ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| science
Read More

นักวิทยาศาสตร์เผย การดื่มน้ำจากขวดพลาสติกทำให้เราได้นาโนพลาสติกเข้าร่างกายเป็นประจำ

การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร peer-reviewed เรื่อง "Proceedings of the National Academy of Sciences" โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้พัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยแสงแบบใหม่ ซึ่งใช้สำหรับการวิเคราะห์อนุภาคนาโนพลาสติกในน้ำดื่มบรรจุขวดพบว่าในขวดน้ำนั้นมีปริมาณนาโนพลาสติกอยู่มาก
08/01/2024

หน้าจอยุคต่อไปของสมาร์ตโฟนอาจใช้วัสดุที่เป็นแพลนต์เบสก็เป็นได้

กระจกและพลาสติกเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำหน้าจออุปกรณ์นานมาแล้ว จนปัจจุบันก็ยังใช้วัสดุ 2 อย่างนี้เป็นหลัก แต่ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเมื่อนักวิจัยได้พัฒนาไม้แบบโปร่งใสออกมาได้
04/12/2023

รู้หรือไม่ สมองคนเราจำรักแท้แค่ปีเดียวเท่านั้น

ความรักเป็นเรื่องที่อธิบายด้วยคำพูดได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบเชิงเหตุผลในความรักกันอยู่เรื่อย ๆ ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์เผยว่าสมองจำรักแท้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น
05/10/2023

คลายคำถามในใจ พืชรู้จักความเจ็บปวดหรือไม่?

พืชเป็นสิ่งมีชีวิต หรือพวกเขามีการเติบโต ต้องการอาหาร มีการเคลื่อนไหว และมีการสืบพันธ์เช่นเดียวกันกับมนุษย์และสัตว์ แต่มีความแตกต่างในแง่การอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อม รวมถึงวิธีสัมผัสและตอบสนองต่อความเจ็บปวดด้วย
18/12/2022

นักวิจัยค้นพบวิธีทำให้ไข่ไก่ไม่ฟักเป็นตัวผู้ หวังลดอัตราการฆ่าไก่ตัวผู้ในอุตสาหกรรม

นักวิจัยในอิสราเอลได้ค้นพบวิธีการตัดต่อพันธุกรรมไก่ให้ออกไข่มาเป็นไข่ที่จะฟักออกมาเป็นไก่ตัวเมียเท่านั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุตสาหกรรมไก่ทั่วโลก และยังหวังลดอัตราการฆ่าไก่ตัวผู้ที่สูงมากในอดีตที่ผ่านมา
08/10/2022

ผลสำรวจชี้ หนุ่มรอแฟนช้อปปิ้งได้เฉลี่ย 26 นาที บางส่วนเลือกไปเหล่สาวระหว่างรอเแทน!

สิ่งที่หลายคู่น่าจะต้องเจอคือต่างคนต่างมีแหล่งที่ตัวเองอยากไปช้อปปิ้งในที่ ๆ ตัวเองต้องการ แต่จากผลสำรวจพบว่า ผู้ชายเนี่ยสามารถรอฝ่ายหญิงช้อปปิ้งได้เฉลี่ยเพียง 26 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายหญิงมีความสุขเป็นอย่างมาก สามารถช้อปปิ้งได้เป็นชั่วโมง
Photo by NASA
12/07/2022

ภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์ เว็บบ์ เผยภาพส่วนลึกที่สุดของจักรวาลที่เคยถ่ายได้

หลังจากได้มีการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope – JWST) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ถูกส่งออกไปไกลที่สุด และคาดว่าจะได้ภาพถ่ายอวกาศที่ชัดที่สุดที่เคยมีมา ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าภาพถ่ายชุดแรกจากกล้องฯ เจมส์ เว็บบน์นี้ จะถูกเผยแพร่พร้อมกันวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นไทย ซึ่งจะเป็นภาพถ่ายอินฟราเรดของส่วนลึกที่สุดในอวกาศที่มนุษยชาติเคยถ่ายมา
09/05/2022

ในปัสสาวะ อุจจาระ ขี้ไคล มีอะไรบ้างนะ แล้วกินได้จริงหรอ?

เรียกว่าเป็นกระแสที่ชวนให้หลาย ๆ คนกินข้าวกันไม่ลงเลยทีเดียวกับเรื่องการสิ่งปฏิกูลของร่างกายในการรักษาโรคอย่างอย่างปัสสาวะ อุจจาระ และขี้ไคล ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้มีอะไรอยู่บ้าง แล้วกินได้หรือไม่?
03/05/2022

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ กางและปรับกระจกเสร็จสิ้น เตรียมใช้งานจริง

หลังจากที่ได้มีการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และได้มีการกางในหลายขั้นตอนอย่างมาก ในที่สุด กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ก็ได้กางและเรียงกระจกเสร็จสิ้น พร้อมใช้งานและเริ่มเก็บภาพถ่ายของดวงดาวต่าง ๆ ในจักรวาลแล้ว
19/02/2022

ภาพแรกจากเจมส์ เวบบ์ สู่การปรับกระจกเพื่อเปิดเอกภพ

หากพูดถึงเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่น่าจับตามองสุด ๆ ในขณะนี้ ก็คงหนีไม่พ้นกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ล่าสุดหลายคนอาจได้ยลโฉมภาพแรกผลงานของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวแล้ว แต่นั่นยังไม่ใช่ภาพที่อุปกรณ์ชิ้นนี้จะใช้ในการปฏิบัติภารกิจ
08/01/2022

‘จงกล้าหาญ สงสัยใคร่รู้ และมุ่งมั่น’ เรื่องราวสดุดี 80 ปีสตีเฟน ฮอว์กิง

สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง หรือที่รู้จักกันในชื่อสตีเฟน ฮอว์กิง เกิดที่เมื่อวันที่ 8 มกราคม 1942 เมืองออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร หากยังมีชีวิตอยู่วันนี้เขาจะมีอายุครบ 80 ปี พอดี
30/05/2021

‘มวนเพชฌฆาต’ มือสังหารโหด ตัดหัวมดมาติดตามตัวเพื่อเป็นเกราะกำบัง

มวนเพชฌฆาต (Assassin bug) เป็นกลุ่มแมลงชนิดหนึ่งที่มักเรียกว่า “มวน” หรือ “Bugs” เป็นกลุ่มแมลงที่มีมากเป็นอันดับที่ 6 ของแมลงทั้งหมด มีจำนวนถึง 44 วงศ์ (Family) มีทั้งเป็นแมลงที่อาศัยอยู่บนบกและหลายชนิดอาศัยในน้ำ จัดเป็นแมลงขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีสีดำหรือน้ำตาล แมลงในวงศ์นี้ส่วนใหญ่เป็นตัวห้ำ ดูดกินของเหลวในตัวแมลงอื่นเป็นอาหาร และบางชนิดดูดกินเลือดสัตว์ แต่ก็มีหลายชนิดที่ชอบดูดเลือดสัตว์ใหญ่ที่เป็นสัตว์เลือดอุ่น รวมทั้งคนเราด้วย เมื่อเราถูกมันต่อย จะทำให้เกิดเป็นแผลผื่นแดง และเจ็บปวด ตัวมวนเพชฌฆาตนี้พบได้ในประเทศมาเลเซีย มันมีขนาดตัวที่เล็กมาก เพียงแค่ครึ่งนิ้วเท่านั้น แต่เหตุที่มันได้ฉายาว่า "เพชฌฆาต" ที่ฟังดูน่ากลัวนั้น ก็เพราะลักษณะนิสัยของมันนี่ล่ะ อาหารหลักของมวนเพชฌฆาตก็คือ "มด" วิธีการบริโภคของมันก็ช่างน่าขยะแขยง เมื่อมันจับตัวเหยื่อได้ มันจะใช้ปากแหลมเจาะเข้าไปแล้วฉีดสารเอนไซม์ สารนี้จะมีฤทธิ์รุนแรงไปทำลายอวัยวะภายในให้กลายเป็นของเหลว จากนั้นเจ้ามวนเพชฌฆาตก็จะดูดกินด้วยความเอร็ดอร่อย แต่หลังจากดูดกินแล้ว ภารกิจของมวนเพชฌฆาตยังไม่จบแค่นั้น เมื่อร่างเหยื่อถูกดูดกินของเหลวภายในจนหมดสิ้นแล้ว ก็เหลือแค่โครงแข็งด้านนอกเท่านั้น มวนเพชฌฆาตจะตัดหัวของมดแล้วนำมาติดไว้บนด้านหลังตัวเองด้วยสารเหนียวพิเศษที่หลั่งออกมาเพื่อการนี้ ด้วยพฤติกรรมที่น่าขนลุกของเจ้ามวนเพชฌฆาตนี้เป็นที่ดังกระฉ่อนในหมู่นักวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยแคนเทอร์บูรี จากนิวซีแลนด์เลยขอทำการทดลองหาคำตอบว่าเจ้ามวนเพชฌฆาตจะเอาหัวของเหยื่อติดตามตัวไปเพื่ออะไรกัน ในการทดลองนี้ เจ้ามวนเพชฌฆาตต้องเจอเรื่องซวยแล้วล่ะ เพราะนักวิทยาศาสตร์จับพวกมันมาใส่ตู้กระจกสังเกตการณ์ที่มีแมงมุมกระโดด (Jumping spiders) ศัตรูคู่อาฆาตที่มองเห็นมวนเพชฌฆาตเป็นอาหารโปรด ในตู้นี้มีมวนเพชฌฆาตหลายตัว บางตัวก็สวมเกราะหัวมด…
28/05/2021

สงสัยมั้ย? ความสูงเท่าไหร่ที่แมวตกลงมาแล้วยังรอดชีวิต

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยลองเล่นกับเหมียวที่บ้าน หรือว่าเคยแกล้งน้องเหมียวนั่นแหละ ไม่ว่าจะปล่อยเหมียวในระยะใกล้พื้นเท่าไหร่ เหมียวก็จะพลิกตัวเอาขามายืนได้ทันทุกครั้งไป หรือบางครั้งเราเห็นเหมียวกระโดดลงจากที่สูง ๆ แล้วก็สามารถแลนดิ้งได้อย่างสวยงามแถมเงียบสนิท จึงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเหมียวน่าจะเป็นสัตว์ชนิดเดียวเลยมั้ง ที่สามารถกระโดดลงจากที่ซู้งสูงได้ หรือพลาดหล่นลงมาบนพื้นได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะความสูงเท่าไหร่ก็ตาม แต่ความสามารถพิเศษของเหมียวนี้ก็สร้างความฉงนสงสัยคาใจเสมอมา ว่าที่จริงแล้วเหมียวสามารถตกจากความสูงที่สุดได้เท่าไหร่กัน ที่จะลงพื้นได้อย่างปลอดภัย คนเราสงสัยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อใดที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยนั่นคือความซวยของเหมียว เป็นข่าวร้ายสำหรับทาสแมว ถ้าจะบอกว่ามีนักวิทยาศาสตร์ทดลองเรื่องนี้แล้วจริง ๆ เมื่อปี 1987 แล้วเผยแพร่ผลการทดลองนี้ลงในวารสารของสมาคมสัตววิทยาอเมริกัน มีแมวซวยถึง 132 ตัว ที่ถูกนำมาใช้ทดลองครั้งนั้น พวกเขาเอาแมวปล่อยลงมาจากตึกสูงที่ 2 ชั้น แล้วก็ 3 ชั้น 4 ชั้น สูงไปเรื่อย ๆ พอแมวลงมาแลนดิ้งบนพื้น นักวิทยาศาสตร์ก็จับพวกมันมาตรวจสภาพร่างกายว่าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนไหม แล้วก็จดบันทึกเป็นสถิติไปในทุกระยะความสูง ผลสรุปคือระยะความสูงที่สุดที่แมวจะสามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัยไม่บาดเจ็บใด ๆ เลยคือที่ระยะ 16.5 เมตรโดยประมาณ หรือเทียบเท่าตึก 5 ชั้นครึ่ง ในการทดลองนี้ยังพบสถิติที่น่าประหลาดใจว่า ช่วงความสูงที่แมวบาดเจ็บจากการตกกระแทกพื้นมากสุดอยู่ที่ระยะต่ำกว่า 7 ชั้นลงมา แต่ที่แปลกคือที่ระยะสูงกว่า 7 ชั้นขึ้นไป แมวจะบาดเจ็บน้อยกว่า  นักวิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลมาแบบนี้ว่า ขณะที่แมวตกลงมาในช่วงระยะที่ 5.5 - 7 ชั้นนั้น ความเร็วในการตกจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น แมวยังปรับตัวรับแรงกระแทกได้ไม่ทัน แต่ในระดับที่สูงกว่า 7 ชั้นขึ้นไปนั้น แมวจะผ่านระดับความเร็วที่เรียกว่า "ความเร็วปลาย" หรือ "ความเร็วสุดท้าย" (Terminal Velocity) ประมาณ 97 กม./ชม. แต่ถ้าน้ำหนักคนจะมากกว่า 200 กม./ชม. พอความเร็วในการตกเริ่มคงที่แล้ว แมวจะตั้งสติได้แล้วเริ่มพร้อมรับแรงกระแทกด้วยการกางขาออกไป เมื่อสัมผัสพื้นก็จะอยู่ท่าในที่กระจายแรงกระแทกไปได้ทั่วตัวทำให้อัตราการบาดเจ็บน้อยลง แต่ถึงอย่างนั้นในการทดลองนี้ก็มีแมวตายไปถึง 1 ใน 3 ในบันทึกยังระบุอีกว่าไม่มีการรักษาเยียวยาแมวในการทดลองนี้ในสนามทดลอง สถิติสูงสุดที่เคยมีบันทึกไว้ว่าเคยมีแมวตกจากตึกระฟ้าในนิวยอร์กที่ความสูง 32 ชั้นแล้วรอดตาย แต่ก็บาดเจ็บพอสมควร อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
24/05/2021

สมองคนเราล้วนมีเซลล์ ‘ซอมบี้’ และพร้อมจะโตเมื่อตอนเรา ‘ตาย’ แล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ชิคาโก ค้นพบว่า เซลล์บางชนิดในสมองของมนุษย์จะยังคงทำงาน แม้เราจะเสียชีวิตไปแล้วแต่ยังสามารถเติบโตได้อีกด้วย เหล่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบข้อสันนิษฐานดังกล่าว ด้วยการจำลองสภาพแวดล้อมการชันสูตรพลิกศพบนเนื้อเยื่อสมองสด ที่นำมาจากการผ่าตัดสมองตามปกติ และพบว่าในสมองของเราจะมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 'เซลล์ซอมบี้' ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะเติบโตอย่างทวีคูณและงอกหนวดที่มีแขนขายาวขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เราเสียชีวิต พวกเขาทำการวิเคราะห์ยีนของเนื้อเยื่อนี้อย่างละเอียดและพบว่า เซลล์เกลีย (glial) ซึ่งเป็นเซลล์อักเสบชนิดหนึ่งในสมองของเราสามารถเติบโตขึ้นเป็นสัดส่วนที่ทวีคูณ ดร.เจฟฟรีย์ โลบ (Dr. Jeffrey Loeb) ผู้เขียนหัวข้อการศึกษานี้และหัวหน้าประสาทวิทยาและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ยูไอซี (UIC) ระบุว่า “ความจริงที่ว่าเซลล์เกลียขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เจ้าของร่างเสียชีวิตไปแล้ว กลับไม่ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าที่หลักของเซลล์ประเภทนี้คือ ทำความสะอาดสิ่งต่าง ๆ หลังจากได้รับบาดเจ็บที่สมอง เช่น การขาดออกซิเจนหรือโรคลมชัก” สิ่งสำคัญเกี่ยวกับการค้นพบนี้คือผลกระทบของมันต่างหาก ซึ่งการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเนื้อเยื่อสมองหลังความตายไม่ได้อธิบายถึงการแสดงออกของยีนหลังการตายของเซลล์สมองหรือการทำงานของเซลล์ เนื่องจากสมมติฐานทั่วไปคือการทำงานของสมองทั้งหมดจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อมีคนเสียชีวิต แต่ทีมยูไอซีได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่อย่างนั้น ระหว่างการศึกษา ทีมงานพบว่าการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ซอมบี้เหล่านี้จะมีจุดขยายตัวสูงสุดประมาณ 12 ชั่วโมงหลังการเสียชีวิต ซึ่งตอนนี้นักวิจัยเริ่มสนใจเกี่ยวกับยีนและชนิดของเซลล์ในสมองที่ย่อยสลายไปแล้ว แต่ยังคงมีเสถียรภาพและขยายตัวหลังจากเสียชีวิตที่จะเปิดช่องทางเพิ่มเติมให้นักประสาทวิทยาได้ค้นคว้าต่อไป อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
24/05/2021

‘เฟอร์เร็ตเท้าดำ’ ที่เกิดจากการโคลนนิงตัวที่ตายไปแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน!

