี่ฟินเต็มตาเต็มอารมณ์มาก เพราะรองรับการแสดงภาพแบบ HDR ด้วย ด้านบนมีรอยบากเป็นแค่หยดน้ำ เพราะไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับหน้าแบบ 3 มิติ ทำให้พื้นที่หน้าจอใช้ได้เยอะครับ

แต่หน้าจอใหญ่ขนาดนี้จะมีปัญหาในการพกพาไหม ตอนเราเห็นเครื่องนี้ครั้งแรกก็บอกเลยว่าหวั่นใจอยู่เหมือนกันจอ 7.2 นิ้วว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงไหวไหม แต่เมื่อใช้จริงมา 2-3 สัปดาห์ก็พบว่าฝาหลังโค้งของ Mate 20 X ทำให้จับเครื่องง่ายและไม่หลุดมือครับ เวลาถืออยู่ในมือนี่ไม่มีปัญหาเลย ส่วนการใส่กระเป๋ากางเกง มันก็ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ส่วนใหญ่ได้ไม่มีปัญหานะครับ ยกเว้นกางเกงที่กระเป๋าตื้น ก็ต้องเก็บมือถือไว้ในกระเป๋านอกแทน เอาเป็นว่าความใหญ่ของจอไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ ลองไปซ้อมถือที่ร้านบ่อยๆ ก็ได้ครับ

อีกเรื่องที่น่าพูดถึงสำหรับนักเล่นเกมคือการออกแบบเครื่อง จุดเด่นของ Huawei Mate 20 X คือมีลำโพงสเตอริโอจริงๆ อยู่ขอบบนและขอบล่างของเครื่อง ซึ่งเป็นลำโพงที่ให้เสียงดังและดีที่สุดในตระกูล Mate 20 Series เวลาเล่นเกมนี่แยกซ้าย-ขวาสบายๆ เล่นเกมแล้วเสียงดังกังวาลจนตกใจว่ามือถือให้เสียงเล่นเกมดีขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อถือเครื่องแนวนอนเจ้าลำโพงคู่นี้จะหลบฝ่ามือที่จับเครื่องอยู่พอดี (ถ้าไม่หลบฝ่ามือก็พลิกเครื่องขึ้นอีกทางหนึ่งนะครับ 555) ส่วนปุ่มปิดจอ เร่งเสียงก็จะไปอยู่ด้านล่างเครื่องถ้าจับแบบนี้ ก็ทำให้มือไม่ไปโดนปุ่มง่ายๆ ดีครับ

3. แบตเตอรี่ เรื่องสำคัญยิ่งยวดของเกมเมอร์

หัวชาร์จ SuperCharge

จะเล่นเกมต่อเนื่องได้นานๆ แบตเตอรี่ก็ต้องทนจริงไหมครับ Huawei Mate 20 X ให้แบตเตอรี่ในเครื่องมา 5,000 mAh ก็มากที่สุดในตระกูล Mate 20 แล้วแหละ ซึ่งเราเทส Huawei Mate 20 X ทั้งการใช้งานทั่วไป และการเล่นเกม ถ้าคุณใช้ Mate 20 X แบบใช้งานทั่วไป เปิดเฟซ เปิดไลน์ เล่นเกมบ้าง ไม่ได้เล่นยาวนานเป็นชั่วโมงๆ Mate 20 X ไม่เคยแบตหมดในระหว่างวันให้เราเห็นเลย คนอื่นเค้าพก Powerbank กัน แต่พกแค่โทรศัพท์นี่แหละพอแล้ว ส่วนถ้าใช้เล่นเกมยาวๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้จนจบวันนะครับ อย่างเอาไปเปิดบอทในเกม Ragnorok M สองชั่วโมงแบตลดไปสิบกว่าเปอร์เซนต์ ยกเว้นวันที่เล่นเกมนานจริงๆ ซึ่งถ้าใครเป็นเกมเมอร์สายเล่นเกมหนัก ต่อเนื่องวันละหลายชั่วโมง เราก็แนะนำให้พกหัวชาร์จ SuperCharge ที่ได้มากับเครื่องติดไปด้วยนะครับ

แม้ว่า Huawei Mate 20 X จะไม่ได้มาพร้อม SuperCharge ระดับ 40 W เหมือนตัวพี่ Huawei Mate 20 Pro ที่ชาร์จด้วยสปีดเร็วกว่านรก แต่หัว SuperCharge มาตรฐาน กำลัง 22.5 W ก็เร็วกว่าหัวชาร์จทั่วไปมากแล้วครับ ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมง ก็สามารถใช้งานเครื่องต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง แต่ถ้าลืมเอาหัว SuperCharge ไป ก็สามารถใช้หัวชาร์จ USB-PD หรือหัว Quick Charge เพื่อชาร์จไฟเครื่องด้วยกำลัง 9v 2a หรือ 18 w ได้ครับ ซึ่งก็ชาร์จได้เร็วใช้ได้เหมือนกัน ก็ถือว่า Huawei Mate 20 X สามารถรองรับมาตรฐานการชาร์จไฟได้หลายรูปแบบ

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ Huawei Mate 20 X เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักเล่นเกมตอนนี้นะครับ ด้วยราคาเปิดตัวไม่แรงมากที่ 28,990 บาท พร้อม Ram 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งก็เกินพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบันครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น 5G กับ AIS ครั้งแรกของไทย พร้อมเปิดทดสอบ “5G” ก่อนใคร 22 พ.ย. นี้ ที่ AIS D.C.

Published

on

5G จะมาเมื่อไหร่?, ตอนนี้เน็ต 4G ก็เร็วมากแล้ว แล้ว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรอีก?

หลากคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ใช้เกี่ยวกับเรื่อง 5G เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทน 4G เร็วๆ นี้ เพื่อเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับ 4G, 5G ให้ถึงแก่น แบไต๋ได้พูดคุยกับ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงเรื่องวุ่นๆ ของ 4G และ 5G เพื่อเรียบเรียงให้อ่านกันครับ

ว่าด้วยเรื่อง AIS-T ก่อน มันคือ 4G ใช่ไหม?

ช่วงตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ AIS อาจแปลกใจว่าบางครั้งเครือข่ายที่โทรศัพท์ตัวเองจับได้นั้นไม่ได้ขึ้นชื่อ AIS แต่ขึ้นเป็น AIS-T ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง AIS กับ TOT เพื่อใช้คลื่น 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) มาให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนถามกันเยอะว่าขึ้น AIS-T แล้วสัญญาณแรงเท่าสัญญาณที่เป็น AIS ไหม? จับได้แค่ 3G ไหม?

 

ซึ่งคุณวสิษฐ์ให้ข้อมูลว่า AIS-T ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับ สัญญาณที่เป็น AIS แน่นอน เนื่องจาก AIS-T ก็คือ การที่ AIS นำคลื่น 2100MHz(TOT) มากระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดิมของ AIS ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องกังวล เรื่องสัญญาณว่าจะแรงไม่เท่ากัน

และวันนี้ AIS ได้มีการปรับคลื่น 2100 MHz (TOT) จากการให้บริการ 3G อย่างเดียว จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) เปลี่ยนมาเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz x 2) และ 3G จำนวน 10 MHz (5 MHz x 2) โดยดูจากพื้นที่การให้บริการ ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 3G อยู่เยอะ ก็จะเก็บ 2100 MHz (TOT) ไว้ใช้สำหรับ 3G ก่อน ยังไม่ได้ทำ 4G ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 4G อยู่เยอะ เช่นในเมือง ส่วนใหญ่ก็ถูกปรับให้เป็น 4G แล้ว

ทำให้ตอนนี้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นให้บริการ 4G มากที่สุด มีคลื่นใช้งาน 4G (900MHz+1800MHz+2100MHz) ถึง 100 MHz (50 MHz x 2) เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยเติบโตขึ้นมาก AIS ก็ปรับปรุงเครือข่ายตลอด ตอนนี้ AIS เป็นผู้นำเรื่องคลื่นในไทย มีมากกว่าทุกเจ้า

ว่าด้วยเรื่อง 5G บ้าง มันดีกว่า 4G อย่างไร?

คุณวสิษฐ์เล่าเรื่อง 5G ให้เราฟังว่า การออกแบบมาตรฐาน 5G นี้คำนึงถึง 3 แกนที่จะต้องดีกว่า 4G คือ

3 แกนที่ปลาย 3 มุมของ 5G

  1. ความเร็วที่สูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Massive MIMO ซึ่งปัจจุบัน AIS ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีความเร็วสูง 4G Massive MIMO 32T 32R อยู่แล้วเพื่อรองรับการใช้บริการความเร็วสูงและผู้ใช้จำนวนมาก
  2. Low Latency เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเลยที่การเชื่อมต่อระหว่างกันจะต้องไม่แลค มีความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยลง ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องเชื่อมต่อตลอดเวลา ซึ่ง AIS ก็ปรับปรุงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังอยู่ในยุค 4G ก็เถอะ ซึ่งลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อมี Latency ลดลงด้วย เช่นถ้า Latency ลดลง 10 ms ประสิทธิภาพ Thoughput จะเพิ่มขึ้นถึง 20-30%
    1. เรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็การเล่นเกมที่จะทำได้ลื่นไหลขึ้น โดนยิงหัวโดยไม่รู้ตัวน้อยลง
    2. ถ้ายกตัวอย่างงานสเกลใหญ่ๆ อย่างการควบคุมระบบขนส่งมวลชนที่ทุกเสี้ยววินาทีก็สำคัญต่อความปลอดภัย เมื่อสั่งหยุดรถไฟก็ต้องหยุดได้ทันที
    3. หรืองานอันตรายเช่นการควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย หรือการควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ระบบต้องทำงาน Real-time จากระยะไกลจริงๆ ซึ่งก็จะเป็นจริงได้ในยุค 5G
  3. รองรับ machine type communication (mMTC) หรือการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเครือข่าย 5G รองรับ MTC เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้เก็บข้อมูลจาก IoT ได้เยอะขึ้น เพราะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากขึ้น (พูดแบบกีกๆ คือรองรับ Endpoint สูงขึ้น) ซึ่ง NB-IoT และ eMTC ที่ AIS ลงทุนพัฒนาอยู่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระบบ 5G ได้ทันทีเมื่อเริ่มใช้

คุณวสิษฐ์ย้ำว่าแม้ 5G จะยังไม่ได้เริ่มให้บริการจริงๆ แต่ผู้ใช้ก็สามารถใช้เทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ 5G ได้บนเครือข่าย 4.5G ของ AIS ได้ในตอนนี้เลย และเมื่อ 5G มาถึงจริงๆ ก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก

5G ต้องใช้คลื่นอะไรในการให้บริการ?

(คนกลาง ยืดกอดอก) วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณวสิษฐ์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่า ความต้องการใน 3 เรื่องของ 5G คือ 1. ความเร็วที่สูงขึ้น 2. Low Latency และ 3. รองรับ mMTC ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องการคลื่นที่แตกต่างกันในการทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ดี เช่นถ้าต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นก็ต้องใช้คลื่นความถี่สูงและ Bandwidth ที่มีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานกับระบบขนส่งมวลชน หรือรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องการคลื่นความถี่ต่ำเพื่อให้ครอบคลุมระยะทางกว้างกว่าคลื่นความถี่สูงหรือการทำ Low latency ก็ต้องใช้ความถี่กลางๆ เพื่อให้ได้ทั้งความเร็วและระยะทาง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะออกแบบเครือข่ายและรูปแบบการใช้คลื่นให้เหมาะกับงานและบริเวณที่นำไปใช้ แต่ที่บอกได้คือผู้ให้บริการก็ต้องมีคลื่นทั้งความถี่ต่ำ กลาง สูงเพื่อให้บริการได้ครอบคลุม

ซึ่งการเริ่มใช้ 5G ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งไปที่คลื่นความถี่ใหม่ๆ ก่อน เพื่อทำความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล จึงจะยังไม่ได้ดึงคลื่นเดิมที่ใช้กับบริการเก่าๆ อย่าง 3G มาใช้ จึงทำให้มีเวลาพักหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5G ที่ต้องรอความพร้อมของหลายๆ ด้านด้วย

การจะไปถึง 5G ได้ก็ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของเครือข่ายใหม่ ซึ่ง AIS ได้นำสถาปัตยกรรมของ 5G มาใส่ใน 4.5G แล้ว ตัวแกนของเครือข่ายคือพร้อมสำหรับใช้งาน 5G แล้ว

5G จะได้ใช้กันเมื่อไหร่ แล้ว AIS พร้อมแค่ไหนในตอนนี้?

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สำหรับประเด็นนี้คุณวสิษฐ์เล่าย้อนไปถ้า Roadmap ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่กำหนดความเป็นไปของโทรคมนาคมโลก โดยแผนของ 3GPP ระบุว่าปีหน้าในปี 2019 เครือข่าย 5G จะเกิดแน่นอนในโลก โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือญี่ปุ่น-เกาหลี แต่อย่างญี่ปุ่นคือมีแผนชัดอยู่แล้วว่าปี 2020 จะต้องมี 5G ใช้เต็มตัว เพื่อรับกีฬาโอลิมปิก

การมาของ 5G นั้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อครั้ง 3G คือในอดีตตอนที่ทำ 3G เป็นเครือข่ายที่พัฒนาไปรอก่อน แต่อุปกรณ์ต่างๆ รองรับ 3G ช้า การเปลี่ยนผ่านเลยต้องใช้เวลารอคนซื้ออุปกรณ์ใหม่ (อันนี้ทีมงานแบไต๋เสริมว่าเฉพาะในต่างประเทศนะ เพราะในไทย 3G เกิดค่อนข้างช้าจนอุปกรณ์พร้อมใช้กันไปหมดแล้ว เมื่อเกิด 3G คนไทยเลยใช้งานได้ทันที) แต่ในรอบ 5G นี้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆ ก็เริ่มใส่เทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมรองรับ 5G กันแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีสมาร์ทโฟนแบบ plug-in ที่ใช้อุปกรณ์เสริมทำให้ใช้ 5G ได้ สำหรับใครที่ไม่อยากเปลี่ยนมือถือ หรือแบบที่รองรับ 5G ในตัวก็น่าจะออกสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้ ทำให้เมื่อ 5G พร้อม คนส่วนหนึ่งก็จะใช้งานได้ทันที

ส่วนในไทย 5G จะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะกสทช. ก็กำลังวางแผนการใช้คลื่นความถี่กันอยู่ แต่ AIS ก็ไม่ได้รอ ทำ 4.5G ที่พร้อมสำหรับ 5G เมื่อ 5G เกิดก็พร้อมให้บริการได้ทันที

สถาปัตยกรรมเครือข่ายของ AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G เพราะมาตรฐานโลกฟรีซแล้ว เมื่อถึงเวลาของ 5G ก็ใช้งาน AIS 5G ได้ทันที

เอไอเอสก็ได้เริ่มศึกษาและเป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลางซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกครั้งที่โลกการสื่อสารเปลี่ยนยุค ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน เช่น ตอนเข้าสู่ยุค 2G เรามี SMS ใช้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราเริ่มใช้ Video Call ได้ การสื่อสารก็เปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป ส่วน SMS ก็ค่อยๆ ตายในยุคนี้ และในยุค 4G เราทำไลฟ์ได้ ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอีก ซึ่งธุรกิจก็ต้องตามความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน ซึ่ง 5G น่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปอีกวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

และพบกับ 5G the First LIVE in Thailand by AIS” การแสดง 5G ครั้งแรกของไทย วันที่ 22 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2561 ที่ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เข้าไปดูความล้ำของ 5G ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!