Connect with us

What The Fact

I Am Not Madame Bovary: ตลกร้ายกาจ จิกกัด ‘คนมีสี’ อย่างมีชั้นเชิง

Published

on

ในช่วงปีที่ผ่านมา หนังจีนที่ค่ายหนังบ้านเราดึงเข้ามาฉายส่วนใหญ่มักจะหนักในแนวแฟนตาซีจ๋า เทคนิคซีจีล้นๆ มาอวดของกันชนิดจัดเต็ม จนนักวิจารณ์บางรายมองกระแสว่ามันเป็นปรากฏการณ์ Chinawood ที่เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ลบๆ จากแดนมังกรให้สากลยอมรับในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ายหนังตะวันตกต้องมองหาจีนเป็นโลเกชันถ่ายทำ หรือจะร่วมทุนทำหนังด้วยกัน ลุกลามไปยันวงการฟุตบอลที่ ไชนีส ซุปเปอร์ลีก กำลังสั่นสะเทือนวงการลูกหนังด้วยเม็ดเงินมหาศาลขณะนี้

กลับมาที่ I AM NOT MADAME BOVARY หรือในชื่อภาษาไทย ‘อย่าคิดหลอกเจ้’ มันไม่ได้มาขายเทคนิคล้ำๆ แบบขอให้ได้ขาย แต่มันมาพร้อมกับประเด็นเรื่องที่เสียดสีสังคมบนมุมมองของผู้หญิงที่มีต่อระบบกฏหมายรัฐบาลจีนในแบบตลกร้าย มันเป็นเสียงหัวเราะที่เจือปนไปด้วยความเวทนาในเรื่องศีลธรรมของสังคมจีน ซึ่งมันกลายเป็นเมสเซจที่น่าสนใจขึ้นมาทันที ในเมื่อมันเป็นคนจีนทำหนังแขวะคนจีนกันเอง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้ว่าตัวหนังจะพูด ‘เรื่องจริง’ พวกนี้ออกมาได้มากแค่ไหน

สำหรับ I AM NOT MADAME BOVARY นั้น เป็นหนังเฟมินิสต์ที่ดัดแปลงจากนิยายของหลิวเฉินยุนที่ชื่อ I Am Not Pan Jinlian หรือ ‘ฉันไม่ใช่พาน จินเหลียง’ (หนังก็ใช้ชื่อนี้ในการเข้าฉายที่จีนด้วย) โดย พาน จินเหลียง มันเป็นตัวละครหนึ่งจากวรรณกรรมอีโรติกอย่าง ‘จินเผิงเม่ย’ ซึ่งในเนื้อเรื่อง พาน จินเหลียง เป็นผู้หญิงที่ถูกสังคมจีนตราหน้าว่าเป็นนางแพศยา เพราะออกไปหาชายชู้มาร่วมมือสังหารสามีตัวเอง

ตัวหนังเล่าเรื่องของ หลีสั่วเหลียน (ฟ่าน ปิงปิง) และสามีของเธอ คินอู๋เฮ ที่แกล้งไปจดทะเบียนหย่าแบบปลอมๆ เพื่อหวังจะได้อพาร์ตเมนต์อีกหลังตามนโยบายที่รัฐบาลจัดไว้ให้ชาวจีนที่เป็นสถานะโสด และทั้งคู่วางแผนว่าจะกลับมาจดทะเบียนสมรสอีกครั้งในภายหลัง ซึ่งคินอู๋เฮ กลับผิดสัญญาและกลับไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ทำให้หลีสั่วเหลียนโกรธจัดและเดินหน้าฟ้องศาล แต่ก็แพ้คดีเพราะผู้พิพากษาตัดสินแล้วว่าการหย่านั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายไปแล้ว จากนั้น หลีสั่วเหลียนก็ดิ้นรนขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชการมากมาย แต่ถูกเมินเฉย ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังยื่นฟ้องต่อเนื่องจนเป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งจากคดีเล็กๆ ก็เริ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และลุกลามส่งผลกระทบกับข้าราชการมากมาย

อีกหนึ่งอย่างที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้และไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ การใช้เฟรมวงกลมเกือบทั้งเรื่องเหมือนในหน้าหนังเลย ซึ่งไอเดียนี้มาจากผู้กำกับ เฝิงเสี่ยวกัง ไปหยิบมาจากภาพวาดจีนโบราณสมัยยุคราชวงศ์ซ่ง ให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังถ้ำมองดูชีวิตรันทดของ หลี สั่วเหลียน ขณะที่การนำเสนอภาพในหนังส่วนใหญ่ก็เน้นไปที่มุมมองแบบ landscape ที่จะโชว์ในเรื่องของวัฒนธรรมจีนในสมัยนั้น และช่วงท้ายตัวหนังสลับมาใช้เฟรมแบบสี่เหลี่ยมจตุรัส ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของมุมมองระหว่างส่วนตัวและส่วนรวมในสังคม พูดง่ายๆ ว่าเฟรมวงกลมนั้น สะท้อนให้เห็นว่า หลี สั่วเหลียนเองก็คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้มองสิ่งรอบข้างเลย ชณะที่เฟรมสี่เหลี่ยม ก็บอกว่ารัฐบาลจีนเองก็สนใจแต่ปัญหาใหญ่ๆ ที่มองเห็น แต่ไม่เหลียวแลเสียงเล็กๆ ของประชาชนนั่นเอง

I AM NOT MADAME BOVARY  เดินเรื่องในลักษณะให้คนดูไปสำรวจตัวละคร ซึ่งระหว่างที่หลี สั่วเหลียน ต่อสู้ฟ้องร้องตลอด 10 ปีนั้น ก็มีเหตุการณ์และตัวละครเข้ามาในชีวิตและส่งผลกระทบกับมุมมอง ความคิด การต่อสู้ของเธอ แม้หนังจะช้า ละเลียดไปกับการทิ้งภาพ จนอาจทำให้ง่วงเหงาหาวนอนเป็นช่วงๆ บ้าง แต่เส้นเรื่องที่เข้มข้น พลิกแพลงและปมที่ซับซ้อน ฉลาดแยบคาย ประกอบกับความตลกร้ายกาจที่มาพร้อมกับบทพูดบ้านๆ แต่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ มันก็เลยทำให้หนังมีเสน่ห์ห้าวๆ ห้วนๆ แฝงไปด้วยเล่ห์กลในแบบฉบับหนังจีน หนังฮ่องกง และแน่นอนว่าการพลิกบทบาทของ ฟ่าน ปิงปิง ในเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่าโดดเด่นมากในบทเซอร์ๆ ที่เต็มไปด้วยดราม่าหนักๆ แบบนี้

แม้ว่าปมเรื่องจะซับซ้อน ดูแรงกับการโจมตีระบอบราชการจีนตรงๆ ที่ดูๆ ไปก็คล้ายกับบ้านเราหลายอย่าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว I AM NOT MADAME BOVARY  ก็หาทางลงและได้ข้อสรุปในระดับ บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น สิ่งที่หนังนำเสนอและพยายามยัดเยียดในช่วงท้ายเลยก็คือ ‘รัฐเองก็ไม่นิ่งนอนใจ และพยายามจะรับฟังทุกปัญหาของประชาชนตัวเล็กๆ นะ’ ขณะที่เวลาผ่านไป ปมที่แท้จริงในการจดทะเบียนหย่าปลอมๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนของ หลี สั่วเหลียนนั้นก็ถูกคลี่คลายมาแบบหักมุมได้อย่างเซอร์ไพรส์และลงตัว

I AM NOT MADAME BOVARY  อาจเป็นหนังที่แฝงไปด้วยกลิ่นของความเป็นประเทศซ้ายจัดอยู่บ้าง แต่แง่คิดต่างๆ ที่หนังโปรยปรายออกมาตลอดเส้นทางชีวิตของ หลี สั่วเหลียน จวบจนวันที่เปลี่ยนผ่าน ก็สะท้อนให้เห็นว่า สังคมจีนทุกวันนี้ ผ่านกาลเวลาแห่งความมืดหม่นมาแล้ว

I AM NOT MADAME BOVARY เข้าฉาย 20 เมษายนนี้ เฉพาะโรงภาพยนตร์ Lido และ House RCA เท่านั้น

ภาพ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ภาพยนตร์ Joker ได้ชื่อในการถ่ายทำแล้ว : อาจเริ่มถ่าทำ ก.ย. นี้

ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ กำลังรวมทีมงานสร้างในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

Published

on

THS รายงานว่า ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ (ไตรภาค The Hangover) จะเริ่มถ่ายที่นิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2018 นี้ โดยจะใช้ชื่อในการถ่ายทำว่า Romeo

แหล่งข่าวได้อ้างว่า ท็อดด์ ฟิลลิปส์ ได้ดึงผู้กำกับภาพ ลอว์เรนซ์ แชร์ (ไตรภาค The Hangover, War Dog) มาร่วมงานอีกครั้ง พร้อมด้วยผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ก ฟรายด์เบิร์ก (Noah, Selma), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายรางวัลออสการ์ มาร์ก บริดจ์ส (Phantom Thread) และผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง เชย์นา มาร์โกวิตซ์ (Ocean’s 8) จะมารับหน้าที่แคสติ้งนักแสดงสำหรับภาพยนตร์ Joker เรื่องนี้

มีข่าวลือว่า วาคีน ฟินิกซ์ จะมารับบท Joker

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Joker จะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล DC Dark หรือ DC Black ซึ่งจะมีเส้นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับจักรวาล DCEU (DC Extended Universe)

จักรวาล DC Dark หรือ DC Black จะเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ทีใช้ทุนสร้างไม่มาก เมื่อเทียบกับ DCEU โดยภาพยนตร์ Joker ของ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียง 55 ล้านเหรียญเท่านั้น

อีกทั้งยังมีรายงานว่า Joker จะดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากคอมมิค The Killing Joke ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรื่องราวการต่อกรกันระหว่าง Joker และ Batman ที่โหดร้ายและมืดหม่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Joker ในคอมมิค The Killing Joke

 

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แร็พคุก ! แร็พคุก ! หนุ่มอายุ 18  โพสต์เพลงแร็พลง icloud ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

Published

on

พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ

    นักเรียนไฮสคูลในสหรัฐนายหนึ่งถูกตัดสินให้จำคุก10ปี เนื่องจากข้อหา ข่มขวัญว่าจะก่อเหตุร้ายในโรงเรียน ผ่านเพลงแร็พของเขา

    ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไมเคิล ชมิดท์(Michael Schmitt) ได้อัดเพลงฟรีสไตล์แร็พ ที่มีท่อนร้องเจ็บๆ ประมาณว่าเธอมาดูดไอ้จ้อนของฉันได้นะหรือ เดี๋ยวหัวเธอก็จะปริแตกแบบเปลือกไข่นั่นแหละ,อีนังบ้า!

    ถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อของใคร ปรากฎอยู่ในเพลงแร็พ ของ ชมิดท์ แต่ทว่า มันกลับมีชื่อโรงเรียนของเขาในนิวเจอร์ซีย์อยู่ในเนื้อเพลง  เธอมันคือนังร่าน @ jchs (ย่อมาจาก James Cold well High School) ฉันรักเธอแม้ว่าเธอจะทำฉันเจ็บ ฉันยกโทษให้เธอ และไม่มีวันที่จะทำให้เธอเจ็บนี่คือชื่อเพลงของเขา

 

 

     แต่แล้วเมื่อนักเรียนคนหนึ่งใน jchs ได้ค้นพบแทร็คแร็พเดือดนี้ และแจ้งกับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนก็เรียกตำรวจมาทันที โดยยกหน่วย SWAT มากันเลย!

     ในขณะที่นั่งเรียนอยู่อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นายชมิดท์ แร็พเปอร์ก็โดนหน่วย SWAT รวบไปด้วยข้อหากุเรื่องข่มขู่ขวัญประชาชีมีโทษจำคุก5-10ปี

      19สัปดาห์ต่อมา หนุ่มอายุ18คนนี้ก็ยังคงอยู่ในคุกและรอคอยการตัดสินโทษ อันมีสาเหตุมาจากเพลง ที่เขาบอกว่า ทำขึ้นเพื่อล้อเล่นเฉยๆ

       พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน  นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ” ชมิดท์กล่าว

มันหลอนผมมากเลยที่ผมถูกโยงเข้าหาสิ่งเลวร้ายอย่างการยิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นมากมายในสหรัฐ เพียงเพราะผมแต่งเพลงแร็พเพลงนี้”

     แต่ผู้อำนวยการโรงเรียน จิม เดวิน (Jim Dewin) บอกว่า โรงเรียนทำถูกแล้วที่เรียกตำรวจเขาบอกว่า เขาไม่ได้วางแผนจะทำอย่างนั้น แต่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะจริงรึป่าวเดวินกล่าว

     เดวิล เกรย์ ทนายความของนายชมิดท์ กล่าวว่ามันซีเรียสที่สุดเท่าที่จะซีเรียสได้ ชีวิตของเขากำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

     ส่วนชมิดท์ก็กล่าวปิดท้ายว่ามันเหมือนกับว่าผมถูกตั้งข้อสงสัย เพียงเพราะผมโพสต์เพลงลงไป ทำไมพวกเค้าไม่ให้ผมอธิบายอะไร!”

ภาพปืนเจ้าปัญหาที่ทำให้ชมิดท์ยิ่งดูน่าสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายเข้าไปใหญ่

      ก็เป็นอีกข่าวหนึ่งนะครับที่เตือนให้รู้ว่าบางประเด็นมันอ่อนไหว และเราควรระมัดระวังในการทำอะไรลงไป

เด็กนักเรียนของเราโพสต์เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงลงไปใน Sound Cloud โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การฆ่าคนระเบิดหัวคนแถมยังโพสต์ภาพตัวเองกับปืนอีกต่างหาก อีกทั้งเนื้อหาเพลงยังเชื่อมโยงไปถึงเด็กผู้หญิงในโรงเรียนของเรา หากคุณลองต่อสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันมันคือการข่มขู่เลยล่ะ ณ จุดนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของผมเลยที่จะวางเฉยแล้วถามว่ามันมีมูลไหม? จริงหรือเปล่า?  แต่สิ่งที่เราควรทำคือต้องรีบปกป้องเหล่านักเรียนและครอบครัวของเราให้เร็วที่สุด

    จิม เดวิน ผู้อำนวยการโรงเรียน James Caldwell High School

ที่มา

http://www.nme.com/news/music/rap-song-soundcloud-18-years-michael-schmitt-2337626

https://www.buzzfeed.com/tylerkingkade/rap-song-school-lockdown-free-speech-michael-schmitt?utm_term=.xboBAvwa3#.oawdzWDp1  

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!