Connect with us

What The Fact

HBO Documentary: André the Giant นักมวยปล้ำร่างยักษ์ที่โลกไม่ลืม

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1993 (พ.ศ. 2536) หรือเมื่อ 25 ปีที่แล้ว โลกได้สูญเสียนักมือปล้ำที่มีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ติดตามวงการมวลปล้ำ เขาผู้นี้ถูกขนานนามให้ว่า “สิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ของโลก” เขาคือ “André the Giant” (อังเดร เดอะ ไจแอนท์)

ซ้าย: มูฮัมหมัด อาลี, ขวา: อังเดร เดอะ ไจแอนท์ (Source: Sport Illustrated)

André René Roussimoff หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อของ André the Giant เป็นนักมวยปล้ำและนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เริ่มเข้าสู่วงการมวยปล้ำอาชีพด้วยการฝึกซ้อมในย่านท้องถิ่นของเมืองปารีส และได้พบกับผู้จัดการคนแรกของเขา เขาได้นำอังเครไปทัวร์ขึ้นปล้ำในที่ต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, นิวซีแลนด์, เยอรมนี และแอฟฟริกา

จนกระทั่งในปี 1970 เขาได้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น และได้เปิดตัว (Debut) ขึ้นสังเวียนครั้งแรก โดยใช้ชื่อในการปล้ำว่า “Monster Roussimoff” ขึ้นปล้ำในสมาคม  International Wrestling Enterprise และหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้ย้ายมาปล้ำในประเทศแคนาดา

ก้าวสู่ WWE

จนกระทั่ง… ผู้จัดการส่วนตัวของเขาได้พบกับ Vincent J. McMahon เจ้าของสมาคม World Wide Wrestling Foundation หรือ WWWF ผู้เป็นบิดาของ Vincent K. McMahon เจ้าของสมาคมคนปัจจุบัน (ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อสมาคมว่า World Wrestling Entertainment หรือ WWE นั่นเอง…)ในตอนนั้น เขาได้รับคำแนะนำต่างๆ รวมถึงได้มีการเซ็นสัญญา และเปลี่ยนชื่อที่ใช้ในการปล้ำ จาก “Monster Roussimoff” เป็น “André the Giant” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ซ้าย: อังเดร เดอะ ไจแอนท์, ขวา: วินซ์ แม็คแมน (Vincent K. McMahon)

ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของเขา ที่ตัวสูงถึง 7 ฟุต 4 นิ้ว (2 เมตร 24 เซ็นติเมตร) และหนักถึง 520 ปอนด์ (240 กิโลกรัม) ทำให้เขาเป็นที่สนใจอย่างมาก ในทุกๆ ครั้งที่ขึ้นปล้ำบนเวที เพราะทุกทีๆ เราจะคุ้นตากับนักมวยปล้ำที่กล้ามโตๆ ตัวสูงๆ หรือไม่ก็ตัวเล็กแต่มีลีลาที่ว่องไว

สถิติไร้พ่าย

นอกจากเอกลักษณ์ทางด้านร่างกายของเขา ยังมีอีกสิ่งที่น่าจดจำ คือ “สถิติไร้พ่าย” ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1973 และสิ้นสุดลงในปี 1987 ด้วยการพ่ายแพ้และเสียเข็มขัดแชมป์ของสมาคมต่อ “Hulk Hogan” (ฮัลค์ โฮแกน) สตาร์จอมพลังขวัญใจเด็กๆ แห่งยุค 80 ในศึก Wrestlemania III ซึ่งในแมตช์ดังกล่าว ได้สร้างโมเมนต์ที่หลายต่อหลายคนจดจำกันได้เป็นอย่างดี คือช่วงจังหวะที่โฮแกนยกตัวอังเดรขึ้นจากพื้นเวทีแล้วทุ่มลงไป และจับกดทันที

ช่วงจังหวะที่ฮัลค์ โฮแกน ยกร่างของอังเดร เดอะ ไจแอนท์ ทุ่มลงกับพื้น และทิ้งขาใส่อีกที ก่อนที่จะจับกดและคว้าแชมป์ไปครอง

จากไปอย่างสงบ และ Hall of Fame คนแรก

ในช่วงปลายเดือนมกราคมปี 1993 อังเดรได้เสียชีวิตลงจากอาการหัวใจวาย ระหว่างที่เขากำลังหลับ ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองปารีส นั่นคือการปิดตำนานสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่ 8 ไปอย่างถาวรในวัย 46 ปี ซึ่งก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตนั้น ช่วงประมาณปี 1990 – 1992 เขาได้ไปปล้ำที่สมาคม All Japan Pro Wrestling นั่นคือที่สุดท้ายของเขาที่ได้ขึ้นปล้ำ และอำลาวงการเมื่อปี 1992

จากการเสียชีวิตของอังเดร WWE ได้บรรจุชื่อของอังเดร เข้าสู่ “หอเกียรติยศของ WWE” หรือ WWE Hall of Fame เป็นคนแรก และหลังจากนั้นเป็นต้นมา การบรรจุชื่อและการเชิญนักมวยปล้ำเข้าสู่หอเกียรติยศนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทาง WWE จะจัดขึ้น ก่อนหน้าศึก Wrestlemania หนึ่งวัน เพื่อเป็นการยกย่อง และแสดงความเคารพ ต่อนักมวยปล้ำที่ทุ่มเทให้กับการปล้ำ จนประสบความสำเร็จทั้งในสังเวียน และในชีวิตจริง

แล้ว HBO เกี่ยวข้องกับอังเดรได้อย่างไร ?

Bill Simmons (Source: USA Today)

Bill Simmons คอลัมน์นิสต์ นักเขียนและนักวิเคราะห์ในวงการกีฬา ได้ร่วมมือกับ WWE และ HBO โดย HBO Sports นำเรื่องราวชีวิตของอังเดรมาทำเป็นสารคดีพิเศษ เพื่อออกอากาศให้กับผู้ที่รับชม HBO ในอเมริกา ซึ่งทาง HBO และ WWE ได้ปล่อยตัวอย่างของสารคดีชุดดังกล่าวลงบนยูทูบเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา (ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเสียชีวิตของอังเดรปีที่ 25 พอดี)

ในสารคดีชุดนี้ จะเล่าถึงเรื่องราวของอังเดรอย่างละเอียด ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ถึงจุดสูงสุดของชีวิต ไปจนถึงจุดพลิกผัน ตกต่ำ และด้านมืดของเขา ยังรวมไปถึงบทสัมภาษณ์ของคนในวงการต่อตัวของอังเดร อาทิ Hulk Hogan, Ric Flair, Jerry Lawrer และ Vince McMahon และยังได้เห็นภาพของอังเดรในอิริยาบทต่างๆ ทั้งในสังเวียนและนอกสังเวียน ซึ่งบางภาพที่สารคดีชุดนี้นำมาเสนอนั้น ถือว่าเป็นภาพที่หาชมได้ยากมาก และน้อยครั้งมากที่จะนำออกมาให้คนทั่วไปได้ชมกัน

สำหรับสารคดี “André the Giant” จะออกอากาศวันที่ 10 เมษายนนี้ ทางช่อง HBO (เฉพาะในอเมริกา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

7th Sense อวดชุดน่ารัก น่ามอง “จ้องตา” ครั้งแรกในงาน Siam Music Festival 2018

Published

on

ช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังเพลงจ้องตา ในเวอร์ชั่นร้องสด น่ารักสดใส จนต้องนำมาแชร์ ทิ้งช่วงไปนานพอสมควรกว่าเพลงจะบันทึกเสียงเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมออกสู่สายตา ประสาทหูผู้ฟัง ก็เมื่อ 16 พฤษจิกายน 2561 ก็ได้โพสต์วีดีโอ เบื้องหลังการบันทึกเสียงพร้อมเพลงดังกล่าว จ้องตา 1 ธันวาคม 2561 ปล่อย MV ทั้งนี้เราก็ได้เผยเบื้องหลัง MV เพลงนี้กันไปแล้ว

 

มาเข้าเรื่องที่พาดหัวไว้เมื่อต้น คือเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2561 วง 7th Sense ได้เข้าร่วมงาน Coca Cola Presents Siam Music Festival 2018 Siam Easy Stage นำโดย ตัง ตัง, แฮมมี่, เจเจ, เกรซ, กะทิ, หนิง หนิง, วาวา มาในชุดเดียวกับใน MV น่ารัก น่ามองจ้องตา 7th Sense ฝากภาพมาฝากแฟนๆ ไปชมกันครับ

อัลบั้มภาพจากงาน Siam Music Festival 2018

ที่มา : 7th Sense

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“แมนยู” ประกาศแยกทาง “น้ามู” หลังพ่าย “ลิเวอร์พูล” อย่างน่าผิดหวัง

ผลงานไม่ดีต่อเนื่อง เป็นเหตุให้แมนยูไล่มูรินโยออกจากตำแหน่งกุนซือ

Published

on

ข่าวด่วนล่าสุด (18 ธันวาคม 2018) โชเซ มูรีนโย กุนซือชื่อดังแห่งสโมสรฟุตบอล แมนเชนเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ได้ถูกไล่ออก หลังจากที่แพ้สโมสร ลิเวอร์พูล (Liverpool) อย่างน่าผิดหวังในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา

ฟางเส้นสุดท้ายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ โชเซ มูรีนโย ได้ขาดลง หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล ที่สนามแอนฟีลด์ไปด้วยสกอร์ 3-1 ทำให้ทีมอยู่ในอันดับ 6 ของลีก ซึ่งถูกจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างถึง 19 คะแนน และตามเร่งทำคะแนนตามหลัง เชลซี (Chelsea) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 อีกถึง 11 คะแนน จึงจะมีสิทธิ์เข้ารอบ แชมเปียนส์ลีก (Champion League) ได้ (ด้วยเงื่อนไขต้องอยู่อย่างน้อยอันดับที่ 5 ของลีก)

นับได้ว่านี่เป็นการออกสตาร์ท 17 เกมแรกของลีกได้แย่ที่สุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1990 – 1991 มิหนำซ้ำ ส่วนต่างประตูได้เสียยังอยู่ที่ “ศูนย์” อีกด้วย

โชเซ มูรีนโย คือกุนซือผู้มากความสามารถที่เคยคุมทีมใหญ่อย่าง ปอร์โต, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัลมาดริด และเชลซี (ครั้งที่ 2) ก่อนที่จะมากุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในการคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มานานถึง 2 ปีครึ่งของ โชเซ มูรีนโย นั้น เขาได้พาทีมคว้า 2 ถ้วยในปีแรก นั่นคือ ลีกคัพ (League Cup หรือ คาราบาวคัพ ในปัจจุบัน) และ ยูโรปาลีก (Europa League) ในปีแรก หลังจากที่ต้องระส่ำระสายมานานหลายฤดูกาล นับตั้งแต่ที่ตำนานแห่งผีแดง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เกษียนตัวเองไป

ในปีที่ 2 นั้น ถึงแม้จะมีผลงานจบฤดูกาลอยู่อันดับที่ 2 ของลีก แต่ก็มิได้คว้าถ้วยใด ๆ ติดมือกลับไป อีกทั้งยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสไตล์การเล่นที่เน้นผลมากกว่าจะบุกตะลุยตามสไตล์ผีแดง และยังมีเสียงสะท้อนจากนักเตะบางคน

แต่สำหรับในครึ่งแรกของซีซันนี้ มูรีนโย ได้มีปัญหากับนักเตะหลายคนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ปอล ปอกบา ที่ถึงแม้จะถูกค่อนขอดว่าเล่นไม่ดีเท่ากับราคา 100 ล้านปอนด์ที่ซื้อมา แต่ ปอกบา ก็คือกำลังสำคัญและทุ่มเทให้กับทีมอย่างเต็มที่

อีกทั้ง มูรินโย ยังไม่พอใจนักที่ทางสโมสรมิได้หนุนหลังเขาในการซื้อนักเตะใหม่ก่อนที่จะเริ่มซีซัน

