‘จงกล้าหาญ สงสัยใคร่รู้ และมุ่งมั่น’ เรื่องราวสดุดี 80 ปีสตีเฟน ฮอว์กิง

8 มกราคม ปีนี้ นอกจะตรงกับวันเด็กของไทยแล้ว ยังตรงกับวันเกิดของ สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง (Stephen William Hawking) นักฟิสิกส์แห่งยุคที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอีกด้วย หากใครได้เข้าไปในหน้าแรกของกูเกิลก็จะเจอกับกราฟิกรูปสตีเฟนบริเวณโลโก้ เมื่อกดเข้าไปก็จะเจอกับวิดีโอสั้น ๆ ที่เล่าถึงชีวิตของชายผู้เป็นตำนานในแวดวงวิทยาศาสตร์ผู้นี้ ถ้อยคำที่เล่าล้วนเรียบเรียงมาอย่างดี ทั้งสั้น กระชับ กินใจ เพื่อร่วมสดุดีวาระนี้ เราจึงขอชวนมาร่วมรำลึกถึงสิ่งที่เขาได้สร้างไว้ให้แก่โลกกัน

[จงกล้าหาญ] ชีวิตที่ไม่ง่าย ของชายผู้มีความคิดล้ำลึก

สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง หรือที่รู้จักกันในชื่อสตีเฟน ฮอว์กิง เกิดที่เมื่อวันที่ 8 มกราคม 1942 เมืองออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร หากยังมีชีวิตอยู่วันนี้เขาจะมีอายุครบ 80 ปี พอดี

พ่อของฮอว์กิงเป็นนักวิจัยด้านชีววิทยา เขาจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อวลไปด้วยการพูดคุยถกเถียงในเชิงวิทยาศาสตร์ และได้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 นอกจากจะฉลาดแล้ว ฮอว์กิงยังชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการขี่ม้าและพายเรือ เป็นหนุ่มร่าเริงสดใสเพียบพร้อมที่ดูมีอนาคตไกลมากทีเดียว

ทว่า เรื่องราวทุกสิ่งกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ดังที่ในคลิปได้กล่าวไว้ว่า เมื่ออายุ 21 ปี ทุกสิ่งก็เหมือนจะพังทลายลง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเขาได้รับการวินิจฉัยว่า มีอาการของโรคเซลล์ประสาทนำคำสั่งเสื่อม (Amyotrophic lateral sclerosis; ALS) อันเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาทโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่มีผลกับประสาทสั่งการ (Motor neurons) ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอลงจนเป็นอัมพาต และคาดว่าอาการจะทรุดลงเรื่อย ๆ และมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และนั่นก็นำมาสู่คำกล่าวของเขาที่ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาก็คือโบนัส และห้วงเวลาต่อมาก็เรียกได้ว่าเป็นโบนัสก้อนใหญ่ที่จนเหลือเชื่อ เพราะเขามีชีวิตยืนยาวต่อไปจนถึงอายุ 76 ปี เลยทีเดียว

หลังมีอาการเขายังคงศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นในด้านจักรวาลวิทยาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อปี 1966 และแม้เขาเป็นอัมพาตเกือบทั้งตัวในเวลาต่อมา จนต้องใช้รถเข็นวีลแชร์ตลอดชีวิต แต่ฮอว์กิงไม่เคยหยุด ‘คิด’ และ ‘ความสงสัยใคร่รู้’ ของตัวเองลงเลย และนั่นก็นำมาสู่ผลงานยิ่งใหญ่ที่ปฏิวัติความเข้าใจในแวดวงฟิสิกส์ในเวลาต่อมา

สตีเฟน ฮอว์กิง กับ เจน ไวลด์ ภรรยาคนแรก ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันกว่า 26 ปี และมีลูกด้วยกันสามคน

หากใครได้ชมภาพยนตร์ ทฤษฎีรักนิรันดร (The Theory of Everything) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของนักฟิสิกส์ผู้นี้จะเห็นได้ว่าเขาก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างยากเย็น แต่เพราะการมีเจน ไวลด์ (Jane Wilde) ภรรยาคนแรกอยู่เคียงข้าง จึงช่วยให้เขาได้ทำสิ่งที่โปรดปราน นั่นคือการขบคิดและสร้างผลงานทฤษฎีทางวิชาการเรื่อยมา และในปี 1998 เขาก็ได้สร้างผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั่นคือ หนังสือ “ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief history of TIME)”

แม้ยอดขายจะถล่มทลาย มีผู้อ่านมากมาย และใช้ภาษาย่อยง่าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหานั่นลึกล้ำมากทีเดียว จึงไม่แปลกที่จะเกิดเป็นกระแสถูกพูดถึงกันยิ่งกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการอธิบายปริศนาที่ฮอว์กิงพยายามไข นั่นคือ การหาว่าความแท้จริงเอกภพคืออะไรและมันเกิดมาได้อย่างไร โดยอธิบายตั้งแต่รากฐาน แนวคิด สมมติฐานต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดได้จากจุดเริ่มต้น

ในขณะนั้นฮอว์กิงขยับตัวไม่ได้แล้ว และต้องพูดผ่านอุปกรณ์สังเคราะห์เสียง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดยั้งการทำงาน กิจกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงการไปพูดและปรากฏตัวในที่สาธารณะ ต่อมาในปี 2001 เขาก็ออกหนังสือเล่มที่สองคือ “จักรวาลในเปลือกนัท (The Universe in a Nutshell)” ซึ่งก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอีกเช่นกัน

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)