I Am Not Madame Bovary: ตลกร้ายกาจ จิกกัด ‘คนมีสี’ อย่างมีชั้นเชิง

ในช่วงปีที่ผ่านมา หนังจีนที่ค่ายหนังบ้านเราดึงเข้ามาฉายส่วนใหญ่มักจะหนักในแนวแฟนตาซีจ๋า เทคนิคซีจีล้นๆ มาอวดของกันชนิดจัดเต็ม จนนักวิจารณ์บางรายมองกระแสว่ามันเป็นปรากฏการณ์ Chinawood ที่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ลบๆ จากแดนมังกรให้สากลยอมรับในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ายหนังตะวันตกต้องมองหาจีนเป็นโลเกชันถ่ายทำ หรือจะร่วมทุนทำหนังด้วยกัน ลุกลามไปยันวงการฟุตบอลที่ ไชนีส ซุปเปอร์ลีก กำลังสั่นสะเทือนวงการลูกหนังด้วยเม็ดเงินมหาศาลขณะนี้

กลับมาที่ I AM NOT MADAME BOVARY หรือในชื่อภาษาไทย ‘อย่าคิดหลอกเจ้’ มันไม่ได้มาขายเทคนิคล้ำๆ แบบขอให้ได้ขาย แต่มันมาพร้อมกับประเด็นเรื่องที่เสียดสีสังคมบนมุมมองของผู้หญิงที่มีต่อระบบกฏหมายรัฐบาลจีนในแบบตลกร้าย มันเป็นเสียงหัวเราะที่เจือปนไปด้วยความเวทนาในเรื่องศีลธรรมของสังคมจีน ซึ่งมันกลายเป็นเมสเซจที่น่าสนใจขึ้นมาทันที ในเมื่อมันเป็นคนจีนทำหนังแขวะคนจีนกันเอง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้ว่าตัวหนังจะพูด ‘เรื่องจริง’ พวกนี้ออกมาได้มากแค่ไหน

สำหรับ I AM NOT MADAME BOVARY นั้น เป็นหนังเฟมินิสต์ที่ดัดแปลงจากนิยายของหลิวเฉินยุนที่ชื่อ I Am Not Pan Jinlian หรือ ‘ฉันไม่ใช่พาน จินเหลียง’ (หนังก็ใช้ชื่อนี้ในการเข้าฉายที่จีนด้วย) โดย พาน จินเหลียง มันเป็นตัวละครหนึ่งจากวรรณกรรมอีโรติกอย่าง ‘จินเผิงเม่ย’ ซึ่งในเนื้อเรื่อง พาน จินเหลียง เป็นผู้หญิงที่ถูกสังคมจีนตราหน้าว่าเป็นนางแพศยา เพราะออกไปหาชายชู้มาร่วมมือสังหารสามีตัวเอง

ตัวหนังเล่าเรื่องของ หลีสั่วเหลียน (ฟ่าน ปิงปิง) และสามีของเธอ คินอู๋เฮ ที่แกล้งไปจดทะเบียนหย่าแบบปลอมๆ เพื่อหวังจะได้อพาร์ตเมนต์อีกหลังตามนโยบายที่รัฐบาลจัดไว้ให้ชาวจีนที่เป็นสถานะโสด และทั้งคู่วางแผนว่าจะกลับมาจดทะเบียนสมรสอีกครั้งในภายหลัง ซึ่งคินอู๋เฮ กลับผิดสัญญาและกลับไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทำให้หลีสั่วเหลียนโกรธจัดและเดินหน้าฟ้องศาล แต่ก็แพ้คดีเพราะผู้พิพากษาตัดสินแล้วว่าการหย่านั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายไปแล้ว จากนั้น หลีสั่วเหลียนก็ดิ้นรนขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชการมากมาย แต่ถูกเมินเฉย ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังยื่นฟ้องต่อเนื่องจนเป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งจากคดีเล็กๆ ก็เริ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และลุกลามส่งผลกระทบกับข้าราชการมากมาย

อีกหนึ่งอย่างที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้และไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ การใช้เฟรมวงกลมเกือบทั้งเรื่องเหมือนในหน้าหนังเลย ซึ่งไอเดียนี้มาจากผู้กำกับ เฝิงเสี่ยวกัง ไปหยิบมาจากภาพวาดจีนโบราณสมัยยุคราชวงศ์ซ่ง ให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังถ้ำมองดูชีวิตรันทดของ หลี สั่วเหลียน ขณะที่การนำเสนอภาพในหนังส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่มุมมองแบบ landscape ที่จะโชว์ในเรื่องของวัฒนธรรมจีนในสมัยนั้น และช่วงท้ายตัวหนังสลับมาใช้เฟรมแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของมุมมองระหว่างส่วนตัวและส่วนรวมในสังคม พูดง่ายๆ ว่าเฟรมวงกลมนั้น สะท้อนให้เห็นว่า หลี สั่วเหลียนเองก็คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้มองสิ่งรอบข้างเลย ชณะที่เฟรมสี่เหลี่ยม ก็บอกว่ารัฐบาลจีนเองก็สนใจแต่ปัญหาใหญ่ๆ ที่มองเห็น แต่ไม่เหลียวแลเสียงเล็กๆ ของประชาชนนั่นเอง

I AM NOT MADAME BOVARY  เดินเรื่องในลักษณะให้คนดูไปสำรวจตัวละคร ซึ่งระหว่างที่หลี สั่วเหลียน ต่อสู้ฟ้องร้องตลอด 10 ปีนั้น ก็มีเหตุการณ์และตัวละครเข้ามาในชีวิตและส่งผลกระทบกับมุมมอง ความคิด การต่อสู้ของเธอ แม้หนังจะช้า ละเลียดไปกับการทิ้งภาพ จนอาจทำให้ง่วงเหงาหาวนอนเป็นช่วงๆ บ้าง แต่เส้นเรื่องที่เข้มข้น พลิกแพลงและปมที่ซับซ้อน ฉลาดแยบคาย ประกอบกับความตลกร้ายกาจที่มาพร้อมกับบทพูดบ้านๆ แต่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ มันก็เลยทำให้หนังมีเสน่ห์ห้าวๆ ห้วนๆ แฝงไปด้วยเล่ห์กลในแบบฉบับหนังจีน หนังฮ่องกง และแน่นอนว่าการพลิกบทบาทของ ฟ่าน ปิงปิง ในเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่าโดดเด่นมากในบทเซอร์ๆ ที่เต็มไปด้วยดราม่าหนักๆ แบบนี้

แม้ว่าปมเรื่องจะซับซ้อน ดูแรงกับการโจมตีระบอบราชการจีนตรงๆ ที่ดูๆ ไปก็คล้ายกับบ้านเราหลายอย่าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว I AM NOT MADAME BOVARY  ก็หาทางลงและได้ข้อสรุปในระดับ บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น สิ่งที่หนังนำเสนอและพยายามยัดเยียดในช่วงท้ายเลยก็คือ ‘รัฐเองก็ไม่นิ่งนอนใจ และพยายามจะรับฟังทุกปัญหาของประชาชนตัวเล็กๆ นะ’ ขณะที่เวลาผ่านไป ปมที่แท้จริงในการจดทะเบียนหย่าปลอมๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนของ หลี สั่วเหลียนนั้นก็ถูกคลี่คลายมาแบบหักมุมได้อย่างเซอร์ไพรส์และลงตัว

I AM NOT MADAME BOVARY  อาจเป็นหนังที่แฝงไปด้วยกลิ่นของความเป็นประเทศซ้ายจัดอยู่บ้าง แต่แง่คิดต่างๆ ที่หนังโปรยปรายออกมาตลอดเส้นทางชีวิตของ หลี สั่วเหลียน จวบจนวันที่เปลี่ยนผ่าน ก็สะท้อนให้เห็นว่า สังคมจีนทุกวันนี้ ผ่านกาลเวลาแห่งความมืดหม่นมาแล้ว

I AM NOT MADAME BOVARY เข้าฉาย 20 เมษายนนี้ เฉพาะโรงภาพยนตร์ Lido และ House RCA เท่านั้น

ภาพ