Connect with us

What The Fact

มองการเมืองในหนังชุด พิภพวานร

Published

on

ภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายที่สุด ทั้งภาพและเสียงอันตื่นตาตื่นใจบอกเล่าความไปของโลกที่มีทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ปะปนกันไป และแน่นอนในเมื่อสื่อภาพยนตร์คือสื่อที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของคนเขียนทั้งนิยายและบทหนังต้นฉบับ ดังนั้นความคิดและทัศนคติของผู้เขียนจึงแอบซ่อนอยู่ในหนัง เพื่อยั่วเย้าให้คนดูคิดมากอย่างเราได้ตีความกัน และหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่จะมาถล่มโรงในสัปดาห์นี้อย่าง War for The Planet of the Apes หนึ่งในหนังชุดพิภพวานร ที่แอบแฝงประเด็นการเมืองที่น่าสนใจ จน WHAT THE FACT อยากชวนทุกท่านมาย้อนรอยดูว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี หนังชุดพิภพวานรได้วิพากษ์เหตุการณ์ทางการเมืองอะไรไปบ้าง

การเมืองเข้มข้นมาตั้งแต่นิยายต้นฉบับ

La Planète des Singes
หรือ Planet of the Apes ฉบับนิยายโดย ปิแอร์ บูเล

ในปี 1963 ปิแอร์ บูเล (Pierre Boulle) เขียนนิยายเรื่อง La Planète des Singes   หรือ พิภพวานร (Planet of the Apes)  ได้นำเหตุการณ์ความรุนแรงจากสงครามประกาศเอกราชของประเทศอัลจีเรีย ในสมัยประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) ของฝรั่งเศสที่มุ่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็นจนเกิดความตึงเครียดไปทั่วโลก มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องราวในนิยายที่ว่าด้วย นักบินอวกาศที่ยานไปตก ณ. ดวงดาวลึกลับซึ่งปกครองโดยเหล่าวานรก่อนจะพบความจริงอันชวนหดหู่ในตอนท้าย เพื่อสะท้านความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในยุคสงครามเย็นได้อย่างคมคาย

เหตุการณ์เรียกร้องเอกราชของอัลจีเรียสมัย ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิยาย

Planet of the Apes ฉบับปี 1968 หนังไซไฟที่กลายเป็นสมบัติอนุรักษ์ของชาติ

Planet of the Apes หรือ พิภพวานรต้นฉบับ ได้ ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุคมานำแสดง หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งรายได้และคำวิจารณ์

ในปี 1968 บริษัท 20th Century Fox นำ Planets of the Apes หรือ พิภพวานร ออกฉาย หนังกำกับโดย แฟรงคลิน เจ แชฟเนอร์ (Franklin J. Schaffner)และนำแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุค โดยได้ รอด เซอร์ลิง (Rod Serling) และ ไมเคิล วิลสัน (Michael Wilson) มาดัดแปลงบทหนังเพื่อให้เข้ากับบริบทการเมืองในอเมริกาทั้ง สงครามเวียตนามในยุคประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เหตุการณ์มาร์ติน  ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) นักเรียกร้องสิทธิคนผิวสี ถูกลอบสังหาร และยังบอกเล่าเรื่องราวการคอรัปชั่นในระดับผู้บริหารประเทศแทรกเข้าไปในเรื่องราวซับพลอตของกลุ่มวานร  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยได้อย่างคมคาย จนโดนใจทั้งคนดูและนักวิจารณ์ จนหนังประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างงดงาม นอกจากนี้หนังยังได้รางวัล ออสการ์เชิดชูเกียรติสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม และในปี 2001 หนัง Planets of the Apes ได้ขึ้นทะเบียนเป็นภาพยนตร์ในอนุรักษ์ ของชาติโดยสภาภาพยนตร์อเมริกันอีกด้วย

สงครามเวียตนามสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และ การลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ส่งอิทธิพลต่อบทหนัง Planet of the Apes

นอกจากนี้ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคในฉบับภาพยนตร์ ได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

 

ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

สานต่อความสำเร็จ ในฉบับ ซีรีส์ และการ์ตูน

Planet of the Apes ฉบับซีรีส์

ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ชุด Planet of the Apes สถานี CBS ได้ผลิตซีรีส์ Planet of the Apes ออกอากาศในปี 1974 จำนวน 14 ตอน โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศจากศตวรรษที่ยี่สิบสองคน ได้เดินทางผ่านไทม์วาร์ปสู่โลกอนาคตที่วานรปกครองมนุษย์ และพยายามหาทางเอาตัวรอดโดยได้รับความช่วยเหลือจากวานรที่เป็นมิตรกับพวกเขา โดยซีรีส์ถูกวิจารณ์ว่าเดินเรื่องได้ค่อนข้างราบเรียบไร้แง่มุมการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่เป็นจุดเด่นในฉบับภาพยนตร์แต่อย่างไรก็ตามมีอยู่ตอนหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างแก๊สพิษและจริยธรรมในการใช้อาวุธสงคราม ซึ่งประเด็นดังกล่าวล่อแหลมจน CBS ไม่กล้าออกอากาศในช่วงคดีวอเตอร์เกตของนิกสันกำลังสะเด็ดน้ำ และการประท้วงสงครามเวียตนามได้เดินทางมาถึงจุดแตกหัก

Return To The Planet Of The Apes อนิเมชั่นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวในพิภพวานรแบบการ์ตูน

สำหรับฉบับอนิเมชั่นซีรีส์ ใช้ชื่อ Return to Planet of the Apes  จำนวน 13 ตอน ออกอากาศปี 1975 ทางสถานี NBC โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศ 3 คนที่เดินทางไปยังโลกที่วานรปกครองและพยายามกอบกู้อิสรภาพให้มนุษย์โลก แต่ Return to Planet of the Apes ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักจนถูกยกเลิกในที่สุด

ฉบับรีเมคโดยเจ้าพ่อแฟนตาซีมืดหม่น

Planet of the Apes ฉบับรีเมคของ ทิม เบอร์ตัน ที่ได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก นำแสดง แต่หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านเสียงวิจารณ์นัก

ในปี 2001 เจ้าพ่อหนังแฟนตาซีมืดหม่นอย่าง ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ได้รีเมค Planet of the Apes  โดยได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ทิม รอธ และ พอล เกียอาแมตติ มานำแสดง โดยวานรฉบับนี้ยังเป็นการใช้เทคนิคเมคอัพแต่งคนให้เป็นลิงและส่งนักแสดงไปเรียนในโรงเรียนฝึกสอนลิงเพื่อความสมจริง  แต่ผลลัพธ์หลังหนังออกฉายกลับกลายเป็นหายนะ ทั้งเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์และคนดูโดยเฉพาะแฟนของหนัง พิภพวานรต้นฉบับที่ผิดหวังกับบทหนังที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และเลวร้ายสุดคือการเปลี่ยนรายละเอียดตอนจบที่พยายามจะสร้างความแตกต่างจากหนังต้นฉบับแต่ไม่เวิร์คเอาเสียเลย

