Connect with us

What The Fact

มาเรียนภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นกันแบบฮาๆกับเพลง “Tokyo Bon 2020” และมาทำความรู้จักกับ Namewee เจ้าของบทเพลงนี้กันเถอะ !!!

Published

on

เมื่อคราเป็นวัยรุ่น และเล่นเกมฟุตบอลยอดฮิตอย่าง Winning Eleven คราใด จะต้องมีความรู้สึกสะใจทุกครั้งเวลาได้ยินเสียงขานชื่อ นักฟุตบอลในตำนานอย่าง “โล้นทองคำ โรนัลโด” แห่งทีมชาติบราซิล ว่า “โร-นา-รุ-โดะ” ซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันเท่มากเลย หลังจากนั้นผมก็ได้ยินคำอื่นๆในแนวนี้อีก ต่างกรรมต่างวาระกันไป

อย่างเมื่อครั้งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Welcomeback Mr.Mcdonald ของ โคกิ มิทานิ ที่เป็นเรื่องของนักจัดละครวิทยุ ที่ต่างคนก็ต่างมีองค์ เอาแต่เล่นแง่กัน วันหนึ่งนักแสดงหญิงจอมแสบอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครเป็นภาษาอังกฤษเล่นเอาหัวหมุนกันไปเลย จนทำให้นักแสดงชายคู่กัดอยากเปลี่ยนชื่อตัวละครเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ซึ่งนักแสดงคนนี้ก็ดันหันไปเห็นถุงจากร้าน McDonald พอดีก็เลยเปลี่ยนชื่อไปเป็น  Donald Mcdonald ซึ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้วเวลาออกเสียงชื่อนี้ก็จะออกเสียงเป็น  “โด-นา-รุ-โดะ ,  มะคุโดนะรุโดะ” ทำให้เรียกร้อยยิ้มและเสียงฮาได้เลยทีเดียว ถือว่าเป็นหนึ่งมุขเด็ดในหนังเลย

หากใครเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นหรือมีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นคงจะคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นแบบนี้กัน ซึ่งเค้าเรียกว่า Japanglish ครับ (Japan + English นั่นเอง  ถ้าภาษาอังกฤษสำเนียงไทยเค้าก็เรียกว่า Tinglish) หากใครที่ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นแรกๆ  เมื่อเจอสำเนียง Japanglish ก็อาจจะมีงงกันนิดๆได้ เราก็ Tinglish ไปเค้าก็ Japanglish มามันไปเลย แต่คราวนี้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป !!! เมื่อ ศิลปินหนุ่มชาวมาเลเซียนามเนมวี” แห่ง Namewee Studio Production ผู้นิยมชมชอบการทำเพลงข้ามวัฒนธรรมในเอเชียด้วยกัน ได้ทำเพลงนำเสนอประสบการณ์ของชาวต่างชาติที่เจอกับ Japanglish ให้ออกมาร่วมสมัยในชื่อเพลงว่า Tokyo Bon 2020 (Makudonarudo) หรือ โตเกียวบง 2020 (คำว่า บงแปลว่าเต้นรำครับ ซึ่งเพลงนี้ก็มี Dance เวอร์ชั่น ที่มีสาวๆเต้นในชุดกิโมโนกันทั้งเพลงเลยครับ) โดยเพลงนี้ได้นักร้อง นักแสดงสาวชาวญี่ปุ่น  มิอุ นิโนมิยะ (Meu Ninomiya) มาร่วมสร้างความสดใสให้กับบทเพลง 

ในเพลง Tokyo Bon 2020 (Makudonarudo) นี้เราจะได้เรียนรู้คำ Japanglish มากมายเลยครับ เช่น

  • McDonald’s ออกเสียงว่า มะคุโดนะรุโดะ
  • Google ออกเสียงว่า  กุกุ-รุ
  • ห้องน้ำ / Toilet ออกเสียงว่า โทะอิเระโทะ
  • Kit Kat ออกเสียงว่า  คิโตะ คะโตะ
  • Disneyland ออกเสียงว่า ดิซุนิลันโดะ
  • 7-11 ออกเสียงว่า เซ-บุน-อี-เล-บุง
  • นม / Milk ออกเสียงว่า มิ-รุ-ขุ
  • ร้านกาแฟ Starbucks ออกเสียงว่า สะ-ตา-บา-คุ-สึ

ตัวเพลงก็ฟังสนุก ตัวเอ็มวีก็ทำได้น่ารักมากเลย เรียกว่าเหมาะกับคนทุกชาติ ทุกภาษาทุกเพศ ทุกวัยมากครับ ดูไม่กี่รอบก็จำได้ขึ้นใจแล้ว เยี่ยมจริงๆ

คราวนี้เราจะมาพูดถึง ศิลปินหนุ่มหัวใส “เนมวี (Namewee)” คนนี้กันหน่อย

เนมวี มีชื่อจริงว่า Wee Meng Chee หรือ หวงหมิงซื่อ (ซึ่งคำว่า หมิงซื่อ ในภาษาแมนดารินมีความหมายว่า Name ในภาษาอังกฤษดังนั้นเขาก็เลยตั้งชื่อเป็น Namewee นั่นเอง)  เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงหนุ่มชาวยะโฮร์ เชื้อสายจีนไหหลำ มีผลงานเพลงของตนเองในแนวฮิปฮอป ส่วนงานเพลงที่แต่งให้คนอื่นก็มีหลากหลายแนว นอกจากนี้ยังกำกับภาพยนตร์ และมีสตูดิโอ โปรดักชั่นเป็นของตนเองในชื่อว่า Namewee Studio Production ผลงานของเนมวีมักจะสร้างข้อถกเถียง ท้าทายกฎหมาย และแบบแผนของสังคมอันเคร่งครัด ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งความอื้อฉาว”

เนมวี เริ่มเป็นที่รู้จักในไทยจากเพลง “จีบสาวไทย” ในปี 2013 เพลงบอกรักหญิงสาวชาวไทย ผ่านท่วงทำนองป๊อปสบายๆน่ารักพร้อมเนื้อเพลงไทยสำเนียงมาเลย์ และได้ หมู ชยนพ บุญประกอบ  ( ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ , เมย์ไหนไฟแรงเฟร่อ) มากำกับเอ็มวีให้ บอกเลยฮาหลุดรั่วมาก ตามสไตล์หมู ชยนพ เลย

อีกเพลงหนึ่งที่เนมวี ได้ทำร่วมกับ youtuber ชื่อดังชาวไทย บี้ เดอะ สกา ก็คือเพลงนี้ที่ชื่อว่า Thai Cha Cha ไทยชะช่า ที่เผยแพร่เมื่อกลางปีที่แล้ว ทั้งสนุก ทั้งฮา อีกทั้งยังสะท้อนวัฒนธรรมของไทยเราอีกด้วย และก็กำกับโดย  หมู ชยนพ บุญประกอบ (สงสัยจะติดใจในฝีมือ)

เนมวี  เริ่มเขียนเพลงเองตั้งแต่สมัยมัธยม จากนั้นก็ตั้งวงดนตรีขึ้นมากับเพื่อนๆ และชนะในการประกวดเวทีท้องถิ่นหลายครั้ง ต่อมาเมื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศไต้หวัน ก็ยังทำเพลงอย่างต่อเนื่อง ผลงานเพลงของ เนมวีมักสะท้อนวิถีชีวิตของชาวมาเลเซีย และมักทำเพลงที่ใช้ภาษาอันหลากหลายมีการเล่นสนุกๆกับลักษณะเด่นของแต่ละวัฒนธรรม อันมีแรงบันดาลใจมาจากถิ่นเกิดของเขาที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ หลากภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งตัวเนมวีเองก็เป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีนแต่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย

นอกจากงานเพลงแล้ว งานภาพยนตร์ของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกที่เนมวีกำกับมีชื่อว่า Nasi Lemak 2.0 ออกฉายในปี 2011 โดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เล่าถึงพ่อครัวที่พยายามดิ้นรนให้ธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวประสบความสำเร็จ เป็นหนังที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของประชากร 3 เชื้อสายในประเทศ อันได้แก่ ชาวจีน, มลายู และคนเชื้อสายอินเดีย

เนมวีมาโด่งดังเปรี้ยงปร้างเอาเมื่อตอนออกเพลง “Negarakuku” อันเป็นเวอร์ชั่นรีเมคของเพลงชาติมาเลเซีย “Negaraku” ซึ่งหลังจากเพลงปล่อยออกไปไม่นาน เพลงนี้ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในมาเลเซีย และ ในขณะที่กระแสกำลังดี เนมวีก็รีบปล่อยอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกของตัวเองออกมาในชื่อว่า 明志 Namewee ในเดือนกันยายนปี 2007 นั่นเอง แต่ในอัลบั้มนี้ไม่ได้มีเพลง Negarakuku อยู่ด้วย

