“ยิ่งทวีต ยิ่งรวย” บทเรียนอัจฉริยะด้านการตลาดบน Twitter ของ Elon Musk

ถึงเวลานี้เป้าหมายการไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารก็ดูไม่ไกลเกินจินตนาการแล้วสำหรับชายชื่อ อีลอน มัสก์​​ (Elon Musk) หลายคนนับถือเขาในฐานะอัจฉริยะผู้สร้างนวัตกรรมล้ำสมัยมากมาย เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุค 2000’s บางคนเรียกเขาว่าเป็น Iron Man ภาคมนุษย์ตัวเป็น ๆ แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักเขาในฐานะผู้บริหารบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า (Tesla) กับบริษัทธุรกิจการขนส่งทางอวกาศเอกชนสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในตอนนี้มากกว่า (ตอนนี้มีทรัพย์สินรวมแล้วประมาณ 281,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 9.2 ล้านล้านบาท) แต่มีอีกมุมหนึ่งของเขาที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่คือการเป็นนักการตลาดที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในโลกเลยก็ว่าได้ โดยสนามที่เขาใช้เพื่อโปรโมตแบรนด์ ‘อีลอน มัสก์’ ก็คือโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์นั้นเอง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหรียญคริปโต พูดถึงเรื่องภาษีรายได้ ชูประเด็นที่เขาสนใจ หรือหยอกล้อกับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ทุกครั้งที่มัสก์ทวีตอะไรสักอย่างหนึ่ง สื่อและคนทั้งโซเชียลมีเดียจะตื่นเต้นเป็นบ้าเป็นหลัง บทความมากมายจะถูกเขียนขึ้นทั่วโลกเกี่ยวกับตัวเขาและสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ มันกลายเป็นพื้นที่สื่ออันทรงพลังสำหรับทีมมัสก์และบริษัทต่าง ๆ ของเขา สื่อทั่วโลกพร้อมจะหยิบเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขามาพูดคุยถกเถียงเสมอ ผู้ใช้งานและผู้เสพก็พร้อมจะติดตามก้าวต่อไปของชายคนนี้อยู่ตลอดเวลา

ทุกครั้งที่เขาทวีต โลกก็พร้อมจะรับฟัง และยิ่งทำให้แบรนด์แข็งแกร่ง ผลักดันมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อไม่นานมานี้มัสก์ได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็นบนทวิตเตอร์ขึ้นมาอันหนึ่งที่เป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก โดยในแบบสำรวจนี้ถามคนที่ติดตามเขาว่าควรขายหุ้นบางส่วนของเทสล่าที่เขาถืออยู่รึเปล่า คิดเป็น 10% ของหุ้นที่เขาถือทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญ คำถามที่เราน่าจะสงสัยในตอนนี้คือว่า เขาทวีตเพื่อต้องการให้คนมาช่วยเขาตัดสินใจจริง ๆ หรือว่ามันเป็นกลยุทธ์การตลาดที่วางแผนเอาไว้แล้วกันแน่ ซึ่งหลายแห่งเรียกมันว่า ‘The Claytons Poll’ ซะด้วยซ้ำ

(คำว่า Claytons เป็นคำแสลงที่มีต้นกำเนิดมาจากโฆษณาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์แต่มีสีน้ำตาลเหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างวิสกี้ในช่วง 80’s ที่ประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย โดยยี่ห้อของเครื่องดื่มชนิดนี้คือ Claytons ซึ่งมีสโลแกนว่า “The drink you have when you’re not having a drink” หรือ “เครื่องดื่มที่คุณดื่มเมื่อไม่อยากดื่ม (เหล้า)” นั่นเอง ซึ่งถ้าเปรียบเป็นสมัยนี้ก็เป็น 0% Alcohol เบียร์หรือเหล้าที่ขายกันทั่วไปตอนนี้ และถึงแม้ว่ามันจะผ่านมา 40 ปีแล้วจากตอนที่โฆษณา Claytons ถูกฉาย แต่คำว่า ‘Claytons’ กลับถูกใช้เป็นแสลงเพื่อแทนบางอย่างที่ ‘ปลอม’ หรือ ‘ไม่จริง’ ไปแทนในตอนนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ มัสก์ ทำแบบสำรวจเกี่ยวกับหุ้นของเขา มันถูกเรียกว่า Claytons Poll ก็เพราะว่ามันเป็นแบบสำรวจที่ไม่ใช่แบบสำรวจจริง ๆ นั้นเอง)​