ฉบับรีบูต ที่มาพร้อมแรงบันดาลใจจากการเมืองโลก

Rise of the Planet of the Apes กับการสะท้อนเหตุการณ์อาหรับสปริง

10 ปีหลังฉบับรีเมค หนังฉบับ รีบูตเรื่อง Rise of the Planet of the Apes ก็ออกฉายในปี 2011 หนังได้ รูเพิร์ต ไวแอตต์ (Rupert Wyatt) มากำกับปฐมบทของไตรภาคก่อนเหตุการณ์ในหนังต้นฉบับเล่าเรื่องของ วิล ร็อดแมน (เจมส์ ฟรังโก) นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยารักษาอาการอัลไซเมอร์ ที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัด ซีเมียนฟลู (Simian Flu)โดยเขาทดลองกับวานรที่ชื่อ ซีซาร์ ซึ่งผลจากยาทำให้มันฉลาดขึ้นและเริ่มแผนปฏิวัติปลดแอกเหล่าวานรในห้องทดลอง  โดยฉากที่แสดงบริบทการเมืองชัดเจนที่สุดคือฉากที่ซีซาร์ตอบมนุษย์ที่มาทำร้ายมันว่า “No” หรือ “ไม่” เพื่อบ่งบอกถึงการปฏิเสธที่จะยินยอม ซึ่งด้วยความที่หนังฉายในปี 2011 หลังเหตุการณ์สำคัญของโลกคือการปฏิวัติดอกมะลิ หรือ อาหรับสปริง ปรากฎการณ์โค่นผู้นำเผด็จการของประเทศในตะวันออกกลางที่เบ่งบานตั้งแต่ปี 2010 ทำให้เหล่าวานรเป็นตัวแทนผู้ถูกกดขี่จากเหล่าเผด็จการนั่นเอง โดยจุดเด่นของวานรฉบับนี้คือการใช้เทคโนโลยี โมชั่นแคปเจอร์ในการถ่ายทำโดยได้นักแสดง แอนดี้ เซอร์กิส ที่เคยแสดงเป็นต้นแบบให้ตัวกอลลั่มใน The Lord of the Rings มาถ่ายทอดจิตวิญญาณของซีซาร์

เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ ถูกนำมาใช้สร้างตัวละคร วานรใน Rise of the Planet of the Apes

Dawn of The Planet of the Apes ภาคต่อกับบทที่สนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธปืน

สำหรับ Dawn of the Planet of the Apes ภาคต่อในฉบับรีบูธ ออกฉายปี 2014 กำกับโดย แมต รีฟส์ (Matt Reeves) โดยเล่าเหตุการณ์ 10 ปีให้หลังจากหนัง Dawn of the Planet of the Apes เมื่อไข้หวัดซีเมียน ฟลู ได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย และสถานการณ์ก็บีบให้มนุษย์และวานรเข้าสู่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์  โดยหนังมีสาระสำคัญในตอนต้นเรื่องเมื่อตัวละครลิงอย่าง ซีซาร์ (แอนดี้ เซอร์กิส) พูดประโยค “No Gun” หรือ “ห้ามใช้ปืน” เพื่อส่งเสริมนโยบายควบคุมปืนที่เป็นประเด็นร้อนในการเมืองสหรัฐอเมริกา และเนื้อหายังวิพากษ์วิจารณ์และกระตุ้นให้คนดูถกเถียงว่า สันติภาพต้องมาจากสงครามจริงหรือ หลังสหรัฐอเมริกาทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางมาเป็นเวลานาน

เราคงติดตามชมว่าคราวนี้บทหนังจะสะท้อนการเมืองโลกแง่มุมไหน สำหรับ War for The Planet of the Apes ที่จะฉายวันที่ 13 กรกฎาคมนี้

ส่วนภาพยนตร์ War for the Planet of the Apes จะเล่าถึงมหาศึกระหว่างมนุษย์และวานรโดยมี เด็กสาววัยบริสุทธิอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ ซี่งเราต้องไปพิสูจน์กันว่า หนังจะนำเหตุการณ์การเมืองโลกใดมาวิพากษ์วิจารณ์กระตุ้นต่อมความคิดเราอีก

ข้อมูลอ้างอิง Where to Watch

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเด็คดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร้อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคายเรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยัดชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

“Suspirium” มันคือสรรพเสียงสำเนียงแห่งความหลอน !!! ดนตรีประกอบภาพยนตร์สุดเฮี้ยน “Suspiria” จาก ทอม ยอร์คแห่ง Radiohead

Published

on

Suspiria คือภาพยนตร์สุดหลอนแห่งยุค 70 กำกับโดย ดาริโอ อาร์เจนโต เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอิตาลี ที่ถ่ายทอดความหลอนลึกผ่านการออกแบบงานสร้างอันฉูดฉาดแต่กลับสร้างคงามหลอนได้ไม่รู้ลืม

คราวนี้ Suspiria กลับมาอีกครั้งโดยการรีเมคจาก ลูการ์ กัวดายิโน ที่ฝากผลงานสุดประทับใจไว้ใน “Call Me By Your Name” เรื่องราวความรักระหว่างสองหนุ่มต่างวัยที่ทั้งเศร้าซึ้งและตราตรึง แต่คราวนี้ กัวดายิโน ฉีกภาพความรักแห่งหน้าร้อนมาสู่ความหลอนแห่งพ.ศ.นี้ ด้วยงานกำกับสุดสะพรึงและเหล่านักแสดงนำคุณภาพอย่าง Dakota Johnson, Tilda Swinton, Chloë Grace Moretz และที่ขาดไม่ได้เลยคืองานดนตรีประกอบสุดเซอร์ไพรซ์จาก ฟรอนท์แมนแห่งวงอัลเทอร์เนทีฟหัวก้าวหน้า Radiohead “ทอม ยอร์ค”

ทอม ยอร์ค

ทอม ยอร์ค และ ลูกา กัวดายิโน

ล่าสุด ทอม ยอร์ค ได้โพสต์วีดิโอซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria โดยบทเพลงนี้มีชื่อว่า “Suspirium”

ท่วงทำนองของเพลงนี้ประกอบไปด้วยเสียงบรรเลงซ้ำจากเปียโนและเสียงร้องแฝงเเววเศร้าของยอร์ค ฟังดูคล้ายกลับเป็นร่างอีโวลูชั่นจากงานเพลง side B ของ Radiohead อย่าง “How I Made My Millions” และ “Fog (Again)”  จากนั้นเสียงของฟลูตได้ถูกเติมเข้ามาสร้างบรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน มันมีความเย็นเยือกแบบประหลาดบอกไม่ถูกจากสุ้มเสียงและท่วงทำนองของบทเพลง ไม่แน่แปลกใจเลยว่าทำไมมันจึงเหมาะที่จะใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้

“All is well, as long as we keep spinning,”

เนื้อหาของเพลงพูดถึง การดำรงอยู่ในวัฏฏะของชีวิต พานพบสิ่งดี ชั่ว สุข ทุกข์  หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปไม่สิ้นสุด

This is a waltz thinking about our bodies
What they mean for our salvation…

เราเหมือนดั่งวิญญาณที่เริงรำอยู่ในร่างในชีวิตอยู่ในโลกเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของตน

Is the darkness ours to take?
Bathed in lightness, bathed in heat…

บางครั้งความมืดก็ครอบคลุมเรา บางครั้งเราก็ชะโลมไล้ท่ามกลางแสงไฟ บางครั้งก็ท่ามกลางเปลวเพลิง

All is well, as long as we keep spinning…

ตราบใดที่เรายังหมุนวนเวียนไปตามวัฏฏะ ทุกอย่างจะยังดำเนินไป ตามครรลองของมัน

When I arrive, will you come and find me?
Or in a crowd, be one of them?

เมื่อเราได้จากไป แล้วกลับมาใหม่ คนที่เรารักหรือรู้จักจะยังจดจำเราได้ไหม เราผู้ซ่อนอยู่ทามกลางกลุ่มชมร้อยพัน

ทอม ยอร์ค ได้เล่าถึงการทำงานเพลงชิ้นนี้ว่า “มันเป็นกระบวนการที่แปลกตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โปรดิวเซอร์ และ วอลเตอร์ ฟาซาโน คนตัดต่อได้มาติดต่อผม ผมคิดในใจว่าพวกเขาคงบ้าไปแล้วเพราะว่าผมไม่เคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาก่อนเลย และ “Suspiria” (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ก็มีเพลงประกอบที่ยอดเยี่ยมเสียด้วย (ประพันธ์โดยวง Goblin ที่เปรียบดั่งเป็น King Crimson แห่งอิตาลี) ผมใช้เวลากว่า 2-3 เดือนจึงจะได้ไอเดียที่เข้าที่เข้าทาง​“

“ผมดู Suspiria เวอร์ชั่นเดิมหลายต่อหลายรอบ ผมรักมันมากเพราะเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นงานที่เข้มข้นมากในช่วงเวลานั้น เห็นได้เลยว่า ดาริโอ กับวง Goblin ทำงานกันอย่างใกล้ชิดมาก นอกจากนี้ด้วยช่วงเวลาผมก็รู้สึกว่ามันเหมาะกับงานในยุคนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามผมคิดว่าคงเดินตามรอยเดิมไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมพบว่ามันน่าสนใจก็คือการเล่นซ้ำโมทีฟ (ท่อนเพลงที่มีการเล่นซ้ำในบทเพลง เช่น พ้าม พ้าม พ้าม ผ่าม ใน Symphony No.5 ของ Beethoven) หลายต่อหลายรอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ณ ขณะนั้น เสียงจากข้างในของคุณมันจะร้องตะโกนออกมาว่า “โปรดเถอะ กูไม่อยากจะฟังไอ้ท่อนนี้อีกแล้ว” ซึ่งผมว่ามันเวิร์ค มันเป็นการเล่นซ้ำเพื่อทำให้คนฟังรู้สึกหลอน มันคิดกับตัวเองมาตลอดเลยว่าไอ้วิธีแบบนี้นี่แหละมันเหมือนกับการร่ายมนต์ ซึ่งมันอาจฟังดูโง่ๆ แต่ผมก็คิดแบบนี้จริงๆ มันเป็นเหมือนกับอิสรภาพในแบบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่คราวนี้ผมจะได้สำรวจมันแล้ว”

อัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Suspiria จะประกอบไปด้วย 25 บทเพลงซึ่งมีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง ซึ่งก็มีเพลงที่ยอร์คร้องเองด้วยอย่าง เช่น Suspirium นั่นเอง โดยทั้งหมดบันทึกเสียงและบรรเลงโดยทอม ยอร์คและ Sam Petts-Davies พร้อมด้วย  London Contemporary Orchestra and Choir และ นักเป่าฟลูตมือฉมัง Pasha Mansurov นอกจากนี้ลูกชายของยอร์ค Noah ยังร่วมเล่นกลองด้วยสองเพลงคือ ‘Has Ended’ และ ‘Volk’

อัลบั้มนี้จะออกวางแผงในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดย XL Recordings เป็นแผ่นไวนิลคู่และ CD คู่

ส่วนรายชื่อเพลงทั้งหมดนั้นมีดังต่อไปนี้

‘A Storm That Took Everything’

‘The Hooks’

‘Suspirium’

‘Belongings Thrown in a River’

‘Has Ended’

‘Klemperer Walks’

‘Open Again’

‘Sabbath Incantation’

‘The Inevitable Pull’

‘Olga’s Destruction (Volk tape)’

‘The Conjuring of Anke’

‘A Light Green’

‘Unmade’

‘The Jumps’

‘Volk’

‘The Universe is Indifferent’

‘The Balance of Things’

‘A Soft Hand Across your Face’

‘Suspirium Finale’

‘A Choir of One’

‘Synthesizer Speaks’

‘The Room of Compartments’

‘An Audition’

‘Voiceless Terror’

‘The Epilogue’

และสำหรับแฟนเพลง และ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยก็รอติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ได้ใน วันที่ 31 ตุลาคมนี้ครับ

 

ที่มา

https://www.nme.com/news/music/thom-yorke-suspirium-suspiria-film-score-2373946

https://genius.com/Thom-yorke-suspirium-lyrics

https://www.rollingstone.com/music/music-features/thom-yorke-suspirium-suspiria-score-717706/

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

Published

on

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!