Connect with us

What The Fact

มองการเมืองในหนังชุด พิภพวานร

Published

on

ภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายที่สุด ทั้งภาพและเสียงอันตื่นตาตื่นใจบอกเล่าความไปของโลกที่มีทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ปะปนกันไป และแน่นอนในเมื่อสื่อภาพยนตร์คือสื่อที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของคนเขียนทั้งนิยายและบทหนังต้นฉบับ ดังนั้นความคิดและทัศนคติของผู้เขียนจึงแอบซ่อนอยู่ในหนัง เพื่อยั่วเย้าให้คนดูคิดมากอย่างเราได้ตีความกัน และหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่จะมาถล่มโรงในสัปดาห์นี้อย่าง War for The Planet of the Apes หนึ่งในหนังชุดพิภพวานร ที่แอบแฝงประเด็นการเมืองที่น่าสนใจ จน WHAT THE FACT อยากชวนทุกท่านมาย้อนรอยดูว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี หนังชุดพิภพวานรได้วิพากษ์เหตุการณ์ทางการเมืองอะไรไปบ้าง

การเมืองเข้มข้นมาตั้งแต่นิยายต้นฉบับ

La Planète des Singes
หรือ Planet of the Apes ฉบับนิยายโดย ปิแอร์ บูเล

ในปี 1963 ปิแอร์ บูเล (Pierre Boulle) เขียนนิยายเรื่อง La Planète des Singes   หรือ พิภพวานร (Planet of the Apes)  ได้นำเหตุการณ์ความรุนแรงจากสงครามประกาศเอกราชของประเทศอัลจีเรีย ในสมัยประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) ของฝรั่งเศสที่มุ่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็นจนเกิดความตึงเครียดไปทั่วโลก มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องราวในนิยายที่ว่าด้วย นักบินอวกาศที่ยานไปตก ณ. ดวงดาวลึกลับซึ่งปกครองโดยเหล่าวานรก่อนจะพบความจริงอันชวนหดหู่ในตอนท้าย เพื่อสะท้านความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในยุคสงครามเย็นได้อย่างคมคาย

เหตุการณ์เรียกร้องเอกราชของอัลจีเรียสมัย ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิยาย

Planet of the Apes ฉบับปี 1968 หนังไซไฟที่กลายเป็นสมบัติอนุรักษ์ของชาติ

Planet of the Apes หรือ พิภพวานรต้นฉบับ ได้ ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุคมานำแสดง หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งรายได้และคำวิจารณ์

ในปี 1968 บริษัท 20th Century Fox นำ Planets of the Apes หรือ พิภพวานร ออกฉาย หนังกำกับโดย แฟรงคลิน เจ แชฟเนอร์ (Franklin J. Schaffner)และนำแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุค โดยได้ รอด เซอร์ลิง (Rod Serling) และ ไมเคิล วิลสัน (Michael Wilson) มาดัดแปลงบทหนังเพื่อให้เข้ากับบริบทการเมืองในอเมริกาทั้ง สงครามเวียตนามในยุคประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เหตุการณ์มาร์ติน  ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) นักเรียกร้องสิทธิคนผิวสี ถูกลอบสังหาร และยังบอกเล่าเรื่องราวการคอรัปชั่นในระดับผู้บริหารประเทศแทรกเข้าไปในเรื่องราวซับพลอตของกลุ่มวานร  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยได้อย่างคมคาย จนโดนใจทั้งคนดูและนักวิจารณ์ จนหนังประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างงดงาม นอกจากนี้หนังยังได้รางวัล ออสการ์เชิดชูเกียรติสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม และในปี 2001 หนัง Planets of the Apes ได้ขึ้นทะเบียนเป็นภาพยนตร์ในอนุรักษ์ ของชาติโดยสภาภาพยนตร์อเมริกันอีกด้วย

สงครามเวียตนามสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และ การลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ส่งอิทธิพลต่อบทหนัง Planet of the Apes