สื่อหลายแห่งเรียกมันว่า ‘การโยนเหรียญมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญ’ แต่ความจริงคือ มัสก์รู้คำตอบอยู่แล้วว่าจะทำอะไรก่อนจะทวีตแบบสำรวจนั้นด้วย

ภาษีมูลค่า 15,000 ล้านเหรียญ

หลาย ๆ คนอาจจะทราบดีว่ามัสก์เลือกที่จะรับค่าตอบแทนในการทำงานในฐานะซีอีโอของเทสล่าเป็นออปชันหุ้น (สิทธิ์ในการซื้อขายหุ้นในราคาที่กำหนดไว้) แทนเงินเดือนและโบนัสมาตั้งแต่ปี 2012 เพราะฉะนั้นแล้วทรัพย์สินและความมั่งคั่งของเขานั้นเรียกได้ว่าอยู่ในหุ้นของบริษัทซะเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งหุ้นขึ้นก็ยิ่งรวยมากขึ้นไปด้วย โดยในปี 2012 เขาได้รับออปชันหุ้นประมาณ 23 ล้านหุ้น ในราคาใช้สิทธิ์ที่ 6.24 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งในวันที่ 5 พฤศจิกายน ราคาหุ้นของ Tesla อยู่ที่ราว ๆ 1,222.09 เหรียญต่อหุ้น เมื่อกดเครื่องคิดเลขออกมาได้ราว ๆ 28,000 ล้านเหรียญ เทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจากเว็บไซต์ด้านการเงินอย่าง cnbc.com ได้รายงานเอาไว้ว่าเหตุผลที่มัสก์ต้องขายหุ้นของเขาตอนนี้ก็เพราะต้องจ่ายภาษีกว่า 15,000 ล้านเหรียญมากกว่า เพราะการจะใช้สิทธิ์ของออปชันหุ้นที่ได้รับมานั้น มัสก์ต้องจ่ายภาษีเงินได้จากกำไรของมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของรัฐและรัฐบาลกลางรวมทั้งสินคิดเป็น 54.1% เทียบกับต้องจ่ายภาษีประมาณ 15,000 ล้านเหรียญนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีรายงานเพิ่มเติมจาก Tesla ด้วยว่ามัสก์ได้นำหุ้นบางส่วนของเขาเป็นหลักประกันเพื่อกู้ยืมเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการขายหุ้นครั้งนี้ก็คงมีบางส่วนที่เอามาคืนให้กับส่วนที่กู้มาด้วย

ซึ่งมัสก์ก็ออกมาทวีตเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกันว่า “หมายเหตุ ผมไม่ได้รับเงินเดือนหรือโบนัสจากที่ไหน ได้รับแค่หุ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ผมจะจ่ายภาษีส่วนตัวได้ก็คือการขายหุ้นออกไป”

จากข้อมูลของเว็บไซต์ Investopedia บอกว่าตั้งแต่วันที่แบบสำรวจจบลงไปในวันที่ 7 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน มัสก์ได้เริ่มทยอยขายหุ้นของเทสล่าไปแล้วเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านเหรียญ ซึ่งต่อจากนี้ก็คงทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงยอดภาษี 15,000 ล้านเหรียญที่เขาต้องจ่ายในปีหน้า

ถ้านับเป็นจำนวนหุ้นที่ขายไปอยู่ที่ราว ๆ 4.5 ล้านหุ้น จากทั้งหมด 170 ล้านหุ้นที่เขาถืออยู่

(อ่านต่อหน้า 2)