Connect with us

What The Fact

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร: จะอ่านหนังสือหรือจะดูซีรีส์ ก็เศร้าเคล้าสร้างกำลังใจ

ครั้งก่อนเราได้แนะนำซีรีส์ “Alex., Inc.” ซีรีส์ที่นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายพอดแคสต์ อย่าง Alex Blumberg มาให้ได้อ่าน ครั้งนี้จะขอแนะนำซีรีส์อีกเรื่อง ที่นำเรื่องจริงของเจ้าของเรื่องมาสร้าง และไม่ได้มีแค่ซีรีส์อย่างเดียว ยังมีออกมาในแบบหนังสืออีกด้วย นั่นคือเรื่อง “บันทึกน้ำตา 1 ลิตร” (One Litre of Tears)

หน้าปกของหนังสือบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร เล่มต้นฉบับในภาษาญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า 1 Litre no Namida (1リットルの涙)

ก่อนอื่น ต้องขอเกริ่นว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ที่มาจากแผ่นดินอเมริกา แต่มาจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง จริงๆ แล้ว เคยออกอากาศในประเทศไทยเมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวสร้างจากเรื่องจริงของ “คิโต อายะ” หญิงสาวผู้ร่าเริงที่ดูแล้วว่าอนาคตของเธอไปได้ไกลกว่านี้ แต่ชีวิตทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อเธอเริ่มมีอาการป่วยแบบที่คนปกติทั่วไปเขาไม่ค่อยได้เป็นกัน

จากอาการป่วย สู่การถ่ายทอดลงไดอารี่

คิโต อายะ

คิโต อายะ ในวัย 15 ปี ถูกตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง (ศัพท์ทางการแพทย์ ในหนังสือจะเขียนว่า spinocerebellar ataxia แต่ในแบบซีรีส์ จะเรียกว่า spinocerebellar degeneration ซึ่งเป็นโรคเดียวกันนะ แต่มีชื่อสองชื่อ) ทำให้ระบบประสาทของเธอนั่นเริ่มถดถอย ส่งผลให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้เหมือนปกติ มีการเคลื่อนไหวช้า รับรู้ต่อสิ่งรอบข้างได้ช้าลง แม้แต่ยืนทรงตัวเหมือนคนทั่วๆ ไป ก็ยังทำไม่ได้ รวมไปถึงการเคี้ยว บด และกลืนอาหาร ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ว่าอาการที่ว่ามานี้ ค่อยๆ เริ่มหนักขึ้น ทีละนิด ทีละน้อย จนท้ายที่สุด กลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการใช้ปลายนิ้วมือ ชี้ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาน เพื่อถ่ายทอดข้อความที่ตนเองต้องการจะสื่อสารกับคนรอบข้าง

คิโต อายะ ในวัย 23 ปี ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด หรือการเขียนได้อีกต่อไป มีเพียงกระดานตัวอักษรที่ผู้เป็นแม่สร้างขึ้นมา ใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารระหว่างตัวเธอกับคนรอบข้าง สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น คือการชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรต่างๆ

ช่วงที่ยังสามารถทำอะไรต่างๆ ได้ด้วยตนเองนั้น เธอได้จดบันทึกทุกอย่างลงในไดอารี่ของเธอเอง เป็นการจดบันทึกว่าวันนี้ได้พบเจออะไรบ้าง (ก็เหมือนกับเราๆ ที่ชอบจดบันทึกลงในสมุดส่วนตัวนั่นแหละ…) แน่นอนว่าในแต่เรื่องราวที่เธอได้จดลงในไดอารี่นั้น ได้กลายมาเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายในระดับ Best Seller รวมถึงมีการตีพิมพ์อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีการแปลภาษาในหลายต่อหลายภาษา (หนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย)

ส่วนหนึ่งจากไดอารี่ที่เธอเขียนบันทึกไว้

ทำไม ไดอารี่ของเธอถึงกลายเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้ ผู้อ่านลองนึกภาพตาม คิโต อายะ เริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกเมื่อตอนอายุ 14 ปี ซึ่งเริ่มเขียนก่อนที่เธอจะตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการดังกล่าวถึง 1 ปี (เริ่มป่วยเมื่อตอนอายุ 15 ปี) เธอเขียนไดอารี่อย่างนี้แทบทุกวัน จนถึงวันที่ไม่สามารถหยิบปากกามาจรดถ้อยคำลงในไดอารี่ได้ (เธอสูญเสียความสามารถทางด้านการเขียนเมื่อตอนอายุ 21 ปี) นับจากเล่มแรก จนถึงเส่มสุดท้ายที่เขียน มีทั้งสิ้น 46 เล่ม เรียกได้ว่าเธอเป็นนักบันทึกตัวยงเลยก็ว่าได้ และนั่นก็มากพอที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้

จากหน้าท้ายๆ ที่เธอเขียนบันทึกไดอารี่ สังเกตได้ว่าเธอได้สูญเสียทักษะการเขียนไปแล้ว

ย้อนกลับมาที่อาการป่วยของโรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในทางการแพทย์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่เพียงรักษาอย่างประคับประคอง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพลาดในการดูแลแม้แต่วินาทีเดียว แค่เพียงสำลักน้ำลาย หรือเศษอาหารติดหลอดลม นั่นก็ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย แต่อาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของผู้ป่วยรายดังกล่าว ซึ่งจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้แล้ว

สมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง สามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการขยับ สัมผัส รับรู้ และรู้สึก หากส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุดหรือได้รับการกระทบกระเทือน นั่นทำให้ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนไปโดยตลอดการ

ภาพเอ็กซ์เรย์เปรียบเทียบระหว่างส่วนของสมองน้อย ของผู้ที่ปกติ (ด้านขวามือ) กับผู้ที่มีอาการ (ด้านซ้ายมือ) สังเกตในวงกลมสีแดง จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

คิโต อายะ เริ่มป่วยตั้งแต่อายุ 15 ปี จนไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยตัวเองได้เมื่อถึงอายุ 21 ปี และเสียชีวิตลงอย่างสงบตอนอายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 เป็นเวลาร่วมๆ 10 ปี ที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าว จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ไดอารี่ที่เขียนทั้งหมด 46 เล่มนั้น ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและตีพิมพ์เป็นหนังสือ หลัจากที่เธอได้เสียชีวิตลง

จริงๆ ไม่ได้มีแค่คิโต อายะ ที่เขียนไดอารี่ทั้งหมด ยังมีคุณแม่ และแพทย์ที่ดูแลอาการป่วย เข้ามาร่วมเขียนในไดอารี่เล่มดังกล่าว เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวอีกด้าน และความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เสมือนบรรณาธิการที่ต้องเขียนคอลัมน์ปิดเล่มในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร

จากไดอารี่ สู่ซีรีส์ที่เรียกน้ำตาจากผู้ชม

หลังการเสียชีวิตของคิโต อายะ ถึง 17 ปี ในปี 2548 เรื่องราวของเธอที่ถูกถ่ายทอดจากไดอารี่ สู่เล่มหนังสือ ได้หยิบขึ้นมาเล่าอีกครั้ง ผ่านการผลิตออกมาเป็นซีรีส์ ออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ฟูจิ (Fuji Television) ในประเทศญี่ปุ่น โดยออกอากาศเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ในปีเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว เคยถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์ และฉายในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2547 (เพียง 1 ปี ก่อนการออกอากาศของซีรีส์เรื่องนี้)

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ดัดแปลงเรื่องราวจากในหนังสือ โดยมีการปรับเนื้อหาให้เล่าอย่างกระชับ และปรับเปลี่ยนชื่อของตัวละครให้มีความใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากเนื้อหาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคิโต อายะ ซีรีส์เรื่องนี้ ยังได้อธิบายถึงอาการของโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลังได้อย่างเข้าใจง่าย

อีกอย่างที่เป็นที่จดจำของเรื่องนี้ก็คือ คู่พระ – นาง ที่ร่วมแสดง อย่าง เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) อดีตนักร้องบอยแบนด์แห่งวง NEWS และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri) นักแสดงสาวที่เคยรับบทสมทบจากหลายต่อหลายเรื่อง ได้โอกาสในการแสดงบทนำเป็นเรื่องแรก ในบทบาทของ “อิเคอุจิ อายะ”

จากด้านซ้าย: เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri)

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีจำนวนตอนในการออกอากาศแค่เพียง 11 ตอน แต่ในแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้น ต่างมีเรื่องราวให้ได้ติดตามอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องเพื่อน และเรื่องความรัก แต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นจะเห็นได้ว่า อิเคอุจิ อายะ ได้พยายามต่อสู้กับอาการป่วยของเธอมาโดยตลอด ตั้งแต่วันแรกที่รับรู้ถึงโรคร้าย รวมถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งในครอบครัว และเหล่าเพื่อนพ้อง

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์บันทึกน้ำตา 1 ลิตร

จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพียง 11 ตอนที่ออกอากาศทางหน้าจอโทรทัศน์ในญี่ปุ่น หลังจากการออกอากาศของตอนสุดท้ายเพียงสองปี ฟูจิเทเลวิชั่นได้มีการสร้างอีกครั้ง โดยนำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคิโต อายะ มาถ่ายทอดเป็น Side Story เล่าถึงเรื่องราวหลังการเสียชีวิตของเธอ และออกอากาศยาวถึงสามชั่วโมงด้วยกัน

หลังจากการสิ้นสุดการออกอากาศเมื่อช่วงปลายปี 2548 หนังสือที่เรียบเรียงจากไดอารี่ของเธอ ได้ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายอีกครั้ง

สำหรับในเมืองไทย มีการนำมาฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อปี 2551 แต่ทว่า นำมาฉายแค่เพียง 11 ตอนเท่านั้น ตอนพิเศษที่มีความยาว 3 ชั่วโมงที่ได้กล่าวมานั้น ไม่มีการออกอากาศให้เหล่าผู้ชมได้ชมกัน ส่วนในรูปแบบหนังสือ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณเมธินี นุชนาคา ผู้ที่ฝากผีไม้ลายมือในการแปลหนังสือเรื่อง “โลกใบใหม่หมายเลขหก” และ “1303 ห้องผีดุ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ และไม่ได้มีแค่เพียงซีรีส์และหนังสือที่มีการแปลภาษา ยังมีในรูปแบบหนังสือการ์ตูนออกมาอีกด้วย เพียงแต่เนื้อหาในหนังสือการ์ตูนนั้น เป็นการหยิบยกบางช่วงบางตอนจากในหนังสือ มาถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้น

เมธินี นุชนาคา ผู้แปลหนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร ในแบบภาษาไทย (Source: OKNation)

ซ้าย: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับแปลภาษาไทย, ขวา: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับลายเส้นการ์ตูน (ตัวของผู้เขียนนี้มีครอบครองทั้งสองแบบเลยนะ…)

ถ้าถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่มีทั้งในหนังสือ และแบบซีรีส์ เหมาะกับใครบ้าง ในมุมของผู้เขียนมองว่าเหมาะกับทุกคน มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง ยิ่งอ่านไปนานๆ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็เป็นได้ คุณได้เห็นถึงการต่อสู้ชีวิต และการรับมือในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ใครที่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ จะป่วยทางกาย หรือป่วยทางใจ ก็ลองหาเล่มนี้มาอ่านกันได้

ถามว่าเศร้าหรือไม่นั้น ในแบบหนังสืออาจจะเศร้าในบางช่วงบางบท แต่ถ้าได้ชมซีรีส์ ชมตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวคุณเองอาจต้องเสียน้ำตาในตอนท้ายๆ ก็ได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัว (แต่ไม่ต้องเสียถึงหนึ่งลิตรตามชื่อเรื่องก็ได้นะ…)

ในส่วนของหนังสือที่จำหน่ายตามร้านนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักหน่อยในตามหามาอ่าน อย่างไรก็ตาม ลองสอบถามตามร้านหนังสือก็ได้ว่ายังมีในสต็อกหรือเปล่า ส่วนในแบบซีรีส์นั้น แน่นอนว่าไม่มีการออกอากาศตามสถานีโทรทัศน์ เว้นแต่เพียงว่ามีผู้ชมบางท่านที่รับชม แล้วได้บันทึกเทปเอาไว้ และนำมาลงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นรูปแบบแผ่นซีดี คงต้องถามหาตามร้านที่มีรูปแบบสั่งซื้อจากต่างแดนดูละกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

คำวิจารณ์แรก Bumblebee : สนุก, จับใจ, ได้ฟีลยุค 80

Published

on

Bumblebee ภาพยนตร์ภาคแยกของ Transformers ได้รับคำวิจารณ์จากรอบสื่อมวลชนแล้ว โดยนักวิจารณ์หลายคนได้แสดงความชื่นชอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ (ไม่มีสปอยนะ)

Peter Debruge จาก Variety

หลังจากได้ชม Transformers มา 5 ภาค ผู้ชมอาจไม่อยากเห็น ไมเคิล เบย์ มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับอีกแล้ว ถึงแม้จะต้องให้เครดิต ไมเคิล เบย์ ที่ทำให้ของเล่นของ Hasbro ชุดนี้ กลายเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ทำรายไปทั่วโลกไปมหาศาล ก็ตาม

แต่ Bumblebee นั้นแตกต่างออกไป มันเป็นภาพยนตร์ที่แฟน ๆ อนิเมชันในยุค 1980 เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

Jim Vejvoda จาก IGN

Bumblebee มีเรื่องราวการผจญภัยที่เข้าถึงอารมณ์ เริ่มจากหญิงสาวที่ไปพบหุ่นยนต์ ตามมาด้วยช่วงที่หมือนการตามหาลูกสุนัขที่หายไป ถึงแม้มันจะดูจริงใจ แต่ก็มีความอันตรายในตัวมาก การที่ผู้กำกับใช้แบ็คกราวน์จากอนิเมชันเมื่อยุค 1980 นั้น ช่วยให้ตัว Bumblebee แสดงออกทางสีหน้าและภาษากายได้ตรงกับอารมณ์ในแต่ละสถานการณ์ และเข้าใจได้ง่าย

Liz Shannon Miller จาก Indie Wire

ฺBumblebee ของผู้กำกับ ทราวิส ไนท์ มีฉากหุ่นยนต์ยักษ์ต่อสู้กันอยู่หลายฉาก และในฉากนั้น ๆ คุณจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการถ่ายภาพและตัดต่อยังช่วยให้ผู้ชมสนุกกับมันมากขึ้นด้วย

William Bibbiani จาก The Wrap

Bumblebee ที่กำกับโดย ทราวิส ไนท์ (Kubo and the Two Strings) เหมือนได้ย้อนกลับไปหาอนิเมชันเมื่อปี 1986 มีการเล่าเรื่องและตัวละครที่น่าจดจำ ซึ่งทำให้กลายเป็นภาคที่ดีที่สุดในแฟรนไชส์ เป็นภาพยนตร์ที่น่าพึงพอใจ และมีฉากแอ็คชันที่สนุกสำหรับทั้งครอบครัว

Justin Lowe จาก THR

เปิดจักรวาล Transformers ในทิศทางใหม่ มีการขับเคลื่อนตัวละครที่ลึกซึ้งมากขึ้น ผู้เขียนบท คริสทีนา ฮอดสัน (กำลังจะได้เขียนบท Bird of Prey ภาคต่อของ Suicide Squad) เล่นกับความสามารถของเหล่าหุ่นยนต์โดยตรง และมีความเป็น coming-of-age ระหว่าง Charlie และ Bumblebee มาก อีกทั้งยังใส่รายละเอียดให้ดูน่าตื่นตาเช่นเดียวกับภาพยนตร์ต้นฉบับเมื่อปี 2007 และมีความเป็นภาพยนตร์เด็กแบบคลาสสิกตามที่ผู้อำนวยการสร้าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ชื่นชอบ

จากคำวิจารณ์ส่วนใหญ่นั้น ดูเหมือนว่า Bumblebee อาจจะยังไม่ใช่ภาพยนตร์ในระดับสุดยอด แต่ก็เป็นภาพยนตร์ที่ดีมากเรื่องหนึ่ง และดีมากกว่าภาคก่อน ๆ ที่ ไมเคิล เบย์ กำกับอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกมากในการทำให้แฟรนไชส์เดินหน้าต่อไปได้ คือการต้องย้อนกลับไปหาจิตวิญญาณของภาพยนตร์ในยุค 1980

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงคำวิจารณ์จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งตัวภาพยนตร์จริงจะถูกใจท่านมากน้อยเพียงไร โปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการรับชม Bumblebee ซึ่งจะเข้าฉายในวันที่ 20 ธันวาคม 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] หอแต๋วแตก: แหกต่อไม่รอแล้วนะ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ในที่สุดก็เดินมาถึงบทสรุปของหนึ่งในหนัง cult ที่ต่อยอดจนเป็นแฟรนไชส์มาได้ยาวนานถึง 6 ภาค สำหรับ หอแต๋วแตก (แหกต่อไม่รอแล้วนะ) ซึ่งท้าวความเดิมจากภาคที่แล้ว (แหกนะคะ) ที่เจ๊การ์ตูน (อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์) ได้ดีไปกับสามีฝรั่ง แต่แก๊งของเจ๊แต๋ว (จตุรงค์ พลบูรณ์) ก็ต้องกลับมาเผชิญเรื่องราววุ่น ๆ อีกครั้ง เมื่อ เจ๊พะยูน (ติ๊ก กลิ่นสี) คู่ปรับเก่าของเจ๊แต๋วที่ถูกจับเข้าคุกในภาค 2 (แหกกระเจิง) เพิ่งพ้นคุกออกมาพอดี พร้อมกับ ขนเพชร เพื่อนใหม่ที่ติดสอยห้อยตามออกมาด้วย นั่นทำให้ การพบกันครั้งนี้ของเจ๊แต๋วและเจ๊พะยูน เต็มไปด้วยแรงอาฆาต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสับสนอลหม่านมาคุที่กำลังก่อตัวขึ้น ก็มีจดหมายลึกลับจากชาวอินเดีย ที่แจ้งว่าเหล่าเจ๊ ๆ เป็นกลุ่มผู้โชคดีที่ได้รับคฤหาสน์หลังงาม ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า คฤหาสน์ลึกลับนั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่ นอกจากนี้ แพนเค้ก (โก๊ะตี๋ อารามบอย) เองก็กำลังจะได้ไปเกิดใหม่ แต่มีเงื่อนไข 5 ประการที่ต้องทำให้ได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเรื่องราวอันวุ่นวายของ หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ

ตัวหนังยังคงความหนาแน่นของเส้นเรื่อง ที่ปะปนกันหลายเส้นเช่นเคย ก่อนจะมาบรรจบกันที่คฤหาสน์ลึกลับ โดยหนังถือว่าเปิดองก์แรกมาได้ดูสนุก มุกฮาไหลลื่นดี แม้ว่าจะเป็นมุขใต้สะดือซะส่วนใหญ่ คำหยาบสรรพัดสัตว์ออกมาเพ่นพ่านอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ได้หลายฮาอยู่ แม้ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าเพราะเป็นรอบสื่อฯ ด้วย เพราะในรอบนี้มีสาวสองมาดูเยอะ อารมณ์วี๊ดว๊ายเหมือนดูเดี่ยวพี่โน๊ต ที่หากซื้อตั๋วเข้าไปดูแกตัวเป็น ๆ บรรยากาศทั้งหมดก็จะยิ่งผลักให้โชว์ดูสนุกขึ้นกว่านั่งดูยูทูบคนเดียว

หนังทำได้ดีประมาณหนึ่งในช่วงที่แก๊งเจ๊แต๋วต้องหนีผีสาง กับสีสันจากการตัดสลับเส้นเรื่องที่ตัวละครมีปมกันหลายคู่ ก็ทำให้หนังไม่เลี่ยนมาก ซึ่งถ้าไม่อคติมากเกินไป ทำใจสบาย เคลียร์สมองโล่ง ๆ ก่อนไปดู ก็ถือว่าหนังดูได้เพลินอยู่ อาจไม่สร้างสรรค์ แต่อย่างน้อยพี่แกก็สรรหา ดึงจุดเด่นของหนังแฟรนไชส์นี้ออกมาเล่นได้เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นมุกเสียดสังคม หรือมุกจิกกัดตัวเอง อันนี้ก็ดูแสบ ๆ คัน ๆ ดี ซีจีอาจจะดีกว่าช่อง 7 นิดหน่อย ประมาณนาคี แต่ด้วยความที่มันอยู่ในหนังหอแต๋วแตก คนดูก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างที่บอก เขาไม่ได้คิดอะไรก่อนจะดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว เขามาเอาความฮาแบบไม่มีสาระ ซึ่งหนังแม่งก็ตอบทุกโจทย์ในประเด็นนี้แบบครบเครื่อง (ฮา)

หอแต๋วแตกยังคงคอนเซปต์หนังพี่พชร์แก ความตลกโปกฮาติดเรทอวัยวะเบื้องล่าง ความแหยะ ความแหวะ ฉีกแข้งฉีกขาจนลุ้นกลัวไข่โผล่ และที่ขาดไม่ได้คืองานความเชื่อและมุกล้อเลียนคนที่กำลังเป็นข่าว และที่สำคัญคือเรื่องคอสตูม บอกเลยว่าออกมาแต่ละฉากทำครางฮือทั้งนั้น เกิดมาท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจอคอสตูมโคตรล้นขนาดนี้มาก่อน (ฮา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

News

ทุ่ม 200 ล้าน!เปิดตัว MVHUB บริการสตรีมมิงน้องใหม่จาก MVTV พร้อมเปิดให้บริการปลายเดือนมกราคม 62

Published

on

หากใครเติบโตมาในยุคต้น 90 ย่อมคุ้นเคยกันดีกับหนังจีนชุดอย่าง เปาบุ้นจิ้น มังกรหยก เจ้าพ่อตลาดหุ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคอนเทนต์ดังๆทั้งนั้น โดยบริษัทที่ถือว่าครองลิขสิทธิ์คอนเทนต์หนัง-ซีรีส์จีนมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น MVTV สื่อดีๆที่หาคอนเทนต์หลากหลายมาเอาใจคอหนังจีนเสมอ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งแต่ยุค วีดีโอ VHS จนถึงยุค VCD และ DVD ตามลำดับรวมถึงการให้บริการผ่านช่องดาวเทียมก็เคยมาแล้ว และเพื่อให้สนองตอบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปก็ได้เวลาที่ MVTV จะทุ่มทุนถึง 200 ล้านเพื่อขยับเข้าสู่ตลาด Over The Top tv หรือบริการสตรีมมิงที่กำลังฮอตฮิตในปัจจุบัน แต่ก่อนอื่นเราลองมาทำความรู้จักถึงที่มาของ MVTV และการตัดสินใจรุกตลาดธุรกิจสตรีมมิงในครั้งนี้กันก่อนดีกว่า

ปรับกระบวนยุทธรุกธุรกิจ Over The Top TV. (OTTtv)

นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด

นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า แกนหลักธุรกิจของกลุ่มเอ็มวีทีวีตลอดกว่า 40 ปี คือการนำเข้าและจัดจำหน่ายคอนเทนต์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและไต้หวัน โดยเริ่มต้นจากการพากย์เสียงภาษาไทย  แล้วส่งร้านเช่าวิดีโอในจังหวัดนครสวรรค์  ก่อนก้าวสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง Movie Home Video  แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปสู่ VCD  DVD ทีวีดาวเทียมและทีวีดิจิทัล  แต่คอนเทนต์หลักของกลุ่มเอ็มวีทีวีที่ส่งผ่านสื่อต่างๆ ยังคงคอนเทนต์จีนเป็นหลัก และสามารถส่งไปถึงผู้ชมได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น

“กลุ่มเอ็มวีทีมีคอนเทนต์จีนที่พากย์ไทย สะสมอยู่ตลอด 40 ปีที่อยู่ในธุรกิจนี้  มากกว่า 30,000 ชั่วโมง และเมื่อผนึกรวมกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่างทีวีบี ฮ่องกงและค่ายหนังในไต้หวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าเอ็มวีทีวีมีคอนเทนต์จีน มากที่สุดในประเทศไทยและอาเซียน” นายชัยยุทธกล่าว

ด้วยศักยภาพที่มีอยู่ของกลุ่มเอ็มวีทีวี จึงเป็นแรงผลักดันและเร่งพัฒนาธุรกิจใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บรอดแบนด์หรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้เข้าถึงครัวเรือนไทยกว่า 8 ล้านครัวเรือน  และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในระบบ 3G-4G ได้ครอบคลุมไปทั่วประเทศแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นทาง MVTV ยังได้เปิดตัวผู้บริหารรุ่นใหม่มานำทัพ MVHUB สู้ศึกในตลาดสตรีมมิงอันดุเดือดครั้งนี้ด้วยจะเป็นใครบ้างมาชมกันเลย

(จากด้านซ้าย) นางสาววรนุช ทวีปวรเดช, นายณัฐพงษ์ โอฆะพนม, นายชัยยุทธ ทวีปวรเดช และนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

ดร.วรวุฒิ ทวีปวรเดช

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) เปี่ยมประสบการณ์บริหารสื่อครบวงจรและผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบ มากว่า 30 ปี มานำทีมเอ็มวีทีวี ในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการธุรกิจใหม่  บริษัท เอ็มวี เทเลวิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อนำประสบการณ์และเครือข่ายทางธุรกิจมาพัฒนาธุรกิจใหม่ของบริษัท ในการสนองตอบความต้องการของผู้ชม     ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ดร.วรวุฒิ ทวีปวรเดช บุตรชายนายชัยยุทธ  มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  ดูแลการพัฒนาเทคโนโลยีธุรกิจออนไลน์สตรีมมิ่งและเทคโนโลยีสารสนเทศของกลุ่มบริษัท

นางสาววรนุช ทวีปวรเดช บุตรสาวของนายชัยยุทธ ทำงานคัดสรรภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนที่เป็นธุรกิจหลักของครอบครัวทวีปวรเดชมาโดยตลอด รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการคอนเทนต์   ่

นางสาวมะลิวรรณ เดชาฤทธิ์ ประสบการณ์บริหารการตลาดและพัฒนาธุรกิจหลากหลายธุรกิจกว่า 30 ปี      ทั้งธุรกิจสื่อ  ธุรกิจร้านเช่าวิดีโอ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจซุปเปอร์สโตร์ ธุรกิจไลฟ์สไตล์ ฯลฯ รับผิดชอบด้านการตลาด MVHub และพัฒนาธุรกิจในเครือเอ็มวีทีวีที่ขยายไปใน CLMV

นายณัฐพงษ์ โอฆะพนม ประสบการณ์ระดับบรรณาธิการข่าวบันเทิง ศิลปวัฒนธรรม ผู้กำกับละครโทรทัศน์และนักวิจารณ์ภาพยนตร์มากกว่า 20 ปี จะรับผิดชอบด้านการคัดสรรคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรี่ส์จากทุกแหล่ง

มีอะไรให้ดูบ้างใน MVHUB

สุดยอดคอนเทนต์จาก TVB 

สำหรับ MVHUB จุดเด่นที่สุดของคอนเทนต์คงหนีไม่พ้นรายโทรทัศน์จากไต้หวัน จีนและฮ่องกง โดยมีค่าย TVB เป็นหัวหอกสำคัญมีทั้งซีรีส์คลาสสิก ซีรีส์ใหม่ๆได้ดูกันแบบทันใจเลยทีเดียว

โดยกลุ่มทีวีบีฮ่องกงได้ตัดสินใจมอบสิทธิ์ให้กลุ่มเอ็มวีทีวีในการบริหารคอนเทนต์ในระบบออนไลน์สตรีมมิ่ง (Online Streaming) ในไทยและ CLMV โดยจะนำแอพพลิเคชั่น TVB Anywhere เป็นส่วนหนึ่งในแพลทฟอร์ม MVHub ด้วย  เพื่อให้บริการทั้งพากย์ไทยและเสียงภาษาจีน สำหรับคนจีนหรือคนไทยที่ต้องการรับชมเสียงภาษาจีน

บริการของกลุ่มทีวีบีฮ่องกงที่กลุ่มเอ็มวีทีวีบริหารจัดการ แบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ

  1. ช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม TVB Anywhere Drama Thai  ฉายภาพยนตร์และซีรี่ส์จีน      พากย์ไทยตลอด 24 ชั่วโมง รับชมได้ฟรี (ฟรีทูแอร์)  เริ่มออกอากาศแล้ว เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา      ในระบบ C-Band สามารถรับชมบนจานดาวเทียมทุกค่าย เช่น จานพีเอสไอช่อง 113 ฯลฯ
  2. บริการ TVB Anywhere Thai Pack ภาพยนตร์และซีรี่ย์ของค่ายทีวีบี พากย์ไทยทุกเรื่องกว่า 10,000 ชั่วโมง  ผ่านระบบออนไลน์สตรีมมิ่งของ MVHub อัตราค่าสมาชิกส่วนเพิ่มจาก MVHub เพียงแค่  200 บาทต่อเดือน สามารถรับชมคอนเทนต์จากทีวีบีฮ่องกงได้อย่างไม่จำกัด
  3. บริการ TVB Anywhere ภาษาจีน ทีวีบีฮ่องกงได้เปิดให้บริการนี้แล้วในฮ่องกง แคนาดา ฯลฯ ซึ่งเป็น   ครั้งแรกที่จะเปิดให้บริการผู้ชมชาวจีนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รวมทั้ง นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาในย่านนี้ สามารถรับชมช่องรายการโทรทัศน์จากฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ ฯลฯ และภาพยนตร์และซีรี่ส์ของทีวีบีฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ หรือไต้หวัน เป็นภาษาจีน แทบจะเหมือนกับการรับชม   ในบ้านเกิด

แพลทฟอร์มเพื่อพันธมิตรสู่ CLMV

นอกจากนี้ MVHUB ยังมุ่งผลักดันคอนเทนต์ไทยที่เป็นพันธมิตรไปสู่ตลาด กันพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียตนามหรือตลาด CLMV (Cambodia Lao Myanmar Vietnam) โดยนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กล่าวว่า แพลทฟอร์ม MVHub ยังพัฒนาไว้รองรับพันธมิตรผู้ผลิตคอนเทนต์      ในประเทศไทย สามารถเข้าร่วมโครงการได้  โดยใช้จุดแข็งของกลุ่มเอ็มวีทีวีที่มีฐานของโทรทัศน์ดาวเทียมและโทรทัศน์ภาคพื้นดินในประเทศเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา ขยายคอนเท็นต์เข้าสู่ตลาดในภูมิภาคนี้ได้

“กลุ่มเอ็มวีทีวีพร้อมจะใช้ศักยภาพของทีมพากย์ที่เป็นเจ้าของภาษาเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา เพื่อทำให้ คอนเทนต์ของพันธมิตรเป็นภาษาท้องถิ่นและเข้าถึงผู้ชมในภูมิภาคนี้”

จุดเด่นอีกข้อหนึ่งของแพลทฟอร์ม MVHub คือ ผู้ใช้บริการสามารถรับชมช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมประมาณ 150 ช่องในระบบออนไลน์สตรีมมิ่ง โดยไม่ต้องติดตั้งจานดาวเทียม โดยช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียม มีทั้งช่องทีวีดิจิทัลครบทุกช่อง ช่องทีวีดาวเทียมของไทยที่คัดสรรคุณภาพและช่องทีวีดาวเทียมภาษาต่างประเทศ เช่น ช่องจากประเทศจีน ฮ่องกง เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้ง ช่องภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียฯลฯ

ให้บริการผ่านอุปกรณ์หลากหลายทลายข้อจำกัดในการรับชม

MVHUB ให้บริการทั้งรูปแบบแอพลิเคชั่นในระบบแอนดรอยด์และไอโอเอส เพื่อดาวน์โหลดไว้บนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์  ตั้งโต๊ะ โน๊ตบุ๊ค  แท็บเล็ต  โทรศัพท์มือถือทุกยี่ห้อทุกรุ่น  รวมทั้ง สมาร์ททีวีทุกรุ่น  ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์ที่ไม่สามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น MVHub ได้โดยตรง  สามารถใช้กล่องรับสัญญาณ V2H  เชื่อมต่อกับโทรทัศน์ได้

ค่าบริการเป็นมิตรกับทุกยุทธจักร

อัตราค่าบริการรายเดือน เริ่มต้นจาก 189 บาทต่อเดือนต่อหนึ่งสมาชิกและรายปีเพียง 1,890 บาทเท่ากับดูได้ 1 ปีในราคาเพียง 10 เดือนเท่านั้น และถ้าเพิ่มจำนวนสมาชิกในแอคเคาต์ก็เพิ่มเพียง 100 บาทต่อชื่อ เท่านี้ก็สามารถรับชมภาพยนตร์และซีรี่ส์จีนที่กลุ่มเอ็มวีทีวีได้ลิขสิทธิ์เผยแพร่พากย์ภาษาไทยมากกว่า 30,000 ชั่วโมงรวมถึงรายการโทรทัศน์มากมายในระบบสตรีมมิง

ซึ่งการเข้ามาของ MVHUB ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะคอหนังจีนที่น่าจะฟินไม่น้อยเลยทีเดียว โดย MVHUB จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเดือน มกราคมปี 2562 นี้

ตัวอย่างคอนเทนต์ชวนกรี๊ดของแฟนหนังจีน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!