“ป๋าเต็ดทอล์ก” EP.4 ตัวตน ความคิด และจิตใจของ “โอ๊ต ปราโมทย์”ผู้มีความตลกแบบหยาบคายเป็นลายเซ็น

“คนตลกแต่หยาบคาย”  “คนขยันและกล้า” “คนจริงจังกับความสัมพันธ์” และ “คนเปราะบาง” นี่คือสี่สิ่งที่บ่งบอกความเป็นผู้ชายหุ่นหมีอารมณ์ดี “โอ๊ต ปราโมทย์”

 ทั้ง ๆ ที่จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงของเขาคือ “การร้องเพลง” แต่หลายคนอาจรู้จักเขาในบทบาท “พิธีกร” อารมณ์ฮา ทะลึ่งผสมหยาบคาย ที่ถูกใจใครหลาย ๆ คนแต่ก็มีบางคนที่ไม่ถูกใจและฝากคำด่ามาทางโลกโซเชียลเช่นกัน

จริง ๆ แล้วโอ๊ตเป็นคนยังไง ตัวตนของเขาเป็นเช่นไร

ป๋าเต็ดทอล์กในตอนนี้จะพาเราไปสัมผัสกับเรื่องราวเบื้องลึก ตัวตน ความคิดและจิตใจของผู้ชายคนนี้ “โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน” ผู้มีความตลกแบบหยาบคายเป็นลายเซ็น

[บทความนี้เรียบเรียงจาก “ป๋าเต็ดทอล์ก SEASON 3 EP.4 ความเป็นโอ๊ต ปราโมทย์”]


ความหยาบคายของโอ๊ต ปราโมทย์


“โอ๊ตใช้คำหยาบคายเป็นอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ขันที่ใช้สมองน้อยที่สุด”

  • โอ๊ต ปราโมทย์เป็นคนที่อ่านทุกคอนเมนต์ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม โดยเฉพาะข้อความที่คอนเมนต์รุนแรงทำร้ายใจเขาจะทำการแคปเก็บเอาไว้ ไม่ใช่เพื่อไปทำลายคนที่ว่า แต่เก็บไว้เพื่อเตือนใจตนเองว่า “หนักขนาดนี้มึงยังผ่านมาได้เลย ทำไมวันนี้มึงเจอคอมเมนต์อื่นสบาย ๆ มึงผ่านไม่ได้วะ”
  • ก่อนที่ความ “ตลกและหยาบคาย” จะกลายมาเป็นจุดเด่นของ “โอ๊ต ปราโมทย์” เขาใช้เวลากว่า 10 ปี กับการเป็นศิลปินและนักร้องไกด์ในสังกัด จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่ไม่มีซิงเกิลเป็นของตัวเอง มีงานจ้างโดยเฉลี่ยเพียง 5 งานต่อปี จนเกือบตัดสินใจหันหลังให้กับวงการบันเทิง และกลับไปทำธุรกิจร่วมกับครอบครัว จนเมื่อโอ๊ตได้เริ่มต้นรายการ “Paloy’s Diary (The Driver ในปัจจุบัน)” ชีวิตในวงการของเขา จึงเสมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
  • ในช่วงสุญญากาศของชีวิต โอ๊ตกำลังจะหมดสัญญากับแกรมมี่ ไม่มีงาน มองไม่เห็นอนาคต ไม่มีอะไรจะเสีย เขากำลังจะตัดสินใจถอยหลังจากวงการ แต่ได้เพื่อนสนิทคือ พิชญ์ และ พลอย (พลอย หอวัง) ซึ่งพูดให้กำลังใจว่าโอ๊ตนั้นเป็นคนที่มีความสามารถ เลยได้เริ่มต้นโพรเจกต์ที่กลายมาเป็น The Driver ในปัจจุบัน
สามเพื่อนซี้ “โอ๊ต-พิชญ์-พลอย”
  • ด้วยความที่ไม่มีอะไรจะเสีย โอ๊ตเลยบอกกับพลอยว่า งานนี้ขอเป็นตัวเอง จะไม่มาทำตัวเรียบร้อย ครับครับ แต่จะขอ “หยาบ” ในแบบของตัวเองเลย ซึ่งพอปล่อยออกมาตอนแรก (แขกรับเชิญคือ Pex วง Zeal) ก็เป็นที่ถูกใจผู้ชมตั้งแต่ตอนแรกเลย จากหมื่นวิวก็เติบโตไปสู่ล้านวิวในที่สุด จากนั้น “ความหยาบคายแบบโอ๊ต ปราโมทย์” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

  • หลังจากนั้นมีความรู้สึกสองอย่างเกิดขึ้นกับโอ๊ต ความรู้สึกแรกคือ “รู้สึกคูล” เนื่องจากมีแต่เสียงชื่นชม และไม่มีใครด่าเรื่องการใช้คำหยาบของโอ๊ตเลย โอ๊ตเลยรู้สึกผยองใจว่าตนเองจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ในขณะเดียวกันความรู้สึกที่สองคือ “ความกังวล” ที่นอนซ่อนตัวอยู่ภายใน โอ๊ตกำลังกังวลว่าผู้ชมเค้าจะโอเคจริงมั้ยกับสิ่งที่เขาทำลงไป
  • โอ๊ตเหมือนอาศัยอยู่ในโลกสีเทา จุดตรงกลางระหว่างความถูกหรือผิด แต่โอ๊ตนั้นจะมี “กฎในการหยาบ” ของตัวเองอยู่คือ จะใช้มันกับคนใกล้ตัว เพื่อนฝูง หรือแขกรับเชิญที่รู้อยู่แล้วว่าจะมาเจออะไร และทุกครั้งที่จบงานโอ๊ตก็จะขอโทษขอโพยทุกคนเสมอ สิ่งหนึ่งที่การันตีก็คือโอ๊ตไม่เคยมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนร่วมงานหรือแขกรับเชิญเลย นอกจากนี้เวลาที่เขาพูด โอ๊ตจะพูดไปไม่มียั้งแต่เมื่อใดที่มีคำที่เกี่ยวข้องกับ “เครื่องเพศ” โอ๊ตจะขอให้ทีมงานเซนเซอร์ทุกครั้ง
  • การ “ล้ม” ครั้งใหญ่ของโอ๊ตเกิดขึ้นในตอนทำรายการ “คนหน้าหมี” และ “The Driver ตอน BNK48” สำหรับคนหน้าหมีสิ่งที่โอ๊ตทำนั้นโดนเข้าข่ายกรณี “การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment)” เพราะตอนนั้นโอ๊ตเองก็ยังไม่รู้ว่าเส้นแบ่งของการเล่นที่ควรไม่ควรนั้นมันอยู่ระดับไหน อีกครั้งยังมีกระแสของการต่อต้านการคุกคามทางเพศที่กำลังแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้กรณีนี้ของโอ๊ตถูกพูดถึง จนขนาดคลิปรายการถูกนำไปเป็นตัวอย่างสกู๊ปข่าวทางโทรทัศน์ ส่วนกรณีของ “The Driver ตอน BNK48” ก็โดนในเรื่องของการใช้คำหยาบคาย ซึ่งโอ๊ตนั้นใช้กับพิชญ์แต่ภาพตัดสลับไปที่หน้าของน้อง ๆ BNK จึงทำให้ซับไตเติลที่เป็นคำเกี่ยวกับ “เครื่องเพศ” ปราฏขึ้นตรงกับภาพน้อง ๆ พอดีจึงกลายเป็นเรื่องขึ้นมา คนเลยแคปภาพตรงนั้นแล้วนำมาแชร์ต่อจนกลายเป็นกระแสโจมตีโอ๊ต ปราโมทย์ในที่สุด

  • การคุกคามทางเพศนั้นเป็นประเด็นอ่อนไหว และควรต้องระมัดระวังซึ่งโอ๊ต ปราโมทย์เข้าใจตรงจุดนี้ดี เขายกตัวอย่างเช่น ในระหว่างสัมภาษณ์หากสายตาของเขาเผลอไปอยู่ตรงระดับหน้าอกของแขกรับเชิญ หรือ มีการแตะเนื้อต้องตัวกันนั่นก็สามารถมองว่าเป็นการคุกคามทางเพศได้ แต่หากทำด้วยความไม่คิดอะไรและแขกรับเชิญเข้าใจนั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ซึ่งโอ๊ตจะมีระดับมาตรฐานของตัวเองที่จะไม่ข้ามเส้นการไม่คิดอะไรให้กลายเป็นความจงใจที่จะคุกคามเด็ดขาด
  • ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกถามและโอ๊ตมีโอกาสบอกในสิ่งที่คิดออกไป ในประเด็นเรื่องเส้นของความอ่อนไหวในการคุกคามทางเพศ ซึ่งหลายครั้งไม่ตรงกันระหว่างโอ๊ตและผู้ชมบางกลุ่ม หลายครั้งที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณีปัญหาโอ๊ตเลือกที่จะเงียบและไม่ตอบอะไร แต่เก็บทุกคำคอมเมนต์มาศึกษาและปรับปรุงในครั้งต่อไป อะไรที่เกิดความไม่พอใจครั้งหน้าเขาจะไม่ทำอีก โอ๊ตให้คำตอบในประเด็นนี้ว่า รายการของเขาคือพื้นที่ของเขา ใครที่เข้ามา subscribe นั่นคือคนที่เข้าใจในมาตรฐานที่โอ๊ตเช็ตไว้ พวกเขาก็จะรับได้ในสิ่งที่โอ๊ตทำ แต่ผู้ชมภายนอกที่แวะเข้ามาดูและพบเห็นก็อาจเกิดความไม่พอใจได้ ซึ่งเขาก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นและเลือกที่จะไม่ชมรายการของโอ๊ต

 

“ให้ตายยังไงก็โดนด่าป๋า คือ วันนึงรายการป๋าก็อาจจะโดนด่าในทางใดทางนึงที่เราอาจจะระมัดระวังเต็มที่แล้ว เพราะเราเป็นคนทำงาน ทำ content คนที่ไม่เคยโดนด่า คือคนที่ไม่ทำ here อะไรซักอย่างเลย”

 

  • โอ๊ตบอกว่ามันอาจจะเป็นสิ่งไม่ดีที่คิดว่า “คนเหล่านั้น (ที่ก่นด่าว่าเขา) ทำในสิ่งที่เขาทำ ได้ดีไม่ถึงครึ่งของเขาเสียด้วยซ้ำ”แต่ถึงอย่างนั้นความคิดนี้ก็ช่วยทำให้โอ๊ตสามารถข้ามผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้โดยที่ไม่ต้องจมอยู่กับมันและยังยืนหยัดทำในสิ่งที่เขารู้ดีว่า “กำลังทำอะไรอยู่”
  • โอ๊ตจะกด like ทุกคอมเมนต์ที่ด่าเพื่อที่จะบอกให้เขารู้ว่า “กูรับรู้แล้ว และกูจะพยายามทำให้มันดีขึ้น”
  • ส่วนในกรณีที่ด่าแบบสาดเสียเทเสียโอ๊ตก็เคยมีความรู้สึกอยากที่จะ “ตอบโต้” บ้างเหมือนกัน แต่สุดท้ายเขาก็มองว่าการตอบโต้ไปนั้นไม่ได้อะไรมีแต่จะเสียกับเสียเท่านั้น

 

“เรารู้ว่าเวลาทำไปมันอาจจะสะใจแค่ตอนพิมพ์และกด enter ส่งไป แต่หลังจากนั้นมันอาจจะส่งความฉิบหายกลับมาก็ได้ สุดท้ายผมก็ทำเหมือนเดิมคือกด like”

 

  • ซึ่งในทางหนึ่งการที่โอ๊ตกด like แม้กระทั่งคนที่ด่าสาดเสียเทเสียก็เหมือนเป็นการปักหมุดเอาไว้ให้เขาเหล่านั้นได้หันกลับมามองในสิ่งที่เคยทำไว้ หากเวลาผ่านไปโอ๊ตได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว คนเหล่านั้นอาจจะได้หันกลับมามองและรู้สึกว่าในวันนั้นไม่ควรด่าว่าโอ๊ตแบบสาดเสียเทเสียขนาดนั้นเลยก็เป็นได้
  • ในช่วงที่มีปัญหาโอ๊ตเคยไปปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างมากนั่นคือ การเปรียบเทียบว่าการคอมเมนต์ในโลกโซเชียลนั้นเหมือนกับการขับรถ เวลาเราขับรถเรามักก่นด่าคนบนท้องถนนโดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งที่ในเวลาปกติไม่เคยทำ เช่นเดียวกันกับในโลกออนไลน์ที่เราสามารถด่าว่าใครก็ได้โดยไม่กลัวว่าจะไปกระทบจิตใจเขาเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าทั้งการขับรถและการเล่นโซเชียลมันมี ”เส้นกั้นไว้” อยู่ มันมีความห่างระหว่างบุคคล ไม่ได้มาเผชิญหน้ากัน “ซึ่ง ๆ หน้า” เพราะฉะนั้นทางออกที่ดีก็คือ “ให้มองมันเป็นเรื่องปกติ ให้ปล่อยวางกับมัน และมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน”


ความสัมพันธ์และความรัก ของ โอ๊ต ปราโมทย์


  •  อีกหนึ่งดราม่าในชีวิตของโอ๊ตคือการเลิกรากับคนรัก ในเดือนพฤศจิกายน 2561 การเลิกราของโอ๊ต ปราโมทย์กับอดีตคนรัก เป็นที่พูดถึงอย่างมากในสื่อต่าง ๆ อีกทั้งยังเกิดกระแสในโลกออนไลน์มากพอสมควร #หมดPASSION กลายเป็น Hashtag ยอดนิยม ที่ทั้งสื่อและใครหลายคนต่างใช้พูดถึงโอ๊ต ปราโมทย์ในช่วงเวลานั้น
  • ความสัมพันธ์ระหว่างโอ๊ตและอดีตคนรักเป็น “ความสัมพันธ์ 10 ปี” ที่ในวันนี้ถึงแม้จะเลิกรากันไปในฐานะ ”คนรัก” แต่ก็ยังเป็น “เพื่อนรัก” ที่ยังคอยห่วงหาอาทร เป็นห่วงเป็นใยกันอยู่เสมอ ส่วนช่วงเวลาของการเลิกราเมื่อปีกว่า ๆ ที่ผ่านมานั้น โอ๊ตบอกว่าเก็บมันไว้เตือนใจว่ามันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของเขามากแค่ไหน และในวันนี้ทั้งคู่ยังสามารถนั่งหัวเราะให้กับเรื่องราวที่ผ่านมาได้อยู่เลย
โอ๊ตและกิ้น ชาลิสา อดีตคนรัก
  • ส่วนคนอื่น ๆ ที่เข้ามารับรู้เรื่องนี้และก่นด่าเขาในโลกออนไลน์นั้น โอ๊ตคงไม่สามารถไปอธิบายอะไรกับเค้าได้ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของคนสองคน แต่โอ๊ตก็ได้บอกเอาไว้ว่า

 

“ถ้าจะให้แฟร์กับผมนะครับป๋า ผมก็จะถามทุกคนว่าทุกคนมีเพื่อนรึเปล่า และเพื่อนของคุณเคยเลิกกับแฟนมั้ย วันที่เพื่อนคุณเลิกกับแฟนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เพื่อนคุณนอกใจ เพื่อนคุณไม่ดี หรืออะไรก็ตาม เพื่อนคนนั้นยังเป็นเพื่อนคุณรึเปล่า ถ้าเพื่อนคนนั้นยังเป็นเพื่อนคุณ ผมก็ยังเป็นเพื่อนคุณเหมือนเดิม”

 

  • หลายครั้งการเป็น “คนสาธารณะ” หรือ “คนของสังคม” อาจถูกคาดหวังจากสังคมว่าเราต้องเป็น ”แบบอย่างที่ดี” ซึ่งเรื่องนี้โอ๊ตมองว่าถ้าเป็นกลุ่มแฟนคลับที่คอยติดตามผลงานและได้เข้ามาสัมผัสตัวตนของเขานั้นก็จะเข้าใจในความเป็นโอ๊ต ส่วนคนอื่น ๆ เขาอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสถึงตัวตนของเขาเสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินว่าเขาเป็นคนเช่นไร มีหลายครั้งที่เด็ก ๆ มาขอถ่ายรูปด้วยและให้โอ๊ตทำตัวหยาบคายเช่นโชว์นิ้วกลางอะไรแบบนี้ ซึ่งโอ๊ตก็ทำให้แต่จะบอกกับเด็กเหล่านั้นทุกครั้งว่าอย่าเอาด้าน here ของเขาเป็นแบบอย่าง เขายังมีด้านดี ๆ อื่น ๆ อีก เช่นเขาร้องเพลง เล่นกีฬา ขยันและกตัญญู หากอยากจะชอบเขา ยึดเขาเป็นแบบอย่างให้เอาด้านดี ๆ พวกนี้

 

“ไอ้เรื่องความหยาบคายนี่มันเป็น…ตัวตนของเรานะ แต่มันก็ยังมีเลเยอร์อื่น ๆ ให้มองได้อีก ผมจะบอกกับเด็ก ๆ เสมอว่า กู here นะ แต่มึงอย่า here เหมือนกูนะ อะไรที่มึงทำได้ก็ทำ ทำในสิ่งดี ๆ”

 

  • ในช่วงที่ประสบปัญหา โอ๊ตก็ได้แฟนคลับที่น่ารักคอยให้กำลังใจ ทำคลิปโพสต์ลงโซเชียลและแท็กโอ๊ตและคอยติดตามไปให้กำลังใจเสมอ ในช่วงนั้นโอ๊ตรู้สึกดาวน์มาก ๆ เขาปิดกั้นตัวเองออกจากสังคมทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ โอ๊ตไม่รู้เลยว่าในเวลานั้นยังมีคนรักเขาอยู่ไหม รู้สึกอย่างไรกับเขาบ้าง เพราะคอมเมนต์ที่ได้มันมีแต่คำด่า คำถากถาง เวลาเดินในห้างก็ต้องเดิมก้มหน้า ไม่กล้ามองใคร เพราะไม่รู้ว่าใครเขาจะคิดยังไง พอมีคนมาขอถ่ายรูปก็ยอมถ่ายให้ แต่สุดท้ายคนก็เอาไปโพสต์และแท็กเขาพร้อมกับแคปชั่นด้วยข้อความที่คนเค้าใช้ล้อโอ๊ตกันเช่น “ชีวิตยังไม่หมดแพสชันนะครับ” ทำเป็นเรื่องสนุกไป ยิ่งทำให้เขาเสียใจและไม่แน่ใจในความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเขาเข้าไปใหญ่ การที่แฟนคลับทำคลิปให้และเข้ามากอดโอ๊ตในช่วงเวลาของปัญญา จึงเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุดสำหรับเขาเลย นอกจากนี้ก็ยังมีเพื่อนสนิทในวงการที่คอยให้กำลังใจทั้งป๊อป ปองกูล, พลอย พิชญ์, เป๊ก ผลิตโชค, เป๊ก เปรมณัช ซึ่งช่วยให้โอ๊ตสามารถผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

“ถ้าวันที่มันดีขึ้น ได้มองย้อนกลับไป สุดท้ายคนที่รักเราก็อยู่รอบ ๆ เรา พอเราหันไปมองมันก็จะเจอตลอด อย่าไปเอาคนที่ไม่รักเรามาทำให้เราเจ็บปวด”

 

  • ถึงแม้จะไม่เคยคิดขนาดฆ่าตัวตาย แต่เรื่องร้ายนี้ก็ทำให้โอ๊ตเจ็บปวด แต่บนความเลวร้ายมันก็ยังมีความงามของชีวิตซ่อนอยู่ ในวันที่โอ๊ตไปหาจิตแพทย์เขาก็ได้พบกับอดีตคนรักที่ไปหาจิตแพทย์ด้วยเช่นกัน โรงพยาบาลเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกันราวกับเป็นฉากในละครหลังข่าว ในช่วงเวลานั้นได้ทำให้โอ๊ตได้คุยกับอดีตคนรักว่าทั้งคู่กำลังจะผ่านช่วงเวลานี้ไป ขอให้มันเป็นโมเมนต์ (ที่ไม่ดี) ที่ทั้งคู่จะจดจำมันไว้และจากนี้ไปทั้งคู่จะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
  • ในทุกวันนี้โอ๊ตยังมองว่า “ความรักยังคงสวยงาม” อยู่แต่เป็นความสวยงามที่เผื่อแผ่ไปถึงคนรอบข้าง คนรอบตัว ไม่ว่าจะเพื่อน พนักงาน หรือครอบครัว จากเหตุการณ์ที่ผ่านมามันได้ทำให้โอ๊ตกลัวที่จะมีความรักครั้งใหม่ เพราะเวลาโอ๊ตอยู่ในห้วงรักเขาจะอินกับมันมาก พอเวลามัน fail เขาก็จะ fail กับมันมาก จนทำให้ไม่มีสมาธิที่จะทำอะไร ไม่มีใจจะทำงาน เวลาเห็นพนักงานที่กำลังรองานจากเขาอยู่มันยิ่งทำให้เสียใจ
  • โอ๊ตเจอคนมากมายในชีวิต แต่คนที่จะมาเป็นเพื่อนจริง ๆ นั้นกลับมีไม่มาก เพราะโอ๊ตจะต้องมั่นใจก่อนว่าคนคนนั้นรักเขาจริง เพราะเวลาเขารักใครแล้วเขาทุ่มให้หมดใจอยากได้อะไรให้หมด เพราะฉะนั้นถ้าเขารักเรา เรารักเขา เราก็เป็นเพื่อนกันได้

 

“เพื่อนผมดีทุกคน เพื่อนผมน่ารักทุกคน ก็เลยทำให้เราผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ เหล่านั้นไปได้”

 


ความเปราะบางและความอ่อนไหวของโอ๊ต ปราโมทย์


 

  • การเงิน การงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และ ความสุขส่วนตัว โอ๊ตให้ “ครอบครัว” มาเป็นอันดับแรก พ่อกับแม่ของโอ๊ตแยกทางกัน บาดแผลในตอนนั้นได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนในครอบครัว แต่ทุกวันนี้ลูกชายทั้งสี่ยังคงดูแลคุณพ่อโดยแวะเวียนไปหาท่านอยู่เสมอ ส่วนคุณแม่นั้นภาพที่โอ๊ตเห็นมาโดยตลอดตั้งแต่เด็กคือคุณแม่ทำงานหนักไม่เคยหยุดเลย จะหยุดก็ต่อเมื่อล้มป่วยลงเท่านั้น ส่วนตัวโอ๊ตเองก็ทำงานมาตลอด ส่วนพี่ชายทั้งสองที่อายุห่างกับโอ๊ตอย่างมากก็มีความห่างทางช่วงวัยเลยไม่ค่อยได้ดูแลกันเท่าไหร่ พี่ชายทั้งสองอยู่ในวัยทำงาน โอ๊ตกับน้องที่ยังเด็กอยู่ก็เลยเหมือนแยกกันใช้ชีวิตเป็นคู่ ๆ ทำให้ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาลูก ๆ ทั้งสี่ไม่ค่อยได้มีเวลาคุยกันหรือไปไหนมาไหนด้วยกัน จะมีก็แต่วันเกิดของแม่ที่ทุกคนจะกลับมารวมตัวทานข้าวด้วยกัน ในวันนี้ที่โอ๊ตเติบโตขึ้นโอ๊ตเริ่มรู้สึกว่าครอบครัวนั้นสำคัญ เขาเริ่มพูดคุย แชร์ความรู้สึกและเรื่องราวต่าง ๆ กับพี่น้อง เริ่มสังเกตว่าใครชอบอะไรและซื้อของเหล่านั้นให้เป็นของขวัญ เริ่มกลับมาดูแลและใกล้ชิดกันมากขึ้น สิ่งที่ได้กลับมาคือความอิ่มเอมที่เติมเต็มวัยเด็กที่โอ๊ตเห็นแม่ทำงานและตัวเองก็ทำงานมาโดยตลอด
  • ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีความห่างไกลกันในครอบครัวแต่โอ๊ตก็ไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นเด็กที่มีปัญหาเลย

“คำว่ามีปัญหามันเป็นแค่ข้ออ้าง ข้ออ้างที่จะทำความผิด และใช้สิ่งนี้เพื่อที่จะบอกกับคนอื่นว่า ‘กูเป็นเด็กมีปัญหานะ’”   

“สุดท้ายแล้วตัวเราจะดีไม่ดีมันอยู่ที่ตัวเอง อย่าโทษอย่างอื่น อย่างโทษครอบครัว อย่าโทษสังคม อย่าโทษอะไร เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ดี คิดให้ดีทำให้ดี”

 

  • ดูภายนอกแล้วเหมือนโอ๊ต ปราโมทย์จะเป็นคนที่เข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วเขาเปรียบตัวเองเหมือนกับ “ไข่” คือ “แข็งนอกเหลวใน” และเปลือกไข่นั้นก็ดูแข็งแต่เปลือกแต่แท้จริงแล้วเปราะบางมาก แค่กะเทาะไปเบา ๆ ก็พร้อมที่แตกไหลออกมาได้ทันที
  • โอ๊ตร้องไห้ไม่บ่อย ร้องไห้ครั้งล่าสุดตอนเรื่องข่าว และโทรไปคุยกับคุณแม่ อีกครั้งคือตอนนั่งกินเหล้ากับว่าน ธนกฤต ตอนนั้นว่านบอกว่าโอ๊ตเหมือน “แป้งเปียก” ที่อยู่ตรงกลางและดึงทุกคนเข้าหากัน ยึดทุกคนไว้ด้วยกัน

“ผมอยากให้มันเป็นแบบนั้น เพราะว่าในวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว เพื่อนที่ไม่ได้มีงาน เราพยายามให้ทุกคนได้โตไปด้วยกัน เพราะว่าผมอยากเห็น ‘6212’ ในเจเนอเรชันเรา ว่าน ป๊อป โอ๊ต ออฟ เป็กผลิต เป๊กซีล เป๊กเปรม ใครก็ตามที่มันอยู่รอบ ๆ เราแล้วโตไปด้วยกัน แล้วในวันที่เราอายุ 40-50 แล้วมาจัดคอนเสิร์ตด้วยกัน”

 

พอพูดไปเท่านั้นโอ๊ตก็น้ำตาไหลพรากออกมา

 

  • นอกจากนี้โอ๊ตก็ยังเคยร้องไห้ตอนประชุมกับพนักงาน เพราะรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่ทำไมวันนี้ถึงมาได้ขนาดนี้ ทำไมลูกน้องถึงรักและทำงานกับเรา “ทำไมมึงถึงรักกูวะ กูก็รักมึงนะมึงรู้มั้ย” นั่งพูดไปน้ำตาก็ไหลออกมา “สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน แต่ถ้ามึงเติบโตขึ้น มึงพร้อม มึงไปได้เลย”


ความขยันและความกลัวของโอ๊ต ปราโมทย์


 

  • ที่ทุกวันนี้โอ๊ต ปราโมทย์รับงานเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เพราะความงก (เพราะเขาเป็นคนใจสปอร์ตอยู่แล้ว) แต่เป็นเพราะมันคือช่วงเวลาที่เหมาะสม หลังจากอยู่บนเส้นทางนี้มานานต้องใช้เวลากว่า 10 ปีจึงจะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลานี้มันจึงเป็นเวลาของการตักตวงดอกผลที่หว่านไถมา นอกจากนี้โอ๊ตยังมีความกังวลว่า “คนจะชอบ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ ไปถึงเมื่อไหร่” อีกทั้งยังอยากทำให้เป็นแบบอย่างกับพนักงานว่า หากคนเราอยากที่จะประสบความสำเร็จนั้นเราต้องมีความขยัน
  • ผลจากการทำงานหนักของโอ๊ต ปราโมทย์และทีมงาน ทำให้ปัจจุบัน “โคตรคูล channel” เป็นช่องที่มียอดผู้ติดตามในยูทูบถึง 1 ล้านคน ภายในเวลาไม่ถึงสองปี มีรายการให้ติดตามเกือบทุกวันในทุกสัปดาห์ และมีแนวโน้มในการเติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ

  • ปีที่แล้วโอ๊ตฉีดสเตียรอยด์ไปกว่า 8 เข็มเพื่อไม่ให้ต้องหยุดงาน ตลอดระยะเวลา 1 ปี โอ๊ตหยุดเพียงแค่เดือนละ 1 วัน นั่นก็หมายความว่าใน 365 วันโอ๊ตหยุดแค่ 12 วันเท่านั้น และพยายามลดจำนวนงานต่อวันลงให้ไม่เกิน 2 งานเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง
  • ความกลัวของโอ๊ตในตอนนี้คือ “กลัวตาย” โอ๊ตเคยมีอาการ “Panic Attack” ในช่วงหนึ่งที่เขารับงานติด ๆ กัน ต้องร้องเพลงตลอดวัน จนกระทั่งในขณะที่ร้องอยู่ เขามีอาการเหมือน “มีองค์มาลง” รู้สึกชาตั้งแต่หัวไหล่ลงมา โอ๊ตก็เลยบอกว่าร้องต่อไปไม่ไหวแล้ว เลยหันไปมองนักดนตรีว่าขออีกเพลงเดียว นั่นคือเพลง “เมื่อวาน” และเป็นเพลง “เมื่อวาน” ที่เหนื่อยที่สุดเท่าที่เคยร้องมา เพราะต้องหายใจ 1 ครั้งต่อการร้อง 1 ประโยค เนื่องจากในตอนนั้นระบบการหายใจข้างในเหมือนมันจะล้มเหลวหมดแล้ว มันรวนไปหมด

  • หลังจากเสร็จงานโอ๊ตก็รีบไปตรวจที่โรงพยาบาลทันทีแต่ไม่พบอะไร วันรุ่งขึ้นจึงไปประชุมงานกับแทน ลิปตาต่อ ในขณะที่กำลังคุยกันโอ๊ตก็มีอาการฝีปากชา ไม่สามารถพูดได้คล่องตามปกติ จะพูดแต่ละคำนั้นยากเย็น เสร็จงานจึงรีบไปตรวจอีกครั้งก็ไม่เจออะไร จากนั้นก็ใช้วิธีการตรวจหลายวิธี ลองแล้วลองอีกก็ไม่พบ จนสุดท้ายหมอเลยฟันธงว่าโอ๊ตเป็น “Panic Attack” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเรามีความกลัวอะไรบางอย่างมาก ๆ เช่น กลัวความสูง กลัวที่แคบ กลัวคุณพ่อ (!!!) กลัวคน กลัวการนับ (!!!) มันไม่ใช่ปัญหาทางร่างกายแต่เป็นอาการทางจิตที่เกิดจากความกลัวนั่นเอง ซึ่งในกรณีของโอ๊ตมาจากการ “เหนื่อยเกินไป” เหนื่อยจนร่างกายคิดว่ากำลังจะตายก็เลย shut down ตัวเองซะ
  • อาการนี้จะหายต่อเมื่อทานยา หรือ รู้ตัวว่าเราเป็น แล้วอาการจะทุเลา อย่างกรณีของโอ๊ตพอเค้ารู้ว่ามันเป็นเพียงอาการกลัว เวลาครั้งต่อมาที่มีอาการมันก็จะเบาบางลงเหลือแค่รู้สึกหวิว ๆ จากนั้นทุกครั้งก่อนขึ้นเวลาร้องเพลง โอ๊ตก็จะทำสมาธิ ทำให้ใจสบายเสียก่อน
  • แต่ถึงอย่างนั้นโอ๊ตก็ไม่ได้เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองแต่อย่างใด ยังคงทำงานหนักเหมือนเคย เพราะเขาเชื่อว่าเขาคงไม่ตายเพราะการทำงาน แต่โอ๊ตเองก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้นด้วยการไปออกกำลังกายเป็นประจำ
  • โอ๊ตไม่ได้ต่อสัญญากับแกรมมี่ ด้วยเหตุผลที่ว่าตอนนี้อายุ 35 แล้ว หากต่อสัญญากว่าจะหมดก็ 40 ซึ่งตอนนั้นอาจจะสายไปที่จะได้เริ่มได้ลองอะไรใหม่ ๆ การลองแล้วล้มในวันนี้มันคงเป็นอะไรที่เหมาะกว่า เป็นจังหวะที่ลงตัวกว่า แต่ถึงแม้โอ๊ตไม่ได้ต่อสัญญาแต่ก็ยังคงทำงานกับแกรมมี่อยู่ ไม่ได้เซ็นสัญญากับที่ไหน ยังคงช่วยเหลือกันฉันพี่น้อง และก็ทำคอนเทนต์ออนไลน์ของตัวเองเป็นงานหลัก พอมีเงิน มีเวลาก็หันไปทำเพลงต่อ
  • “การร้องเพลง” ยังคงเป็นสิ่งที่โอ๊ตรักที่สุด ในวันนี้เขามีความสุขจากการทำเพลงมากขึ้น จากความรู้สึกที่อิสระ ได้มีไอเดียของตัวเอง ได้เลือกผู้กำกับ MV ด้วยตัวเอง เลือกนางเอก MV เอง เลือกแนวเพลงเอง เลือกเนื้อเพลงที่ชอบเอง อะไรต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับงานของเขา และเริ่มถอยตัวเองออกมามากขึ้น เริ่มดึงคนมาช่วย มาร่วมงานกัน เช่น ชวน ป๊อป ปองกูลมาจัดรายการ และให้บริษัทได้เติบโตไปในรูปแบบที่เขาอยากให้เป็น นั่นคือ “ไม่ต้องการเงินเยอะ แต่ทุกคนต้องมีความสุข”

  • บทเรียนที่โอ๊ตอยากจะบอกกับน้อง ๆ ก็คือเรื่อง “เวลา” ที่ไม่ใช่แค่หมายถึงการรอคอย แต่หมายถึงการใช้เวลา เด็กทุกวันนี้เก่งมาก เก่งเร็ว เก่งกว่าเรา เพราะฉะนั้นเราต้องไม่หยุดทำ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และทำโอกาสที่ได้รับให้เต็มที่ที่สุด

 

“มันคือ one shot ของชีวิต ถ้า shot นี้มึงพลาด มันอาจจะไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นจงทำให้ดีที่สุด แล้วอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง”

 

และจงอย่าหยุดที่ความสามารถเดียว จงเรียนรู้พัฒนาตัวเองให้เก่งรอบด้าน และความสามารถตรงนี้จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จเสมอ ฉะนั้นให้ใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่า อย่าดูถูกตัวเองและตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส