Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Operation Red Sea: ยุทธภูมิทะเลแดง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งเจ็บช้ำมาจาก China Salesman มา คราวนี้เจอโจทย์ของ Operation Red Sea ที่มีชื่อไทยขลัง ๆ ว่า ‘ยุทธภูมิทะเลแดง ซึ่งคราวนี้แตกต่างกันตรงที่ความเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของฝั่งฮ่องกงที่เปิดตัวฉายในจีนกวาดรายได้แบบโหด ๆ แซงทั้ง Avengers: Infinity War, Black Panther และ Ready Player One กวาดไป 600 กว่าล้านเหรียญฯ ถือเป็นหนังทำเงินมากสุดในไตรมาสแรกของปีนี้จากฝั่งตลาดหนังแดนมังกรด้วย แถมได้ ‘หวงจิ่งหยูว’ หนึ่งในหนุ่มจีนสุดฮอตที่มีติ่งในบ้านเราเยอะมาร่วมทีมหน่วยจู่โจม ‘เจียวหลง’ ด้วย

หน่วยรบพิเศษ ‘เจียวหลง’ เป็นกองกำลังพิเศษทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นกองทัพที่เต็มไปด้วยทหารความสามารถเอกอุ โดยมีภารกิจสำหรับคือการเข้าไปอพยพพลเมืองชาวจีนในประเทศแห่งหนึ่งในแอฟริกาเหนือซึ่งกำลังอยู่ในภาวะสงครามระหว่างทำการรัฐประหาร และมีผู้ก่อการร้ายฝ่ายกบฏรัฐบาลโจมตีเมืองด้วยอาวุธนิวเคลียร์รวมทั้งยังมีแผนจะครองครองอาวุธมีอันตราย ซึ่งทีมเจียวหลงจะต้องพาพลเมืองและตัวประกันชาวจีนออกมาให้ได้ปลอดภัยท่ามกลางบ้านเมืองที่กลายสภาพเป็นสนามรบ

ต้องบอกเลยว่า Operation Red Sea มาพร้อมกับความบ้าระห่ำอย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นหนังที่มีของเท่าไหร่พี่จีนแกใส่มาหมดแบบขายงานโปรดักชันอลังการ ยิงกันแบบออกจากโรงมานับกระสุนกันไม่ถูก แล้วไม่สนจะเวอร์แค่ไหนทั้งสิ้น แต่ที่ติดตาแน่ ๆ ก็คือฉากสยอง ๆ ระดับน้อง ๆ Saw กันเลย ไม่ว่าจะเป็นนิ้วขาด หน้าไหม เจาะคอ คว้านท้อง มาแบบสด ๆ สมจริงดูแล้วแทบอ้วก ยิ่งดูไปก็คิดไปว่า ‘ทำไมกองเซ็นเซอร์มึงไม่ทำงานวะเนี่ย!’ (ฮา) คือต้องยอมรับจริง ๆ ว่า Operation Red Sea นี่เป็นหนังบู๊แอ็คชัน underrated มาก ๆ นี่คือพูดกันเฉพาะเรื่องความมันส์ในฉากบู๊ล้างผลาญนะ สมราคาคุย คู่ควรกับงบฟอร์มยักษ์มาก ๆ ไม่แพ้ฮอลลีวูดเลย

อย่างไรก็ตาม เท่าที่สังเกตหนังบล็อกบัสเตอร์ฝั่งพี่จีนที่ส่งออกมาดูจะมีปัญหาและยังทำให้ตัวหนังดร็อปลงไปชัดเจนที่สุดคือเรื่องของบท ตัวละครทุกตัวไม่มีมิติ แบนราบไปหมด และที่ยังป่วยก็คือ การตัดต่อและการเดินเรื่องนี่แหละ ที่มันยังทำออกมาเหมือนหนังแผ่นกะโหลกกะลามาก! บางฉากตัดมาแบบไม่มีความหมายอะไรจะสื่อ แล้วก็ตัดสลับกลับไปดื้อ ๆ! เหมือนเด็กเห่อมอยหัดทำหนังยังไงยังงั้น แล้วก็ที่ไม่โอเคมาก ๆ ก็คือเวอร์ชันพากย์ไทยเนี่ยเลิกเหอะ ไม่ว่าจะทีมไหนหนังพังหมด เข้าไม่ถึงอินเนอร์นักแสดงเลยแม้แต่น้อย พากย์ยังไงให้หนังไม่น่าดูวะเนี่ย!

Operation Red Sea ช่วงแรกอาจจะเดินเรื่องเนือยไปนิดจนเกือบหลับ แต่ครึ่งหลังก็เรียกว่าเซอร์วิสคนดูแบบนันสต็อปจริง ๆ อันนี้ต้องชมเลยว่ามีความตั้งใจดี (แม้จะยังอ่อนหัด ในเรื่องชั้นเชิงการเล่าเรื่อง) ซึ่งพาร์ทการยิงกันสนั่นหวั่นไหวก็คุ้มแล้วกับค่าตั๋ว แนะนำว่าเข้าไปดูอย่าคาดหวังอะไรมากมาย หนังพี่จีนก็อาจจะยังมีการอวยพี่จีนแบบโต้ง ๆ ชวนเลี่ยนอยู่เป็นระยะ แต่หากมองข้ามความเป็นเด็กน้อยเรื่องการที่เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่มีอะไรยัดใส่เข้ามาทั้งหมดแล้วละก็ ต้องบอกเลยว่านี่คือสัญญาณที่น่าสนใจมากว่าหนังโปรดักชันจีนจะลดช่องว่างกับฮอลลีวูดได้ในอีกไม่กี่ปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement

What The Fact

[รีวิว] Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ก่อนหน้าที่จะเปิดตัวฉายในบ้านเรา ก็ได้ยินกิตติศัพท์มาแล้วว่า เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ (นับรวมภาคที่ 38, ภาคที่ 13 ของทีมสร้างชุดใหม่) มีฟีดแบ็กที่ดีมากแถมยังทำเงินได้มากที่สุดในบรรดาเดอะมูฟวีของเจ้าแมวสีฟ้าทุกภาคที่ผ่านมาเลย โดย Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะนั้นมีเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากนวนิยาย Treasure Island ของ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แถมน่าสนใจตรงที่ได้ คาวามุระ เกนคิ คนเขียนบทหนังดังอย่าง If Cats Disappeared from the World มาช่วยเขียนบทในภาคนี้อีกด้วย

สำหรับเนื้อหาในภาคนี้เริ่มจากไอเดียของ โนบิตะ ที่เกิดความอยากออกไปผจญภัยหาสมบัติในท้องทะเล ร้อนถึงโดราเอมอนต้องงัดอุปกรณ์มาสนองนี๊ดเช่นเคย และเมื่อการล่องเรือเริ่มขึ้นพวกเขาทั้ง 5 ก็แล่นเรือสมุทรที่ชื่อ ‘โนบิตะโอร่า’ ออกเดินทางตามหาสมบัติ ซึ่งจากแผนที่นั้นพบสัญญาณของสมบัติล้ำค่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางนั้นพวกโดราเอมอนได้พบเกาะลึกลับจึงเตรียมจอดเพื่อสำรวจ แต่แล้วกลับถูกกลุ่มโจรสลัดลึกลับโจมตีอย่างหนัก ซึ่งก็ทำให้ ชิซูกะ ถูกจับตัวหายไปในมหาสมุทร ขณะเดียวกันพวกโดราเอมอนก็ได้พบกับ ฟร็อก เด็กชายผมทองพร้อมกับ ควิซ หุ่นยนต์นกแก้วแสนรู้ ที่เชื่อมโยงเบาะแสนำไปสู่การค้นพบความลับของสมบัติใต้ทะเล

เดอะ มูฟวี ภาคนี้ ถือได้ว่าเดินเรื่องได้สนุก รวดเร็ว กระชับ มีรสชาติ ตัวละครมีมิติ ไม่เด็กเกินไป แต่เป็นเด็กที่มีความคิดไม่ธรรมดา การตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการ์ตูนเด็กจ๋า เหมือนเดอะ มูฟวี บางภาค กระจายบทได้ดี แถมภาคนี้ชิซูกะได้บทเด่นด้วย นอกจากนี้ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ภาพรวมของเนื้อหา เป็น เดอะ มูฟวี ที่มีเรื่องราวของความไฮเทคเข้ามาเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมกลายเป็นการ์ตูนร่วมสมัยดูสนุกไปเลย และยังคงคีพเมสเซจเรื่องมิตรภาพและความสามัคคี รวมทั้งจังหวะฮาขบขันเปิ่น ๆ ต๊อง ๆ แบบโดราเอมอน ให้ได้นึกถึง งานของทีมสร้างชุดเก่าได้บ้าง

เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ ถือว่าเป็นแอนิเมชันงานคุณภาพของปีเรื่องหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตัวละครมีความน่ารัก มีปม มีรายละเอียดที่ผู้ใหญ่สามารถดูได้เพลิน ไม่หวานเลี่ยน ไม่บดขยี้น้ำตาจนเกินไป หลายคนที่ห่างหายจากการดูโดราเอมอนไปนาน ๆ กลับมาดูอีกครั้งก็รู้สึกอินและประทับใจหัวจิตหัวใจของตัวละคร ที่ยังเปี่ยมไปด้วยไฟและความกล้าหาญ กล้าคิดกล้าทำของความเป็นเด็ก ซึ่งไม่เคยหายไปจากตัวละครที่ชื่อ โนบิตะ เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Chilling Adventures of Sabrina จาก แม่มดใสวัยปิ๊ง สู่ สาวน้อยต้องสาป โดยผู้สร้าง Riverdale

Published

on

สร้างสรรค์โดย โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า (RIVERDALE)

เหมาะสำหรับ คอซีรีส์วัยรุ่นสยองขวัญ

สตรีมมิงทาง Netflix  เริ่มตอนแรกวันที่ 26 ตุลาคมนี้

ชีวิตของซาบรีน่า สเปลแมน (เคียร์แนน ชิปคา) แม่มดสาวน้อยกำพร้าที่อาศัยอยู่กับ ฮิลดา(ลูซี เดวิส) และเซลดา (มิแรนดา อ๊อตโต) ผู้กุมความลับการตายของพ่อแม่เอาไว้ เธอต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ก่อนย่างเข้าสู่วัย 16 วัยที่เธอที่จะต้องเลือกระหว่างการเดินบนเส้นทางของศาสตร์มืดด้วยการยอมเข้าพิธีรับศีลทมิฬ แล้วปวารณาตัวให้จอมมาร ซึ่งเธอจะต้องบอกลา ฮาร์วีย์ (รอส ลินช์) แฟนหนุ่มและเพื่อนๆ หรือจะละทิ้งโลกเวทย์มนตร์กลายเป็นเด็กสาวธรรมดา และในขณะเดียวกันเธอยังต้องผจญอันตรายรอบด้านจาก  แมรี่ วอร์เดล (มิเชล โกเมซ) ครูสาวใหญ่ที่ถูกสาวกจอมมารเข้าสิงร่างเพื่อเอาซาบริน่าเป็นเครื่องบรรณาการจอมมารให้จงได้

จากคอมิก Archie สู่การถ่ายทอดบนจอแก้ว 2 เวอร์ชั่น

เดิมที  Chilling Adventures of Sabrina มีต้นธารมาจากคอมิกของค่าย อาร์ชี่ (Archie) โดยตัวละคร ซาบรินา สเปลแมน ได้มีโอกาสพบผู้อ่านครั้งแรกใน Archie’s Mad House เล่มที่ 22 เดือนตุลาคมปี 1962 เขียนเรื่องโดย จอร์จ แกลเดอร์ (George Gladir) และวาดโดย แดน เดอคาร์โล (Dan DeCarlo) จนต่อมาได้ซีรีส์คอมิกเป็นของตัวเองในชื่อ Sabrina the Teenage Witch และโอกาสแรกที่ ซาบรินา สเปลแมน ได้มีโอกาสโลดแล่นบนจอแก้วก็เป็นในรูปแบบ อนิเมชันซีรีส์ ในปี 1969 รายการ The Archie Show ที่รวมตัวละครจากคอมิกของอาร์ชี่ มานำเสนอในรูปแบบการ์ตูน แต่สำหรับเวอร์ชั่น ไลฟ์แอ็คชั่นที่ประสบผลสำเร็จที่สุดก็ได้แก่ Sabrina the Teenage Witch หรือที่คนไทยคุ้นเคยกับชื่อ ซาบรินา แม่มดใสวัยปิ๊ง ทางช่อง ITV    โดยซีรีส์ ออกอากาศ 7 ซีซันตั้งแต่ปี 1996 – 2003 โดยได้ เมลิตส่า โจน ฮาร์ต มารับบท ซาบรินา สเปลแมน ได้อย่างน่ารักน่าชัง

และในตุลาคมปี 2014 ทางอาร์ชี่ก็ได้ฤกษ์หยิบตัวละคร ซาบรีนา สเปลแมน มาบอกเล่าใหม่ภายใต้ Archie Horror สายคอมิกสยองขวัญในซีรีส์ Chilling Adventures of Sabrina ที่ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นต้นธารให้กับซีรีส์ชุดนี้ที่ได้ โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า จาก RIVERDALE มาอำนวยสร้างนั่นเอง

ความแตกต่างของฉบับจอแก้ว

ข้อแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านเนื้อเรื่องคือตัวละคร ซาบรีนา สเปลแมนในฉบับนี้จะรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นแม่มด ในขณะเวอร์ชั่น Teenage Witch ในตอนแรกตัวละครจะยังไม่รู้ความจริง แต่ต่อมาได้รู้ความจริงจากป้าทั้งสองว่าตัวเองเป็นแม่มดจากของขวัญที่เป็นตำราเวทย์มนตร์ในวันเกิดครบรอบ 16 ปี และโทนในการเล่าเรื่องของเวอร์ชั่นก่อนจะออกแนวหนังรักป๊อบวัยรุ่นใสๆที่สำคัญมีฉากขโมยซีนของเจ้าเหมียว เซเล็ม เยอะมาก เพราะเป็นแมวที่พูดได้แถมกวนโอ๊ยซะด้วย ส่วนเวอร์ชั่น Chilling Adventures of Sabrina ต้องยอมรับว่าแค่ตอนไพล็อตที่ได้ชมนี่ก็จัดเต็มทั้งความสยองขวัญชวนช็อคมีฉากฆ่ากันเลือดสาด และใครกลัวแมงมุมนี่อาจมีขนหัวลุกได้เลย ขณะที่เจ้าเหมียวเซเล็ม ยังไม่แน่ชัดว่าฉบับนี้จะพูดได้เหมือนอันเดิมหรือไม่

สเน่ห์ของแม่มดสาว

สำหรับน้องหนู เคียร์แนน ชิปคา นี่ผมให้ 3 ผ่านเลยครับ น่ารัก..ผ่าน! แสดงดี..ผ่าน! แดเมจแรงเวลายิ้ม..ผ่าน! แล้วด้วยความที่วัยของนุ้งเคียร์แนน ใกล้เคียงกับตัวละครเพราะเธอเพิ่งอายุ 19 ปีเองเลยทำให้เราเชื่อหมดใจว่านี่เด็กอายุ 16 จริงๆทั้งหน้าตา บุคลิก ที่สำคัญคือทักษะการแสดงต้องยอมรับว่าสามารถจับความสนใจจากคนดูได้อยู่หมัดเลยล่ะ

ความเชื่อมโยงกับ RIVERDALE

เนื่องจากเป็นคอมิกในสังกัดของอาร์ชี่ทั้งคู่ แถมเมืองกรีนเดล ฉากหลังของเรื่องได้ถูกกล่าวถึงไปแล้วในซีรีส์ RIVERDALE และในฉบับคอมิกตัวละครทั้งสองเรื่องก็รู้จักกันถึงขั้น ซาบริน่า เคยปลุกซอมบี้ให้อาละวาดริเวอร์เดลโดยไม่ตั้งใจมาแล้ว แถมผู้อำนวยการสร้างของทั้ง 2 เรื่องก็ยังเป็น โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า อีกด้วย ซึ่งหาก Chilling Adventures of Sabrina ประสบความสำเร็จด้วยดี เราอาจได้เห็น ซาบรีนา และ เหล่าวัยรุ่นแห่งริเวอร์เดล มาครอสโอเวอร์แบบเดียวกับซีรีส์ฮีโร่ของ DC ก็เป็นได้นะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : FIRST MAN ในระบบ IMAX

Published

on

และแล้วหนังที่คอ IMAX รอคอยมากที่สุดอย่าง FIRST MAN หนังที่เล่าถึงเบื้องหลังภารกิจส่ง นีล อาร์มสตรอง (ไรอัน กอสลิง) มนุษย์คนแรกไปเหยียบดวงจันทร์ ก็เข้าฉายแล้วในวันนี้ โดยเป็นระบบ IMAX แบบ 2 มิติธรรมดา และชูจุดเด่นในโฆษณาว่ามีฉากพิเศษให้พื้นที่ภาพมากกว่าโรงปกติ 26% แต่เมื่อพิสูจน์ด้วยสายตาแล้วจะเป็นจริงดังว่า ไม่จกตาหรือไม่ เราลองมาพิสูจน์กันเลย

เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX

จากข้อมูลด้านเทคนิคของหนังบนเว็บไซต์ IMDB ระบุว่าตัวหนังใช้กล้องฟิลม์ถึง 3 รุ่น แต่กล้องตัวสำคัญที่สุดก็คือกล้อง IMAX MSM 9802 โดยระบุว่าใช้ถ่ายฉากบนดวงจันทร์ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นการวางแผนใช้กล้อง IMAX ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของบทภาพยนตร์ ยิ่งเนื้อหาในหนังที่แสดงภาพนีล อาร์มสตรองขึ้นไปบนดวงจันทร์เพื่อสะสางเรื่องค้างคาในอดีตบางอย่างด้วยแล้วจึงสามารถลบข้อด้อยในเรื่องจำนวนฉากขยายที่มีเพียงฉากเดียวไปได้แบบราบคาบเลย

