ฆาตกรต่อเนื่อง 17 ศพ ที่มาของซีรีส์ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story ทาง Netflix

อเมริกามีฆาตกรต่อเนื่องมากมายหลายคน บางรายก็มีชื่อเสียงกระฉ่อนจนเป็นที่สะเทือนขวัญ สาเหตุจากความโหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์มนา และแน่นอนว่าเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้มักจะถูกฮอลลีวูดดัดแปลงเป็นหนังและซีรีส์เสมอมา และเรื่องล่าสุด Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story ที่เพิ่งสตรีมมิงทาง Netflix เมื่อ 21 กันยายนที่ผ่านมานี่เองก็เป็นเรื่องราวของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ (Jeffrey Dahmer) ผู้ก่อวีรกรรมสังหารเหยื่อมากถึง 17 ราย ในช่วงยุค 80s – 90s ดาห์เมอร์จัดได้ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดที่จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ จนเรื่องราวของเขาถูกนำไปสร้างเป็นหนังและซีรีส์มาแล้ว 5 ครั้ง และเรื่องล่าสุดนี้ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story ก็ได้ อีเวน ปีเตอร์ (Evan Peters) นักแสดงหนุ่มฝีมือดีที่หลายคนรู้จักเขาจากบทบาท QuickSilver จากแฟรนไชส์ X-Men มาสวมบทบาทเป็น เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ อย่างได้ยอดเยี่ยม จนได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ จากนี้เรามารับรู้เรื่องราวความเป็นมา และวีกรรมสุดโหดของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ เพื่ออรรถรสในการรับชมซีรีส์ที่น่าจะช่วยให้สนุกเข้มข้นยิ่งขึ้น

คำเตือน : เนื้อหาค่อนข้างมีความรุนแรง

ตัวตนของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ฉบับย่อ

เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ เป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด เขาก่อคดีสังหารเหยื่อเพศชายมาแล้ว 17 ศพ ในช่วงเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปี 1978 ถึงปี 1991 เจฟฟรีย์มักจะเจาะจงหาเหยื่อเป็นชายผิวดำที่บาร์เกย์ ห้างสรรพสินค้าหรือไม่ก็ป้ายรถโดยสาร เจฟฟรีย์มักจะใช้วิธีพูดจาหลอกล่อเหยื่อให้ไปดื่มต่อที่ห้องพักของตน โดยอ้างว่าจะให้เงินหลังไปมีเซ็กซ์ด้วยกัน พอเหยื่อหลงกลยอมตามไปดื่มที่ห้อง แล้วเจฟฟรีย์ก็จะผสมยานอนหลับหรือยากล่อมประสาทลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ให้เหยื่อดื่ม พอเหยื่อเริ่มมีอาการมึนงงแล้ว เขาจะสังหารเหยื่อด้วยการรัดคอให้ขาดอากาศหายใจตาย จากนั้นก็เริ่มกระบวนการวิตถาร ด้วยการมีอะไรกับร่างไร้วิญญาณของเหยื่อ ก่อนจะจบพิธีการด้วยการหั่นศพเป็นชิ้น ๆ เพื่อนำไปทิ้งในที่ต่าง ๆ กัน ความวิปริตของเจฟฟรีย์ยังไม่หมดแค่นั้น เขามักจะเก็บหัวกระโหลก หรือไม่ก็อวัยวะเพศของเหยื่อไว้เป็นที่ระลึกเสมอ หลายครั้งเขามักจะถ่ายภาพขณะที่ร่วมเพศกับศพ หรือขณะที่จัดการกับร่างศพเก็บไว้ เพื่อหยิบมาดูแล้วรำลึกถึงความรู้สึกขณะปฏิบัติการ


เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ถูกตำรวจจับได้ในปี 1991 ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 15 รอบ แต่สุดท้ายเจฟฟรีย์ก็ชดใช้กรรมในคุกเพียงแค่ 2 ปี เพราะเขาถูก คริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ (Christopher Scarver) เพื่อนร่วมห้องขังฆ่าตายในปี 1994

ชีวิตวัยเด็กของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์

ไลโอเนล และ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์

เขาเกิดในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1960 เขาเป็นบุตรชายของ ไลโอเนล และ จอยซ์ ดาห์เมอร์ พ่อและแม่บรรยายลักษณะของเจฟฟรีย์ในวัยเด็กว่าเขาเป็นที่ดูสดใสร่าเริงและมีความกระตือรือร้นสูง จุดเปลี่ยนแรกในพฤติกรรมของเจฟฟรีย์เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขาอายุ 4 ขวบ ที่เขาต้องเข้ารับผ่าตัดรักษาอาการไส้เลื่อน การผ่าตัดนี้ส่งผลกระทบต่อภาวะทางจิตของเจฟฟรีย์อย่างเห็นได้ชัด เขากลายเป็นเด็กสงบเสงี่ยมลง และดูห่างเหินมากขึ้นหลังจากที่แม่คลอดน้องชายของเขาออกมา ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือ พ่อและแม่มีเหตุจำเป็นต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยครั้ง พอเจฟฟรีย์เข้าสู่วัยรุ่นเขาก็เริ่มปลีกตัวจากโลกภายนอก มีอาการตึงเครียด และไร้เพื่อน

เจฟฟรีย์เคยย้อนเล่าถึงอดีตของเขาว่า แรงกระตุ้นที่ทำให้เขาอยากมีอะไรกับศพนั้นเริ่มขึ้นเมื่อตอนเขาอายุได้ 14 ปี เป็นช่วงที่พ่อกับแม่ของเขาหย่าร้างกัน พอหลังจากนั้นอีก 2-3 ปี เขาก็ยิ่งมีความอยากลงมือกระทำจริงตามความคิดวิตถารในหัวนี้ แล้วเขาก็ได้ลงมือสังหารเหยื่อรายแรกในช่วงปีแรกที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เจฟฟรีย์บอกว่าที่เขาลงมือครั้งแรกได้นั้นเป็นเพราะอาการมึนเมาจากแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วยให้กล้าลงมือ (รายละเอียดของเหยื่อแต่ละรายจะเล่าในบทถัดไป) แต่เขาก็เรียนมหาวิทยาลัยได้แค่ไม่กี่เดือนแล้วก็หยุดเรียนไปซะเฉย ๆ ไลโอเนลผู้เป็นพ่อเห็นทีท่าว่าเจฟฟรีย์เริ่มจะเหลวไหล เลยบังคับให้เขาไปเกณฑ์ทหารซะ ซึ่งเจฟฟรีย์ก็ได้รับการเรียกตัวเข้ากองทัพในเดือนธันวาคม ปี 1978 แล้วถูกส่งตัวไปประจำการในเยอรมัน

ตอนนี้เจฟฟรีย์กลายเป็นหนุ่มติดเหล้าไปแล้ว และกลายเป็นปัญหาให้กับกองทัพ ส่งผลให้เขาถูกส่งตัวกลับสหรัฐฯ และถูกปลดประจำการในปี 1981 แต่หลังจากนั้นไม่นานทางตำรวจเยอรมันก็ตั้งข้อสงสัยว่า เจฟฟรีย์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมในเยอรมันระหว่างที่เขาประจำการอยู่ที่นี่ แต่ไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ว่าเขามีส่วนรับผิดชอบในกี่คดีฆาตกรรม

หลังถูกขับออกจากกองทัพบก เจฟฟรีย์ก็เดินทางกลับมาอยู่กับพ่อที่บ้านในโอไฮโอ แต่พอกลับมาได้ไม่นาน เจฟฟรีย์ก็ก่อความวุ่นวายและถูกตำรวจจับ ทำให้พ่อรู้สึกเอือมระอากับพฤติกรรมของลูกชายจอมเกเร เลยส่งตัวเจฟฟรีย์ไปอยู่กับย่าในรัฐวิสคอนซินแทน มาอยู่ที่นี่เจฟฟรีย์ก็ยังสร้างความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน เพราะเขายังคงติดเหล้า แล้วก็ไปก่อเหตุจนโดนจับข้อหาอนาจารในปี 1986 เมื่อเด็กชาย 2 คน ให้การว่าเจฟฟรีย์มาช่วยตัวเองโชว์ให้พวกเขาดู แต่เขาไม่โดนคุมขัง ศาลแค่ตัดสินให้เขาได้รับทัณฑ์บนไป 1 ปี

เริ่มสังหารเหยื่อ

เหตุผลหนึ่งที่เจฟฟรีย์ก่อเหตุสังหารเหยื่อได้มากถึง 17 ศพ และก่อคดีได้ยาวนานถึง 13 ปี โดยไม่โดนจับได้นั้นเพราะเขาค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกเหยื่อและมีความระแวดระวังสูง คุณสมบัติของเหยื่อที่เจฟฟรีย์เลือกอย่างแรกเลยคือ ต้องเป็นคนต่างถิ่น เขามักจะเลือกพวกที่เป็นนักท่องเที่ยว หรือไม่ก็พวกที่หนีคดีข้ามแดนมา เพราะถ้าคนเหล่านี้หายตัวไปก็จะไม่มีใครสงสัย ทำให้เบาะแสที่จะเชื่อมโยงมาถึงตัวเขามีน้อยลง

เหยื่อ 4 รายแรก

สตีเวน ฮิกส์


เจฟฟรีย์ลงมือสังหารครั้งแรกเมื่อตอนที่เขาเพิ่งเรียนจบมัธยมปลายใหม่ ๆ ในเดือนมิถุนายน 1978 หนุ่มดวงซวยรายแรกนั้นคือ สตีเวน ฮิกส์ (Steven Hicks) รายนี้เป็นหนุ่มนักโบก ในช่วงนั้นเจฟฟรีย์ยังอยู่กับพ่อและแม่ด้วยซ้ำ เขาก็ชวนฮิกส์ให้ไปที่บ้านเขา ชวนกันดื่ม เมื่อฮิกส์ขอตัวกลับ เจฟฟรีย์ก็ลงมือสังหารเขาทันทีด้วยใช้ตุ้มยกน้ำหนักตีไปที่หัวของฮฺิกส์ จากนั้นก็ใช้แท่งเหล็กบาร์เบลรัดคอเขาจนตาย แล้วก็หั่นศพแยกเป็นชิ้น ๆ นำชิ้นส่วนทั้งหมดใส่ลงในถุงพลาสติกแล้วนำไปฝังดินหลังบ้าน แต่อาจจะด้วยเหตุที่ว่าเป็นการลงมือครั้งแรก ทำให้เจฟฟรีย์ไม่สบายใจ เลยตัดสินใจไปขุดศพขึ้นมาอีกครั้ง รอบนี้เขาเอาค้อนปอนด์ทุบชิ้นส่วนศพจนแหลก แล้วแยกเศษร่างลงถุงหลาย ๆ ใบ จากนั้นก็นำไปแยกทิ้งในป่ากระจายห่างกันหลายจุด

หลังจากลงมือประเดิมครั้งแรก เจฟฟรีย์ก็เว้นช่วงไปนาน ก่อนจะลงมืออีกครั้งก็อีก 9 ปีต่อมา ในเดือนกันยายน 1987 รอบนี้เหยื่อผู้โชคร้ายคือ สตีเวน ทูโอมี (Steven Tuomi) เขาชวนเหยื่อไปเปิดห้องพักโรงแรมเพื่อดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกัน น่าจะดื่มกันหนักจนภาพตัด เจฟฟรีย์สะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบว่าทูโอมีกลายเป็นศพไปแล้ว แต่เขาจำเหตุการณ์อะไรเมื่อคืนไม่ได้เลย รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องจัดการกับศพ เจฟฟรีย์จึงออกไปซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาใส่ร่างของทูโอมีแล้วขับกลับไปที่บ้านย่า ลงมือทำลายศพที่ห้องใต้ดินบ้านย่า แต่ก่อนจะจัดการกับศพเจฟฟรีย์ก็ไม่พลาดที่จะช่วยตัวเองกับศพ แล้วจึงลงมือหั่นร่างเป็นชิ้น ๆ

หลังจากรายทูโอมีแล้ว เจฟฟรีย์ยังคงใช้ห้องใต้ดินของย่าเป็นที่ปฏิบัติการโหดอีก 2 ราย โดยที่ย่าไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย ย่ารับรู้เพียงอย่างเดียวว่าไอ้หลานชายตัวดีชอบเมากลับมาบ้านแล้วก็ลงไปทำอะไรดึกดื่นที่ห้องใต้ดินเป็นประจำ แต่นั่นก็สร้างความรำคาญให้กับย่าพอดู จนย่าทนไม่ไหวแล้วไล่ตะเพิดเจฟฟรีย์ออกจากบ้านไปในปี 1988

ในเดือนกันยายน ปี 1989 เจฟฟรีย์ก็ก่อเรื่องอีกครั้ง แล้วครั้งนี้โดนจับด้วย โดยเจ้าทุกข์เป็นเด็กชายชาวลาววัย 13 ปี เจฟฟรีย์โดนตัดสินมีความผิดในข้อหา แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากผู้เยาว์ และล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน เจฟฟรีย์สารภาพผิดแต่ก็ให้การโต้แย้งว่าเด็กชายคนนี้น่าจะมีอายุจริงเกิน 13 ปี อย่างที่กล่าวอ้าง

แต่ระหว่างที่รอลงอาญาในคดีนี้ เจฟฟรีย์ก็ยังคงอยู่เฉยไม่ได้อีก ในเดือนมีนาคม 1989 เจฟฟรีย์ก็ได้เหยื่อรายใหม่ ชื่อว่า แอนโธนี เซียร์ (Anthony Sears) เป็นชายหนุ่มที่มีความฝันอยากเป็นนายแบบ แต่มาลงเอยด้วยการเป็นศพ ด้วยฝีมือของเจฟฟรีย์ ที่รอบนี้เขาแอบกลับมาใช้ห้องใต้ดินบ้านย่าเป็นที่ลงมือปฏิบัติการอีกแล้ว เซียร์เสียท่าให้กับเจฟฟรีย์ด้วยอุบายเดิม ล่อหลอกมาดื่มเหล้า วางยา รัดคอจนตาย ตุ๋ยศพ ถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก แล้วก็หั่นร่างแยกชิ้นส่วน แล้วนำไปทำลายทิ้ง ส่วนรายที่ 4 ในช่วงนี้นั้น ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด

แล้ววันนัดพิพากษาในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่เขาก่อไว้ก็มาถึงในเดือนพฤษภาคม 1989 เจฟฟรีย์เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เขาให้การต่อศาลอย่างมีวาทศิลป์ ว่าเขาเลือกเดินทางผิด แต่เขาได้สำนึกผิดแล้ว การถูกจับในครั้งนี้เทียบได้กลับเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเขาเลยทีเดียว ทนายของเจฟฟรีย์ก็ให้การสมทบอีกด้วยว่า เจฟฟรีย์สมควรได้รับการบำบัดแทนที่จะถูกนำตัวไปคุมขัง การให้การของทั้งคู่ได้ผลดี ผู้พิพากษาเห็นพ้องดังนั้น แล้วก็ตัดสินให้เจฟฟรีย์ได้รับโทษ “จำคุกแบบปล่อยตัวตอนกลางวัน” เจฟฟรีย์กลายเป็นนักโทษต้นแบบในการลงโทษรูปแบบใหม่นี้ กล่าวคือในช่วงกลางวัน เจฟฟรีย์สามารถออกไปทำงานภายนอกเรือนจำเช่นคนปกติได้เลย แต่กลางคืนต้องกลับมานอนในเรือนจำ มีผล 1 ปี แต่หลังพ้นโทษยังคงได้รับทัณฑ์บนต่ออีก 5 ปี

ในระหว่างที่ต้องโทษ 1 ปีนี้ ก็เหมือนว่า ไลโอเนล ดาห์เมอร์ จะรู้ดีว่าเจฟฟรีย์ลูกชายเขาเป็นตัวร้ายอย่างแน่นอน ไลโอเนลตัดสินใจเขียนจดหมายส่งถึงผู้พิพากษา มีใจความว่าลูกชายเขามีอาการทางจิตและสมควรได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ก่อนที่จะพ้นโทษจะเป็นการดีที่สุด แต่ผลออกมาตรงกันข้าม เจฟฟรีย์กลับได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับการ “จำคุกแบบปล่อยตัวตอนกลางวัน” เพียงแค่ 10 เดือนเท่านั้น หลังออกจากคุกแล้วเจฟฟรีย์ก็กลับไปพักที่บ้านย่าอยู่ช่วงสั้น ๆ แต่ช่วงนี้เขาก็ไม่ได้ไปก่อเหตุฆ่าใครเพิ่มเติมอีก จากนั้นก็ออกไปเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่เอง

เหยื่ออีก 13 ศพ

เหยื่อที่เป็นชายผิวดำ

หลังออกมาอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ส่วนตัว ก็เริ่มกระบวนการสังหารอย่างต่อเนื่อง แต่ละรายผ่านไปอย่างราบเรียบ ทำให้เจฟฟรีย์เริ่มได้ใจ ก่อเหตุสังหารถี่ขึ้น ขนาดที่ว่าลงมือถึง 13 ศพในช่วงเวลาแค่ 2 ปีจากนี้ ยิ่งลงมือบ่อยมากขึ้นเจฟฟรีย์ก็ยิ่งเลือดเย็นอำมหิตมากขึ้น เขาได้พัฒนารูปแบบการฆ่าไปไกลจากเดิมมาก เขาได้กลายเป็นฆาตกรโรคจิตโดยสมบูรณ์แบบแล้ว เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ รื่นรมย์กับการฆ่าเหยื่อด้วยวิธีการใหม่ ๆ ที่เขาคิดค้นขึ้น เริ่มจากการสรรหาสารเคมีรุนแรงมาทำลายร่างเหยื่อ แล้วหลัง ๆ นี้ก็เริ่มกินเนื้อเหยื่อด้วย การลงมือที่โรคจิตที่สุดก็คือการผ่าสมองเหยื่อ หรือไม่ก็ใช้สว่านเจาะกะโหลกเหยื่อในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือไม่ก็ใช้กรดไฮโดรลิกเข้มข้นที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงฉีดเข้าร่างเหยื่อ

ถังบรรจุสารเคมี 52 แกลลอน ที่เจฟฟรีย์ใช้ทำลายร่างเหยื่อ

เจฟฟรีย์เคยเกือบโดนจับได้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม 1991 เมื่อ แซนดรา สมิธ เพื่อนบ้านของเจฟฟรีย์โทรแจ้งความว่ามองเห็นเด็กหนุ่มชาวเอเซียคนหนึ่งวิ่งเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่บนถนน ตำรวจรุดมายังที่เกิดเหตุ พยายามสอบถามเด็กหนุ่มว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ในอาการตื่นตระหนกก็ให้การไม่ได้ใจความ พอถึงตรงนี้ เจฟฟรีย์จึงออกมาพบตำรวจแล้วอธิบายกับตำรวจเองว่า ชายหนุ่มวัย 19 ผู้นี้คือคนรักของเขาเอง ด้วยวาทศิลป์ชั้นเลิศของเจฟฟรีย์ทำให้ตำรวจยอมเชื่อสนิทใจว่านี่คือปัญหาระหองระแหงระหว่างคู่รักร่วมเพศปกติธรรมดาทั่วไป ตำรวจจึงนำตัวเจฟฟรีย์และหนุ่มคู่ขามาส่่งบ้าน แต่ก่อนกลับก็เข้าไปเดินตรวจตราในอะพาร์ตเมนต์ของเจฟฟรีย์แบบพอเป็นพิธีก่อนกลับ

แต่ข้อมูลที่ตำรวจได้รับจากเจฟฟรีย์นั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะความเป็นจริงแล้วนี่คือแผนการแก้แค้นเอาคืนของเจฟฟรีย์ เพราะเด็กชายคนนี้อายุจริงคือ 14 ปีแล้วเป็นน้องชายของเด็กชายชาวลาวที่เคยแจ้งความเอาผิดจนเขาต้องโทษจำคุกมาแล้ว ชะตากรรมของเด็กชายลาวรายนี้จะเป็นอย่างไรคงเดาได้ไม่ยาก หลังจากตำรวจลากลับไป เจฟฟรีย์ก็สนุกกับการลงมือสังหารเหยื่อของเขาด้วยกรรมวิธีสุดอำมหิต ซึ่งถ้าเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจรู้สึกเอะใจแล้วตรวจอะพาร์ตเมนต์ของเจฟฟรีย์อย่างละเอียดในคืนนั้น ก็จะพบศพของ โทนี ฮิวส์ เหยื่ออีกรายที่เจฟฟรีย์ยังไม่ได้ทำลายร่างยังคงตกค้างอยู่ในห้องเขา แล้วเด็กชายลาวผู้นี้ก็น่าจะรอดชีวิต

ถูกจับกุมตัว

เทรซี เอ็ดเวิร์ด

หลังจากสังหารเด็กชายชาวลาวไปแล้ว เจฟฟรีย์ก็ได้สนุกกับการสังหารเหยื่ออีก 4 ราย ก่อนจะถูกจับกุมตัวในวันที่ 22 กรกฎาคม 1991 ถือเป็นจุดสิ้นสุดความสนุกสนานในการสังหารเหยื่ออันยาวนานของเขา ในคืนนั้น 2 สายตรวจมิลวอกีพบเหตุผิดสังเกต มีชายผิวดำ เดินระหกระเหินอยู่บนถนน ในสภาพที่ข้อมือทั้งสองข้างมีกุญแจมือสวมอยู่ เจ้าหน้าที่จึงรุดเข้าไปสอบถามว่าเป็นมาอย่างไรถึงตกอยู่ในสภาพนี้ ก็ได้ใจความว่า เขาชื่อ เทรซี เอ็ดเวิร์ด วัย 32 ปี เขาหนีออกมาจากบ้านเพื่อนผิวขาวผู้หนึ่งที่มีพฤติกรรมประหลาด วางยาและกักขังเขาไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้เอ็ดเวิร์ดนำทางกลับไปที่เกิดเหตุ ซึ่งก็คืออะพาร์ตเมนต์ของเจฟฟรีย์ พอไปถึงก็พบตัวเจฟฟรีย์ที่ยินยอมออกมาพบตำรวจด้วยสีหน้าท่าทางปกติดี แถมยังมอบลูกกุญแจให้ไขกุญแจมือของเอ็ดเวิร์ดแต่โดยดี

จุดจบของเจฟฟรีย์มาจากตอนที่ เอ็ดเวิร์ดเริ่มเล่ารายละเอียดกับตำรวจว่า นายเจฟฟรีย์ผู้นี้ล่ะได้ใช้มีดขู่ทำร้ายเขา แล้วมีดเล่มนั้นก็ยังอยู่ในห้องนอนของเจฟฟรีย์ ทำให้ตำรวจหันไปสอบถามข้อเท็จจริงกับเจฟฟรีย์ว่าเรื่องราวเป็นจริงอย่างที่เอ็ดเวิร์ดให้การหรือไม่ ระหว่างที่สอบสวนเจฟฟรีย์อยู่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เหลือบไปเห็น ภาพถ่ายโพลารอยด์หลายใบกองอยู่บนพื้น แล้วที่มันสะดุดตาเสียเหลือเกินก็คือนั่นเป็นภาพถ่ายชิ้นส่วนมนุษย์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบถามต่อไปก็รีบรวบตัวเจฟฟรีย์ไว้ทันที

ถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่จึงเรียกกำลังเสริมเข้าตรวจค้นอะพาร์ตเมนต์อของเจฟฟรีย์โดยละเอียด แต่ยิ่งตรวจก็ยิ่งเจอหลักฐานชวนสยองมากมาย มีศีรษะมนุษย์อยู่ในตู้เย็น 1 หัว และอีก 3 หัวอยู่ในตู้แช่ และของสะสมที่น่าสะอิดสะเอียนอีกมากมายอย่างเช่น หัวกระโหลก, ขวดโหลดองอวัยวะเพศชาย และคอลเล็กชันภาพถ่ายปึ๊งใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาพกรรมวิธีการสังหารเหยื่อแต่ละรายที่ชวนขนพองสยองเกล้า

การพิจารณาคดี

เจฟฟรีย์เข้ารับการพิจารณาคดีในชั้นศาลในเดือนมกราคม 1992 และดำการเนินด้วยความระมัดระวังความปลอดภัยสูงสุด เหตุเพราะว่าเหยื่อส่วนใหญ่ของเจฟฟรีย์นั้นเป็นชายผิวดำ ซึ่งเป็นการปลุกความไม่พอใจในหมู่คน แอฟริกัน-อเมริกัน อาจจะมีเหตุไม่สงบเกิดขึ้นได้ระหว่างพิจารณาคดี เจฟฟรีย์จึงต้องอยู่ในคอกพิเศษที่สร้างด้วยกระจกกันกระสุนสูง 2.4 เมตร และอีกสาเหตุที่ทำให้ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ไม่พอใจนักก็คือ ในกลุ่มลูกขุนนั้น มีคนผิวดำรวมอยู่ด้วยแค่คนเดียว แล้วก็ถูกถอดออกหลังจากนั้นไม่นานอีกด้วย

ระหว่างให้การในศาลนั้น เจฟฟรีย์ยืนกรานขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้ง ๆ ที่ในขั้นตอนสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น เจฟฟรีย์ให้การสารภาพมาแล้ว แต่เขาก็อ้างว่าที่เขาสารภาพตอนแรกนั้นเป็นเพราะสภาพจิตเขาไม่ปกติเช่นคนทั่วไป ในระหว่างให้การในชั้นศาลนั้น เจฟฟรีย์ได้อธิบายขั้นตอนในการสังหารเหยื่อแต่ละรายโดยละเอียด ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะที่เจฟฟรีย์ใช้ตอกย้ำว่าเพราะเขาเป็นบุคคลวิกลจริตถึงได้กระทำการอันชวนสยดสยองขนาดนี้ได้ แต่อัยการก็ให้การหักล้างว่า ที่จริงแล้วเจฟฟรีย์มีสติสัมปชัญญะที่ปกติดี และกระทำการสังหารเหยื่อบนความตระหนักรู้ดีว่านั่นเป็นการกระทำอันชั่วร้ายอำมหิต แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะลงมือ

แล้วกำหนดตัดสินคดีก็มีขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1992 คณะลูกขุนประชุมหารือกันยาวนานถึง 10 ชั่วโมง แล้วก็มีความเห็นพ้องกันว่า เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ มีความผิดจริง กระทำความผิดในขณะที่มีสภาพจิตปกติดี จากทุกคดีที่เจฟฟรีย์ได้กระทำไว้ ผู้พิพากษาตัดสินให้เจฟฟรีย์ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต 15 ครั้ง

ด้วยการที่เป็นนักโทษคดีร้ายแรง จึงต้องแยกขังเจฟฟรีย์ไว้ในพื้นที่เฉพาะ แต่เจฟฟรีย์สามารถปรับตัวได้ดี เขายังขอร้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ได้อนุญาตให้เขาได้ถูกขังรวมกับเพื่อนนักโทษคนอื่น ๆ ด้วย เขาอ้างว่าเขาได้เข้าถึงบทสอนในศาสนาแล้ว เพราะพ่อเขาส่งหนังสือพระธรรมคำสอนมาให้เขาได้ศึกษา ซึ่งภายหลังทางกรมราชทัณฑ์โคลัมเบีย ก็อนุญาตให้เขาได้เข้าพิธีแบปติสกับบาทหลวงจากโบสถ์ท้องถิ่น

วาระสุดท้ายของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์

คริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์

ดาห์เมอร์รับโทษจำคุกได้แค่เพียง 2 ปี ก็ต้องจบชีวิตด้วยฝีมือของ คริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ (Christopher Scarver) นักโทษผิวดำ เหตุเกิดในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1994 ในวันนั้น เจฟฟรีย์ได้รับมอบหมายให้ทำความสะอาดห้องน้ำโรงยิมร่วมกับ คริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ และ เจสซี แอนเดอร์สัน หลังจากผู้คุมวนเวียนดูความเรียบร้อยอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ผละจากไป ปล่อยให้นักโทษทั้งสามทำงานกันไป แต่ไม่นานจากนั้นผู้คุมก็เห็นสคาร์เวอร์กลับมาที่ห้องขังตัวเองก่อนกำหนด ซึ่งส่อท่าทีมีพิรุธ ขณะที่ผู้คุมกำลังซักไซ้สคาร์เวอร์อยู่นั้น ก็ได้รับรายงานว่าพบร่างไร้สติของเจฟฟรีย์และแอนเดอร์สัน ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงสาหัส ภายหลังสคาร์เวอร์สารภาพว่าเขาเป็นคนลงมือทำร้ายเจฟฟรีย์และแอนเดอร์สันเอง โดยใช้ท่อนเหล็กยกน้ำหนักกระหน่ำตีทั้งคู่จนแน่นิ่ง เจฟฟรีย์เสียชีวิตหลังจากผู้คุมพบร่างจมกองเลือดได้ 1 ชั่วโมง ส่วนแอนเดอร์สันเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังจากนั้นอีก 2 วัน

คริสโตเฟอร์ สคาร์เวอร์ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีปล้นฆ่าเหยื่อ เมื่อปี 1990 ขณะนั้นอายุ 21 ปี เขาไม่ปริปากสาเหตุในการฆ่าเจฟฟรีย์และแอนเดอร์สัน จนกระทั่งในปี 2015 สคาร์เวอร์จึงเผยเหตุจูงใจในการลงมือกับหนังสือพิมพ์ The New York Post ว่า เขารู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องอยู่กับเจฟฟรีย์ที่ก่อเหตุฆาตกรรมคนผิวดำ บวกกับนิสัยอันน่ารังเกียจของเจฟฟรีย์ที่ไร้สำนึก แล้วมองว่าการฆ่าหั่นศพของเขาเป็นเรื่องสนุก ทั้งยังชอบนำอาหารในเรือนจำมาป้ายซอสมะเขือเทศให้ดูเหมือนเลือด เหมือนว่าอาหารเหล่านี้แทนชิ้นส่วนแขนขามนุษย์ที่เขาเคยหั่น แล้วเอามาแหย่ใส่เพื่อนนักโทษ ทำให้นักโทษหลายคนก็ไม่พอใจในพฤติกรรมของเจฟฟรีย์ แล้ววันที่เขาลงมือฆ่าเจฟฟรีย์และแอนเดอร์สันนั้น ผู้คุมก็รู้เห็นเป็นใจกับเขา ถึงได้ปล่อยเขาให้อยู่ลำพังกันสามคน

แต่หลายคนกลับเชื่อว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเพราะ สคาร์เวอร์เป็นชายผิวดำ ส่วนเจฟฟรีย์และแอนเดอร์สันนั้นผิวขาวทั้งคู่ เจฟฟรีย์นั้นเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ ส่วนแอนเดอร์สันนั้นต้องโทษคดีแทงเมียตัวเองตาย แกล้งแทงตัวเองแต่ไม่ให้บาดแผลรุนแรงถึงชีวิตเพื่อป้ายความผิดให้ 2 วัยรุ่นผิวดำที่อยู่ในละแวกนั้น ทั้งคู่ล้วนมีคดีที่เป็นเหตุจูงใจให้สคาร์เวอร์ลงมือล้างแค้นให้คนผิวดำด้วยกัน

ชิ้นส่วนมนุษย์ในตู้เย็นของเจฟฟรีย์

ในปี 1996 หลังจากเจฟฟรีย์ได้ตายไปแล้ว กลุ่มเจ้าของธุรกิจห้างร้านในเมืองมิลวอกี มีความเห็นพ้องต้องกันว่าอยากจะฟื้นฟูสภาพจิตใจชาวเมืองมิลวอกี และยังล้างภาพเมืองมิลวอกีที่เคยเป็นพื้นที่ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง จึงได้ร่วมกันลงขันเป็นจำนวนเงิน 400,000 เหรียญ แล้วไปขอซื้อหลักฐานและของกลางในคดีฆาตกรรมของ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ เช่น มีด, เลื่อย, กุญแจมือ, ตู้เย็น และตู้แช่ เจตนาเพื่อนำมาทำลายให้หมดสิ้น เพราะอยากให้เมืองมิลวอกีได้หลุดพ้นจากคราบเงาของคดีสยองขวัญที่ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ ได้เคยก่อไว้ แล้วสื่อจะได้เลิกทำข่าวนี้เสียที

ที่มา ที่มา ที่มา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก