James Bond 007: Sean Connery
James Bond 007: Sean Connery

James Bond 7 ตอนแรกเริ่มของ Sean Connery ผู้บุกเบิก “สายลับพยัคฆ์ร้าย” ให้กลายเป็นตำนาน

เดิมทีปีนี้จะเป็นปีที่ James Bond ตอนที่ 25 No Time To Die จะเข้าฉายในโอกาส 58 ปีของแฟรนไชส์สายลับพยัคฆ์ร้ายและเป็นภาคส่งท้ายสั่งลานักแสดง Daniel Craig ด้วย แต่หนังก็เลื่อนฉายออกไปเป็นปีหน้า ท่ามกลางข่าวลือว่าผู้อำนวยการสร้างได้เร่ขายสิทธิ์ให้กับสตรีมมิงเจ้าใหญ่ แต่ไม่มีใครสู้ราคาไหวจึงกลับไปรอจ่อเข้าฉายในโรงเหมือนเดิม บวกกับเมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของ James Bond คนแรกอย่าง Sir Sean Connery เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) ก็ยิ่งทำให้การเหลียวหลังกลับไปมองความทรงจำและความผูกพันที่คอหนังมีแต่หนังชุดนี้ทวีค่ามากขึ้นไปอีก What the Fact จึงจะขอชวนย้อนเวลาหา Bond ที่ชื่อ Sean Connery กับบทความชิ้นนี้ในโอกาสแห่งความอาลัย

Sean Connery เป็นนักแสดงผู้รับบท Bond คนที่ 2 ที่เสียชีวิต หลังจาก Roger Moore ผู้รับบทเป็น Bond คนที่ 3 (ต่อจาก Connery และ George Lazenby) เสียชีวิตด้วยวัย 90 ปีเช่นกันไปเมื่อ 3 ปีก่อน Moore นั้นครองสถิติเล่น 007 ไว้มากที่สุดคือ 7 เรื่อง ใน 12 ปี ตามมาด้วย Connery ที่ 6 เรื่อง ใน 9 ปี (ถ้านับ Never Say Never Again ที่เป็นหนัง 007 นอกสารบบการสร้างของ EON Production ด้วยก็จะเป็น 7 เรื่องเท่ากัน) ถ้ามองจากการล้มลุกคลุกคลานกับแฟรนไชส์นี้ที่เริ่มจากทุนสร้างแค่ 1 ล้านเหรียญฯ ในภาคแรก มาจนถึงภาคสุดท้ายของ Connery ทุนสร้างก็เพิ่มขึ้นมาสูงถึง 7 ล้านเหรียญฯ และถ้ารวมรายได้ทั้งหมด เขาทำให้ Bond 7 เรื่อง ทำรายรับทั่วโลกไป 789.4 จากทุนสร้างแค่ 66.7 ล้านเหรียญฯ

จุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์สายลับพยัคฆ์ร้าย

James Bond เป็นตัวละครในนิยายจากปลายปากกาของ Ian Fleming เขาเกิดเมื่อ 28 พฤษภาคม 1908 ในครอบครัวชนชั้นสูงของอังกฤษ มีปู่เป็นเจ้าของสถาบันการเงินและมีพ่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่โชคร้ายที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 Ian จึงมีชีวิตที่ค่อนข้างเกเร แม้จะได้เรียนที่โรงเรียนอีตัน โรงเรียนของชนชั้นสูงของอังกฤษแต่ก็โดนไล่ออก เมื่อถูกส่งไปเรียนที่ออสเตรีย ที่นั่นเขาค้นพบความสามารถด้านการเขียนของตัวเอง แต่ก็เกิดไปมีสัมพันธ์กับนางโชว์จนติดโรคหนองในและโดนไล่ออกจากโรงเรียน ต่อมาในปี 1939 เขาไปทำงานเป็นเลขาของผู้อำนวยการข่าวกรองของเหล่าทหารเรือ และได้เป็นนายร้อย รวมถึงเขายังได้ไต่เต้าเป็นมันสมองของทีมวางแผนในปฏิบัติการลับหลายครั้ง

โต๊ะเขียนหนังสือตัวโปรดของ Fleming ในบ้าน Goldeneye ประเทศจาไมก้า
ปัจจุบันบ้าน Goldeneye เปิดเป็นบ้านพักตาอากาศและสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

วันหนึ่งเขาเริ่มคิดถึงชีวิตและความสามารถด้านการเขียนในอดีต เลยเดินทางไปบ้านพักในจาไมก้าหลังที่ชื่อ Goldeneye และเขียนนิยายที่มีตัวละครเอกเป็น James Bond ขึ้นมา (เรื่องราวใน Dr. No ก็เกิดขึ้นที่จาไมก้า) ปี 1952 เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก “Casino Royale” โดยถอดแบบของตัวละคร Bond ทั้งสไตล์การใช้ชีวิต รสนิยมการเลือกผู้หญิง และชีวิตการทำงานมาจากตัวเขาเองสมัยอยู่กองทัพเรือ ส่วนชื่อ James Bond นั้นจริง ๆ แล้วเป็นชื่อของนักดูนกคนหนึ่งที่เขียนคู่มือการดูนกออกมาหลายเล่ม หนึ่งในผลงานของเขาอยู่บนชั้นหนังสือของ Fleming จึงถูกหยิบมาเป็นชื่อตัวละครเอกเสียเลย

Ian Fleming กับ Sean Connery

Fleming ยังคงทำงานอยู่ในกองทัพเรือมาตลอด แต่ใช้เวลาว่างจากการทำงานและลาพักร้อนปีละ 2 เดือน ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เพื่อกลับไปที่บ้านหลังเดิมในจาไมก้าและนั่งลงเขียนนิยายปีละเรื่อง ตลอดชีวิตของเขาเขียนนิยาย James Bond ไว้ทั้งหมด 12 เล่มและเรื่องสั้นอีก 2 เล่ม แต่ด้วยความที่เขาเคร่งเครียดกับการทำงานและชีวิต เขาจึงมีนิสัยสูบบุหรี่จัดและดื่มหนัก จนในปี 1961 เขาเคยเกิดอาการหัวใจวายจนต้องเข้าโรงพยาบาลมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังโชคดีที่มีชีวิตอยู่มาจนมีโอกาสได้เห็นหนัง Bond 2 ตอนแรก คือ Dr. No และ From Russia with Love (1963) ก่อนที่เขาจะหัวใจวายซ้ำอีกครั้งและเสียชีวิตเมื่อ 12 สิงหาคม 1964 ด้วยวัย 56 ปี

Ian Fleming กับ Sean Connery

การเดินทางมาพบกันของ BOND และผู้ชายชื่อ Sean Connery

หลังจากเล่นหนังในบทตัวประกอบมาครบ 10 เรื่องพอดี (เรื่องแรกคือ Action of the Tiger (1957) ซึ่งเป็นงานกำกับของ Terrence Young เขาประทับใจในนิสัยของ Connery มากและให้สัญญากับ Connery ไว้ว่า ถ้ามีบทบาทดี ๆ จะติดต่อไปให้มาเล่น ต่อมา Young ก็คือผู้กำกับของ James Bond 3 ตอนแรกนั่นเอง และระหว่างกำกับนั้น Young ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนครูฝึกที่คอยดูแลการแสดงของ Connery เป็นอย่างดี เช่น การวางท่าการยืน การเดินต่าง ๆ ) Sean Connery ก็ได้รับเลือกให้มาแสดงในบทบาทที่โด่งดังและเป็นที่จดจำที่สุดของเขาอย่างสายลับพยัคฆ์ร้าย James Bond 007

Sean Connery ในผลงานภาพยรตร์เรื่องแรก Action of the Tiger (1957)
Terrence Young ผู้กำกับที่ให้โอกาสทางการแสดงกับ Connery อย่างแท้จริง ในภาพกับ Ursula Andress และ Connery

Sean Connery เป็นชาวสก็อตแลนด์ เกิดมาในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ทำงานเป็นเด็กส่งนมมตามบ้าน รวมถึงรับจ้างเป็นนักแสดงเดินผ่านหน้ากล้องด้วย เขาเคยต้องไปสมัครเป็นทหารเรือเพราะไม่มีจะกิน Connery เคยทำงานเป็นกะลาสีบนเรือรบ และเข้าโรงเรียนทหารปืนใหญ่แต่เกิดอุบัติเหตุจนมีแผลติดเชื้อ จนผู้บังคับบัญชาสั่งไม่ให้เขาทำงานบนเรืออีก (ต่อมาประสบการณ์ที่เคยเป็นทหารเรือดันตรงกับปูมหลังของ James Bond ซึ่งทำให้เขาเล่นได้อย่างแนบเนียน)

ตอนประกวด มิสเตอร์ยูนิเวิร์ส

ต่อมาเขาลองไปเข้าประกวด “มิสเตอร์ยูนิเวิร์ส” (หรือชายงามจักรวาล รางวัลที่อยู่คู่กับนางงามจักรวาลในสมัยนั้น ภายหลังรางวัลชายงามนี้ได้ยกเลิกไป) โดยได้รางวัลอันดับ 3 นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้าตาแมวมองและได้เริ่มเข้าสู่การแสดง ต่อมาเขาไปทดสอบบทกะลาสีเรือในละครเวที South Pacific และได้บทมาอย่างง่ายดาย เรื่องที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเขาจะไปได้ดีกับการแสดงละครเวที เมื่อคณะละครไปเปิดการแสดงที่เมืองแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ และ Connery ได้ลงปะทะฝีเท้ากับทีมเยาวชนของทีมฟุตบอลระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนเข้าตา Matts Busby ผู้จัดการทีมที่ออกปากชวนเข้ามาเป็นนักฟุตบอลของทีม แต่ท้ายที่สุดเขาก็ตอบปฏิเสธไปเพราะคิดว่าการทำอาชีพนักฟุตบอลนั้นมีอายุสั้นกว่าการเป็นนักแสดงหนังหรือละคร

Albert R. Broccoli, Sean Connery, Ian Fleming และ Harry Saltzman

Connery ได้ไปแสดงหนังของ Disney แต่ก็ยังไม่ดัง สุดท้ายภรรยาของเขาก็ได้บอกให้ลองไปทดสอบบทกับ 3 โปรดิวเซอร์ Albert R. Broccoli, Harry Saltzman และ Stanley Sopel รวมถึง Ian Fleming เจ้าของนิยาย James Bond ที่กำลังมองหาคนมารับบทนี้อยู่ ในเวลาน้ัน มีนักแสดงดังแห่งยุคมากมายที่เป็นที่หมายตาของทีมสร้าง อย่างเช่น Christopher Lee ที่ต่อมากลายมาเป็นตัวร้ายของตอน The Man with the Golden Gun (1974)), David Niven ที่ได้มาเล่นเป็น Bond ในหนังนอกสารบบ Casino Royale (1967) อีกเรื่อง, Cary Grant จาก North by Northwest (1959) และ James Mason จาก Lolita (1962)

Christopher Lee
David Niven กับบท Bond ใน Casino Royale (1967) ของหนัง Bond นอกสาระบบ
Cary Grant
James Mason

แต่เนื่องจากทีมสร้างมีทุนสร้างแค่ 1 ล้านเหรียญฯ ซึ่งนับว่าน้อยมากในยุคนั้นจึงต้องหาดาราโนเนมมารับบท นักเขียน Fleming เมื่อได้พบกับ Connery แล้วเขาบอกว่า ชายคนนี้ไม่ตรงกับ Bond ในความคิดของเขาเลย แต่สิ่งที่ทำให้ทีมสร้างทุกคนตัดสินใจเลือก Connery ก็คือภรรยาของ Fleming ที่พูดขึ้นมากลางห้องประชุมเลยว่า “ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์เป็นบ้า!” Sean Connery ได้สร้างมาตรฐานของ Bond ที่จะต้องเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ สมชายชาตรี เป็นสุภาพบุรุษ หล่อเหลาจนเป็นนักรักที่มีเสน่ห์เกินห้ามใจ

สุดท้าย Sean Connery ก็คว้าบทนี้ไป

(อ่านต่อหน้าถัดไป)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก