Connect with us

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น ทำไมประเทศไทยต้องมีมาตรฐานรางปลั้กไฟใหม่

ไทยได้กำหนดมาตรฐาน มอก. สำหรับรางปลั้กใหม่เพื่อให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่คนขายปลั้กเดิมจะเป็นยังไง แล้วทำไมคนซื้อควรซื้อปลั้กมาตรฐานใหม่ มาหาคำตอบกัน

Published

on

รู้หรือไม่ว่าปลั้กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ และอันตรายต่อชีวิตต่างๆ อีกมากมาย ซึ่ง สมอ. หรือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงได้ออกมาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ชุดใหม่ออกมาและบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมคุณภาพปลั้กพ่วงที่ขายในประเทศไทยทั้งหมด จนในช่วงแรกที่มาตรฐานนี้บังคับใช้ก็มีดราม่าอยู่บ้าง เมื่อมีบางแบรนด์ต้องถอนตัวจากตลาดไปในตอนนี้ เพราะผลิตภัณฑ์ยังไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานใหม่ รวมถึงปลั้กรางที่จะเข้ามาตรฐานนี้ก็จะมีราคาสูงขึ้นด้วย ตามคุณภาพวัสดุที่ต้องสูงขึ้นเพื่อให้เข้าเงื่อนไข

อภิจิณ โชติกเสถียร เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

anitech ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลั้กพ่วงรายใหญ่ของไทยจึงจัดเสวนา “IOT กับมาตรฐาน มอก. และอนาคตปลั๊กไฟ โดย anitech” โดยได้รับเกียรติจากคุณอภิจิณ โชติกเสถียร เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนและผู้ค้าถึงมาตรฐานปลั้กไฟใหม่ พร้อมข้อบังคับทางกฎหมาย

มาตรฐานรางปลั้กไฟใหม่เป็นอย่างไร

(ซ้าย) พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์, โธมัส-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด, พิชญ์สินี ประดับพลอย นิติกรชำนาญการ, สมชาย พันธ์ยา นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ

คุณสมชาย พันธ์ยา นักวิชาการมาตรฐานชำนาญการ ตัวแทนภาครัฐ เล่าให้ฟังถึงมาตรฐานปลั้กไฟใหม่หรือ มอก.2432-2555 ว่ามีเงื่อนไขการผลิตที่รัดกุมเพื่อหลายอย่างเพื่อความปลอดภัยคือ

  • ต้องใช้สายไฟที่มีพื้นที่หน้าตัดอย่างน้อย 0.75 mm² ขึ้นไปเท่านั้นสำหรับกระแสระดับ 10 A โดยกำหนดให้สายไฟยาวได้ 5 เมตรสำหรับข้อกำหนดต่ำสุด และถ้ามีพื้นที่หน้าตัดสายไฟ 1.0 mm² จะสามารถมีความยาวสายไฟได้สูงสุด 30 เมตร (ตามตารางด้านบน) ซึ่งปลั้กรางราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานเมื่อก่อนใช้กันแค่สายไฟที่มีหน้าตัดเล็กกว่านี้ (เพื่อประหยัดต้นทุน) ทำให้รับกระแสได้น้อย และอาจทำให้เกิดการลุกไหม้ได้
  • เต้าเสียบต้องมีม่านชัตเตอร์ เพื่อป้องกันนิ้วหรือของที่จะตกลงรางปลั้กจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
  • ถ้ามีปลั้กรางมีเกิน 3 เต้า ต้องมีตัวตัดกระแสไฟฟ้าแบบ Thermal cutoff เพื่อป้องกันกระแสเกินจนร้อนจัดแล้วลุกไหม้
  • ตัวเต้าเสียบต้องได้มาตรฐานปลั้กแบบใหม่ เสียบแล้วไม่หลวม
  • หัวปลั้กเสียบมีฉนวนที่โคนของปลั้ก เพื่อป้องกันสายไฟ ซึ่งตอนนี้ก็มีมาตรฐานปลั้กไฟใหม่ของไทยให้ทำตามแล้ว
  • ต้องติดสลากบอกให้ชัดเจนว่าปลั้กรางนี้สามารถรับกระแสได้เท่าไหร่
  • ตัวผลิตภัณฑ์ก็ต้องแสดงเครื่องหมายมอก. ให้ชัดเจนด้วย
  • ส่วนตัวสวิทซ์ที่รางปลั้ก อันนี้มาตรฐานใหม่ไม่ได้บังคับว่าต้องมี จะไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีสวิทซ์บนปลั้กราง ตัวสวิทซ์ก็ต้องได้มาตรฐานมอก. ด้วย

คุณสมชายย้ำว่ามาตรฐานมอก. รางปลั้กไฟใหม่นี้ไม่มีการยกเลิกแน่นอน ไม่ใช่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะดราม่าว่ามาตรฐานใหม่ทำให้ราคาของปลั้กรางเพิ่มขึ้นแล้วทำให้คนไม่ซื้อ ก็มากดดันให้ยกเลิกมาตรฐาน เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามีผู้ผลิตที่สามารถทำตามมาตรฐานใหม่ของไทยได้ ในเมื่อมีผู้ทำได้แล้ว จะยกเลิกเพื่อยกประโยชน์ให้ผู้ผลิตที่ไม่ปรับตัวทำไม

ถ้าผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายปลั้กรางที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ใหม่จะมีโทษอย่างไร

ประเด็นนี้คุณพิชญ์สินี ประดับพลอย นิติกรชำนาญการ อธิบายว่ากฎหมายบังคับกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายเท่านั้น คนซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไปไม่มีโทษ แค่มีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมอก. ใหม่จะมีโทษปรับตามระดับอัตรา เช่นเจอครั้งแรกปรับ 5,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 10,000 บาท ครั้งที่ 3 ปรับ 30,000 บาท ซึ่งถึงเจอจนถึงครั้งที่ 5 จะถูกดำเนินคดีซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 1 เดือน แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจเทียบไม่ได้กับชื่อเสียงของบริษัทห้างร้านที่จำหน่ายของตกมาตรฐาน เมื่อถูกจับก็เสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่นจากลูกค้าไป

กรณีนี้มีข้อยกเว้นอยู่ตรงที่สินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่กฎหมายบังคับใช้ จะยังจำหน่ายได้อยู่จนกว่าสินค้าในสต็อกจะหมด แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ไปตรวจเจอ ก็ต้องมีหลักฐานยืนยันว่าผลิตหรือนำเข้ามาก่อนวันที่ 24 ก.พ. จริงๆ

ซึ่งคุณพิชญ์สินีก็แนะนำผู้จำหน่ายว่าก่อนจะรับสินค้ามาขาย ก็ต้องขอดูใบอนุญาตก่อน รวมถึงมาตรฐานมอก. บนตัวสินค้า และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจก็ต้องขอดูบัตรเจ้าหน้าที่ก่อน หรือถ้าไม่แน่ใจก็สามารถโทรเช็คกับทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้

มุมมองของผู้ผลิตปลั้กราง มาตรฐานใหม่ผลิตยากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น แต่กัดฟันเพื่อความปลอดภัย

โธมัส – พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

คุณโธมัส – พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ Anitech เล่าให้ฟังว่า มาตรฐานใหม่ก็ผลิตได้ยากขึ้น ตอนแรกที่ประกาศใช้มาตรฐานนี้มีการคำนวณราคาสินค้าออกมา ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาเดิม แต่ทีม R&D ก็ใช้เวลาพัฒนาปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานโดยที่ต้นทุนไม่สูงขึ้นมากนัก ทำให้ตั้งราคาได้ในระดับที่ตลาดน่าจะยอมรับอยู่ ก็ยอมรับว่าได้กำไรลดลง แต่ก็ทำตามเพราะมีกติกาที่ชัดเจน ทุกคนต้องทำเหมือนกัน

ซึ่ง anitech ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ชั้นนำด้าน IoT ในไทย โดยคุณโธมัสวางแผนให้ผลิตภัณฑ์ 20% ของบริษัทเป็นสินค้า IoT ที่สามารถเชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ (ตอนนี้ anitech มีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU)

ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเริ่มจำหน่ายรางปลั้กไฟ IoT รุ่นใหม่ที่สามารถควบคุมการทำงานผ่านแอปได้ พร้อมสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน eSIM ได้ ก็ถือเป็นปลั้กราง IoT รุ่นแรกของโลกที่ผ่านมาตรฐานมอก. ใหม่ และกำลังพัฒนาให้สั่งงานผ่าน Google Assistant และ Alexa ได้ด้วย

ที่ผ่านมายอดขายคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์ ในปี 2560 อยู่ที่ 300 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนชิ้นอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้น เติบโตจากปี 2559 อยู่ที่ 25% งบประมาณการตลาดปีนี้ (2561) อยู่ที่ 45 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 10% ของรายได้ประมาณการณ์ในปีนี้ โดยงบประมาณในส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นใน เรื่องของการพัฒนานวัตกรรมของสินค้าในครึ่งปีหลัง บุกตลาดปลั๊ก IOT หรือ Smart plug เป็น Product Highline และตั้งเป้ายอดขายปลายปี 2561 ไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท ซึ่งสามารถผลักดันยอดขายขึ้นมากกว่าปี 2560 ถึง 150 ล้านบาท กินพื้นที่ส่วนแบ่งการตลาดปลั๊กในประเทศไทยอยู่ที่ 30% นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายในการที่จะก้าวเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอันดับ 1 ของไทย และช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% ภายในปี 2563 อีกด้วยโธมัส - พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

รู้จัก Kirin 980 ชิปสำหรับสมาร์ทโฟนที่แรงที่สุดในปีนี้ ที่พร้อมใส่ใน Huawei Mate 20 Series

Published

on

ชิป Kirin เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของสมาร์ทโฟนจาก Huawei ไปแล้วนะครับ ซึ่งการที่หัวเว่ยสามารถพัฒนา CPU เพื่อใช้ในสมาร์ทโฟนของตัวเองได้ ก็ถือเป็นจุดเด่นมากๆ เพราะเมื่อการพัฒนาตัวระบบปฏิบัติการ (EMUI) และตัวชิปประมวลผล (Kirin) อยู่ในบริษัทเดียวกัน ก็ทำให้การพัฒนา 2 ส่วนนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ เมื่อฝั่งซอฟต์แวร์ต้องการรูปแบบการประมวลผลพิเศษ ก็สามารถคุยกับทีมพัฒนา CPU เพื่อสร้างฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้สอดรับกันได้โดยตรง ไม่ต้องปวดหัวคุยกันข้ามบริษัท แล้วยังทำให้การพัฒนา Hardware กับ Software มีทิศทางเดียวกันด้วย ซึ่งปัจจุบันมีแค่ 3 บริษัทในโลกเท่านั้นที่ออกแบบ CPU ใช้เองในสมาร์ทโฟนของตัวเองครับ ซึ่งหัวเว่ยก็เป็นหนึ่งในสามบริษัทนี้

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ปีที่แล้วเราได้เห็นประสิทธิภาพของชิป Kirin 970 ที่ใช้ใน Huawei Mate 10, Huawei P20 และ Huawei Nova 3 กันไปแล้วว่าชิปที่มี NPU (Neural Processing Unit) หรือส่วนประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์นั้นช่วยในการทำงานมากขนาดไหน ด้วย NPU ทำให้เรามีโทรศัพท์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้สวยขึ้นด้วย Mastered AI ที่สามารถวิเคราะห์ซีนภาพและเลือกรูปแบบการปรับแต่งภาพให้เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว แถมโทรศัพท์ยังสามารถช่วยจัดเฟรมภาพให้สวยงาม และแปลภาษาได้อย่างรวดเร็วด้วย ซึ่งต้องถือว่า Huawei เป็นผู้จุดกระแส สร้างเทรนด์ AI ในโทรศัพท์มือถือ จนหลายๆ ค่ายต้องมีเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบัน

Kirin 980 ก้าวต่อไปที่ดีกว่าเดิมทุกด้าน

สรุปความแตกต่างของ Kirin 970 กับ Kirin 980

ตัดภาพมาหนึ่งปีหลังจาก Kirin 970 ได้ออกมาวาดลวดลาย ก็ถึงเวลาของ Kirin 980 ชิปตัวใหม่ที่เปิดตัวไปในงาน IFA 2018 ที่ปรับปรุงทุกด้านให้ดึขึ้นครับ โดยถือเป็นชิปตัวแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm (นับจากวันเปิดตัว) ทำให้ Kirin 980 มี Transistor ถึง 6,900 ล้านตัวอยู่ภายใน ใส่ได้มากกว่าเดิม 1.6 เท่า และยังประหยัดพลังงาน แถมลดความร้อนที่เกิดจากชิปอีกด้วย

ความเป็นมาของ Kirin 980

Huawei เริ่มพัฒนาชิปตัวนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะการเตรียมเทคโนโลยีที่ย่อส่วนทรานซิสเตอร์ลงไปถึง 7 nm (0.000000007 เมตร) นั้นต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมกับโรงงานผลิตอย่างมาก โดยหัวเว่ยใช้วิศวกรมากกว่า 1,000 คนในโปรเจกนี้ และสร้างตัวต้นแบบมามากกว่า 5,000 แบบกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นชิป Kirin 980 โดยบริษัทผู้ผลิตชิปตัวนี้คือ TSMC โรงงานผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแรกในโลกที่ผลิตชิประดับ 7 nm ได้

โดยชิป Kirin 980 หัวเว่ยกล้าประกาศเลยว่าเป็นสุดยอดของโลก 6 ด้านคือ

  1. World’s 1st 7nm SoC – ชิปตัวแรกในโลกที่ประกาศว่าใช้เทคโนโลยีผลิตแบบ 7 nm
  2. World’s 1st Cortex-A76 Based CPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้สถาปัตยกรรมย่อยของ CPU ตัวใหม่คือ ARM Cortex-A76
  3. World’s 1st Mali-G76 GPU – ชิปตัวแรกของโลกที่ใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G76
  4. World’s 1st Dual-NPU – ชิปตัวแรกของโลกที่มี NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่
  5. World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem – ชิปตัวแรกของโลกที่รวมโมเด็มความเร็วสูงไว้ ทำให้รองรับ 4G LTE Cat.21 ความเร็วสูงสุด 1.4 Gbps ได้
  6. World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X – ชิปตัวแรกของโลกที่รองรับหน่วยความจำแบบ LPDDR4X 2133 MHz

สถาปัตยกรรมความแรงและประหยัดไฟของ Kirin 980

บอร์ดต้นแบบของ Kirin 980 ที่สามารถรันเกม NBA 2K18 ได้แตะ 60 fps ตลอดเวลา

พื้นฐานของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากชิปรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ คือใช้สถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A76 ตัวใหม่ถอดด้ามจาก ARM ผู้พัฒนารากฐานของ CPU ที่ใช้กันทั่วโลก โดย Cortex-A76 นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A75 ที่ใช้ในชิปอย่าง Snapdragon 845 ราว 25 – 35% และมีแบนด์วิดท์ของหน่วยความจำเพิ่มขึ้น 90% และเมื่อเทียบกับ Cortex-A73 ที่ใช้ใน Kirin 970 เดิม ก็ให้ประสิทธิภาพมากกว่า 2 เท่า ซึ่ง ARM ตั้งใจพัฒนาให้ A76 แรงพอที่จะใช้ในระดับคอมพิวเตอร์ได้เลย เอาไปแข่งกับ Intel ยังไหว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังมีหน่วยประมวลสถาปัตยกรรมย่อย Cortex-A55 อยู่ด้วย ซึ่งจะเป็นแกนประมวลผลที่กินไฟต่ำ สำหรับงานที่ไม่ต้องการกำลังในการประมวลผลมากนัก โดย A55 มีประสิทธิภาพมากกว่า Cortex-A53 ที่ใช้ใน Kirin 970 อยู่ราว 18% ในขณะที่กินไฟน้อยลง 15% ด้วย

โครงสร้างของ Kirin 980 นั้นแตกต่างจากซีพียูรุ่นก่อนๆ นะครับ คือมีทั้งหมด 8 แกนประกอบด้วย

  • 2 แกนประสิทธิภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดย Cortex-A76 ที่ความเร็ว 2.6 GHz
  • 2 แกนกำลังประมวลผลกลางๆ ที่เป็น Cortex-A76 เหมือนกันแต่มีความเร็วที่ 1.92 GHz
  • 4 แกนเล็ก กำลังประมวลผลต่ำ แต่ประหยัดไฟมากๆ เป็น Cortex-A55 ที่ความเร็ว 1.8 GHz

8 แกนของ Kirin 980 สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา นำเสนอโดยคุณพลภัทร์ สายบัวทอง ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย

ซึ่งเมื่อมี 8 แกนที่ปรับจูนมาต่างกัน ก็ทำให้สามารถเปิด-ปิดแกนทั้ง 8 ได้ตามอิสระตามความเหมาะสมของการทำงาน เช่นเปิดเพลงก็ใช้แกนเล็กตัวเดียวก็มีแรงมากพอแล้ว ประหยัดไฟด้วย แต่เวลาเล่นเกมที่ต้องการภาพลื่นๆ ก็เปิดทำงานพร้อมกัน 8 แกนไปเลย นอกจากนี้หัวเว่ยยังเคลมว่า Kirin 980 สามารถปรับความแรงของชิปให้ขึ้นลงตามความต้องการของการใช้งานได้เร็วขึ้น เมื่อจู่ๆ ระบบต้องการกำลังประมวลผลอย่างเร่งด่วน เช่นจังหวะเปิดแอป หรือจังหวะโหลดเว็บหนักๆ ระบบก็จะไปเร่งการทำงานของ Kirin 980 ทันที ทำให้ซีพียูรับโหลดงานที่เพิ่มขึ้นกระทันหันได้ทัน และเมื่อทำงานเรียบร้อย ระบบก็สามารถลดความแรงของซีพียูได้ทันที ทำให้อัตราการกินไฟน้อยลง

Kirin 980 สามารถรองรับโหลดที่เพิ่มขึ้นและลดลงได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Kirin 980 ยังใช้ GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G76 ด้วย ซึ่งเคลมว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกดีกว่ารุ่นเดิม 46% แล้วยังกินไฟน้อยลงอีก

ทั้งหมดนี้ทำให้ Kirin 980 เร็วขึ้น 20% และกินไฟน้อยลง 40% เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม และแน่นอนชนะ Snapdragon 845 ในทุกด้าน

Dual NPU หน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์แบบคู่ใน Kirin 980

หลังจากที่หัวเว่ยประสบความสำเร็จจาก Kirin 970 ชิปตัวแรกที่มาพร้อม NPU หรือหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์จนกลายเป็นมาตรฐานที่สมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำได้ ใน Kirin 980 หัวเว่ยก็ได้ปรับปรุงการทำงานที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ใหม่ให้กลายเป็น Dual NPU หน่วยประมวลผลแบบคู่กันไปเลยครับ ซึ่งความแตกต่างของ NPU กับ CPU ที่เราคุ้นเคยกันดีก็อยู่ตรงที่ NPU จะมีลักษณะการทำงานเหมือนสมองมนุษย์ ที่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องได้ข้อมูลจนครบ หรือต้องประมวลผลจนได้ผลลัพธ์ที่ละเอียดสมบูรณ์อย่าง CPU ทำให้เราสามารถใช้ NPU กับการประเมินคร่าวๆ ที่ต้องการความเร็ว เช่นประเมินว่าตัวคนในภาพอยู่ไหน หรือประเมินว่าภาพที่กำลังดูอยู่นี้มันคืออะไรครับ

บอร์ดตัวอย่างของ Kirin 980 สามารถวิเคราะห์ของคนในภาพได้อย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพของ Dual NPU ใน Kirin 980 หัวเว่ยอ้างว่าสามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายได้เร็วถึง 4,500 ภาพต่อนาที เร็วกว่า Kirin 970 ถึง 120% ซึ่งก็เร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Snapdragon 845 และ Apple A11 ด้วย ซึ่งการที่ NPU สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ก็ทำให้สมาร์ทโฟนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น เช่นวิเคราะห์โครงสร้างของมนุษย์ที่ผ่านกล้องว่า หัว-มือ-แขน อยู่ตรงไหน หรือสามารถวิเคราะห์วิดีโอแบบ Realtime ได้ รู้ว่าส่วนที่เป็นคนในวิดีโออยู่ตรงไหน แล้วแยกเอาส่วนที่เป็นคนออกมาจากภาพวิดีโอก็เป็นไปได้

ส่วนประกอบอื่นๆ ใน Kirin 980

Kirin 980 เป็นชิปที่เรียกว่า SOC หรือ System-On-Chip นะครับ ภายในตัวมันจึงมีองค์ประกอบเยอะมากในชิปตัวเดียว ก็นอกจากส่วนของ CPU, GPU และ NPU ที่เราเล่าไปแล้ว ก็ยังมีอีก 2 ส่วนประกอบหลักๆ คือ ISP และ Modem ครับ

ISP คือ Image Signal Processor หรือส่วนประมวลผลภาพถ่ายและวิดีโอ คือปกติข้อมูลภาพจากเซนเซอร์จะเป็นข้อมูลดิบที่ต้องเอามาประมวลผลต่อถึงจะเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งใน Kirin 980 นั้นเป็น Dual ISP หรือหน่วยประมวลผลภาพแบบคู่ ซึ่งถือเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว มีความเร็วในการจัดการภาพเพิ่ม 46% ใช้แบตน้อยลง 23% แลคน้อยลง 33%

จากความเร็วในการประมวลผลภาพที่มากขึ้น ทำให้ในเสี้ยววินาทีที่เราถ่ายภาพนั้น ระบบสามารถถ่ายหลายภาพรวดเร็ว แล้วนำมาผสมรวมกันเพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่มีขอบเขตแสงกว้างขึ้น และมีสัญญาณรบกวนน้อยลง ซึ่งเมื่อรวมกับ NPU ก็ทำให้สามารถแยกส่วนภาพเพื่อประมวลผลให้เหมาะกับส่วนนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วด้วย ผลสุดท้ายคือภาพถ่ายและวิดีโอออกมาดีขึ้นกว่าภาพจากชิปรุ่นก่อนหน้านี้

Kirin 980 รองรับ LTE ความเร็วสูงปรี๊ด

ส่วน Modem ที่อยู่ภายในชิป Kirin 980 (โมเด็มตัวนี้น่าจะชื่อ Balong 5000) ก็ทำให้รองรับการเชื่อมต่อ LTE ระดับ Cat.21 ซึ่งทำความเร็วดาวน์โหลดได้สูงสุด 1.4 Gbps บนเครือข่ายที่รองรับ

Kirin 980 รองรับ GPS 2 คลื่น ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้น

นอกจากการเชื่อมต่อเครือข่ายโทรศัพท์ที่รวดเร็วแล้ว Kirin 980 ยังรองรับการเชื่อมต่อ Wifi ที่ความเร็ว 1.73 Gbps ซึ่งเร็วที่สุดในตอนนี้ และยังรองรับการใช้งาน GPS 2 คลื่นพร้อมกันคือคลื่น L5 และ L1 ทำให้การระบุตำแหน่งบนพื้นโลกแม่นยำมากขึ้นด้วย

รอพบกับ Kirin 980 ใน Huawei Mate 20 Series

ทั้งหมดที่เราเล่ามานี้คือความสามารถของชิป Kirin 980 ตัวเดียว ที่จะทำให้โทรศัพท์เร็วขึ้น ประหยัดไฟขึ้น ประมวลผลแบบ AI เร็วขึ้น วิเคราะห์เรื่องรอบตัวได้เก่งขึ้น ถ่ายภาพและวิดีโอสวยขึ้น และเชื่อมต่อเร็วขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีระดับนี้ก็ไม่ใช่อยู่ๆ จะเสกออกมาได้ ที่ผ่านมาหัวเว่ยลงทุนวิจัยและพัฒนาไป 62,500 ล้านเหรียญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปีที่แล้วก็ลงทุนวิจัยไป 1.7 หมื่นล้านเหรียญ กับศูนย์วิจัยและพัฒนาที่มี 15 ศูนย์ทั่วโลก

แต่อ่านรายละเอียดของ Kirin 980 วันนี้อาจจะยังไม่อินเท่าไหร่ อดใจนิดหนึ่งครับ Huawei Mate 20 สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ชิปตัวนี้จะเปิดตัววันที่ 16 ตุลาคมนี้แล้ว แล้วแบไต๋จะรายงานความสามารถของ Mate 20 อย่างละเอียดให้รู้กันต่อไป เป็นเจ้าแรกๆ ในไทยเลยแหละ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Windows 10 Pro​ ถึงทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ปลอดภัยขึ้น

Published

on

Windows 10 Pro เป็นวินโดวส์ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ไมโครซอฟท์เคยสร้างมานะครับ มาพร้อมคุณสมบัติที่ครบครันสำหรับมือโปรอย่างแท้จริง ทั้งเครื่องมือการจัดการคุณภาพสูงและโซลูชั่นที่ปรับใช้งานให้เข้ากับองค์กรต่างๆ ได้ง่าย รวมถึงฟีเจอร์ที่ช่วยให้การใช้คอมพิวเตอร์ทำได้ง่ายและสะดวกกว่าเดิม ที่สำคัญ Windows 10 มีฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยใหม่ล่าสุดและยอดเยี่ยมที่สุดจากไมโครซอฟท์เสมอ ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญของคุณด้วยการป้องกันและการควบคุมระดับองค์กร วันนี้แบไต๋จึงขอเจาะรายละเอียดกันสักนิดว่า Windows 10 Pro มีความสามารถอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Windows 10 Pro ของดีไม่ต้องพูดเยอะ ลองเถอะแล้วจะเลิฟ​

​พัฒนามาให้ใช้งานได้ดีขึ้น ​

Windows 10 Pro ก็ยังเป็นวินโดวส์ ระบบปฏิบัติการที่คนส่วนใหญ่ในโลกใช้และหลงรัก แต่ใส่เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น อย่างเทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณเปิดเครื่องและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็ว หรือฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยในตัวที่มากกว่าเดิม เพื่อช่วยปกป้องคุณจากภัยคุกคามที่เป็นอันตราย​

รักพี่เสียดายน้อง ทำไมต้องสลับจอไปมาให้เสียเวลา​

Windows 10 ให้คุณสามารถใช้งาน 4 โปรแกรมบนหน้าจอได้พร้อมกัน นอกจากนี้การแจ้งเตือนและการตั้งค่าหลักทั้งหมดของคุณยังถูกรวบรวมไว้บนหน้าจอที่เข้าถึงง่ายหน้าจอเดียวได้อีกด้วย​

จะดีแค่ไหนถ้าคอมฯ จำหน้าเจ้าของได้​

เครื่องที่ติดตั้ง Windows 10 ของคุณจะจำคุณได้ Windows Hello ช่วยให้เครื่องทักทายชื่อคุณและส่องแสงเพื่อแสดงว่าจำคุณได้ ทำให้คุณไม่ต้องจดจำหรือป้อนรหัสผ่านอีกต่อไป​

มันส์สุดติ่งกับเกมและ Xbox ได้แบบต่อเนื่อง​

เล่นเกมส์ Xbox One บน Windows 10 ของคุณ โดยใช้คุณลักษณะ Game DVR เพื่อบันทึกการเคลื่อนไหวของสุดยอดฮีโร่ของคุณ และส่งต่อการเคลื่อนไหวนั้นให้เพื่อนคุณได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากเกม​

Windows 10 Pro มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเทพ “BitLocker” และ “Windows Defender”

BitLocker คือการเข้ารหัสไดร์ฟหรือ Drive Encryption ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูล ในคอมพิวเตอร์ของคุณจากการสูญหาย โดนขโมยหรือถูกเจาะโดยแฮกเกอร์ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกเจาะแม้ระบบจะอยู่ในโหมดออฟไลน์​ บุคคลที่มีคีย์การเข้ารหัสลับ (เช่น รหัสผ่าน) ที่ถูกต้องเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องได้ ความปลอดภัยที่เพิ่มเติมมานี้ยังมีเรื่องของการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (หรือ Multifactor Authentication) และการประกันเครื่องว่าจะไม่เริ่มทำงานหรือให้บริการหาก PIN ไม่ถูกต้องหรืออุปกรณ์คีย์ไม่ถูกเสียบต่อเข้ากับเครื่องทุกกรณี​

BitLocker จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการคุกคามโดยผู้ไม่หวังดี โดยจะทำการเข้ารหัสไฟล์และปกป้องระบบทั้งหมด และ BitLocker ยังแปลงข้อมูลของคุณไม่ให้เข้าถึงได้โดยผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ถูกต้องตลอดเวลาแม้คุณจะขายเครื่องไปแล้วก็ตาม​

Windows Defender ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงที่ปกป้องคุณจากการโจมตีทางไซเบอร์ ช่วยปกป้องเครื่องของคุณให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ เช่น ไวรัสหรือมัลแวร์ที่พบในอีเมล แอปฯ และเว็บไซต์ในแบบเรียลไทม์ พร้อมตรวจจับเสาะหาต้นตอของการโจมตีโดยอัตโนมัติ และตอบโต้การโจมตีอย่างฉับพลัน โดยใช้ระบบการตรวจหาขั้นสูง ระบุหาช่องโหว่ที่ข้อมูลรั่ว และลำดับงานแก้ไขโดยอัตโนมัติ ตลอดจนปรับปรุงนโยบายความปลอดภัยของตัวเองอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถตั้งค่าความสามารถต่างๆ ของ Windows Defender ได้เอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น​

หากเราหมั่นอัปเดต Windows อยู่เสมอ ก็จะมั่นใจได้ว่าจะได้รับการป้องกันที่ทันสมัย ใช้งานได้อย่างสบายใจไร้กังวลยิ่งกว่าที่เคย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม​

Windows 10 ติดตั้งง่าย ลงได้ด้วยตัวเอง​

เพียงใส่แผ่นซีดีสำหรับติดตั้ง และกรอก Product Key ที่อยู่บนซองผลิตภัณฑ์ แล้วทำตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เพียงแค่ทำการตั้งค่าต่างๆ หรือจะเลือกใช้งาน Express Setting ก็ได้ เพียงเท่านี้คุณก็พร้อมสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าจาก Windows 10 Pro ได้ทันที ​

Windows 10 Pro จึงเหมาะกับองค์กรขนาดเล็ก ผู้ใช้งานระดับโปร บรรดาเกมเมอร์ที่ต้องการความเร็วแรงเต็มประสิทธิภาพ และคนที่เลือกใช้คอมประกอบ Windows 10 Pro ช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพให้คอมพิวเตอร์ของคุณ ตอบโจทย์ได้ครบทั้งในเรื่องของสมรรถนะและความปลอดภัย ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่า ด้วยการใช้งานในแบบที่คุณคุ้นเคย แต่ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิม ตอบสนองรวดเร็วทันใจ ปลอดภัยมากขึ้น พร้อมรองรับการอัปเดตตลอดเวลา บอกลาการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนที่สร้างปัญหากวนใจ เจาะจงเลือกใช้ Windows 10 Pro ของแท้ คุ้มกว่าแน่นอน ​

​ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม คลิก Microsoft.com

(Advertorial)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บทความเทคโนโลยี

5 เรื่องขัดใจใน iPhone Xs ที่คุณควรรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ช้ำใจทีหลัง!

Published

on

หลังจากที่ iPhone Xs และ iPhone Xs Max เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ (มั้ง) ไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา รายละเอียดของ iPhone Xs สามารถอ่านได้จากข่าวเก่าของแบไต๋ แต่บทความนี้เรามาวิเคราะห์เรื่องขัดใจของ iPhone Xs กันดีกว่าครับว่า 5 เรื่องที่เราขัดใจกับ iPhone Xs จะมีอะไรบ้าง

1. ตระกูล iPhone Xs มีเลนส์ชุดเดิม การจัดวางก็เหมือนเดิม เปลี่ยนแค่เซนเซอร์

ในขณะที่ 1 ปีบนโลกกล้องของ Android นั้นปรับปรุงไปเยอะมาก เราเห็น Huawei P20 Pro สามารถถ่ายภาพที่มืดได้อย่างแจ่ม หรือมือถือ Vivo, OPPO พัฒนาเรื่องการถ่าย Portrait ไปมากจนมือถือราคาหมื่นกว่าๆ ก็สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ (กล้าพูดเลยว่าสวยกว่า iPhone X เวลาถ่ายคนแน่นอน)

แต่หนึ่งปีของ iPhone Xs เปลี่ยนแปลงแค่เซนเซอร์รับภาพตัวใหม่ กับส่วนประมวลผลภาพในชิป A12 เท่านั้น ถึงจะได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่สามารถปรับ f-stop ได้ด้วยซอฟต์แวร์ (ที่มือถือจีนทำมาได้หลายปีแล้ว) หรือการทำงานของ Smart HDR ที่จัดการแสงในภาพได้ดีขึ้น แต่เรื่องที่แอปเปิ้ลเน้นน้อยมากในงานเปิดตัวคือความสามารถในการถ่ายในที่แสงน้อย ซึ่งคาดว่าจะสู้ฝั่ง Android ไม่ได้แน่นอน

นอกจากนี้เรื่องกล้องหน้าที่สเปคมาเหมือนเดิมเลย ก็ต้องวัดกันต่อไปว่าซอฟต์แวร์จะช่วยปรับปรุงคุณภาพได้แค่ไหน

2. จุดอ่อนของ iPhone X มียังไง iPhone Xs ก็มีเหมือนเดิม

ในขณะที่ฝั่ง Android เลียนแบบรอยบากของ iPhone X จนลดขนาดรอยบากลงไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ได้ดีไซน์จอเต็มแบบไม่มีบากไปแล้ว หันไปซ่อนกล้องแทน กลับมาที่มือถือต้นแบบอย่าง iPhone Xs นั้นไม่มีการปรับอะไรเกี่ยวกับรอยบากเลย ไม่มีการลดขนาดลง หรือทำให้มันดีขึ้นแต่อย่างใด ถ้าพูดกันตรงๆ รอยบากของ iPhone Xs กลายเป็นดูเทอะทะไปแล้วในตอนนี้ เสียพื้นที่จอมาก การแสดงไอคอนระบบก็ทำได้ไม่ครบ พี่แอปเปิ้ลไม่คิดจะทำให้มันดีขึ้นจริงๆ เหรอ

ส่วนเรื่องสแกนลายนิ้วมือ หลายคนใช้ iPhone X ก็ว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แต่เราก็ยังอยากให้มีอยู่ดีนะ ถ้าสามารถมีทั้งสแกนหน้าและสแกนลายนิ้วมือได้ก็ดี มันสะดวกขึ้นอีกเยอะ

3. ไม่แถมหัวแปลง Lighting เป็น 3.5 mm แล้ว นี่ไม่ใช่มือถือราคาถูกๆ นะ

หลังจากแอปเปิ้ลตัดช่องหูฟังออกจนเป็นเหตุการณ์ช็อคโลกใน iPhone 7 และสร้างวัฒนธรรมเลียนแบบที่ไม่ดีจนมือถือหลายรุ่นก็ตัดช่องนี้ตาม ไม่เว้นแม้แต่ Google Pixel ซึ่งเราเคยให้ความเห็นไปแล้วว่ามันเป็นเรื่องมักง่ายของคนทำมือถือ ก็พอใส่ช่อง 3.5 mm มันทำให้ออกแบบมือถือยาก ก็เลยตัดทิ้งแม่มเลย แล้วให้คนใช้ไปหาทางดิ้นรนเอา

ซึ่งตอนแรกแอปเปิ้ลก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยแถมสายแปลง Lighting เป็น 3.5 mm อยู่ แต่ iPhone ชุดใหม่ที่ขายในปีนี้ดันไม่แถมสายตัวนี้แล้วครับ ผู้ใช้ก็ต้องใช้ EarPods แบบ Lighting ที่แถมให้ในกล่อง หรือก็ต้องหาซื้อหูฟังไร้สายมาใช้แทน หรือถ้าจะซื้อหัวแปลงตัวนี้ แอปเปิ้ลก็ยังขายในราคา 390 บาทนะ คุณบร๊ะ

สำหรับคนที่ชอบมาเถียงว่าไม่มีรู 3.5 mm มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ใช่ครับมันอาจจะดีขึ้นในบางเรื่อง แต่มันก็ต้องเสียเงินมากขึ้น จากเดิมที่คุณสามารถพกหูฟังตัวเดียวใช้กับอะไรก็ได้ ใช้กับเครื่องเล่นเพลง หรือเครื่องเกมก็ได้ แต่ตอนนี้คุณต้องพกหูฟัง 2-3 ตัวสำหรับงานต่างๆ มันใช่เรื่องไหม พก EarPods แบบ Lighting มันก็เสียบกับ Nintendo Switch ไม่ได้ ก็ต้องพกอีกเส้น หรือต้องไปหาหัวแปลง 3.5 mm มาใช้ ที่ไม่ได้แถมแล้ว

4. เมื่อไหร่จะทำให้ชีวิตคนใช้ดีขึ้น แถมแต่ที่ชาร์จที่กากที่สุดในโลกมาให้

คุณรู้หรือไม่ว่าตั้งแต่ iPhone 8 และ iPhone X แอปเปิ้ลได้ใส่ระบบชาร์จเร็วมาให้ด้วย โดยแอปเปิ้ลเคลมว่าสามารถชาร์จได้ 50% ใน 30 นาทีเท่านั้น แต่ดูสิ่งที่คุณได้ในกล่องสิครับ หัวชาร์จ 5V 1A หรือหัวชาร์จ 5W ที่แม้แต่มือถือ Android ราคาไม่กี่พันยังแถมที่ชาร์จแบบ 10W ที่จ่ายไฟได้มากกว่าหัวชาร์จกากๆ ของ iPhone ได้เท่าตัว หอยหลอด!

ถ้าคุณต้องการชาร์จเร็วบน iPhone Xs หรือ iPhone Xr (รวมถึง iPhone X และ iPhone 8) คุณต้องซื้อ 2 อย่างนี้ครับ

  1. สายชาร์จแบบ USB-C to Lighting ราคา 690 บาท
  2. หัวชาร์จ 30 Watt แบบ USB-C ราคา 1,700 บาท (หรือจะใช้หัวชาร์จ USB-C อื่นๆ ที่จ่ายไฟตามมาตรฐาน USB-PD ได้ เช่น Innergie PowerGear 60C ที่เราเคยรีวิวไป)

สรุปคุณต้องจ่ายเพิ่มอีกเกือบ 2,400 บาทสำหรับฟีเจอร์การชาร์จเร็ว นี่แอปเปิ้ล นายก็ตัดหัวแปลง Lighting to 3.5 mm ไปแล้ว จะเอางบมาแถมหัวชาร์จที่ดีขึ้นให้ผู้ใช้ไม่ได้เหรอ ต้องปล่อยให้คนใช้โทรศัพท์ราคา 30,000 บาท ต้องชาร์จช้าที่สุดในโลกแบบนี้เหรอ

5. ถ้าใช้ iPhone X อยู่แล้ว อย่าไปซื้อเลย iPhone Xs มันแทบจะเหมือนเดิม

อันนี้ถือเป็นเรื่องดีๆ สำหรับผู้ใช้ iPhone X ก็ได้ เพราะนอกจากชิป Apple A12 ตัวใหม่แล้ว ความสามารถของ iPhone Xs นั้นคล้ายเดิมมาก จนไม่ต้องซื้อใหม่ก็ได้ครับ เก็บเงินไว้รอดู iPhone ปีต่อไปเถอะ

ปิดท้ายแก้เครียด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!