หน่วยงาน US Fish and Wildlife Service ของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า พวกเขาทำการโคลนสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์สำเร็จเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการโคลนมาจากเซลล์ของสัตว์ที่ตายไปแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน จนเกิดมาเป็นเจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำตัวนี้ เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำมีชื่อว่า เอลิซาเบธ แอนน์ (Elizabeth Ann) เกิดมาจากการใช้วิธีสืบพันธุ์จากเซลล์แช่แข็งของเฟอร์เร็ตเท้าดำในอดีตที่ชื่อ วิลล่า (Willa) ซึ่งตายไปเมื่อปีค.ศ. 1988 การโคลนนิงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อการนำพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับคืนมาได้อีกครั้ง นอรีน วอลช์ (Noreen Walsh) ผู้อำนวยการของศูนย์อนุรักษ์เฟอร์เร็ตเท้าดำแห่งชาติ กล่าวว่า “โครงการนี้จะสามารถช่วยให้ความพยายามในการอนุรักษ์เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี” ต้นกำเนิดของโครงการนี้มีมาตั้งแต่ก่อนการโคลนนิงแล้ว ผู้คนมักคิดว่าเฟอร์เร็ตเท้าดำสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะสัตว์ที่พวกมันกินเป็นอาหารเริ่มหมดลงไปทุกวัน เนื่องจากถูกยิงและวางยาพิษโดยเกษตรกรที่ต้องการจะสร้างสภาพแวดล้อมบนที่ดินของตนให้ดีขึ้นสำหรับการเลี้ยงวัว จนเมื่อประชากรของเฟอร์เร็ตเท้าดำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดการขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมที่อาจมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จนเมื่อตอนที่เจ้าวิลล่าตาย ทางหน่วยงานจึงส่งเนื้อเยื่อของมันไปยังสวนสัตว์แช่แข็งที่เป็นที่เก็บเซลล์จากสัตว์มากกว่า 1,100 สายพันธุ์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์หวังว่า ความสำเร็จในการโคลนครั้งนี้ จะสามารถโคลนสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้อีก แม้ว่าอาจต้องใช้เวลานาน แต่เขาก็หวังว่ามันจะสามารถเป็นจริงได้ อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
24/05/2021

ค้นพบภาพเขียนสีรูปจิงโจ้ในถ้ำออสเตรเลีย อายุมากกว่า 17,300 ปี!

เดเมียน ฟินซ์ (Damien Finch) นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียได้ค้นพบงานศิลปะล้ำค่าที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติที่ถ้ำแห่งหนึ่งในคิมเบอร์ลีย์ ภูมิภาคทางตะวันตกของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์นั้นเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์โบราณที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะศิลปะบนหินที่หายาก นั่นจึงทำให้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเมื่อฟินซ์ได้ค้นพบภาพเขียนสีรูปจิงโจ้ในถ้ำ ซึ่งคาดว่าเป็นผลงานศิลปะของชาวอะบอริจิน ชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย งานศิลปะชิ้นนี้มีขนาดถึง 2 เมตร (6.5 ฟุต) และสิ่งที่ทำให้น่าสนใจมากกว่านั้นคือ ฟินซ์ได้ตรวจสอบอายุของภาพเขียนสีนี้ด้วยการนำรังตัวต่อโคลนที่สร้างด้วยเรดิโอคาร์บอนมาตรวจสอบ ทำให้พบว่า ภาพเขียนสีนี้มีอายุถึง 17,300 ปี! ซึ่งผลวิจัยนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behavior การค้นพบในครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมการวิจัยมีความเชื่อว่า ภาพเขียนสีรูปจิงโจ้นี้อาจมีความเชื่อมโยงกับศิลปะในภูมิภาคอื่น ๆ การท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บนโลกนี้ก็เหมือนการผจญภัยเพื่อพบสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งสิ่งแปลกใหม่นั้นล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรสร้างขึ้นมา ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งคุณอาจจะเดินเข้าป่าแล้วไปเจอสิ่งมหัศจรรย์เช่นชายคนนี้ก็ได้ อ้างอิง พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
22/05/2021

ภาพลวงตานี้หลอกให้คุณเห็นลูกบอลเป็น 3 สี ทั้งที่มันเป็น ‘สีเดียวกัน’ ทั้งหมด!

ใคร ๆ ก็คงมองเห็นลูกบอลทรงกลมที่ลอยอยู่ในภาพเป็น 3 สี ได้แก่ แดง ม่วง และเหลือง แต่คุณเชื่อไหมว่า จริง ๆ แล้วทั้ง 12 ลูก เป็นลูกบอลสีเดียวกันคือ 'สีเบจ'
23/04/2021

นายไม่ได้แกร่งที่สุด! งานวิจัยพบไข่ได้เลือกสเปิร์มที่ใช่สำหรับการปฏิสนธิเอาไว้แล้ว

แต่ก่อนในคาบเรียนชีววิทยาไม่ว่าจะสมัยไหนก็ตาม เราอาจจะเคยได้ยินว่าสเปิร์มตัวที่แข็งแรงที่สุดจะวิ่งไปหาไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ แต่การศึกษาใหม่ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มและมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ NHS Foundation Trust (MFT) ชี้ให้เห็นว่าไข่เป็นตัวที่เลือกและดึงดูดให้สเปิร์มตัวที่ต้องการให้เข้ามาหาต่างหาก จากการศึกษาพบว่าไข่ของเพศหญิงจะใช้สารเคมีที่ชื่อว่า chemoattractants เป็นตัวส่งสัญญาณและดึงดูดสเปิร์มที่ต้องการให้เข้ามาปฏิสนธิ การศึกษายังพบว่าไข่มีการตอบสนองต่อสเปิร์มของแต่ละบุคคลต่างกันไป โดยการตอบสนองที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับคนที่เป็นคู่รัก นี่แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองระหว่างไข่กับอสุจินั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของผู้หญิงและผู้ชายด้วย ศาสตราจารย์จอห์น ฟิทซ์แพทริก (John Fitzpatrick) รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม อธิบายว่าสเปิร์มมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวนั่นคือการปฏิสนธิ ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลที่สเปิร์มจะเป็นตัวที่เลือกที่จะเข้าไปหาไข่ ในทางกลับกันไข่จะได้ผลประโยชน์อย่างมากในการเลือกอสุจิที่มีคุณภาพสูง แข็งแรง มีลักษณะสมบูรณ์หรือมีความเข้ากันได้ของพันธุกรรม โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Proceedings of the Royal Society B ไม่เพียงเท่านั้น ศาสตราจารย์แดเนียล บริสัน (Daniel Brison) ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของภาควิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่โรงพยาบาลเซนต์แมรีส์ และเป็นผู้เขียนบทความนี้กล่าวว่า “แนวความคิดที่ว่าไข่ของเพศหญิงเป็นสิ่งที่เลือกอสุจิเป็นเรื่องแปลกใหม่ในการศึกษาการเจริญพันธุ์ของมนุษย์” และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า "การวิจัยเกี่ยวกับวิธีที่ไข่และอสุจิมีปฏิสัมพันธ์กันจะช่วยให้วิธีการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ก้าวหน้ามากขึ้นและในที่สุดอาจช่วยให้เราเข้าใจสาเหตุของภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตการศึกษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อคู่รักที่มีภาวะมีบุตรยาก" อ้างอิง SU พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส
11/04/2021

40 วันในถ้ำ การทดลองสุดแปลกครั้งแรกของโลกที่ต้องการให้มนุษย์หลงลืมเวลา!

เห็นหัวข้อแบบนี้ไม่ใช่ว่าเราจะมารีวิวภาพยนตร์หรือซีรีส์ใหม่แต่อย่างใด แต่มันคือเรื่องจริงที่มีคนเต็มใจทำและตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นก็ได้เข้าไปอยู่ในถ้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้ลิ้มรสความรู้สึกที่ถูกแยกห่างจากการกักตัว แต่ยังนับว่าโชคดีที่เรามีเทคโนโลยียุคใหม่ ทั้งช่องทางการสื่อสารและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยลดความรู้สึกที่เกิดจากความห่างนั้นลง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่สมัครใจทำยิ่งกว่าการเว้นระยะห่างทางสังคม นั่นคือกลุ่มอาสาสมัครในการทดลองอันแสนสุดโต่งที่ชื่อว่า 'Deep Time' ที่จะเข้าไปอยู่ในถ้ำอย่างโดดเดี่ยว ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันถึง 40 วัน! มูลเหตุแห่งการทดลอง  ในขณะที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่จำใจกักตัวอยู่ในบ้าน แต่เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา อาสาสมัคร 15 คน แบ่งเป็นชาย 8 คน หญิง 7 คน ได้เข้าไปในถ้ำลอมบรีฟส์ (Lombrives) ในเขต Ariège ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส และจะไม่โผล่ออกมาเป็นเวลา 40 วัน  คริสเตียน ค็อต (Christian Clot) นักสำรวจชาวฝรั่งเศส - สวิส ผู้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการปรับตัวของมนุษย์ (Institute for Human Adaptation) ในปี 2013 หนึ่งในผู้เข้าร่วมและผู้นำในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า…
06/04/2021

ใกล้หมดยุคฟันปลอม เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีปลูกฟันขึ้นมาใหม่ได้แล้ว!

หากในชีวิตนี้เราเสียฟันแท้ไป ทางออกที่ดีที่สุดคือการใช้ฟันปลอม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการใช้ฟันปลอมแบบไหนเพื่อทำให้เราสามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีที่จะปลูกฟันขึ้นมาใหม่ได้แล้วครับ ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ระบุว่า ทีมวิจัยได้ดัดแปลงพันธุกรรมในหนูทดลองให้มีภาวะฟันเสื่อมและฟันบางซี่ไม่สามารถพัฒนาได้ โดยทดลองฉีดแอนติบอดี้ USAG-1 ในหนูทดลองกลุ่มดังกล่าว พบว่าหนูที่เกิดจากหนูที่ได้รับแอนติบอดี มีการงอกและเติบโตของฟันตามปกติ นักวิจัยได้กำหนดเป้าหมายไปที่ยีน USAG-1 เนื่องจากยีนดังกล่าวสามารถยับยั้งตัวส่งสัญญาณ BMP และ Wnt ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของฟัน อย่างไรก็ตามตัวส่งสัญญาณทั้ง 2 ตัว ยังควบคุมการเจริญเติบโตของอวัยวะอื่น ๆ การฉีดแอนติบอดีอาจเข้าไปยังยั้งการเติบโตของอวัยวะอื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ทีมวิจัยได้ทดลองโมโนโคลนอลแอนติบอดีจำนวนมากที่จะสามารถยับยั้งการทำงานของ USAG-1 และส่งผลกับ BMP และ Wnt พบว่าหลายครั้งส่งผลกระทบที่รุนแรง แต่ในที่สุดก็พบแอนติบอดีที่ยับยั้งการจับกันของยีน USAG-1 กับ BMP และไม่ส่งผลต่อ Wnt การค้นพบครั้งนี้ทำให้พวกเขาสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของฟันโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง โดยการทดลองนี้ได้ข้อสรุปว่า USAG-1 มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของฟันโดยทำงานร่วมกับ BMP คัตสึ ทาคาฮาชิ (Katsu Takahashi) ผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่า “เราทราบว่าการยับยั้งการทำงานของ USAG-1 จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของฟันแต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะเพียงพอหรือไม่” ปัจจุบันยังไม่มีการทดลองฉีดแอนติบอดีกับมนุษย์…

PR Partners

See All
Read More

Huawei Cloud ครองตำแหน่งผู้นำจากรายงาน Omdia พร้อมขึ้นอันดับ 1 ด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 25 ธันวาคม 2568 – Omdia ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด Omdia Universe: Global Cloud Service Provider, 2025 โดยจัดให้ หัวเว่ย คลาวด์ อยู่ในกลุ่ม ผู้นำ (Leader) ทั้งในด้านศักยภาพของโซลูชัน รวมถึงด้านกลยุทธ์และการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกให้ หัวเว่ย คลาวด์ เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการจากจีน และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ในรายงานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของหัวเว่ย คลาวด์ในการพัฒนาบริการคลาวด์ที่สามารถปรับขยายได้ (scalable)