Connect with us

What The Fact

มองการเมืองในหนังชุด พิภพวานร

Published

on

ภาพยนตร์คือสื่อบันเทิงที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายที่สุด ทั้งภาพและเสียงอันตื่นตาตื่นใจบอกเล่าความไปของโลกที่มีทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ปะปนกันไป และแน่นอนในเมื่อสื่อภาพยนตร์คือสื่อที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของคนเขียนทั้งนิยายและบทหนังต้นฉบับ ดังนั้นความคิดและทัศนคติของผู้เขียนจึงแอบซ่อนอยู่ในหนัง เพื่อยั่วเย้าให้คนดูคิดมากอย่างเราได้ตีความกัน และหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่จะมาถล่มโรงในสัปดาห์นี้อย่าง War for The Planet of the Apes หนึ่งในหนังชุดพิภพวานร ที่แอบแฝงประเด็นการเมืองที่น่าสนใจ จน WHAT THE FACT อยากชวนทุกท่านมาย้อนรอยดูว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี หนังชุดพิภพวานรได้วิพากษ์เหตุการณ์ทางการเมืองอะไรไปบ้าง

การเมืองเข้มข้นมาตั้งแต่นิยายต้นฉบับ

La Planète des Singes
หรือ Planet of the Apes ฉบับนิยายโดย ปิแอร์ บูเล

ในปี 1963 ปิแอร์ บูเล (Pierre Boulle) เขียนนิยายเรื่อง La Planète des Singes   หรือ พิภพวานร (Planet of the Apes)  ได้นำเหตุการณ์ความรุนแรงจากสงครามประกาศเอกราชของประเทศอัลจีเรีย ในสมัยประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) ของฝรั่งเศสที่มุ่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในยุคสงครามเย็นจนเกิดความตึงเครียดไปทั่วโลก มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเรื่องราวในนิยายที่ว่าด้วย นักบินอวกาศที่ยานไปตก ณ. ดวงดาวลึกลับซึ่งปกครองโดยเหล่าวานรก่อนจะพบความจริงอันชวนหดหู่ในตอนท้าย เพื่อสะท้านความหวาดกลัวสงครามนิวเคลียร์ล้างโลกในยุคสงครามเย็นได้อย่างคมคาย

เหตุการณ์เรียกร้องเอกราชของอัลจีเรียสมัย ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิยาย

Planet of the Apes ฉบับปี 1968 หนังไซไฟที่กลายเป็นสมบัติอนุรักษ์ของชาติ

Planet of the Apes หรือ พิภพวานรต้นฉบับ ได้ ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุคมานำแสดง หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งรายได้และคำวิจารณ์

ในปี 1968 บริษัท 20th Century Fox นำ Planets of the Apes หรือ พิภพวานร ออกฉาย หนังกำกับโดย แฟรงคลิน เจ แชฟเนอร์ (Franklin J. Schaffner)และนำแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตัน ดาราดังแห่งยุค โดยได้ รอด เซอร์ลิง (Rod Serling) และ ไมเคิล วิลสัน (Michael Wilson) มาดัดแปลงบทหนังเพื่อให้เข้ากับบริบทการเมืองในอเมริกาทั้ง สงครามเวียตนามในยุคประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) เหตุการณ์มาร์ติน  ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) นักเรียกร้องสิทธิคนผิวสี ถูกลอบสังหาร และยังบอกเล่าเรื่องราวการคอรัปชั่นในระดับผู้บริหารประเทศแทรกเข้าไปในเรื่องราวซับพลอตของกลุ่มวานร  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยได้อย่างคมคาย จนโดนใจทั้งคนดูและนักวิจารณ์ จนหนังประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างงดงาม นอกจากนี้หนังยังได้รางวัล ออสการ์เชิดชูเกียรติสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม และในปี 2001 หนัง Planets of the Apes ได้ขึ้นทะเบียนเป็นภาพยนตร์ในอนุรักษ์ ของชาติโดยสภาภาพยนตร์อเมริกันอีกด้วย

สงครามเวียตนามสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน และ การลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ส่งอิทธิพลต่อบทหนัง Planet of the Apes

นอกจากนี้ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคในฉบับภาพยนตร์ ได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

 

ความสำเร็จของหนังยังทำให้มีภาคต่อถึง 4 ภาคได้แก่ Beneath the Planet of the Apes (1970), Escape from the Planet of the Apes (1971), Conquest of the Planet of the Apes (1972) และ Battle for Planet of the Apes (1973)

สานต่อความสำเร็จ ในฉบับ ซีรีส์ และการ์ตูน

Planet of the Apes ฉบับซีรีส์

ด้วยความสำเร็จของภาพยนตร์ชุด Planet of the Apes สถานี CBS ได้ผลิตซีรีส์ Planet of the Apes ออกอากาศในปี 1974 จำนวน 14 ตอน โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศจากศตวรรษที่ยี่สิบสองคน ได้เดินทางผ่านไทม์วาร์ปสู่โลกอนาคตที่วานรปกครองมนุษย์ และพยายามหาทางเอาตัวรอดโดยได้รับความช่วยเหลือจากวานรที่เป็นมิตรกับพวกเขา โดยซีรีส์ถูกวิจารณ์ว่าเดินเรื่องได้ค่อนข้างราบเรียบไร้แง่มุมการวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่เป็นจุดเด่นในฉบับภาพยนตร์แต่อย่างไรก็ตามมีอยู่ตอนหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างแก๊สพิษและจริยธรรมในการใช้อาวุธสงคราม ซึ่งประเด็นดังกล่าวล่อแหลมจน CBS ไม่กล้าออกอากาศในช่วงคดีวอเตอร์เกตของนิกสันกำลังสะเด็ดน้ำ และการประท้วงสงครามเวียตนามได้เดินทางมาถึงจุดแตกหัก

Return To The Planet Of The Apes อนิเมชั่นซีรีส์ที่บอกเล่าเรื่องราวในพิภพวานรแบบการ์ตูน

สำหรับฉบับอนิเมชั่นซีรีส์ ใช้ชื่อ Return to Planet of the Apes  จำนวน 13 ตอน ออกอากาศปี 1975 ทางสถานี NBC โดยเล่าเรื่องของนักบินอวกาศ 3 คนที่เดินทางไปยังโลกที่วานรปกครองและพยายามกอบกู้อิสรภาพให้มนุษย์โลก แต่ Return to Planet of the Apes ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักจนถูกยกเลิกในที่สุด

ฉบับรีเมคโดยเจ้าพ่อแฟนตาซีมืดหม่น

Planet of the Apes ฉบับรีเมคของ ทิม เบอร์ตัน ที่ได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก นำแสดง แต่หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านเสียงวิจารณ์นัก

ในปี 2001 เจ้าพ่อหนังแฟนตาซีมืดหม่นอย่าง ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ได้รีเมค Planet of the Apes  โดยได้ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ทิม รอธ และ พอล เกียอาแมตติ มานำแสดง โดยวานรฉบับนี้ยังเป็นการใช้เทคนิคเมคอัพแต่งคนให้เป็นลิงและส่งนักแสดงไปเรียนในโรงเรียนฝึกสอนลิงเพื่อความสมจริง  แต่ผลลัพธ์หลังหนังออกฉายกลับกลายเป็นหายนะ ทั้งเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์และคนดูโดยเฉพาะแฟนของหนัง พิภพวานรต้นฉบับที่ผิดหวังกับบทหนังที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และเลวร้ายสุดคือการเปลี่ยนรายละเอียดตอนจบที่พยายามจะสร้างความแตกต่างจากหนังต้นฉบับแต่ไม่เวิร์คเอาเสียเลย

ฉบับรีบูต ที่มาพร้อมแรงบันดาลใจจากการเมืองโลก

Rise of the Planet of the Apes กับการสะท้อนเหตุการณ์อาหรับสปริง

10 ปีหลังฉบับรีเมค หนังฉบับ รีบูตเรื่อง Rise of the Planet of the Apes ก็ออกฉายในปี 2011 หนังได้ รูเพิร์ต ไวแอตต์ (Rupert Wyatt) มากำกับปฐมบทของไตรภาคก่อนเหตุการณ์ในหนังต้นฉบับเล่าเรื่องของ วิล ร็อดแมน (เจมส์ ฟรังโก) นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยารักษาอาการอัลไซเมอร์ ที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัด ซีเมียนฟลู (Simian Flu)โดยเขาทดลองกับวานรที่ชื่อ ซีซาร์ ซึ่งผลจากยาทำให้มันฉลาดขึ้นและเริ่มแผนปฏิวัติปลดแอกเหล่าวานรในห้องทดลอง  โดยฉากที่แสดงบริบทการเมืองชัดเจนที่สุดคือฉากที่ซีซาร์ตอบมนุษย์ที่มาทำร้ายมันว่า “No” หรือ “ไม่” เพื่อบ่งบอกถึงการปฏิเสธที่จะยินยอม ซึ่งด้วยความที่หนังฉายในปี 2011 หลังเหตุการณ์สำคัญของโลกคือการปฏิวัติดอกมะลิ หรือ อาหรับสปริง ปรากฎการณ์โค่นผู้นำเผด็จการของประเทศในตะวันออกกลางที่เบ่งบานตั้งแต่ปี 2010 ทำให้เหล่าวานรเป็นตัวแทนผู้ถูกกดขี่จากเหล่าเผด็จการนั่นเอง โดยจุดเด่นของวานรฉบับนี้คือการใช้เทคโนโลยี โมชั่นแคปเจอร์ในการถ่ายทำโดยได้นักแสดง แอนดี้ เซอร์กิส ที่เคยแสดงเป็นต้นแบบให้ตัวกอลลั่มใน The Lord of the Rings มาถ่ายทอดจิตวิญญาณของซีซาร์

เทคนิคโมชั่นแคปเจอร์ ถูกนำมาใช้สร้างตัวละคร วานรใน Rise of the Planet of the Apes

Dawn of The Planet of the Apes ภาคต่อกับบทที่สนับสนุนนโยบายควบคุมอาวุธปืน

สำหรับ Dawn of the Planet of the Apes ภาคต่อในฉบับรีบูธ ออกฉายปี 2014 กำกับโดย แมต รีฟส์ (Matt Reeves) โดยเล่าเหตุการณ์ 10 ปีให้หลังจากหนัง Dawn of the Planet of the Apes เมื่อไข้หวัดซีเมียน ฟลู ได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมาย และสถานการณ์ก็บีบให้มนุษย์และวานรเข้าสู่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์  โดยหนังมีสาระสำคัญในตอนต้นเรื่องเมื่อตัวละครลิงอย่าง ซีซาร์ (แอนดี้ เซอร์กิส) พูดประโยค “No Gun” หรือ “ห้ามใช้ปืน” เพื่อส่งเสริมนโยบายควบคุมปืนที่เป็นประเด็นร้อนในการเมืองสหรัฐอเมริกา และเนื้อหายังวิพากษ์วิจารณ์และกระตุ้นให้คนดูถกเถียงว่า สันติภาพต้องมาจากสงครามจริงหรือ หลังสหรัฐอเมริกาทำสงครามยืดเยื้อในตะวันออกกลางมาเป็นเวลานาน

เราคงติดตามชมว่าคราวนี้บทหนังจะสะท้อนการเมืองโลกแง่มุมไหน สำหรับ War for The Planet of the Apes ที่จะฉายวันที่ 13 กรกฎาคมนี้

ส่วนภาพยนตร์ War for the Planet of the Apes จะเล่าถึงมหาศึกระหว่างมนุษย์และวานรโดยมี เด็กสาววัยบริสุทธิอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ ซี่งเราต้องไปพิสูจน์กันว่า หนังจะนำเหตุการณ์การเมืองโลกใดมาวิพากษ์วิจารณ์กระตุ้นต่อมความคิดเราอีก

ข้อมูลอ้างอิง Where to Watch

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

10 อันดับ Box Office (20-22 ก.ค.) : The Equalizer 2 เฉือนชนะ Mamma Mia 2 ไปฉิวเฉียด

The Equalizer 2 ทำรายได้เปิดตัว 3 วันแรกไป 35.8 ล้านเหรียญ

Published

on

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา The Equalizer 2 ทำรายได้เปิดตัว 3 วันแรกไป 35.8 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าภาคแรกที่ทำได้ 34.1 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้ทั่วโลกนั้นทำไปเพียง 39.1 ล้านเหรียญเท่านั้น จากทุนสร้าง 62 ล้านเหรียญ

อีกหนึ่งภาพยนตร์เปิดตัวใหม่ Mamma Mia : Here We Go Again! ก็ทำรายได้ 3 วันแรกไป 34.4 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าภาคแรกที่ทำไป 27.7 ล้านเหรียญ ส่วนรายได้ทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 76.8 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : The Equalizer 2

35.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 35.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 3.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 39.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 62 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Mamma Mia : Here We Go Again!

34.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 34.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 42.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 76.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 75 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Hotel Transylvania 3: Summer Vacation

23.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 91.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 115.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 206.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 80 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Ant-Man and the Wasp

16.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 164.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 188.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 353.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 162 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Incredibles 2

11.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 557.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 383.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 940.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : Jurassic World: Fallen Kingdom

11 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 383.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 813 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,196.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 170 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Skyscraper

10.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 46.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 85.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 131.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 125 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : The First Purge

5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 60.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 36.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 96.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 13 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Unfriended : Dark Web

3.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 1 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Sorry to Bother You

2.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 10.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

บันเทิง

Sweat16 เซอร์ไพรส์แฟนคลับ เปิดโชว์แรก 3rd Single เพลง TKO [มีคลิป มีภาพจุใจ]

Published

on

หลังจากที่ปล่อยให้แฟนคลับเฝ้ารอการออก ซิงเกิลใหม่ ของวง Sweat16 มาสักพัก หลังจากที่ปล่อย ซิงเกิลเพลง วิ่ง ออกมาเป็นซิงเกิลแรกเมื่อปี 2560 ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่แนะนำตัววง Sweat16 ให้แฟนๆ ได้รู้จัก และตามมาด้วยเพลง มุ้งมิ้ง ในต้นปี 2561 มีซิงเกิลพิเศษคือเพลง “ความทรงจำที่สวยงาม” และมาซิงเกิลล่าสุดเพลง TKO

 

เมื่อวาน 21 ก.ค. 2561 วง Sweat16 ได้จัดให้มีงาน 16! The Idol Cup ขึ้นที่ สนามฟุตบอล Soccer Pro อ่อนนุช ซึ่งในช่วงเที่ยงได้จัดให้มีงานฉลองวันเกิดให้กับเมมเบอร์ Ant ทั้งนี้ได้มีกิจกรรมถ่ายภาพ 2Shot ร่วมกับแฟนคลับ ซึ่งได้จำหน่ายตั๋วไปก่อนหน้านี้ในราคา 1,000 บาท แถมได้เข็มกลัดรุ่นพิเศษอีกด้วย

การจำหน่ายสินค้าของวง Sweat16 ซึ่งสำหรับผู้ที่ซื้อเสื้อภายในงาน ยังมีสิทธิ์ลุ้นได้เสื้อพร้อมลายเซ็นเมมเบอร์อีกด้วย (เซ็นสดภายในงาน) แถมท้ายด้วยของที่ระลึก TKO แจกภายในงานจำนวนจำกัดเพียง 100 ชิ้นเท่านั้น ทราบข้อมูล ก็เดินดูบรรยากาศงานโดยรอบบรรยากาศทั่วๆ ไปหลังจากที่ซื้อสินค้ากันมาแล้ว ก็เดินแลกเปลี่ยนภาพกันโดยทั่วไป ที่ต่างจากที่ผมเคยรู้ก็ภาพของ Sweat16 จากครบชุดที่ 5 ภาพ ต่างจากวงอื่นๆ ที่ครบชุดเพียง 3 ภาพ ก็ตามกันไปครับ

ช่วงเย็น ถึงเวลาโชว์ฝีเท้าของน้องๆ Sweat16 แบ่งเป็นสองทีม ทีมสีแดง ประกอบไปด้วย Ant l Sonja l Fame l Proud l Pada l Music และตัวช่วยพิเศษ Mahnmook กับทีมสีฟ้า Mint l Ae l Anny l Pim l Petch l Nink โดยมีพี่เสนาหอย มารับหน้าที่เป็นกรรมการในสนาม เน้นฮา 555 มีกติกาพิเศษให้จับลูกได้ เตะเข้าได้สองประตู ก็สนุกสนานกันไป จบครึ่งแรก ก็ถึงเวลาของผู้โชคดีที่ได้เสื้อพร้อมลายเซ็น ได้นำเสื้อมาให้เมมเบอร์เซ็นกันสดๆ ต่อหน้า โอยยย ฟินอะไรเบอร์นั้น … จบเกมสองครึ่งไปด้วยชัยชนะของสีฟ้า รับถ้วยกันไป

พักเปลี่ยนเสื้อผ้าประมาณครึ่งชั่วโมง สมาชิก Sweat16 ก็กลับขึ้นเวทีด้วยการเปิดตัวชุดใหม่ สีขาวสลับแดง หรือน้ำเงินสวยงาม โดยออกแบบให้มีความแตกต่างกันไปในแต่ล่ะคน เริ่มต้นด้วยการเปิดตัว Center ของเพลง คือน้อง Mahnmook ต่อด้วยเปิด VTR เปิดตัว ซิงเกิลใหม่เพลง TKO เสร็จ พิธีกรก็พูดทำนองเหมือนจะไม่มีโชว์ แต่สุดท้ายก็มีโชว์เปิดตัวเอง TKO เป็นครั้งแรกสมใจแฟนคลับกันทั่วหน้า ฟินกันไป ปล. แล้วพบกัน MV เพลง TKO ในแบบเต็มๆ ได้ 31 ก.ค. 2561 นี้

ก็ตามกันไปตามแต่กำลังนะครับ วง Idol เริ่มเยอะขึ้น ติดตามพอชื่นใจได้กำลังใจ อย่าให้เดือดร้อนกระเป๋าตังกันนะครับ

เปิดตัวครั้งแรก 3rd Single Sweat16 เพลง TKO

 

บรรยากาศการเตะฟุตบอล 16! The Idol Cup [ Sweat16 ]

 

น้องๆ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

 

สินค้าที่จำหน่ายในงาน

 

 

ขอบคุณ : Sweat16  น้องจ๊อบ และน้องๆ แฟนคลับทุกท่านด้วยนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

SDCC 2018 : ตัวอย่างล่าสุด Fantastic Beasts: The Crimes Of Grindelwald

เจ. เค. โรว์ลิง และ Warner Bros. ได้ปล่อยตัวอย่างล่าสุดของ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ภายในงาน San Diego Comic-Con 2018 (19 -22 ก.ค.) ซึ่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจาก Fanstastic Beasts and Where to Find Them เมื่อปี 2016 ที่พาผู้ชมย้อนไปในยุค 1920 เพื่อติดตามการผจญภัยของ Newt Scamander และผองเพื่อน ซึ่งเป็นการขยายจักรวาลพ่อมดของ Harry Potter 

Published

on

เจ. เค. โรว์ลิง และ Warner Bros. ได้ปล่อยตัวอย่างล่าสุดของ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ภายในงาน San Diego Comic-Con 2018 (19 -22 ก.ค.) ซึ่งเป็นเรื่องราวต่อเนื่องจาก Fanstastic Beasts and Where to Find Them เมื่อปี 2016 ที่พาผู้ชมย้อนไปในยุค 1920 เพื่อติดตามการผจญภัยของ Newt Scamander และผองเพื่อน ซึ่งเป็นการขยายจักรวาลพ่อมดของ Harry Potter

ลิงค์ตัวอย่างซับไทย : YouTube

ในภาคนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของ Gellert Grindelwald (รับบทโดย จอห์นนี เดปป์) พ่อมดศาสตร์มืดที่ร้ายกาจพอ ๆ กับ Voldemort ซึ่งเขามีความคิดว่า พ่อมดและแม่มดนั้นควรใช้ชีวิตอยู่เหนือพวกมักเกิล (มนุษย์) และทำให้ Albus Dumbledore (รับบทโดย จู๊ด ลอว์) ต้องออกมากำราบ Grindelwald ให้ได้ ในขณะที่ Nwet Scamander (รับบทโดย เอดดี เรดเมน) ต้องออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อหยุดยั้ง Gridgelwald เช่นกัน

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald ยังคงกำกับโดย เดวิด เยตส์ ที่กำกับภาพยนตร์ในแฟรนไชส์ Harry Potter มาตั้งแต่ Harry Potter and the Order of the Phoenix, Harry Potter and the Half-Blood Prince, Harry Potter and the Deathly Hallows Part 1&2 และ Fanstastic Beasts and Where to Find Them จากฝีมือการเขียนทของ เจ. เค. โรว์ลิง เจ้าของบทประพันธ์ Harry Potter อันโด่งดัง

Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald มีกำหนดฉายวันที่ 15 พฤศจิกายน 2018

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!