Connect with us

What The Fact

10 เรื่องราวความประทับใจที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ต ”BODYSLAM FEST วิชาตัวเบา”

คงไม่เกินไปนักหากจะบอกว่าบอดี้สแลมเป็นวงดนตรีวงแรกและวงเดียวในประเทศไทย ณ ขณะนี้ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ได้ด้วยการรวมเอาคนกว่า 100,000 คนในสองวันมารวมกันในสนามราชมังคลากีฬาสถานเพื่อสร้างประสบการณ์สุดประทับใจร่วมกันและสัมผัสรับพลังผ่านบทเพลงและร่วมร้องร่วมเต้นไปกับ 5 หนุ่ม Bodyslam  ตูน , ปิ๊ด , ยอด , ชัช , โอม

จากการเดินทางกว่า 17 ปีและผลงานอีกเจ็ดอัลบั้ม Bodyslam ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือวงดนตรีร็อคตัวจริงแห่งประเทศไทยที่ยืนหยัดอยู่ในวงการได้อย่างภาคภูมิ และในคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่แฟนๆ รอคอยกว่าแปดปีหลังจากครั้งล่าสุด Bodyslamไลฟ์อินคราม ที่จัดขึ้น ณ สนามราชมังคลากีฬาสถานเช่นเดียวกัน ครั้งนี้พวกเขากลับมาอีกครั้งด้วยสิ่งที่เกินกว่าคำสัญญา แต่ว่าเป็นพลังใจและไฟฝันที่พร้อมจะส่งให้กับแฟนๆ ได้สนุกไปพร้อมกันและเก็บมันกลับบ้านไป เพื่อเป็นแรงพลังในการใช้ชีวิตต่อไป

และนี่คือหลากเรื่องราวความประทับใจที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ของ Bodyslam  M150 Presents BODYSLAM FEST วิชาตัวเบา LIVE IN ราชมังคลากีฬาสถาน”

1. เป็นการแสดงคอนเสิร์ตที่อาจกล่าวได้ว่ามีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในประเทศไทย

หนึ่งวัน 60,000 กว่าคน รวมกันสองวันกว่าแสนคน ซึ่งบัตรถูกขาย Sold Out ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเริ่มจำหน่าย ซึ่งการที่มีผู้ชมเป็นจำนวนมากอาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากการหาที่จอดรถ ปัญหารถติด และการจับจองที่นั่งอยู่บ้าง (เนื่องจากบัตรไม่มีการระบุที่นั่ง)  แต่หากเทียบกับความสนุกที่ได้รับจากการมีเพื่อนร่วมชมพร้อมๆกันจำนวนมากขนาดนี้  ที่มาด้วยใจรักใน Bodyslam เหมือนกัน ร่วมเพลิดเพลิน ร่วมร้องร่วมเต้นไปกับบทเพลงของ Bodyslam ด้วยกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยแบ่งปันกันก็นับว่าคุ้มและน่าประทับใจเลยล่ะ

2. มีการคัดเลือกวงดนตรีให้ได้มาร่วมเล่นในโซน Festival

ก่อนงานเริ่ม หลายวง (เกือบทุกวงเลยก็ว่าได้) เป็นวงที่เราไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อนแต่พวกเขาก็ได้รับโอกาสที่จะได้แสดงในงานคอนเสิร์ตของ Bodyslam ซึ่งรวมไปถึงคุณครูน้อยขาร็อค กิตติชัย พันธมาศ คุณครูโรงเรียนวัดลาดประทุมคงคาราม ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักจากคลิปเล่นกีตาร์ไฟฟ้าในเพลงไม่มีเธอ ของวง Retrospect โดยมีนักเรียนโยกหัวเป็นสีสันอยู่ด้านหลัง ก็ได้ขึ้นเวทีมาร่วมร็อคไปกับวง Sweet Mullet ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ด้วย

3.ทุกคนจะได้รับของที่ระลึกเป็นปิ๊คกีตาร์ที่มีข้อความว่า Bodyslam Fest วิชาตัวเบา

หลังจากผ่านด่านตรวจและได้ผูกสายรัดข้อมือแล้วทุกคนจะได้รับของที่ระลึกเป็นปิ๊คกีตาร์ที่มีข้อความว่า Bodyslam Fest วิชาตัวเบา และเชื่อเลยว่าหลังจากนั้นคนส่วนใหญ่จะต้องทำในสิ่งนี้ คือถ่ายภาพปิ๊คโดยมีสนามกีฬาราชมังฯเป็นฉากหลังและโพสต์ลง facebook ของตัวเอง

4. ระหว่างรอเริ่มคอนเสิร์ตได้มีการเปิดคลิปที่ให้แฟนๆ ได้อัดไว้ในงาน

เพื่อเปิดเผยความในใจและความรู้สึกที่มีต่อวงบอดี้สแลม โดยฉายให้ได้รับชมในสนามก่อนงานเริ่มบางคลิปก็เรียกน้ำตา บางคลิปก็เรียกเสียงฮา นอกจากนี้ยังมีการใช้กล้องแอบส่องผู้ชมในงานที่มาเป็นคู่และฉายภาพขึ้นจอ พร้อมขึ้นกราฟิคท้าทายให้แสดงความรักด้วยการ “จูบเลย” บางคู่ก็แอบหลบกล้อง บ้างอายม้วนติ้ว บ้างก็กล้ารับคำท้าทาย บ้างก็ทำบ้าเอาฮาไปเลย ทำให้เรียกเสียงฮาและเสียงหัวเราะได้อย่างน่ารักอีกด้วย 

5. การจัดเวทีถือว่าทำออกมาได้ดี

มีการใช้จอภาพที่ทำฉากขึ้นมาเป็นกรอบวงกลมวางไว้ตรงกลางแลดูคล้ายดวงตา ซึ่งในระหว่างที่เล่นคอนเสิร์ตภาพบางส่วนก็ได้ถูกฉายขึ้นมาเพื่อช่วยเล่าเรื่องของบทเพลงทั้งตอนก่อนและในระหว่างกำลังบรรเลงบทเพลงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนถ่ายภาพมุมสูงและส่งตรงให้ดูบนจอด้านข้างทั้งสอง ทำให้เห็นมุมมองที่สวยงามจากด้านบน 

6. เป็นคอนเสิร์ตที่คุ้มมากๆ

มีการเล่นอย่างต่อเนื่องกับบทเพลง 34 เพลง (วันแรกจะมากกว่าวันที่สองหนึ่งเพลงคือ เพลง “ความหมาย” ที่เล่นในช่วงท้ายส่งแฟนๆกลับบ้าน) ในเวลากว่า 4 ชั่วโมง แบบเต็มที่ไม่ต้องมีอังกอร์โดยแบ่งเพลงออกเป็นช่วงๆ ประมาณได้ว่ามี 3 ช่วง

ช่วงแรกเป็นเพลงที่บอกเล่ามุมมองและความเป็นตัวตนของพี่ตูนและ Bodyslam เช่น “แสงสวรรค์” “คราม” “เสี้ยววินาที”  “ใคร คือ เรา” (มีนักแสดงขึ้นมาร่วมแสดงบนเวทีกว่า 60 ชีวิต)“เรือเล็กควรออกจากฝั่ง”“ชีวิตเป็นของเรา”“เวลาเท่านั้น” (เป็นเพลงที่เพราะมากแต่ไม่ได้รวมอยู่ในอัลบั้มใดเพราะทำให้กับรายการ Perspective), “ท่านผู้ชม” (ช่วงแรกของเพลงมีการเรียบเรียงใหม่ได้อารมณ์มาก), “เปราะบาง” และ “เตรียมตัวตาย” รวมไปถึงบทเพลงที่ร่วมแจมกับแขกรับเชิญสองคนคือ พี่โจ้ โจอี้บอย ในเพลง “ไม่แก่ตาย” และ “ความเชื่อ” แล้วคั่นด้วย “ความรักทำให้คนตาบอด”“ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ”“ความรัก” แล้วจึงต่อด้วยแขกรับเชิญคนที่สอง ปาล์มมี่ ในบทเพลง “นิรันดร์” และ “คิดฮอด” จากนั้นจึงต่อพาร์ทที่มีเครื่องสายจากวงออเคสตร้ามาแจมด้วย เพลงในช่วงนี้ก็มี “ครึ่งๆ กลางๆ”“ขอบฟ้า”“ความฝันกับจักรวาล” ที่อลังและได้อารมณ์แกรนด์มากๆ (ลุ้นตั้งแต่ฟังเวอร์ชั่น Grandslam แล้วว่าเพลงนี้ถ้าเล่นสดจะต้องสุดแน่นอน)  ต่อด้วย “ชีวิตยังคงสวยงาม” ที่ถือว่าเป็นหนึ่งไฮไลท์ของงานด้วยการเล่นทะเลดาวและคลื่นแสงจากไฟแฟลชบนโทรศัพท์มือถือของพวกเรา บอกเลยว่าสวยมาก ไม่เคยเห็นคอนเสิร์ตไหนทำอะไรที่งดงามแบบนี้มาก่อน เชื่อเลยครับว่า “ชีวิตยังคงสวยงาม”จริงๆ

ช่วงที่สอง วงขยับมาเล่นตรงส่วนที่ยื่นออกมาจากเวทีหลัก ใกล้ชิดกับผู้ชมมากขึ้นและเพลงก็ touching มากขึ้น เป็นเพลงมีอารมณ์เศร้า เหงา เปราะบาง ละมุน สนุก อาทิเช่น “ทางกลับบ้าน” “ปลายทาง” “ไม่รู้เมื่อไหร่” “สักวันฉันจะดีพอ” และ“เสียดาย” ( เพลงของพี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่ทางวงนำมาคัฟเวอร์ในอัลบั้ม Play) เป็นต้น

ช่วงที่สาม กลับมาเล่นที่เวทีหลักอีกครั้งพร้อมเพลงอันเป็นหัวใจของสิ่งที่ Bodyslam อยากสื่อสารออกไปผ่านอัลบั้มนี้ “วิชาตัวเบา” ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานด้วยการที่พี่ตูนถือกล้องวีดิโอวิ่งลงไปเก็บภาพรอยยิ้มของผู้ชมและทีมงานที่ช่วยให้งานในครั้งนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ตอนแรกคิดว่าจะจบคอนเสิร์ตด้วยเพลงนี้เสียอีก แต่ก็แอบคิดในใจว่ายังมีเพลงเด่นอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้เล่น แล้วก็จริงๆด้วยเมื่อเข้าสู่ช่วงกระหน่ำอารมณ์ส่งท้าย เริ่มด้วย “ผักบุ้งลอยฟ้า” ที่ได้ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่  มาร่วมแจม ต่อด้วย “ดัม-มะ-ชา-ติ” ที่ต้องบอกว่าเวอร์ชั่นนี้ขนลุกมากจากการเกริ่นโหมโรงเข้าสู่บทเพลงโดยกอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ รวมไปถึงการแร็ปอย่างดุดันในระหว่างเพลงอีกด้วย ต้องเรียกว่า เดือด! ปุดๆเลยล่ะเวอร์ชั่นนี้ จากนั้นจึงต่อด้วย “149.6” และ 3 เพลงฮิต “ยาพิษ”, “อกหัก” และแน่นอน “แสงสุดท้าย”  เป็นการส่งท้ายคอนเสิร์ตอย่างงดงามสมเป็น Bodyslam จริงๆ ทั้งสนุกสุดมันและเปี่ยมไปด้วยความหวังและพลังใจ

เรียกได้ว่ามีการวางสคริปต์ที่ดี มีการไล่อารมณ์และคัดเลือกเพลงวางต่อกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้องชื่นชม พี่กบ Big Ass โชว์ไดเร็คเตอร์ และ พี่อ๊อฟ Big Ass มิวสิคไดเร็คเตอร์ของงานในครั้งนี้ด้วย

7. หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าประทับใจคือ แขกรับเชิญที่มาร่วมแจมบนเวทีได้สร้างความประทับใจอย่างเต็มที่ทุกคน