การถูกไล่ออกจากทีมของ มูรีนโย ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์เดียวกับที่เขาได้ถูกให้ออกจาก เชลซี โดยในตอนนั้นเขาได้ถูกไล่ออกก่อนช่วงคริสมาสต์ในการคุมทีมฤดูกาลที่ 3 ของเขานั้นหมายความว่า นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ โชเซ มูรีนโย ได้ถูกไล่ออกหลังจากทุมทีมได้ 2 ฤดูกาลครึ่ง

แต่ด้วยสัญญาใหม่ที่ มูรีนโย เขาได้เซ็นไปนั้น (มกราคม 2018 – มิถุนายน 2020) จะทำให้เขาได้ค่าชดเชยมากถึง 24 ล้านปอนด์ (ประมาณ 996 ล้านบาท)

หลังจากนี้ ไมเคิล แคร์ริก ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยโค้ช จะมารับหน้าที่คุมทีมไปก่อน โดยทางสโมสรจะได้กล่าวว่าจะแต่งตั้งผู้จัดการดูแล (Caretaker Manager) ไปจนจบฤดูกาล แต่ยังมิได้ระบุว่าจะเป็นใคร

ข้อมูลอ้างอิง : nytimes

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความ

รวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Published

on

อาจจะดูเก่าไปเสียหน่อย กับการหยิบยกเรื่องราวของเกม Resident Evil 7 BioHazard มาพูดถึงมุมมองที่ตกค้างของเกมนี้ ที่ใครหลายคนอาจจะคิดไม่ถึง เพราะตัวเกม Resident Evil 7 ในภาคนี้นั้น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของแนวเกมตัวเอง ให้กลับไปเป็นแนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยปริศนาที่ต่างกับเรื่องราวใน Resident Evil ภาคแรกๆ ที่เรายังพอเดาทางได้ว่าตัวเกมจะไปในรูปแบบใด แต่ใน Resident Evil 7 ตอนที่เรายังไม่ได้เล่นนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อตัวเกมถูกปล่อยออกมาให้เราได้เล่น แฟนๆ ก็ได้รับมุมมองการเล่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเกมซีรี่ส์นี้ ซึ่งแนวทางความสยองขวัญนั้นอาจจะดูใหม่ในฐานะของเกมสยองขวัญ แต่สำหรับคนดูหนังแล้วมันเป็นมุกปกติที่เราเห็นได้ทั่วไป วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเกม Resident Evil 7 ได้หยิบยืมแนวหนังแบบใดมาใช้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย

Demo Resident Evil 7 กับหนัง The Blair Witch Project

เริ่มต้นจากตัว Demo ในเกม Resident Evil 7 ที่เราได้เล่นกันก่อน ที่ในเกมนั้นเราจะได้รับบทเป็นรายการทีวี ที่มาถ่ายทำรายการบุกบ้านผี และเราจะได้เห็นมุมมองผ่านกล้องวีดีโอของตัวละครใน Demo ตัวนี้ ซึ่งถ้าใครที่ชอบดูหนังสยองขวัญยุคเก่าๆ หน่อย อาจจะคุ้นเคยกับตัวหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอธรรมดา ซึ่งหนังเรื่องแรกๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบนี้ และสร้างปรากฏการณ์หนังผีแนวนี้ให้เกิดขึ้น ก็คือเรื่อง The Blair Witch Project หรือในชื่อไทยคือ สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย ที่เรื่องราวของสามนักศึกษาที่มาถ่ายวีดีโอเรื่องราวของป่าต้องสาป โดยหนังจะเล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอตลอดทั้งเรื่อง แถมฉากตัวละครยืนหันหลังให้กล้อง ก่อนจะหันมาในสภาพศพ ก็ช่างเหมือนกันจริงๆ

ตามหาเมีย (หาลูก) ท่ามกลางฆาตกรโรคจิต  The Hills Have Eyes

สำหรับเรื่องราวของครอบครัวฆาตกรโรคจิตในโลกของเกมนั้น อาจจะดูเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าสนใจ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เรื่องนี้แบบนี้มักจะเป็นเรื่องปกติที่ เรามักจะเห็นกันได้บ่อยๆ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวฆาตกรโรคจิตสุดโหดตายยาก และตัวเอกเป็นผู้ชายที่ไร้ ซึ่งแต่เขาต้องเข้าไปช่วยเหลือคนที่รักจากดงศัตรู เรื่อง The Hills Have Eyes หรือชื่อไทยคือ โชคดีที่ตายก่อน ดูจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด เพราะเรื่องราวใน The Hills Have Eyes จะเล่าถึงครอบครัวใหญ่ที่มารถเสียกลางทะเลทราย ก่อนจะเจอครอบครัวฆาตกรโรคจิตมาฆ่าทุกคน และจับลูกสาวของพระเอกไป  ตัวเอกที่ดูเป็นคนธรรมดาไร้ทางสู้ ต้องหาทางไปช่วยลูกสาวของตน ซึ่งคล้ายกับที่ Ethan Winters ทำใน Resident Evil 7 ไม่มีผิด แถมยังใส่ชุดคล้ายๆกันด้วย

เกมมรณะของ Lucas Baker Saw

อีกหนึ่งความน่าสนใจและสนุกของเกม Resident Evil 7 นั้นคือการที่เราต้องเล่นเกมมรณะของเจ้า Lucas Baker ที่แต่ละเกมนั้นก็สุดโหด ถ้าพลาดคือความตายแบบไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว ซึ่งไอ้มุกเกมมรณะที่เล่นผ่านรอดเล่นพลาดตายนั้น มันช่างเหมือนกับหนังเรื่อง Saw หรือในชื่อไทย เกมต่อตาย..ตัดเป็น ที่ตัวหนังจะเล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง (พวกติดยาฆ่าตัวตายโจร) เอามาเล่นเกมมรณะ ที่เดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง ซึ่งถ้าเล่นผ่านก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดคือตาย แถมรูปแบบของเกมใน Resident Evil 7 ก็คล้ายๆ กับในหนัง และฉากล้วงมือลงไปในชักโครกก็คล้ายกันมากๆอีกด้วย

คนคลั่งใช้อาวุธฆ่าคน The Crazies

ยังอยู่กับครอบครัว Baker ที่ถ้าใครซึ่งได้เล่นเกม Resident Evil 7 มาก่อน คงจะทราบดีว่าเรานั้นต้องต่อสู้กับคนในครอบครัว Baker ที่ดูเหมือนจะมีสติ ที่สามารถพูดได้สื่อสารกับเราและกินอาหารได้ แถมยังสามารถใช้อาวุธในการต่อสู้ ซึ่งดูแล้วมันก็คล้ายๆกับผู้คนในเกม Resident Evil 4 แต่จะเชื่อรึเปล่าว่าแนวทางของตัวละครคนคลั่งแบบนี้นั้น มีมานานแล้วในโลกของภาพยนตร์ ซึ่งเรื่อง The Crazies ก็คือต้นแบบชั้นดีที่เหมือนกับเรื่องราวในเกม Resident Evil 4 และ 7 มากๆ ทั้งกลุ่มคนที่มีสติแต่เหมือนไม่มีสติที่ออกฆ่าคน แถมยังสามารถสื่อสารกันและใช้อาวุธในการต่อสู้ได้ แบบเดียวกับที่ครอบครัว Baker ทำไม่มีผิด แต่ตัวหนังนั้นจะไม่ได้บอกเล่าตรงๆ ว่าอาการคลั่งของผู้คนนั้นเกิดมาจากอะไรเท่านั้น

คำว่า Loser บนแขน Ethan กับหุ่นกระบอกตัวตลก IT

อันนี้ดูเหมือนจะเป็นความจงใจของทีมพัฒนาเกม Resident Evil 7 ที่จงใจทำหุ่นกระบอกในห้องเล่นเกมมรณะของ Lucas Baker ที่ดูแล้วคล้ายกับเจ้าตัวตลกปีศาจที่ชื่อว่า Pennywise ในหนังเรื่อง IT ไม่มีผิด แถมคำว่า Loser ที่ถูกสลักบนแขนของ Ethan นั้น ก็เป็นชื่อของกลุ่มตัวเอกที่เรียกตัวเองว่า Losers Club ที่มีความหมายเดียวกันแบบจงใจ จนคนที่เล่นเคยดูหนังเรื่องนี้ต้องต้องคิดแบบเดียวกันอย่างแน่นอน โดยตัวหนังนั้นไม่ได้มีส่วนอะไรที่ตรงกับในเกม เป็นเพียงแค่หยิบยืมบางส่วนของหนังเรื่องนี้มาใส่ในเกมเท่านั้น

เด็กขาดครอบครัวใน Orphan

ถ้าใครที่ได้เล่นเกม Resident Evil 7 จนจบ จะทราบดีว่าเรื่องราวภายในเกมนี้นั้น ต้องการสื่อถึงเรื่องราวการขาดความรักของเด็กสาว ที่ชื่อ Eveline ที่เธอต้องเติบในห้องทดลอง และสิ่งที่เธอต้องการนั่นคือครอบครัวแบบคนทั่วไป ซึ่งเรื่องราวตรงนี้มันช่างคล้ายกับหนังเรื่อง Orphan หรือในชื่อไทยคือเด็กนรก แต่เรื่องราวในเกม Resident Evil 7 กับในหนังเรื่อง Orphan จะสลับกันเล็กน้อย

สปอยล์ทั้งหนังและเกมนะก๊ะ
เพราะในเกมนั้นตัวของ Eveline จะค่อยๆ แก่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการขาดไวรัสในการคงอายุ แต่ในหนังเรื่อง Orphan จะต่างกันตรงที่ตัวของเด็กหญิงนั้น ความจริงคือคนอายุ 30 กว่าแล้ว แต่ด้วยความผิดปกติของสมองจึงทำให้เธอไม่โตแบบคนทั่วไป (ให้คิดถึงนักสืบจิ๋วโคนัน) แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเด็ก(อีกคนไม่ใช่เด็กแล้ว)

ต่างต้องการครอบครัวที่มีความสุข แต่สิ่งที่เธอทั้งคู่ทำไปนั้น มันค่อนข้างจะผิดไปอยู่มากเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกันมากๆเลยทีเดียว

หญิงสาวชุดขาวไร้ทางสู้กับกลุ่มฆาตกร Wrong Turn

ปิดท้ายด้วยสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญ ที่ในยุคหนึ่งเกือบทุกเรื่องจะต้องมีแบบนี้ นั่นคือหญิงสาวไร้ทางสู้ ที่สวมเสื้อกล้ามสีขาวกับกลุ่มคนฆาตกรปีศาจสัตว์ประหลาดซอมบี้โรคจิต ที่ตามไล่ล่าเราก่อนที่เธอเหล่านั้นจะเอาคืนแบบสาสม ซึ่งหนังที่ดูแล้วจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่อง Wrong Turn หรือชื่อไทยสุดน่ากลัวว่าหวีดเขมือบคน ที่เล่าถึงกลุ่มคนที่เดินทางโดยใช้ทางรัดพิเศษที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ซึ่งคนที่ผ่านมาทางนี้จะถูกกลุ่มคนฆาตกรโรคจิตตามล่า และตัวเอกของเราไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ช่างคล้ายกับ Mia Winters มากๆ และสิ่งที่เธอต้องเจอและทำในช่วงหลังๆ ของเกม ก็คล้ายๆ กับในหนัง Wrong Turn ภาคแรกมากๆ อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการรวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Capcom แต่เป็นการคาดเดาจากประสบการณ์ดูหนังของทีมงาน ที่มองเห็นสิ่งต่างๆในเกม Resident Evil 7 ที่เหมือนกับหนังสยองขวัญเรื่องต่างๆที่เคยดู โดยเราจะขอข้ามเรื่องราวของ The X-Files ที่คล้ายกับในเกม Resident Evil 7 ออกไป เพราะตรงนั้นทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้ว  และถ้าเรามีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับ Resident Evil อีก เราจะรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกอย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!