นอกจากนี้ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคในฉบับภาพยนตร์ ได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

 

ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

สานต่อความสำเร็จ ในฉบับ ซีรีส์ และการ์ตูน

Planet of the Apes ฉบับซีรีส์

ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ชุด Planet of the Apes สถานี CBS ได้ผลิตซีรีส์ Planet of the Apes ออกอากาศในปี 1974 จำนวน 14 ตอน โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศจากศตวรรษที่ยี่สิบสองคน ได้เดินทางผ่านไทม์วาร์ปสู่โลกอนาคตที่วานรปกครองมนุษย์ และพยายามหาทางเอาตัวรอดโดยได้รับความช่วยเหลือจากวานรที่เป็นมิตรกับพวกเขา โดยซีรีส์ถูกวิจารณ์ว่าเดินเรื่องได้ค่อนข้างราบเรียบไร้แง่มุมการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่เป็นจุดเด่นในฉบับภาพยนตร์แต่อย่างไรก็ตามมีอยู่ตอนหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างแก๊สพิษและจริยธรรมในการใช้อาวุธสงคราม ซึ่งประเด็นดังกล่าวล่อแหลมจน CBS ไม่กล้าออกอากาศในช่วงคดีวอเตอร์เกตของนิกสันกำลังสะเด็ดน้ำ และการประท้วงสงครามเวียตนามได้เดินทางมาถึงจุดแตกหัก

Return To The Planet Of The Apes อนิเมชั่นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวในพิภพวานรแบบการ์ตูน

สำหรับฉบับอนิเมชั่นซีรีส์ ใช้ชื่อ Return to Planet of the Apes  จำนวน 13 ตอน ออกอากาศปี 1975 ทางสถานี NBC โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศ 3 คนที่เดินทางไปยังโลกที่วานรปกครองและพยายามกอบกู้อิสรภาพให้มนุษย์โลก แต่ Return to Planet of the Apes ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักจนถูกยกเลิกในที่สุด

ฉบับรีเมคโดยเจ้าพ่อแฟนตาซีมืดหม่น

Planet of the Apes ฉบับรีเมคของ ทิม เบอร์ตัน ที่ได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก นำแสดง แต่หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านเสียงวิจารณ์นัก

ในปี 2001 เจ้าพ่อหนังแฟนตาซีมืดหม่นอย่าง ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ได้รีเมค Planet of the Apes  โดยได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ทิม รอธ และ พอล เกียอาแมตติ มานำแสดง โดยวานรฉบับนี้ยังเป็นการใช้เทคนิคเมคอัพแต่งคนให้เป็นลิงและส่งนักแสดงไปเรียนในโรงเรียนฝึกสอนลิงเพื่อความสมจริง  แต่ผลลัพธ์หลังหนังออกฉายกลับกลายเป็นหายนะ ทั้งเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์และคนดูโดยเฉพาะแฟนของหนัง พิภพวานรต้นฉบับที่ผิดหวังกับบทหนังที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และเลวร้ายสุดคือการเปลี่ยนรายละเอียดตอนจบที่พยายามจะสร้างความแตกต่างจากหนังต้นฉบับแต่ไม่เวิร์คเอาเสียเลย

ฉบับรีบูต ที่มาพร้อมแรงบันดาลใจจากการเมืองโลก

Rise of the Planet of the Apes กับการสะท้อนเหตุการณ์อาหรับสปริง

10 ปีหลังฉบับรีเมค หนังฉบับ รีบูตเรื่อง Rise of the Planet of the Apes ก็ออกฉายในปี 2011 หนังได้ รูเพิร์ต ไวแอตต์ (Rupert Wyatt) มากำกับปฐมบทของไตรภาคก่อนเหตุการณ์ในหนังต้นฉบับเล่าเรื่องของ วิล ร็อดแมน (เจมส์ ฟรังโก) นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยารักษาอาการอัลไซเมอร์ ที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัด ซีเมียนฟลู (Simian Flu)โดยเขาทดลองกับวานรที่ชื่อ ซีซาร์ ซึ่งผลจากยาทำให้มันฉลาดขึ้นและเริ่มแผนปฏิวัติปลดแอกเหล่าวานรในห้องทดลอง  โดยฉากที่แสดงบริบทการเมืองชัดเจนที่สุดคือฉากที่ซีซาร์ตอบมนุษย์ที่มาทำร้ายมันว่า “No” หรือ “ไม่” เพื่อบ่งบอกถึงการปฏิเสธที่จะยินยอม ซึ่งด้วยความที่หนังฉายในปี 2011 หลังเหตุการณ์สำคัญของโลกคือการปฏิวัติดอกมะลิ หรือ อาหรับสปริง ปรากฎการณ์โค่นผู้นำเผด็จการของประเทศในตะวันออกกลางที่เบ่งบานตั้งแต่ปี 2010 ทำให้เหล่าวานรเป็นตัวแทนผู้ถูกกดขี่จากเหล่าเผด็จการนั่นเอง โดยจุดเด่นของวานรฉบับนี้คือการใช้เทคโนโลยี โมชั่นแคปเจอร์ในการถ่ายทำโดยได้นักแสดง แอนดี้ เซอร์กิส ที่เคยแสดงเป็นต้นแบบให้ตัวกอลลั่มใน The Lord of the Rings มาถ่ายทอดจิตวิญญาณของซีซาร์

เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ ถูกนำมาใช้สร้างตัวละคร วานรใน Rise of the Planet of the Apes

Dawn of The Planet of the Apes ภาคต่อกับบทที่สนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธปืน

สำหรับ Dawn of the Planet of the Apes ภาคต่อในฉบับรีบูธ ออกฉายปี 2014 กำกับโดย แมต รีฟส์ (Matt Reeves) โดยเล่าเหตุการณ์ 10 ปีให้หลังจากหนัง Dawn of the Planet of the Apes เมื่อไข้หวัดซีเมียน ฟลู ได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย และสถานการณ์ก็บีบให้มนุษย์และวานรเข้าสู่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์  โดยหนังมีสาระสำคัญในตอนต้นเรื่องเมื่อตัวละครลิงอย่าง ซีซาร์ (แอนดี้ เซอร์กิส) พูดประโยค “No Gun” หรือ “ห้ามใช้ปืน” เพื่อส่งเสริมนโยบายควบคุมปืนที่เป็นประเด็นร้อนในการเมืองสหรัฐอเมริกา และเนื้อหายังวิพากษ์วิจารณ์และกระตุ้นให้คนดูถกเถียงว่า สันติภาพต้องมาจากสงครามจริงหรือ หลังสหรัฐอเมริกาทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางมาเป็นเวลานาน

เราคงติดตามชมว่าคราวนี้บทหนังจะสะท้อนการเมืองโลกแง่มุมไหน สำหรับ War for The Planet of the Apes ที่จะฉายวันที่ 13 กรกฎาคมนี้

ส่วนภาพยนตร์ War for the Planet of the Apes จะเล่าถึงมหาศึกระหว่างมนุษย์และวานรโดยมี เด็กสาววัยบริสุทธิอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ ซี่งเราต้องไปพิสูจน์กันว่า หนังจะนำเหตุการณ์การเมืองโลกใดมาวิพากษ์วิจารณ์กระตุ้นต่อมความคิดเราอีก

ข้อมูลอ้างอิง Where to Watch

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

รวมไอเดียการจดสมุดบันทึกเก๋ๆ ที่สวยจนต้องร้องว้าว

Published

on

แม้ปัจจุบันจะมีแอปจดบันทึกเจ๋งๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ใช่ว่าทุกคนจะชอบจดบันทึกผ่านแอปกันหมด หลายๆ คน ยังคงความคลาสสิคผ่านตัวหนังสือบนสมุดโน้ตอยู่ แต่เชื่อว่าใครที่ชอบจดบันทึกผ่านสมุดอาจมีบางโมเม้นที่รู้สึกเบื่อกับการจดบันทึกรูปแบบเดิมๆ วันนี้เราเลยนำตัวอย่างการจดสมุดโน้ตเจ๋งๆ มาฝากกัน เผื่อว่าการจดบันทึกครั้งต่อไปของคุณจะมีสีสันมากขึ้น

instagram

Instagram

Instagram

Instagram

Instagram

athenus

pictame

instagram

i.pinimg.com/

Instagram

tumblr

peachandmints

Instagram

eruditekid

pinimg.com

Instagram

http://castillos.co/

Instagram

journalsanctuary

tumblr

ดูแล้วต้องร้องโห.. กันเลยทีเดียว เพราะแต่ละแบบเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์และแสดงถึงความสามารถของผู้บันทึกจริงๆ ใครอยากมีสมุดบันทึกสวยๆ แบบฉบับของตัวเอง ก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันเนอะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

รวมเพจฮิตบน Facebook ที่คุณต้องติด see first!

Published

on

ว่ากันว่าปัจจุบันนี้สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กำลังจะถดถอยและพ่ายแพ้ให้กับสื่อโซเชียล เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ตามข่าวจากสมาร์ทโฟนผ่านเพจดังๆ มากขึ้น ด้วยความที่รวดเร็วกว่า และสามารถแสดงความคิดเห็นแบบใกล้ชิดได้ เพจต่างๆ ใน Facebook จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดเพจดังที่มีประโยชน์มากมายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเพจที่นำเสนอข่าวสาร ทั้งเรื่องหลักอย่างการเมือง ถึงดราม่าของคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพจบันเทิงที่สร้างเสียงหัวเราะมากมาย และเพจสารพันประโยชน์ทั้งช็อป ทั้งเที่ยวที่น่าสนใจ

วันนี้แบไต๋เองก็จะมาแนะนำเพจดังที่น่ากดติดตาม เพื่อให้คุณผู้อ่านทั้งหลายทันทุกเหตุการณ์ในสังคมไทย!

อีเจี๊ยบ เลียบด่วน

เพจที่นำเสนอข่าวคราวต่างๆ ทั้งเรื่องการเมือง บันเทิง กีฬา ดารา ฯลฯ เรียกว่าครบรสเลยทีเดียว อยากรู้ว่าเรื่องไหนกำลังอยู่ในกระแสก็สามารถกดเข้าเพจนี้เพื่ออัพเดทตัวเองได้เลย และที่สำคัญคือเพจนี้จะมีคาแรกเตอร์ที่เด่นชัดของตัวเอง มีการใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ และผู้ติดตามเพจก็สามารถทำความเข้าใจภาษาของเพจได้ เราจึงจะเห็นคอมเมนท์ที่มีมุขตลกต่างๆ เจือปนในเพจนี้บ่อยๆ ใครที่อยากอ่านข่าวไป บันเทิงไป ต้องกดตามเพจอีเจี๊ยบ เลียบด่วนโดยเร็วไว!

Drama-addict

Drama-addict เคยโด่งดังอย่างมากในรูปแบบของเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวดราม่าจากเว็บพันทิป แต่ต่อมาได้มีการสร้างเพจใน Facebook ขึ้น จากการนำเสนอเรื่องราวของคนตีกันแบบเมามันส์ตามเว็บบอร์ด ก็กลายมาเป็นสื่อโซเชียลที่นำเสนอปัญหาสังคมต่างๆ และกลายเป็นช่องทางเรียกร้องความยุติธรรม รวมถึงบอร์ดประกาศขอความช่วยเหลือต่างๆ แทน แถมข่าวสารทั่วโลกต่างๆ ก็สามารถติดตามได้จากเพจนี้ ใครอยากอัพเดทความรู้หรือข่าวสารอะไร เพจนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว

อีจัน

ถ้าคุณชอบการติดตามข่าวแบบต้นตำรับตามโทรทัศน์ ต้องติดตามข่าวจากเพจนี้เลย เพราะข้อมูลแน่น จัดเต็ม และเน้นความรวดเร็ว ตามแบบฉบับสำนักข่าวมาตรฐาน หากแต่คุณสามารถอ่านความคิดเห็นของคนอื่นๆ และเสนอความคิดเห็นของตัวเองได้ ซึ่งก็เป็นข้อได้เปรียบกว่าการติดตามข่าวจากสื่อหลักนั่นเอง เรียกได้ว่าคงความดั้งเดิม แต่เพิ่มเติมทางเทคนิค

ใต้เตียงดารา

ใครที่ชอบเสพข่าวซุบซิบดาราต้องชื่นชอบเพจนี้แน่ๆ เพราะเพจนี้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวของดาราแบบจัดเต็ม จนคุณจะลืมนิตยสารซุบซิบดาราเล่มละ 35 บาทไปโดยปริยาย

ของแถมของเพจนี้คงหนีไม่พ้นคอมเมนท์ที่จริงบ้าง โม้บ้างของผู้ติดตามเพจ ที่ทำให้เราได้ลุ้นระทึกไปกับดราม่าเหล่านั้น แต่คำเตือนของเพจนี่คือต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านสักหน่อย เพราะความคิดเห็นใส่สีเติมไข่นั้นเยอะจริงๆ

หนังโปรดของข้าพเจ้า

ใครเป็นคอหนังต้องกดติดตามเพจนี้โดยด่วน เพราะเพจนี้เป็นการรีวิวหนังแบบจัดเต็มในทุกแนว รวมๆ แล้วเกือบพันเรื่องด้วยซ้ำ และคุณยังจะได้อ่านคอมเมนท์รีวิวหนังอย่างหลากหลายของผู้ติดตามเพจคนอื่นๆ ด้วย และถ้าใครเป็นโรคติดสปอยหนังล่ะก็ เราแนะนำคุณไปที่เพจนี้เลยเพราะคอมเมนท์สปอยมีเพียบ! อิอิ

คนอะไรเป็นแฟนหมี

เพจนี้มีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดในเรื่องกุ๊กกิ๊กของคู่รัก โดยนำเสนอเรื่องราวของคู่รักหลายๆ แง่มุมผ่านตัวการ์ตูนของหมีและแฟนหมี ซึ่งเรื่องราวของคู่รักที่นำเสนอมักเป็นเรื่องราวที่แตะต้องได้ เรียกได้ว่าสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงของทุกคู่นั่นเอง เพจนี้จึงได้รับความนิยมอย่างมาก และว่ากันว่าหากอยากรู้ว่าคนที่เราแอบชอบหรือเล็งไว้มีแฟนหรือคนคุยแล้วหรือยัง ก็ให้ตามไปไล่ดูในคอมเมนท์ของเพจนี้ ว่าเขาหรือเธอแท็กชื่อใครในคอมเมนท์บ้างหรือเปล่า..ซึ่งก็นับเป็นเครื่องการันตีความฮอตฮิตในเรื่องคู่รักของเพจนี้จริงๆ

Little monster

ใครมีครอบครัวและลูกหลานแล้วก็ควรอย่างยิ่งที่จะติดตามเพจนี้ไว้ เพราะเพจ Little monster เป็นเพจรวมเรื่องราวน่ารักๆ ในครอบครัวของหนูน้อยจินและเรนนี่กับการใช้ชีวิตกับคุณพ่อและคุณแม่อย่างอบอุ่น นอกจากนี้ในเพจยังมีเทคนิคการเลี้ยงลูกต่างๆ ที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจด้วย เอาเป็นว่าใครเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ต้องรีบไปกดติดตามเพจนี้ให้ไวเชียวแหละ