ฉากขยายว้าวแค่ไหน

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าฉากขยายของหนัง FIRST MAN มีเพียงฉากเดียวคือฉากบนดวงจันทร์ แต่สิ่งที่ต้องถือเป็นหมายเหตุไว้เลยคือแม้อัตราส่วนปกติของหนังจะเป็น 2.39 : 1 แต่งานภาพของหนังก็ไม่ทำให้ “เสียของ” แม้แต่นิดเดียว เพราะแม้ตัวหนังจะเน้นดราม่าแต่การถ่ายทอดฉากฝึกบินต่างๆงานภาพเมื่ออยู่บนจอ IMAX คือสามารถ “ดึง” ผู้ชมเข้าไปร่วมผจญ “ภัย” ที่แม้แต่การขึ้นไปแสตนบายบนกระสวยก็อาจหมายถึงการเดินทางไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อในยุคสมัยที่เทคโนโลยีด้านอวกาศยังเพิ่งตั้งไข่ และทีละน้อยการที่สายตาคุ้นชินกับอัตราส่วนภาพ 2.39:1 แถมเป็นภาพในระยะโคลสอัพหรือมีเดียมช็อตเป็นส่วนใหญ่ เมื่ออัตราส่วนภาพของหนังขยายเป็น 1.90:1 (Digital IMAX) ความอึดอัดพลันเปลี่ยนเป็นความอ้างว้าง ไร้น้ำหนัก ไร้ขอบเขต และเมื่อถึงที่สุดสารที่อยู่ในบทภาพยนตร์ของมันก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉากเด็ดในหนังบนจอ IMAX

ฉากเด็ดคงต้องยกให้ฉากบนดวงจันทร์นั่นแหละครับ เพราะอัตราส่วน 1.90:1 ช่วยให้งานออกแบบงานสร้างโชว์ตัวเองได้อย่างเต็มที่ และไม่เพียงทางเทคนิคเท่านั้นมันยังเสริมการเล่าเรื่องให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามความตั้งใจของ เดเมียน ชาเซลล์ ผู้กำกับยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์จาก  ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าหนังแนวไหนจะเกี่ยวกับดนตรีหรือไม่ เขาก็เอาอยู่จริงๆ

ระบบเสียง

ย้อนกลับไปดูระบบเสียง ปรากฎว่าเสียงในหนังมิกซ์มาระบบเดียวคือ DOLBY ATMOS ไม่ได้มิกซ์ในระบบ IMAX 6 Tracks เหมือนหนังที่ตั้งใจฉาย IMAX เรื่องอื่น แต่จากการพิสูจน์ด้วยหูตัวเองพบว่า ไม่ได้มีอะไรน่าขัดใจ โดยเฉพาะงานออกแบบเสียงในหนังที่มีหวังชิงรางวัลออสการ์ปีหน้าแน่นอน เพราะ เดเม่ียน ชาเซลล์ ดูจะให้ความสำคัญกับเสียงมากเป็นพิเศษมาตั้งแต่ทำหนังดนตรีทั้ง Whiplash และ LA LA LAND แล้ว ดังนั้นแม้แต่เสียงจอแจของเพื่อนบ้าน หรือ เสียงสร้อยกระทบพื้น ก็สร้างความหมายได้เป็นอย่างดี และระบบเสียงในโรง IMAX ก็ให้เราสัมผัสอารมณ์ตัวละครผ่านเสียงแวดล้อมได้เสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ

คุ้มค่าตั๋วไหม

แม้ราคาตั๋วจะเริ่มที่ 300 บาท แต่เราขอแนะนำให้นั่งเก้าอี้แพลตตินัมราคาสมาชิก M-GEN ที่ 350 บาทจะดีกว่า (ราคาปกติ 400 บาท) เพราะหากนั่งแถวด้านล่างก็เสี่ยงจะต้องแหงนซึ่งตัวหนังมีฉากที่เสี่ยงทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะอยู่พอสมควรครับ ดังนั้นถ้าเทียบกับคุณภาพหนังแล้ว ผมว่าการชม FIRST MAN ในโรง IMAX คุ้มค่าอยู่มากครับ ทั้งนี้ผู้ชมอาจต้องคำนวนร่วมกับค่าเดินทางและความสะดวกอีกทีนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!