Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] A Series of Unfortunate Events Season 3 – ปัจฉิมบทความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์

Netflix A series of Unfortunate Events Season 3

9

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

9.0/10

ความสนุก น่าติดตามในแต่ละตอน

9.0/10

ความลื่นไหลในการสานต่อเรื่องราวจากซีซันก่อน

9.0/10

ความคุ้มค่าเวลาในการชม

9.0/10

จุดเด่น

  • ซีซันสุดท้ายถือว่าเล่าเรื่องได้เข้มข้นมาก
  • งานสร้างของซีรีส์ถือว่าเนี็๊ยบมาก
  • ซีรีส์ได้นักแสดงที่เหมาะจากการแคสติ้งที่ใช่ตั้งแต่ต้น เลยทำให้เราชวนติดตามได้ตลอด
  • ถูกใจคอนิยายเยาวชนแน่ๆ

จุดสังเกต

  • บางคนอาจหัวร้อนกับความซวยที่มาแทบไม่ได้พักกันเลย
  • เป็นซีรีส์ที่จำเป็นต้องดูตั้งแต่ซีซันแรก

  • อำนวยการสร้างโดย แบรี่ ซอนเนนเฟลด์ และ แดเนียล แฮนด์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชน และแฟนหนังสืออยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย
  • สตรีมมิง 7 ตอนสุดท้ายแล้วทาง Netflix   (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)

และแล้วเรื่องราวความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์ก็ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายหลังผจญวิบากกรรมต่างๆนานาจาก เคาต์โอลาฟ (นีล แพตทริค แฮริส) จนได้เดินทางมาถึงยังหน้าผาวิปโยคที่ทำให้ ไวโอเล็ต (มาลีนา ไวส์แมน) เคลาส์ (หลุยส์ ไฮนส์) และซันนี่ (เพรสลีย์ สมิธ) ต้องหาคำตอบถึงเบื้องหลังการก่อตั้งองค์กร วฟด. ที่เกี่ยวพันถึงอดีตของพ่อและแม่ รวมถึงการต้องหา “โถใส่น้ำตาล” ที่อาจเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์รอดพ้นจากเงื้อมมือเคาต์โอลาฟและยุติเรื่องราวความโชคร้ายต่างๆนานาของพวกเขาให้จงได้

สำหรับปัจฉิมบท-ซีซันสุดท้าย ซีรีส์ได้นำนิยายถึง 4 เล่มมาดัดแปลงได้แก่ The Slippery Slope – หน้าผาวิปโยค, The Grim Grotto – ถ้ำทะมึน, the penultimate peril-หายนะก่อนปิดฉาก และ The End – จุดจบแห่งความโชคร้าย ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็น 4 เล่มสุดท้ายที่เนื้อหาเข้มข้นที่สุดด้วยนั่นเอง ซึ่งตัวซีรีส์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะคราวนี้ขนตัวละครจาก 2 ซีซันที่ผ่านมารวมไว้เพียบ แถมเรายังจะได้พบกับเรื่องราวในอดีตของโบเดอแลร์รุ่นพ่อแม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายทั้งปวง ซึ่งเชื่อว่าเหล่าแฟนๆหนังสือต้องมีกรี๊ดแน่ๆเพราะการเล่าเรื่องต่างๆนานาถือว่าคงน้ำเสียงตลกร้ายของเลโมนี สนิคเก็ต ในหนังสือได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นเคย (ในซีรีส์รับบทโดย แพตทริค วอร์เบอร์ตัน) ซึ่งตลอด 7 ตอนของซีรีส์ก็มีความเข้มข้นไม่มีแวะดราม่าโดยไม่จำเป็น แถมยังทำให้เราทั้งลุ้นทั้งหัวร้อนกับความโชคร้ายของเหล่าพี่น้องโบเดอแลร์ที่ซวยไม่หยุดไม่หย่อนตลอด 50 นาทีของแต่ละตอนแบบหยุดดูไม่ได้เลย

ด้านงานสร้างของโบ เวลซ์ ต้องบอกว่าจัดเต็มแบบโชว์ฟินาเล่ต์จริงๆ เพราะคราวนี้มีทั้งเรือดำน้ำ ถ้ำใต้น้ำ ประตูกลต่างๆของวฟด. โรงแรมที่รวบรวมเหล่าสมาชิก วฟด. รวมไปถึง เกาะสวรรค์ที่เป็นบทสรุปของเรื่องก็ถูกนำเสนออย่างอลังการงานสร้างดูแล้วไม่ขัดตาเลยสักนิด ซึ่งก็ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของงานสร้างซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชนที่เมื่องานสร้างถึงก็ทำให้ซีรีส์ดูสนุกและคุ้มค่าคุ้มเวลาจริงๆ

ส่วนเหล่านักแสดงนำก็ยังทำหน้าที่ได้ดีทั้งกระดูกสันหลังของเรื่องอย่าง นีล แพตทริค แฮริส ที่ทำให้เคาต์โอลาฟมีชีวิตชีวา แถมซีซันสุดท้ายยังมีบทดราม่าหนักๆที่บอกถึงที่มาความแค้นที่เคาต์โอลาฟมีต่อพี่น้องโบเดอแลร์ได้อย่างล้ำลึก ส่วนเหล่าเด็กๆก็เติบโตขึ้นและมีเสน่ห์มากขึ้นทั้งหนุ่มหล่ออย่าง  หลุยส์ ไฮนส์ และสาวสวยอย่าง มาลีนา ไวส์แมน ส่วนเพรสลีย์ สมิธ ในบทเจ้าหนูซันนีก็เติบโตมาเป็นทารกที่เริ่มพูดได้อย่างน่ารักน่าชัง รวมถึงเหล่านักแสดงสมทบที่มาสร้างสีสันมากมายทั้ง ลูซี พันช์ ในบท เอสเม่ ควอเลอร์ที่ยังคงความน่าหมั่นไส้ได้ตลอดทุกตอนยิ่งมาสมทบกับ คิทาน่า เทิร์นบูล ในบท คาเมลิต้า สแปตส์ ก็ยิ่งทำให่เรื่องราวดูสนุกมากขึ้น หรือแม้แต่ โมเรนา บัคคาริน จาก Deadpool ก็มารับเชิญในบท บีอาทริซ แม่ของเด็กๆบ้านโบเดอแลร์ ได้อย่างมีสีสัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

Netflix A series of Unfortunate Events Season 3

9

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

9.0/10

ความสนุก น่าติดตามในแต่ละตอน

9.0/10

ความลื่นไหลในการสานต่อเรื่องราวจากซีซันก่อน

9.0/10

ความคุ้มค่าเวลาในการชม

9.0/10

จุดเด่น

  • ซีซันสุดท้ายถือว่าเล่าเรื่องได้เข้มข้นมาก
  • งานสร้างของซีรีส์ถือว่าเนี็๊ยบมาก
  • ซีรีส์ได้นักแสดงที่เหมาะจากการแคสติ้งที่ใช่ตั้งแต่ต้น เลยทำให้เราชวนติดตามได้ตลอด
  • ถูกใจคอนิยายเยาวชนแน่ๆ

จุดสังเกต

  • บางคนอาจหัวร้อนกับความซวยที่มาแทบไม่ได้พักกันเลย
  • เป็นซีรีส์ที่จำเป็นต้องดูตั้งแต่ซีซันแรก
  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix BODYGUARD บอดี้การ์ด พิทักษ์หักโหด – มินิซีรีส์การเมืองสุดระทึก เจ้าของลูกโลกทองคำสาขานำชาย

Published

on

Netflix A series of Unfortunate Events Season 3

9

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

9.0/10

ความสนุก น่าติดตามในแต่ละตอน

9.0/10

ความลื่นไหลในการสานต่อเรื่องราวจากซีซันก่อน

9.0/10

ความคุ้มค่าเวลาในการชม

9.0/10

จุดเด่น

  • ซีซันสุดท้ายถือว่าเล่าเรื่องได้เข้มข้นมาก
  • งานสร้างของซีรีส์ถือว่าเนี็๊ยบมาก
  • ซีรีส์ได้นักแสดงที่เหมาะจากการแคสติ้งที่ใช่ตั้งแต่ต้น เลยทำให้เราชวนติดตามได้ตลอด
  • ถูกใจคอนิยายเยาวชนแน่ๆ

จุดสังเกต

  • บางคนอาจหัวร้อนกับความซวยที่มาแทบไม่ได้พักกันเลย
  • เป็นซีรีส์ที่จำเป็นต้องดูตั้งแต่ซีซันแรก

  • สร้างสรรค์โดย เจด เมอคูริโอ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ทริลเลอร์การเมือง
  • สตรีมมิง 6 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)
หลังสร้างวีรกรรมหยุดเหตุวินาศกรรมบนรถไฟ เดวิด บัดด์ (ริชาร์ด แมดเดน) ได้ข้อเสนอให้เป็นองครักษ์พิทักษ์ จูเลีย มอนเตกิว (คีลีย์ ฮอว์ส) รัฐมนตรีมหาดไทยผู้เต็มไปด้วยความลับมากมายแถมเธอยังดึงเขาสู่เกมลับลวงพรางที่มีกฎหมายริดรอนเสรีภาพอย่าง ริป้า 18 เป็นตัวจุดชนวน เดวิดต้องจำต้องหาหนอนบ่อนไส้ที่หมายหัว จูเลีย ให้เจอก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป 

ความจริง Netflix ได้สตรีม Bodyguard มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 แม้ในระยะแรกตัวซีรีส์จะไม่ได้รับการพูดถึงนักแต่จากกระแสบอกปากต่อปากก็ทำให้มันได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะการแสดงของริชาร์ด แมดเดน ที่นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาแล้วยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตำรวจที่เคยผ่านเรื่องสะเทือนใจจากสนามรบในอีรักได้เป็นอย่างดี จนล่าสุดก็ได้ครอบครองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายประเภทซีรีส์ดราม่า และตัวซีีรีส์เองยังได้เข้าชิงสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมอีกด้วย

ข้อดีหลักๆของ Bodyguard เลยคือจำนวนตอนที่น้อยเพียง 6 ตอนแต่ยาวตอนละประมาณ 1 ชั่วโมงทำให้ตัวซีรีส์สามารถลงลึกในรายละเอียดต่างๆและดำเนินเรื่องได้อย่างกระชับฉับไวไม่มียืดเยื้อ และนอกจากนี้ซีรีส์เองยังเอาใจคอหนังแอ็คชั่นด้วยซีนมันส์ๆทั้งการขับรถหลบสไนเปอร์บนถนนปิดโล่ง การไล่ล่ามือปืน หรือฉากที่พระเอกถูกติดระเบิดแสวงเครื่องไว้กับตัวก็ช่วยสร้างความระทึกให้ทั้ง 6 ตอนโดยที่ยังสามารถพัฒนาการเล่าเรื่องให้ทวีความซับซ้อนจากบทซีรีส์ที่ให้พระเอกเป็นโรค PTSD หรือคนที่มีอาการทางจิตจากการผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต ซึ่งตัวเดวิด บัดด์ เคยไปร่วมรบสงครามที่อีรักและยังมีอาการหวาดระแวงต่างๆนานแต่จำต้องปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับงานอารักขา

อีกส่วนที่คิดว่า Bodyguard เล่าเรื่องได้อย่างลึกซึ้งคือการเล่นกับแอพโพรช หรือ คำสำคัญที่ใช้กำหนดวิถีการเล่าเรื่องโดยซีรีส์เลือกความเหลื่อมล้ำระหว่างการป้องกันกับการปกปิดตลอดเวลา ทั้งการที่เดวิด บัดด์ ดันมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐมนตรีเสียเอง หรือกระทั่งการที่เขาแอบสืบความลับของจูเลียเสียเองก็ทำให้นอกจากการต้องตามหาตัวผู้ก่อการร้ายแล้ว เรายังต้องตามสืบเสาะเลาะปมที่ซีรีส์วางไว้ว่าตกลงแล้วคนที่เดวิด บัดด์ต้องคุ้มกันแท้จริงเป็นคนดีหรือไม่ หรือกระทั่งในช่วงท้ายซีรีส์ถึงกับเอาล่อเอาเถิดกับความคิดคนดูถึงขั้นโยนสมมติฐานว่าหรือเดวิด บัดด์จะกลายเป็นบุคคลอันตรายเสียเองด้วย

และไม่พูดถึงไม่ได้คือ ริชาร์ด แมดเดน ที่สามารถดึงความสนใจเราได้ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย บทเดวิด บัดด์ ด้วยคาแรกเตอร์ ด้วยหน้าที่การงานของตัวละครสุ่มเสี่ยงจะทำให้ดูเท่ๆแบบดาดๆ หรือกระทั่งโรคจิตแบบเสแสร้ง แต่ ริชาร์ด แมดเดน สามารถบาลานซ์อาการ PTSD ของตัวละครเข้ากับหน้าที่บอดี้การ์ดได้อย่างกลมกล่อม แม้ว่า….เอ่อ…ยังไงก็ดูเท่อยู่ดี (ฮ่าาาาา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ส่งความสุขรับปีใหม่ รวมช็อตเด็ดโดนใจจากรายการ Victory BNK48

Published

on

ภาพจาก ภารกิจ รักใครให้บอกเลย | VICTORY BNK48 | EP.10 | 4 ก.ย. 61

Netflix A series of Unfortunate Events Season 3

9

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

9.0/10

ความสนุก น่าติดตามในแต่ละตอน

9.0/10

ความลื่นไหลในการสานต่อเรื่องราวจากซีซันก่อน

9.0/10

ความคุ้มค่าเวลาในการชม

9.0/10

จุดเด่น

  • ซีซันสุดท้ายถือว่าเล่าเรื่องได้เข้มข้นมาก
  • งานสร้างของซีรีส์ถือว่าเนี็๊ยบมาก
  • ซีรีส์ได้นักแสดงที่เหมาะจากการแคสติ้งที่ใช่ตั้งแต่ต้น เลยทำให้เราชวนติดตามได้ตลอด
  • ถูกใจคอนิยายเยาวชนแน่ๆ

จุดสังเกต

  • บางคนอาจหัวร้อนกับความซวยที่มาแทบไม่ได้พักกันเลย
  • เป็นซีรีส์ที่จำเป็นต้องดูตั้งแต่ซีซันแรก

เมื่อมองย้อนกลับไป ปี 2561 ก็นับว่าเป็นปีที่ดีสำหรับ BNK48 จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ BNK48 กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศจากเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงไปไกลถึงญี่ปุ่นและทั่วโลก ทั้งการที่มีเม็มเบอร์ถึง 2 คนติดอันดับในการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึของ AKB48 และการที่ BNK48 ได้ขึ้นแสดงร่วมกับ AKB48 ในงานประชันร้องเพลงขาวแดง งานแสดงดนตรีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่จัดในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีและถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NHK

และสำหรับแฟน ๆ BNK48 ปีนี้เห็นจะไม่มีอะไรบันเทิงไปกว่า Victory BNK48 รายการวาไรตี้สุดจัดปลัดบอกที่เวิร์คพอยท์จัดสรรให้อย่างจุใจตลอดครึ่งปีหลังของปี 2561 ทั้งสิ้น 26 ตอน โดยออกอากาศตอนสุดท้ายของปีนี้ไปเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา

อย่ากระนั้นเลย เพื่อเป็นการส่งท้ายปี 2561 ที่สุดแสนสดใสและต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่กำลังจะมาถึง แบไต๋ขอรวบรวมไฮไลต์ที่เป็นที่สุดในหลาย ๆ ด้านจากรายการ Victory BNK48 มาให้ทุกท่านได้รับชมกัน สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามรายการอยู่แล้วก็ขอเชิญชมเพื่อเก็บเป็นความประทับใจ ส่วนแฟน ๆ ที่ติดตามบ้างไม่ติดตามบ้างหรือไม่เคยติดตามเลยก็ขอให้รับชมเป็นความบันเทิงรวบตึงก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกันนะครับ

กรรมติดจรวดที่สุด: กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็กิน!

ในรายการตอนที่ 19 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน อาจารย์ยิ่งศักดิ์ กูรูด้านอาหารแถวหน้าของเมืองไทย ได้มาร่วมสนุกและถ่ายทอดวิชาการทำอาหารให้กับบรรดาเม็มเบอร์ BNK48 โดยในภารกิจ “แม่ครัวหัวสลับ” เม็มเบอร์ต้องออกมาทำอาหาร โดยมีเมนูอย่างไส้กรอก ขนมทองเอก หรือแม้กระทั่งลูกชุบ และเนื่องจากมีเม็มเบอร์ที่มาร่วมทำอาหารอย่างปูเป้ ที่การเข้าครัวของเธอเป็นได้แค่การเข้าไปหยิบซอสมะเขือเทศ งานนี้จึงการันตีความวินาศสันตะโรได้เป็นอย่างดี

และไฮไลต์นี้ก็ได้เกิดระหว่างที่ไข่มุก เม็มเบอร์ที่ถนัดการทำอาหารและยังมีรายการทำอาหารของตัวเองอย่างรายการครัวคุณไข่ บัญชาการทำอาหารของเนยและเจน เพื่อนร่วมทีม ได้ปล่อยมุกออกมาว่า “ไม่เป็นไร เราไม่ได้กิน เจน เราไม่ได้กิน” แน่นอนว่าแฟน ๆ ที่คุ้นเคยกับมุกทะลุกลางปล้องของคุณไข่ก็คงขำในความจังหวะนรกของคุณไข่ แต่อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ที่เป็นเชฟยอดฝีมือ ได้ยินดั่งนั้นย่อมขำไม่ออก ปรี๊ดแตกกันตรงนั้นเลย สุดท้ายทีมสีฟ้าของคุณไข่ก็ได้รับบทลงโทษอย่างสาสมด้วยการโดนสั่งให้กินอาหารที่พวกเธอเองทำ เป็นบทเรียนเรื่องกฎแห่งกรรมทันตาเห็นโดยไม่ต้องเข้าวัดหรือชั้นเรียนวิชาพุทธศาสนาเลยจ้า

หวีดที่สุด: ขมิ้น หยุดซอยขาเดี๋ยวนี้!

ผีมีจริงหรือไม่ อันนี้เราไม่อาจทราบได้ แต่ความหวีดของเม็มเบอร์ BNK48 นั้นมีอยู่จริง โดยในรายการตอนที่ 9 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เม็มเบอร์ 4 คนต้องปฏิบัติภารกิจ “หน้าใสในที่มืด” ภายใต้การกำกับของป๋อง กพล ผู้ดำเนินรายการผีและเรื่องลี้ลับ โดยเม็มเบอร์ต้องเข้าไป “ล่าท้าผี” ในสตูดิโอของเวิร์คพอยท์ (ครับ สตูดิโอที่เขาถ่ายรายการของเวิร์คพอยท์ เวิร์คพอยท์ตรงปทุมธานีที่ข้างหน้ามีเซเว่นนั่นแหละครับ) ในภารกิจนี้เราจะได้เห็นเม็มเบอร์แสดงอารมณ์หวีดในที่มืดกันอย่างเต็มเหนี่ยว

แต่ในบรรดาเม็มเบอร์ทั้ง 4 คน เห็นจะไม่มีใครหวีดหนักเท่ากับขมิ้น เม็มเบอร์ BNK48 รุ่นที่ 2 ที่หวีดได้ฮาที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินชนกำแพง การพูดไม่รู้เรื่อง และที่เป็นไฮไลต์ก็คือการซอยขาอันลือลั่นของเธอที่ปัจจุบันกลายเป็นมุกประจำตัวเธอไปแล้ว

และถ้าท่านสนุกสนานกับการหวีดของขมิ้นแล้วล่ะก็ ก็ขอเชิญตามไปชมการหวีดในภารกิจ “เก้าอี้เสี่ยงทาย” ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนกันต่อ ถึงจะแม้จะอยู่ในสตูดิโอสว่างจ้า แต่เพียงเมื่อเธอปิดตา ความหวีดก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

หักเหลี่ยมเฉือนคมที่สุด: กล้าอ๊ะเปล่า!

ในรายการตอนที่ 17 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เม็มเบอร์ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คนต้องออกมาปฏิบัติภารกิจ “กล้าอ๊ะเปล่า” แต่ละคนต้องสุ่มหยิบไข่คนละ 1 ฟอง ซึ่งอาจจะเป็นไข่ดิบหรือไข่สุก และต้องตอกไข่ใส่หน้าตัวเองในตอนสุดท้าย (ถ้าเป็นไข่สุกก็ดีไป ถ้าเป็นไข่ดิบก็เละตุ้มเป๊ะจ้า) แต่ก่อนที่จะตอกไข่ใส่หน้าตัวเอง เม็มเบอร์แต่ละคนจะสามารถพูดจาหว่านล้อมหรือหลอกล่อเม็มเบอร์คนอื่นได้และสามารถแลกไข่กับเม็มเบอร์คนอื่นได้ 1 ครั้ง เกมนี้จึงเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมของไอดอลที่มีความเละตุ้มเป๊ะเป็นเดิมพันและความฮาเป็นของขวัญแก่ผู้ชม

เพื่อไม่เป็นการสปอยล์ ขอเชิญทุกท่านเข้าไปชมกันได้เลยครับ ^_^

จั๊กจี้หัวใจที่สุด: เฌอปราง-เจมส์ ปูเป้-เค้ก เจน-มินมิน-อิซึรินะ และรตา-น้ำหนึ่ง

ถึงแม้ Victory BNK48 จะมีจุดขายหลักเป็นความน่ารักสดใสและความเฮฮาของเม็มเบอร์ BNK48 แต่รายการก็มีหนุ่ม ๆ มาให้สาว ๆ ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจเหมือนกัน โดยในรายการตอนที่ 18 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เจมส์ ธีรดนย์ นักแสดงระดับพระเอกสุดหล่อจากค่าย GDH คู่ขวัญของเฌอปรางจากภาพยนตร์เรื่อง Homestay อันลือลั่น ได้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษและมอบภารกิจให้กับเม็มเบอร์ โดยให้เม็มเบอร์ทำการแสดงร่วมด้วย หนุ่มหล่อกับสาวสวยมาเจอกัน ความเขินและความน่ารักระเบิดกระจุยกระจายเลยจ้า

และนอกจากจะมีเจมส์ ธีรดนย์มารับบทพระเอกให้แล้ว เม็มเบอร์ BNK48 เองก็ได้มารับบทพระเอกเช่นกัน โดยในรายการตอนที่ 10 เมื่อวันที่ 4 กันยายน เม็มเบอร์ต้องมาปฏิบัติภารกิจ “รักใคร ให้บอกเลย” ทำการแสดงบทพระนางสารภาพรักกัน ความพิเศษคือเม็มเบอร์ 3 คน ได้แก่เค้ก รินะและน้ำหนึ่ง มารับบทหนุ่มหล่อให้ทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ได้กรี๊ดกันด้วย

ไพเราะจับใจที่สุด: “Nandemonaiya” และ “ทวงรักฝากลม”

ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน The Toys ศิลปินอัจฉริยะยอดฝีมือที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ ได้มาถ่ายทอดทักษะดนตรีให้เม็มเบอร์ BNK48 และเม็มเบอร์ก็ได้มาประกวดร้องเพลงกัน เสียงที่สุดแสนไพเราะที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกท่านฟังก็คือเสียงของมิโอริในเพลง Nandemonaiya และเสียงของฟีฟ่าในเพลงทวงรักฝากลม

เพลง Nandemonaiya เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชันญี่ปุ่นเรื่อง Your Name อันเป็นปรากฏการณ์ เข้าฉายเมื่อปี 2559 เป็นภาพยนตร์ที่มียอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 4 ของญี่ปุ่น ภาพยนตร์อนิเมะที่ยอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามและประสบความสำเร็จอย่างสูง

ส่วนเพลงทวงรักฝากลมนั้น เป็นเพลงของใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ ผลงานการประพันธ์ของโน้ต เชิญยิ้ม ศิลปินตลกแถวหน้าของเมืองไทย บทเพลงนี้ได้รับรางวัลเพชรในเพลง 2558 จากกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นรางวัลชนะเลิศประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ซึ่งเมื่อโน้ต เชิญยิ้มได้ฟังเสียงของฟีฟ่าแล้วก็ชื่นชมฟีฟ่าอย่างมาก ถึงกับแต่งเพลงให้เลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับไฮไลต์จากรายการ Victory BNK48 ที่เราแนะนำให้ทุกท่านชมกันในปีนี้ หวังว่า BNK48 ได้เป็นความสุขให้ทุกท่านตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับปีหน้า Victory BNK48 จะมีซีซั่นใหม่หรือไม่ หรือ BNK48 จะมามอบความสุขสนุกสดใสให้ทุกท่านทางใดอีก ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

สวัสดีปีใหม่ 2562 ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!