ชีวิตติดรีวิว

“หากว่าเรากำลังท้องร้อง ให้เข้าเพจนี้กัน! ตึง ตึง!” เพจนี้เป็นเพจที่จัดเต็มในเรื่องของการรีวิวอาหาร ไม่ว่าจะอาหารภาคเหนือใต้ออกตกหรืออาหารต่างประเทศ ถ้าใครอยากกินเมื่อไหร่ ก็เพียงเปิดเพจนี้เข้าไป แล้วคุณจะพบรูปภาพและวิดีโออาหารน่าทาน พร้อมพิกัดที่สามารถตามรอยได้อย่างไม่ยาก เอาเป็นว่าใครเป็นสายเสาะแสวงหาของกินต้องห้ามพลาดเพจนี้เด็ดขาด!

EventPass

ใครเป็นสายช็อป ชอบซื้อนู่นซื้อนี่ต้องตามติดเพจนี้ให้ดี เพราะเพจนี้มักจะนำพวกงานลดราคาสินค้าต่างๆ มาแชร์เสมอ และก็มีสินค้าทุกประเภท รวมถึงอาหารต่างๆ ด้วย ใครที่ชื่นชอบของลดราคานี่คือโอกาสดีเลยแหละ ห้ามลืมกด see first เลย!!

นี่ก็เป็นเพจน่ากด see first ที่เชื่อว่าหลายๆ คน คงติดตามกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละเพจอัดแน่นไปด้วยประโยชน์และความบันเทิงกันทั้งนั้น แต่สำหรับใครที่ไม่เคยรู้จักเพจเหล่านี้มาก่อนก็คงต้องรีบกดติดตามและกด see first แล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันโลก แล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ

และสุดท้าย อย่าลืมกดไลค์ กด See First เพจ What The Fact ของพวกเรานะคะ สาระเกี่ยวกับภาพยนตร์และไลฟ์สไตล์เพียบค่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 อันดับ Box Office (18-20 พ.ค.) : Deadpool 2 เปิดตัวทั่วโลก 300 ล้านเหรียญ, เบียด Infinity War ขึ้นอันดับ 1 ได้สำเร็จ

Deadpool 2 เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ในสัปดาห์นี้ ตามมาด้วย Avengers: Infinity War, Book Club และ Life of the Party

Published

on

ถึงแม้ว่า Deadpool 2 จะไม่ได้เปิดตัวด้วยรายได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐอเมริกา (125 ล้านเหรียญ) อีกทั้งยังน้อยกว่าภาคแรกด้วย (132.4 ล้านเหรียญ) แต่ก็สามารถทำรายได้ทั่วโลกไปได้อย่างน่าประทับใจถึง 301.3 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 110 ล้านเหรียญ

ในขณะเดียวกัน Avengers: Infinity War ก็ยังคงทำรายได้ต่อเนื่องไปถึง 1.8 พันล้านเหรียญแล้ว ซึ่งอาจกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้ถึง 2 พันล้านเหรียญ ต่อจาก Avatar (2.79 พันล้านเหรียญ), Titanic (2.19 พันล้านเหรียญ) และ Star Wars: The Force Awakens (2.07 พันล้านเหรียญ)

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Deadpool 2

125 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 125 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 176.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 301.3 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 110 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Avengers: Infinity War

28.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 595 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1,218.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,813.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 300 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Book Club

12.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 12.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 10 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Life of the Party

7.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 31 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 5.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 36.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Breaking In

6.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 28.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 30.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 6 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Show Dogs

6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 691,679 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 6.7 ล้านเหรียญ ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 7 : Overboard

4.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 37 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 12 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 49 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 12 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : A Quiet Place

4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 7)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 176.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 120.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 296.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 17 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Rampage

1.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 92.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 614.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 397.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 120 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : RBG

1.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

 

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!