เริ่มที่พี่โจ้ โจอี้บอยเป็นคนแรกกับเพลง “ไม่แก่ตาย” ผลงานจากอัลบั้ม “วิชาตัวเบา” ที่พี่โจอี้ บอยมา feat. กับ Bodyslam งานนี้ โจอี้ บอยแร็ปเปอร์ระดับตำนานของเมืองไทยปรากฏตัวบนเวทีในชุดคลุมเก๋ๆของเวอร์ซาเช่ พร้อมมาดเท่ๆ เป็นการประกาศศักดาของคนทีไม่ยอมแกตายอย่างแน่ๆ ซึ่งโจอี้ บอยก็แร็ปได้เท่และมันมากๆ จากนั้นก็ต่อด้วยเพลง “ความเชื่อ” ซึ่งความเชื่อเวอร์ชั่นนี้ได้ไปเกินจินตนาการเลย ไม่คิดว่าเพลงนี้พอใส่ท่อนแร็ปแล้วจะมันได้ใจขนาดนี้ น่าเอามาทำเป็นอีกเวอร์ชั่นแล้วปล่อยเป็นซิงเกิ้ลจริงๆ และก่อนจะลงจากเวทีพี่โจ้ก็ได้เข้าไปสวมกอดพี่ตูนแทนแฟนๆชาวไทยทั้งหลายปิดท้ายได้อย่างประทับใจ

แขกรับเชิญคนที่สองคือ ปาล์มมี่ที่มาในชุดสีขาวล้วน คู่กันกับชุดสีดำของพี่ตูนราวหยิน-หยาง และแน่นอนเป็นตามคาดกับการร้องเพลงร่วมกันในเพลง “นิรันดร์” แต่ที่เกินคาดคือ ปาล์มมี่ร้องหมอลำ !!! และร้องได้เพราะมากด้วยในเพลง “คิดฮอด” ผลงานสุดล้ำจากอัลบั้ม “คราม” ที่ผสมผสานร็อคกับหมอลำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่คิดเลยว่าปาล์มมี่จะร้องหมอลำได้ดีขนาดนี้ เรียกว่าทำเอาเราม่วนอีหลีไปเลย

และแขกรับเชิญคนสุดท้ายก็คือ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ที่เคยมาร่วมแจมบนเวทีกับบอดี้สแลมที่ราชมังฯ ใน live in คราม มาแล้ว แต่คราวนั้นมาพร้อมกับอุ๋ย บุดดาเบลส ส่วนคราวนี้ได้มาในฐานะผู้ feat. ในเพลง “ผักบุ้งลอยฟ้า”  ซึ่งกอล์ฟยอมรับว่ากดดันมากๆ เพราะกลัวไปทำงานเสีย แต่ด้วยการเตรียมตัวมาอย่างดีและทุ่มเทอย่างเต็มที่ อีกทั้งได้แรงบันดาลใจจากท่อน หนักก็เพราะยังเก็บ เจ็บก็เพราะยังคิดในเพลงวิชาตัวเบาของพี่ตูนก็เลยบรรลุเคล็ดลับวิชาและแสดงออกมาอย่างเต็มที่ แฮปปี้ ไร้กังวล ส่วนผู้ชมอย่างเราก็ต้องบอกว่า กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ คือส่วนหนึ่งของงานนี้ที่ทำให้ความประทับใจเราอิ่มเต็ม ทั้งการแร็ปใน “ผักบุ้งลอยฟ้า” และ ใน “ดัม-มะ-ชา-ติ” ที่น่าขนลุกและตื่นใจ ยิ่งใหญ่มากๆ  (อ่านบันทึกความในใจของ กอล์ฟ ฟักกลิ้ง ฮีโร่  ได้ใน Nattawut Srimhok)

8.  รวมช่วงไฮไลท์อื่นๆที่น่าประทับใจของงานในครั้งนี้

เริ่มจากเพลง “คราม” ที่พี่ตูนหยุดเล่นกลางคันแล้วขอให้ผู้ชมละสายตาจากโทรศัพท์และหันมาให้ความสำคัญกับวินาทีที่อยู่ตรงหน้า มากกว่าที่จะคอยยกกล้องถ่าย และมัวแต่แชร์ไปให้คนอื่น จนลืมความสนุกที่กำลังโอบล้อมตนเอง โดยพี่ตูนได้บอกว่า

บางครั้งเราก็ต้องเห็นแก่ตัวบ้าง เห็นแก่ตัวเพื่อเก็บเกี่ยวความสุขความสนุก ไม่ใช่ในมือถือแต่ในเมโมรี่ที่สำคัญที่สุด มันอยู่ในนี้ครับผม (ชี้ไปที่สมอง)”

ซึ่งแฟนๆ ก็ทำตามแต่โดยดี จากนั้นเสียงดนตรีก็กลับมาบรรเลงอีกครั้งอย่างสุดพลังคราวนี้เป็นแฟนเพลงร่วมร้องร่วมโดด ปลดปล่อยพลังออกไปอย่างเต็มที่แบบไม่มียั้งและไม่ให้เหลือแรงกลับบ้านกันไปเลย 

ไฮไลท์ต่อมาเกิดขึ้นในรอบวันอาทิตย์ที่ 10 เมื่อพี่ตูน ให้แฟนๆ ส่งเสียงให้กำลังสมาชิกแต่ละคนในวง จนมาถึงพี่ชัช มือกลองผู้เปรียบดั่งกระดูกสันหลังของวง พี่ตูนได้เล่าว่าตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการฝึกซ้อม พี่ชัช ซ้อมหนักมาก หนักขนาดที่ว่าเลือดออกที่มือทุกวัน ทำเอาพวกเราสาวก Bodyslam ปรบมือดังกึกก้องทั่วราชมังฯ  และในขณะนั้นเองภาพก็จับไปที่พี่ชัชที่กำลังหลั่งน้ำตากลางเวที ซึ่งเป็นภาพที่พวกเราประทับใจกันมาก เป็นน้ำตาของลูกผู้ชายคนดนตรีที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อแฟนเพลงของ Bodyslam ทุกคน

“คลื่นทะเลดาว” คือไฮไลท์ต่อมาของงานนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังเล่นเพลง “ชีวิตยังคงสวยงาม” ที่ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ของการเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทยด้วยการให้แฟนๆ ร่วมเล่นไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ เริ่มจากการเล่นไฟติด ไฟดับ จากความมืดปรากฏเป็นทะเลดาวพราวแสงระยับงาม จากนั้นภาพที่สุดจินตนาการก็เกิดขึ้น ด้วยการเล่นเวฟด้วยไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือเป็นคลื่นทะเลดาวอันเกิดจากผู้ชม 60,000 กว่าคน ที่พร้อมใจกันสร้างภาพแห่งความประทับใจในครั้งนี้ ที่งดงามราวหิ่งห้อยน้อยใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางผืนคลื่นทะเลที่เคลื่อนคล้อยจากมุมหนึ่งไปสู่มุมหนึ่งก่อนที่จะย้อนกลับไปมาอย่างงดงาม  เรียกได้ว่าเป็นระบบแสงสีเสียงของเวทีคอนเสิร์ตที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อเลยแม้แต่บาทเดียว แค่เพียงใช้ความสามัคคีและพลังความสนุกที่มีร่วมกันเท่านั้นเอง 

ส่วนไฮไลท์อีกช่วงเกิดขึ้นในเพลง “วิชาตัวเบา” เมื่อพี่ตูน ถือกล้องวีดิโอวิ่งลงไปเก็บภาพรอยยิ้มของผู้ชมและทีมงานที่ช่วยให้งานในครั้งนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี ทำให้เราได้เห็น คุณก้อย รัชวิน หวานใจตัวจริงของพี่ตูนที่คอยมาให้กำลังใจอยู่เสมอทั้งในคอนเสิร์ตทุกครั้งและวิ่งเคียงข้างกันไปในโครงการ ก้าวคนละก้าว รวมไปถึงหัวเรือสำคัญคือ พี่กบ Big Ass โชว์ไดเร็คเตอร์และ พี่อ๊อฟ Big Ass มิวสิคไดเร็คเตอร์ของงานผู้เปรียบเสมือนผู้กำกับของงานในครั้งนี้ที่ทั้งวางสคริปต์และเรียงร้อยเรื่องราวออกมาอย่างงดงามรวมทั้งรังสรรค์สุ้มเสียงอันไพเราะให้พวกเราได้เสพย์รับไปอย่างเต็มอรรถรส

 9. ความประทับใจท้ายคอนเสิร์ต

ตอนจบคอนเสิร์ตของวันที่ 9 พี่ตูนส่งท้ายด้วยเพลง “ความหมาย” บทเพลงรักซึ้งความหมายดีๆปิดท้ายอัลบั้ม “วิชาตัวเบา” เป็นการส่งแฟนเพลงกลับบ้านไปอย่างประทับใจ ส่วนในวันที่ 10 หลังจากแสดงเสร็จและทั้งวงได้เดินมาขอบคุณแฟนๆที่กลางเวทีแล้ว พี่ตูนได้ลงไปแจกของที่ระลึกให้กับแฟนเพลงพร้อมของที่ระลึกสุดพิเศษคือรองเท้าไนกี้คู่เก่งที่ใช้เล่นบนเวทีคอนเสิร์ตในครั้งนี้  ใครที่ได้รับไปคงไปนอนกอด นอนพริ้มยิ้มแก้มปริไปเลย

10. “ก็มาด้วยกัน” เรื่องราวของมิตรภาพบนเส้นทางแห่งความฝัน

หลังจากการแสดงได้จบลงในวันต่อมาก็ได้มีการแชร์เรื่องราวมิตรภาพระหว่างพี่ตูนและพี่เภาบนโลกโซเชี่ยล ที่ทำเอาเราน้ำตาคลอ โดยพี่เภา อดีตมือกีตาร์ Bodyslam และเพื่อนรักของพี่ตูน ได้โพสต์ภาพที่ทั้งคู่คุยไลน์ด้วยกัน โดยพี่เภาได้แสดงความยินดีกับความสำเร็จของพี่ตูนที่ในวันนี้ได้มาไกลเกินฝัน ส่วนพี่ตูนก็ตอบกลับมาอย่างซาบซึ้งว่า มาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะมาด้วยกัน ยังจำเรื่องราวในวันเหล่านั้นได้ดี

และนี่คือเรื่องราวความประทับใจที่เกิดขึ้นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ที่ถึงจะจบลงไปแล้วแต่เรายังรู้สึกว่าพลังที่ได้รับมามันยังอยู่ข้างในอยู่เลย ถึงแม้ต่อไปในเวลาที่เราใช้ชีวิต ในบางครั้งที่เราล้ม ท้อถอยหรือผิดหวัง พลังเหล่านั้นอาจจะลดน้อยถอยลงไปบ้างแต่เมื่อใดก็ตามที่เราได้กลับมาฟังบทเพลงของ Bodyslam อีกครั้ง พลังเหล่านั้นก็จะกลับลุกโชนขึ้นมาเติมเต็มได้อีกและเราจะรอคอยต่อไปไม่ว่านานเท่าไหร่กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งต่อไปที่จะมาถึง แล้วเราจะกลับมาส่งแรงพลังกันอีกครั้ง มาปลดปล่อยพลังใจไปด้วยกันกับบทเพลงของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่และสุดประทับใจวงนี้ Bodyslam

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“Love is blind” หยุดร้องฟูมฟาย หยุดเวลาความรักที่หมดไปกับซิงเกิ้ลใหม่จาก Sqweez Animal

Published

on

“ในการใช้ชีวิตนั้น เราต้องสู้กับความจริง และอยู่กับมันให้ได้ ถึงแม้บางครั้งมันจะเจ็บปวดและทรมาน
วันนี้มีหลายอย่าง ที่เราอาจสูญเสียไป แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ก่อกำเนิดขึ้นและเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับเราเสมอ”

วิน ศิริวงศ์

ถึงแม้หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป แต่สควีซ แอนิมอลก็ยังคงมีเพลงใหม่ออกมาให้เราได้ฟัง กลับมาคราวนี้วิน ศิริวงศ์ได้กลับมาสานต่อจิตวิญญาณของสควีซ แอนิมอล ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวความรักผ่านบทเพลงร่วมสมัยที่ใช้ซินธิไซเซอร์และเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆมาประสานกันอย่างลงตัวมีความเซ็กซี่ โมเดิร์นและสวยงามตามแบบฉบับของสควีซ แอนิมอล แต่แตกต่างออกไปด้วยกลิ่นอายใหม่ๆ

Love is blind เป็นการร่วมงานกันระหว่างวิน ศิริวงศ์ กับโปรดิวเซอร์มือดี “กวิน อินทวงษ์” ที่เคยร่วมงานกับอะตอม ชนกันต์และ me you มาแล้ว นอกจากนี้ยังมี “อายุ จารุบูรณะ” อดีตมือกลองวง Cocktail มาร่วมโปรดิวซ์ด้วยอีกคน รับประกันความไพเราะ เซ็กซี่และกลิ่นอายทางดนตรี Soul R&B ที่มีความเท่และโมเดิร์นได้เลย แค่นั้นยังไม่พอการดีไซน์การร้องให้กับวินในเพลงนี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากๆเช่นเดียวกัน คือยังคงมีความเป็นวินอย่างเต็มเปี่ยมแต่ก็มีความใหม่ใส่ลงไปด้วยเหมือนกัน ซึ่งวินยอมรับว่าเพลงนี้ร้องยากมาก ด้วยวัยและการห่างไกลการร้องแบบนี้มานาน ทำให้งานนี้เหมือนต้องกลับมารื้อใหม่ ฝึกฝนทุกวันให้มันเข้าที่ และก็ต้องมีเทคโนโลยีมาช่วยด้วยเล็กน้อยเพื่อให้ฟังแล้วลื่นหูมากขึ้น

ส่วนการเรียบเรียงดนตรีนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจเสียงซินธิไซเซอร์เป็นพระเอกของงานส่วนกีตาร์ก็ตอดเบาๆกำลังดี มีความเท่ เก๋ ส่วนกลอง เบสและองค์ประกอบอื่นก็ถูกเรียงร้อยด้วยกันอย่างลงตัวกลมกล่อม

ที่จริงเพลงนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว โดยวินเป็นคนแต่งขึ้นและค่อยๆพัฒนาร่วมกันกับสิงห์ โดยมีกวินช่วยโปรดิวซ์ให้แต่ด้วยความล้ำของซาวด์ที่กวินทำให้นั้นมีความแตกต่างจากทิศทางดนตรีของสควีซ แอนิมอล ณ เวลานั้น วินและสิงห์จึงรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาและตัดสินใจพักเพลงนี้เอาไว้ก่อน จนในที่สุดก็ได้กลับมาทำใหม่ในวันนี้

เพลงนี้วินแต่งขึ้นมาจากแรงบันดาลใจจากการที่เขาได้เห็นคนรอบข้างฟูมฟายกับความรักที่จากไป ซี่งเค้าได้แต่สงสัยว่าทำไมเราจึงโอบกอดความรักที่เจ็บช้ำราวกลับกำลังกำกุหลาบที่มีหนามแหลมเอาไว้และไม่ยอมปล่อยมันทิ้งไป เพลงนี้จึงเป็นเสมือนการบอกเล่าความรู้สึกของตนผ่านบทเพลงเพื่อที่จะบอกกับทุกคนว่าให้เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปได้แล้ว ทิ้งความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ข้างหลัง เหลือไว้เพียงความทรงจำในชีวิตที่ไม่ว่ามันจะงดงามหรือเจ็บช้ำเพียงใดก็ตาม อย่างไรเราก็ต้องก้าวเดินต่อไป

รอเรื่อยไป รอเมื่อสาย

จะร้องฟูมฟาย หรือร้องโวยวาย

สุดท้ายก็มีแค่เหลือเพียงวันที่ผ่านมา

รักได้ตายไปแล้วครั้งนี้ ยอมรับสักทีจะหนีความจริงได้กี่วัน

วันนี้เขา ไม่อยู่… Love is blind and love is gone

งาน MV ได้ผู้กำกับหญิงมือดีแห่งยุคอย่าง จีน คำขวัญ ดวงมณี มาถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่ไม่อาจทิ้งความรู้สึก ในอดีตเอาไว้ได้ งานนี้ยังคงมาด้วยสีสันที่แสบสันเช่นเคยอันเป็นลายเซ็นของจีน ทั้งการจัดแสงและการคุมสี เรียกได้ว่าเซ้นส์ทางแฟชั่นของเธอยังคงคมคายไม่เปลี่ยน ส่วนนักแสดงที่เล่นในเพลงนี้ก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ จีนใช้แสงและสีสันผสมผสานเซ้นส์ทางแฟชั่นมาประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของเรื่องราวได้อย่างงดงาม

เรื่องราวใน MV ชวนให้นึกถึงคำกล่าวของ William Shakespeare ที่กล่าวเอาไว้ว่า

“The mirror of life shows you woman or man but in the heart of the soul you are neither. This is why love is blind.”

เชิญรับชมรับฟังบทเพลง “Love is blind” ได้เลยครับ

“Love is blind” 

โปรดิวซ์โดย  วิน ศิริวงศ์ , กวิน อินทวงษ์ และ อายุ จารุบูรณะ

เรียบเรียงโดย กวิน อินทวงษ์ และ วิน ศิริวงศ์

เนื้อร้อง ทำนอง กีตาร์ โดย วิน ศิริวงศ์

แซมพลิ่ง กลอง เบส และซินธ์ โดย กวิน อินทวงษ์

ติดตามข่าวสารของ สควีซ แอนิมอล ได้ทาง Sqweez Animal 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

เตรียมตัวสิ้นสุดทางเพื่อน: มาขอเป็นแฟนให้ได้แฟนกันเถอะ!

Published

on

ภาพประกอบจาก gdh

คุณกำลังประสบปัญหา FRIEND ZONE หรือไม่!?

นี่คือชีวิตจริงของคุณหรือเปล่า? คุณมีเพื่อนสาวอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นคนพิเศษของคุณ คุณก็ดูเหมือนเป็นคนพิเศษของเธอ คุณเป็นคนที่เธอโทร.หาทั้งที่ไม่ได้มีธุระอะไร โทร.มาขอให้คุณร้องเพลงให้ฟังหรืออะไรทำนองนั้น คุณคอยอยู่ข้างเธอเมื่อเธอเหงา เธอชวนคุณไปไหนคุณก็ไปโดยไม่เกี่ยงงอน คุณเป็นคนที่คอยจดเลกเชอร์ให้เธอยามที่เธอไม่ได้เข้าเรียน ติวหนังสือให้เธอยามที่เธอเรียนไม่รู้เรื่อง เธอมีปัญหาอะไรก็เอามาให้คุณช่วยแก้ เธอบอกว่าอยู่กับคุณแล้วสบายใจ แต่ก็ยังเที่ยวบอกใครต่อใครว่าคุณเป็นแค่เพื่อนของเธอ


เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจ้า!

อย่างนี้มันไม่ใช่!!

คุณทนกับสถานภาพนี้ของคุณต่อไปไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาต้องข้ามเส้น คุณเลยตัดสินใจหอบกุหลาบช่อใหญ่เข้าไปหาเธอ วันนี้คุณตัดสินใจแล้วว่าเป็นไงเป็นกัน

“เป็นแฟนกับเรานะ” คุณยื่นข้อเสนอให้เธอพร้อมช่อกุหลาบ
“แล้วถ้าเราตอบว่าไม่ล่ะ?” เธอถามกลับ
“ถ้าไม่…ก็…ไม่เป็นไร…เป็นอย่างนี้ต่อไปก็ได้” คุณตอบเธอแบบไม่เต็มเสียง
“เป็นเพื่อนกันก็ดีอยู่แล้วเนาะ” เธอพูด

นั่นไง โดน FRIEND ZONE เต็ม ๆ !

แล้วเธอก็ไปกับผู้ชายอีกคน แล้วผมก็ต้องมานั่งอ่านสเตตัสเฟซบุ๊กจำพวกผู้หญิงใจร้าย โลกนี้ไม่ยุติธรรม ทำไมผู้หญิงชอบคนเลว guนี่ไงผู้ชายที่เหมือนgu และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ผู้ชายหน่ายโลกอย่างผมหน่ายโลกหนักเข้าไปอีก

โอเค ผมเข้าใจ ใคร ๆ ก็รู้ว่าการที่คุณทำอะไรให้เธอมากมายขนาดนี้ มันต้องเป็นแฟนกันแล้ว เพื่อนกันอย่างมากเขาก็แค่ไปดูหนังด้วยกันเป็นหมู่คณะทุกเย็นวันพุธ โทร.หาเวลาจะถามว่าmeungถึงไหนแล้ว (guรออยู่ โปรบุฟเฟต์มันต้อง 4 คนโว้ย!) หรือไม่ก็ซีร็อกซ์เลกเชอร์แจกกันในห้อง

แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหนที่ทำให้คุณไม่สามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้เธอเปลี่ยนแปลงสถานะความสัมพันธ์กับคุณได้ เอาแบบที่ให้คลิกตรงที่ติดกับคำว่า In a relationship with ในหน้าโปรไฟล์เฟซบุ๊กของเธอแล้วมันเด้งขึ้นมาเป็นหน้าโปรไฟล์ของคุณ (ไม่ใช่หน้าโปรไฟล์ของใครก็ไม่รู้!) มันเป็นเพราะว่าเธอสวยเลือกได้ (นั่นเธอเลือกแล้วเหรอ!) เธอรอชายในฝัน (แต่หมอนั่นมันฝันร้ายชัด ๆ !) หน้าตาคุณเหมือนเต้าหู้ (แต่หน้าตาหมอนั่นเหมือนเต้าหู้ถูกเหยียบ!) หรือเพราะอะไร?


guไม่ได้อยากเป็นเพื่อน guอยากเป็นผัว!!


เห็นแล้วอยากทุ่มน้ำแข็งใส่หัวมันโว้ย!

จะออกจาก FRIEND ZONE ได้ ต้องใช้วิชาการเจรจาต่อรอง

มาถึงจุดนี้ คำถามก็คือ อะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผลของการเจรจาต่อรองเป็นอย่างที่คุณต้องการ? อำนาจต่อรองของคุณอยู่ที่ไหน? ใช่คุณค่าของสิ่งที่คุณนำเสนอในการต่อรองหรือเปล่า? เปล่าเลย อำนาจต่อรองของคุณขึ้นอยู่กับทางเลือกที่คุณมีหากการเจรจาต่อรองนั้นไม่ประสบผลสำเร็จต่างหาก พูดอีกอย่างก็คือคุณแคร์มากน้อยแค่ไหนถ้าคุณไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการจากการเจรจาต่อรอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปเดินตลาดนัดคนเดียวแล้วเจอเสื้อยืดที่คุณอยากได้แต่แม่ค้าไม่ให้ราคาที่คุณพอใจ คุณก็มีทางเลือกอื่น เช่นเดินไปซื้อที่อื่น หรือไม่ก็กลับไปใส่เสื้อยืดที่คุณมีอยู่แล้ว เพราะสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ เสื้อยืดที่ไหนก็เหมือนกัน ในกรณีนี้คุณมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าแม่ค้า ทำให้แม่ค้าต้องลดราคาให้คุณจนกว่าคุณจะพอใจ การซื้อขายจึงจะเกิดขึ้น

แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง ถ้าแม่สาวน้อยของคุณบอกคุณว่าอยากกินขนมปังเนยโสด และเจาะจงว่าต้องเป็นขนมปังเนยโสดจากคาเฟ่ขนมหวานร้านหนึ่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ห้ามซื้อของร้านอื่นเด็ดขาดเพราะเธอจะไม่สามารถถ่ายรูปอวดเพื่อนในไอจีได้ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลำบากตรากตรำไปซื้อให้เธอและแน่นอนว่าแม่ค้าจะโขกเอาเงินจากคุณเท่าไหร่ก็ได้ แล้วคุณก็จะได้แต่บ่นกระปอดกระแปดว่าทำไมต้องลำบากขนาดนี้ ขนมปังเนยสดที่ไหน ๆ มันก็เหมือนกันไม่ใช่เรอะ!

เด้งเข้ามาพร้อมกันเลย ช่วยบอกมนุษย์ติดรีวิวอย่างผมทีครับว่าผมควรไปทางไหนดี!?

กลยุทธ์วุ่นวายเยิ่นเย้อเว้ย จะให้ทำยังไงก็พูดมา รีบ!

โอเคครับ ใจเย็น ๆ ใกล้ถึงแล้วครับ

เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างที่ผมยกมาแล้ว เมื่อคุณจะทำการเจรจาต่อรอง ยุทธวิธีที่คุณควรจะใช้มีอยู่สองวิธี

วิธีแรกคือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากลูกค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “เคยเห็นร้านอื่นขายถูกกว่านี้นี่นา” “ไปดูร้านอื่นก่อนดีกว่า” “ถ้าไม่ได้ราคานี้ก็ไม่เอา” เป็นต้น

วิธีที่สองก็คือการทำให้คู่เจรจาของคุณเชื่อว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วถ้าการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ประโยคที่เราได้ยินบ่อย ๆ จากแม่ค้าในการต่อรองราคาสินค้าก็เช่น “ไม่มีร้านไหนให้ถูกกว่านี้หรอกค่ะ” “มีร้านหนูร้านเดียวที่มีแบบนี้นะคะ” “แบบเก่ามันเชยไปแล้วล่ะคุณ” เป็นต้น

กลับมาที่ปัญหาของคุณที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น สาเหตุที่ทำให้การเจรจาต่อรองของคุณกับเธอไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คุณต้องการก็คือ สถานการณ์ปัจจุบันมันชัดเจนว่าคุณไม่มีทางเลือกอื่นเมื่อการเจรจาต่อรองไม่ประสบผลสำเร็จ ในใจเธออาจจะคิดว่าต่อให้เธอไม่รับข้อเสนอของคุณ เธอก็ยังไม่เสียอะไรไป ยังไงคุณก็ยังอยากเจอหน้าเธอทุกวัน อยากได้ยินเสียงของเธอก่อนนอนทุกคืน อยากให้เธอส่งข้อความให้ อยากไปไหนมาไหนกับเธอสองต่อสอง อยากทำทุกอย่างที่คุณทำได้เพื่อให้เธอมีความสุข (นั่นก็แปลว่าเธอยังมีทางเลือกที่จะไม่เลือกคุณ) เมื่อเธอคิดเช่นนี้แล้ว ข้อเสนอของคุณก็ไม่มีความหมายให้เธอต้องมาใส่ใจ

ได้เวลาดำเนินยุทธวิธี

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ? จากสองยุทธวิธีที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น วิธีที่คุณอาจจะใช้ได้ก็มีดังต่อไปนี้

สเต็ปแรก: ปูทางมาอย่างนุ่มนวล

สเต็ปแรกก็คือ ตลอดเวลาที่คุณคบกับเธอเป็น “เพื่อน” คุณต้องทำให้เธอเชื่อว่าคุณยังมีทางเลือกอื่นอีกมาก ต่อให้คุณขาดเธอไปคุณก็ไม่เป็นอะไร คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการลองพูดคุยหรือออกเดตกับผู้หญิงคนอื่นดูบ้าง หากิจกรรมอย่างอื่นทำในเวลาว่างของคุณ เวลาเธอไลน์หรือเฟซบุ๊กมาก็ปล่อยให้เธอเห็นว่าคุณอ่านแล้วทิ้งไว้บ้าง ทอดไข่เจียวให้เสร็จปิดแก๊สให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาตอบก็ได้ ไม่ต้องรีบตอบทันทีทันใด เวลาเธอขออะไรคุณก็ไม่จำเป็นต้องจัดเต็มให้เธอตลอด อย่างที่ภาษาไทยเขาเรียกว่าอย่าทำตัวเป็นของตาย (มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่าทำไมผู้หญิงถึงเลือกผู้ชายเจ้าชู้หรือผู้ชาย “เลว ๆ” เป็นแฟน และทำไมผู้ชายดี ๆ ถึงไม่มีแฟนกับเขาสักที)

ไม่ใช่ว่าคุณทำธุระอยู่พม่า พอเธอโทร.หาคุณแล้วบอกว่าให้มาหาที่มาเลเซีย คุณก็รีบบึ่งตรงไปทันที อย่างนี้ไม่เอา!

สเต็ปที่สอง: ส่งสัญญาณให้เธอรู้ เตรียมปล่อยท่าไม้ตาย

สเต็ปที่สองคือ ก่อนที่คุณจะไปยื่นข้อเสนอกับเธอ ให้คุณเปรยให้เพื่อน ๆ ของคุณและเพื่อน ๆ ของเธอฟังจนไปเข้าหูของเธอว่า คุณกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต อย่างเช่นคุณเพิ่งได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาลเกาหลีเหนือให้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกสาขาการทำหมูกระทะและการจัดการเลือกตั้งให้เป็นประชาธิปไตย แต่คุณยังลังเลอยู่ว่าจะรับทุนดีหรือไม่ เพราะคุณยังอยากอยู่ใกล้ ๆ เธออย่างนี้ต่อไปมากกว่าและหวังว่าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอจะ “พัฒนา” ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แต่ถ้าสถานภาพความสัมพันธ์ของคุณกับเธอยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก คุณก็คงจะลืมทุกอย่างและออกเดินทางไปตามเส้นทางของคุณ วิธีการนี้อาจทำให้สุดท้ายแล้วคุณต้องแพ็คกระเป๋าขึ้นรถไฟไปเปียงยางจริงๆ (เพราะกลัวเสียหน้าหรือเพราะตั้งใจจะเอาความรู้กลับมาพัฒนากิจการที่บ้านก็แล้วแต่) แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นว่าคุณคู่ควรจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการแล้วล่ะก็ คุณควรจะลงมือ เพราะในการเจรจาต่อรองใด ๆ ก็แล้วแต่ การยื่นข้อเสนอโดยไม่สร้างอำนาจต่อรองนั้นไม่มีความหมายแต่แรกอยู่แล้ว

สเต็ปสุดท้าย: ยื่นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ

สเต็ปสุดท้าย เมื่อคุณถือช่อกุหลาบเข้าไป ก็ขอให้ทำตัวสบาย ๆ อย่าแสดงอาการประหม่าให้เห็นได้เด็ดขาดว่านี่คือเดิมพันเดียวที่คุณมี ประหนึ่งโลกทั้งใบจะพังลงไปตรงหน้าถ้าเธอไม่รับข้อเสนอของคุณ คุณต้องทำให้เธอรู้สึกให้ได้ว่าคุณพร้อมที่จะหายไปจากชีวิตของเธอได้สบาย ๆ ถ้าเธอเห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณทำเพื่อเธอมาทั้งหมดแล้วล่ะก็ เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับข้อเสนอของคุณ

ยังไงก็ขอให้ได้ขอให้โดนนะครับ แต่สำหรับใครที่พลาดเข้าไปติดอยู่ในเฟรนด์โซนแล้ว ไม่รู้จะออกยังไง ผมขอเสนอให้คุณหาเวลาไปชมภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน โดย gdh ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหาทางออกจากเฟรนด์โซนได้ก็ได้นะครับ ^_^

อ่านรีวิวภาพยนตร์เรื่อง Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ของเราได้ที่นี่ครับ

*ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก gdh

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“6 สิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ใน Avengers: Endgame

Published

on

Avengers: Endgame ใกล้จะเข้าฉายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งแฟน ๆ ต่างตั้งคำถามว่า บทสรุปของ Marvel Cinematic Universe Phase 3 จะเป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเพื่อเรียกระแสจากผู้ชม และตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์จาก 2 ผู้กำกับ พี่น้องรุสโซ ว่า Avengers: Endgame อาจมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะดำเนินเรื่องให้สู่บทสุดท้ายของภาพยนตร์โดยสมบูรณ์

เรามาดู 6 เหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ Avengers: Endgame กลายเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของ Marvel Cinematic Universe และเป็นการส่งไม้ต่อไปยัง Phase 4 ต่อไป

1. Captain America และ Iron Man สงบศึกกัน

Captain America และ Iron Man เป็น 2 ตัวละครหลักของแฟรนไชส์ MCU มากนานถึง 10 ปี ถึงแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยเกลียดกันเลยจริง ๆ

นับจากเกิดความขัดแย้งใน Captain America: Civil War แล้วนั้น 3 ต่อมาใน Avengers: Infinity War ทั้ง 2 คน ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย และนั่นหมายความว่า Avengers: Endgame จะเป็นการขมวดปมให้ทั้ง 2 ตัวละคร ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน

2. Thanos ต้องตาย

ถึงแม้ว่า Thanos จะทำในสิ่งที่ตัวร้ายน้อยคนนักใน MCU (Marvel Cinematic Universe) จะทำได้สำเร็จ แต่เพื่อให้ MCU เดินหน้าต่อไปได้ และเพื่อให้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของ Thanos ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมต่อไป การที่จะเลือกให้ Thanos ต้องสลายหายไปก็อาจเป็นการปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น

3. จักรวาลต้องได้รับการแก้ไข

ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อไปหลังจาก Avengers: Endgame แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์หรือสมดุลอย่างที่ Thanos เฝ้าหวัง แต่มันก็คือธรรมชาติของทุกสิ่ง

ทฤษฏีที่แฟน ๆ ค่อนข้างมั่นใจมากที่สุดคือ การย้อนเวลากลับไปช่วง Avengers ภาคแรก เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้น Marvel Studios ก็ยังมิได้เปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด

4. เกิดอะไรขึ้นกับคนที่สลายหายไป …ต่อไป

แฟน ๆ จำนวนมากเชื่อว่า ผู้ที่สูญสลายไปเป็นฝุ่นใน Avengers: Infinity War จะกลับมามีชีวิตตามปกติอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นอาจไปอยู่ใน Soul Stone

ถ้าหากทีม Avengers สามารถลบล้างสิ่งที่ Thanos ทำไปแล้วได้จริง (หมายถึงการล้างชีวิตครี่งหนึ่งของทั้งจักรวาล) มันก็จะตอบโจทย์สำคัญของ Avengers: Endgame ได้เป็นอย่างดี

5. บอกลาตัวละครที่คุ้นเคยมานานถึง 10 ปี

ชัดเจนแล้วว่า ตัวละครบางตัวจะบอกลาไป หลังจาก Avengers: Endgame ได้จบสิ้นลง และนั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องจะเป็นการบอกลาตัวละครที่อยู่ร่วมกับแฟรนไชส์นี้มานานถึง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Captain America (คริส อีแวนส์), Iron Man (รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) และ Thor (คริส เฮมสวอร์ธ)

6. ปูทางต่อไปยัง Phase 4

เมื่อ MCU Phase 3 ได้สิ้นสุดลงที่ Avengers: Endgame สิ่งที่ผู้สร้างจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ การปูทางในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยัง Phase 4 ซึ่งอาจประกอบไปด้วยสมาชิกใหม่ของทีม Avengers และตัวร้ายชุดใหม่

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงทฤษฏีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์สำคัญที่ควรเกิดขึ้นใน Avengers: Endgame โดยอ้างอิงจากรายงานและข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นจริงมากน้อยเพียงไรนั้น ต้องรอพิสูจน์ในวันที่ 24 เมษายน 2019 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!