บทเพลง Negarakuku  นี้ เนมวี พูดถึงวิถีชีวิตของชาวมาเลย์ ในแบบที่เป็นจริงๆไม่ใช่แบบที่รัฐบาลพยายามจะให้ประเทศอื่นเห็น ซึ่งรวมไปถึงด้านลบอย่างการทุจริตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, สาธารณูปโภคอันย่ำแย่ และนโยบายที่เน้นประโยชน์ของคนบางกลุ่ม รวมไปถึงประเด็นสุดละเอียดอ่อนอย่างการกล่าวถึงความเชื่อของกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม เช่น การละหมาด ที่ เนมวี มองว่าเป็นเหมือน “นาฬิกาปลุก” ที่ทำให้เขาต้องสะดุ้งตื่นในเวลาตีห้าของทุกวัน

ซึ่งเนมวีมักจะมีผลงานที่กระทบกับศาสนาอิสลามอยู่เสมอ หนึ่งในบทเพลงอื้อฉาวที่ทำให้เขาโดนจับเข้าซังเตก็คือเพลง “ Oh My God” ซึ่งเนมวีถูกตั้งข้อหาทำให้ศาสนสถานมัวหมองและดูหมิ่นศาสนา โดยมีกลุ่มชาวมลายูหัวอนุรักษ์ 20 กลุ่ม ไปแจ้งความกับตำรวจว่าในมิวสิควิดีโอมีคำว่า “อัลเลาะห์” ในทางที่ไม่เคารพ และนำเสนอภาพมุสลิมเป็นผู้ก่อการร้าย   ซึ่งก่อนหน้านี้ เนมวีได้ปล่อยคลิปชี้แจงว่ามิวสิควิดีโอเพลงนี้ของเขาต้องการสะท้อนความสิ้นหวังของมนุษย์ นำเสนอความสำคัญของศาสนาที่เป็นด้านสนับสนุนจิตวิญญาณ ชี้นำให้มนุษย์ทำในสิ่งดี ไม่มีเจตนาดูหมิ่นศาสนาใดๆ โดยในมิวสิควีดิโอนั้นนำเสนอศาสนิกจากทั้ง 4 อันได้แก่ พระสงฆ์ นักบวชลัทธิเต๋า ชาวอาหรับ และพระเยซู ที่มาเที่ยววันหยุดที่ปีนังอย่างมีความสุข อันสะท้อนความกลมเกลียวของคนต่างศาสนา

MV ตัวนี้ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นใหม่แล้ว

นอกจากจะโด่งดังจากงานเพลงของตัวเองแล้ว เนมวียังไปสร้างผลงานให้กับศิลปินคนอื่นด้วย โดยศิลปินที่เนมวีแต่งเพลงให้ก็มีทั้งรุ่นใหม่ รุ่นเก่า อย่างพี่หลิว เต๋อ หัวนี่ก็ยังร้องเพลงที่เนมวีแต่งมาแล้ว อย่างเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Great Wall (2017) ที่กำกับโดย จาง อี้ โหมว และนำแสดงโดย แม็ต เดมอน และ หลิว เต๋อ หัว

หรือล่าสุดกับการไปฟีเจอริ่งกับ หวัง ลีฮอม นักร้องและนักแสดงชื่อดังในบทเพลงที่มีชื่อว่า

漂向北方 Stranger In The Northซึ่งเผยแพร่ไปเมื่อกลางปีที่แล้วและเมื่อปลายปียอดวิวพุ่งกระฉูดไปถึง 100 ล้านวิว ถือได้ว่าเป็นบทเพลงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเนมวี โดยเนื้อหาของเพลงนี้พูดถึงคนงานต่างถิ่นที่อพยพมาทำงานในปักกิ่ง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีสีสันมากเลย และจุดเด่นของงานที่เป็นการเล่นกับวัฒนธรรมและทำงานร่วมกับศิลปินจากประเทศอื่นและวัฒนธรรมอื่นนั้น ทำให้ผลงานของ เนมวี มีความโดดเด่นและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับโลกในยุคนี้

ที่มา

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย แถมหนังยังพยายามยัดเยียดแนวคิด ความรัก ความสามัคคี เพื่อชาติบ้านเมือง ผ่านการทะเลาะกันของเหล่ากะเทยก็ยิ่งทำให้หนังอยู่ในภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ จะเอาฮากลับกริบ เอาสาระกลับดูวอนนาบีจนชวนเพลียไปอี๊ก

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!